Masukเด็กสี่คนที่ยืนคุยกันอยู่เป็นจุดสนใจให้กับคนที่กำลังทำครัวอยู่ไม่น้อย พวกเขาหันไปมองกลุ่มของเพ่ยหยูไม่นานก็หันกลับไปทำงานของตัวเองเงียบ ๆ ต่อ ในตอนที่พวกเขาได้มาอยู่ที่นี่ครั้งแรกก็ไม่ต่างจากพวกเพ่ยหยูนัก แต่ละคนทั้งกลัวทั้งกังวลแต่ก็ไม่ถึงกับขาดความเป็นเด็กไปตั้งแต่แรก กระทั่งพวกเขาอยู่ที่แห่งนี้มานานถึงสิบปี อารมณ์ต่าง ๆ ของพวกเขาที่ถูกจำกัดเอาไว้จากกฎระเบียบก็เปลี่ยนไปจนกลายเป็นคนไร้ชีวิตชีวาอย่างตอนนี้
การจะทำตัวเหมือนเด็กทั่วไปเป็นเรื่องยากสำหรับพวกเขา แต่ละวันทุกคนต่างมีหน้าที่รับผิดชอบตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งเข้านอน พวกเขาทำเช่นนี้ซ้ำ ๆ ทุกวันจนกลายเป็นไร้ซึ่งความรู้สึก แต่ละคนต่างรอให้ภาครัฐจัดสรรงานตามความสามารถให้ตอนอายุครบสิบแปดก็จะสามารถออกจากสถาบันแห่งนี้ไปใช้ชีวิตของตัวเองได้ก็เท่านั้น ซึ่งพวกเขาต่างเหลือเวลาอีกไม่กี่เดือนก็จะออกไปได้แล้ว
“พวกเราไปนั่งรอเลยดีไหม ยังไงพวกเราก็ไปเดินเพ่นพ่านที่อื่นไม่ได้อยู่แล้วนี่นา” ซู่ฟางเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นว่าพวกเธอยืนคุยกันมาพักใหญ่จนเริ่มเมื่อยขาแล้ว
“อื้อ ไปกันเถอะ” ไป่หลิวพยักหน้ารับคำและจูงมือเล็กนุ่มของเพ่ยหยูนำหน้าไปทันที
ขณะที่เด็ก ๆ กำลังนั่งมองซ้ายมองขวาอยู่ในโรงอาหาร พวกเขาเห็นทหารบ้านสี่คนเดินเรียงแถวกันเข้ามาอย่างเป็นระเบียบ สองคนเดินไปพูดคุยกับพี่ชายพี่สาวที่ทำอาหารอยู่ ส่วนอีกสองคนกลับเดินมาทางที่พวกเพ่ยหยูนั่งอยู่ ก่อนที่หนึ่งในนั้นจะเอ่ยขึ้น
“พวกเธอมาใหม่สินะ ทำไมไม่เข้าเรียนในห้อง มานั่งกันที่นี่ทำไม” เด็กอายุประมาณสิบห้าที่เดินมาถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา เขาเป็นทหารบ้านได้หนึ่งเดือนแล้วจึงมักจะใช้อำนาจแบบนี้กับเด็กใหม่อยู่บ่อย ๆ วันนี้ก็ไม่ต่างจากวันอื่น
“เราไม่รู้ว่าต้องไปเรียนที่ไหนครับ” จางเจี้ยนเห็นว่าเพื่อนเขากับน้องสาวหน้าซีดลงไปจึงตอบแทนทุกคนด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งไม่ต่างจากทหารบ้านที่มานัก
“ฮึ! ไม่รู้แล้วทำไมไม่ถามล่ะ คนก็อยู่เยอะแยะ” ทหารบ้านอีกนายที่มาด้วยมองทั้งสี่คนด้วยสีหน้าเหยียดหยาม พวกเขาอยู่ที่นี่มาหลายปีแล้วจึงอดจะแสดงอำนาจของตนไม่ได้
“ถ้าอย่างนั้นรบกวนพวกพี่ชายพาเราไปเรียนได้หรือเปล่าคะ” ไป่หลิวไม่อยากมีเรื่องรีบพูด
“พวกแกจะให้อะไรเป็นการตอบแทนพวกเราล่ะถ้าพาไปห้องเรียน” ทหารบ้านคนแรกยังคงอยากได้ผลประโยชน์ให้ตัวเองบ้างหากเขาต้องเสียเวลา
“เอ่อ พวกเราไม่มีอะไรเลยนะคะ แล้วจะเอาอะไรมาให้พวกพี่ชายล่ะ” ซู่ฟางเอ่ยเสียงสั่นอย่างหวาดกลัวไม่น้อย หน้าตาพี่ชายพวกนี้น่ากลัวสำหรับเธอมากจริง ๆ
“หมั่นโถวหนึ่งก้อน หรือไม่ก็โจ๊กสักถ้วยก็ได้นี่ เที่ยงนี้โรงอาหารก็จะแจกให้ พวกเราจะมารับจากพวกแกเอง ตกลงไหม” ทหารบ้านอีกคนแสยะยิ้มร้ายออกมาทันที
“พี่ชายคะ คุณป้า ผอ.บอกว่าหนูไม่ต้องเข้าเรียนเพราะอายุไม่ถึงเกณฑ์ พวกพี่ยังจะเอาอาหารของหนูไปเหมือนพวกพี่ชายพี่สาวหรือเปล่าคะ” เพ่ยหยูเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงใส เธอไม่กลัวสองคนนี้เลยแม้แต่น้อย เพราะเพ่ยหยูรู้สึกว่าพี่ชายเธอที่อายุมากกว่าสี่ปีนั้นดุกว่าพวกเขา
“หืม? ถ้าไม่เข้าเรียนแล้วเธอจะทำอะไร” ทหารบ้านคนแรกขมวดคิ้วมุ่น ตัวเขาเองมาอยู่ที่นี่ก็ตอนอายุสิบขวบแล้ว เขาเลยไม่รู้ว่าทำไมเพ่ยหยูจึงไม่ต้องเข้าเรียนเหมือนเขา
“คุณป้า ผอ.ให้หนูไปช่วยทำงานเล็ก ๆ น้อย ๆ ในสถาบันค่ะ” เพ่ยหยูเอ่ยบอก ก่อนหน้าที่พวกเธอจะแยกกับจูข่ายหนิง จูข่ายหนิงก็บอกเพ่ยหยูเอาไว้แล้วว่าให้เพ่ยหยูทำอะไรบ้างที่นี่
“เฮ้! อย่าไปยุ่งกับเด็กคนนี้เลยน่า ดูท่าทางเธอไม่เหมือนคนอื่นเลยนะ ไม่แน่ว่า ผอ.จะให้การดูแลเธอเป็นพิเศษหรือเปล่า” ทหารอีกคนกระซิบบอกเพื่อน เขาไม่กล้ามีปัญหากับเด็กที่ดูท่าทางร่ำรวยอย่างเพ่ยหยูจริง ๆ ไม่อย่างนั้นหากยังรังแกคนพวกนี้ต่อไป พวกเขาคงถูกลงโทษตามกฎของที่นี่แน่หากเพ่ยหยูได้รับการดูแลแบบพิเศษจริง ๆ
“ชิ กลัวอะไร ก็แค่เด็กคนหนึ่ง” ทหารบ้านคนนี้ยังคงไม่ยอมแพ้ เขาอยากแสดงให้เด็กใหม่รู้ว่าไม่ควรเหิมเกริมกับพวกเขาซึ่งมีตำแหน่งเป็นถึงทหารบ้านประจำที่นี่
แต่ก่อนที่ทหารทั้งสองจะก่อเรื่องไปมากกว่านี้ ทหารบ้านสองคนที่เพิ่งคุยกับในครัวเสร็จต่างเดินมาถึงพอดี พวกเขาเห็นสีหน้าของพวกจางเจี้ยนไม่ค่อยดีนักจึงเอ่ยถามขึ้นมา พอรู้ว่าทหารบ้านใหม่สองคนมาก่อเรื่องกับเด็กใหม่ เขาก็จัดการลงโทษทหารบ้านทั้งสองทันที
“ขอโทษแทนพวกเขาด้วยนะ ฉันจะรายงานเรื่องนี้ให้เจ้าหน้าที่คุมประพฤติและปลดตำแหน่งของพวกเขาเอง คราวหน้าถ้ามีใครมารีดไถของกินจากพวกเธออีกก็ให้บอกพวกเราได้” ทหารบ้านที่อายุน่าจะประมาณสิบเจ็ดเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มบาง
“ไม่เป็นไรค่ะพี่ชาย รบกวนพี่ชายพาพี่สาวกับพี่ชายหนูไปห้องเรียนได้ไหมคะ หนูจะไปช่วยพวกพี่ ๆ ในครัวทำงานเล็ก ๆ น้อย ๆ เองนะคะ” เพ่ยหยูยิ้มหวานออกมาทันที เธอไม่คิดว่าที่นี่จะมีพี่ชายใจดีแบบนี้อยู่ด้วย
“ได้สิ พวกเธอตามมาก็แล้วกันนะ อีกสองชั่วโมงก็จะเที่ยงแล้ว ค่อยมากินข้าวที่นี่ทีหลัง”
“ขอบคุณครับ/ค่ะ” จางเจี้ยน ไป่หลินและซู่ฟางรับคำพร้อมกัน พวกเขาลุกขึ้นเดินตามหลังทหารบ้านคนนั้นไปอย่างรวดเร็ว ระหว่างทางพวกเขายังสอบถามเรื่องความเป็นอยู่ในสถาบันอีกด้วย เพื่อที่หลังจากนี้พวกเขาจะได้ปฏิบัติตัวให้ถูกต้อง ป้องกันการถูกลงโทษ
เพ่ยหยูเห็นว่าพวกเขาเดินไปไกลแล้วจึงปีนลงจากเก้าอี้อย่างระมัดระวัง จากนั้นเธอก็เดินไปทางครัวพร้อมรอยยิ้มไม่ต่างจากก่อนหน้านี้ เมื่อก่อนเพ่ยหยูเคยเห็นแม่ทำอาหารและเคยช่วยหยิบจับอยู่บ้าง เธอจึงคิดว่าที่นี่เธอน่าจะช่วยงานเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้
“พี่สาวคะ มีอะไรให้หนูช่วยบ้างไหมคะ” เสียงเล็กใสของเพ่ยหยูดังขึ้นด้านหลังสุ่ยอวี้
“หืม? เธอไม่ต้องไปเรียนหรือยังไงเด็กน้อย” สุ่ยอวี้ที่กำลังหั่นผักหันมาเห็นเพ่ยหยูที่หน้าตาน่ารักราวกับตุ๊กตาตัวน้อยก็อดยิ้มขึ้นมาไม่ได้
“หนูอายุยังไม่ถึงเกณฑ์ค่ะ คุณป้า ผอ.บอกว่าให้หนูมาช่วยทำงานเบา ๆ ได้ค่ะ” เพ่ยหยูยิ้มกว้างเมื่อเห็นว่าพี่สาวไม่คิดจะไล่เธอไปตั้งแต่แรกเห็น
“อ้อ ถ้าอย่างนั้นไปล้างผักช่วยเหลียวตงทางนั้นเถอะ เธอน่าจะพอทำได้” สุ่ยอวี้ชี้นิ้วไปอีกด้านหนึ่งซึ่งเด็กผู้ชายวัยเดียวกันกำลังทำงานอยู่กับกองผักจำนวนมาก
“ได้ค่ะ ขอบคุณพี่สาวมากนะคะ” เพ่ยหยูค้อมหัวคำนับอย่างรู้ความ ท่าทางของเธอยิ่งทำให้สุ่ยอวี้อดเอ็นดูขึ้นมาไม่ได้ น้อยนักที่จะมีเด็กวัยนี้มีกิริยามารยาทดีเหมือนเพ่ยหยู
เหลียวตงพอได้ยินเสียงเรียกของเพ่ยหยูและบอกว่าเป็นสุ่ยอวี้ที่ส่งมาก็พยักหน้ารับคำให้เพ่ยหยูนั่งลงเก้าอี้เล็ก ๆ ซึ่งวางอยู่ใกล้ ๆ เขายังสอนเพ่ยหยูช้า ๆ เพื่อให้เธอช่วยล้างผักอย่างไม่คิดอะไรมากมายนัก อย่างไรเสียการมีคนมาช่วยก็เบาแรงเขาได้มาก
เพ่ยหยูคอยช่วยงานต่าง ๆ ในครัวจนกระทั่งอาหารทุกอย่างเสร็จก่อนเสียงประกาศจากลำโพงกระจายเสียงจะดังออกมาเพียงแค่สิบนาที ระหว่างนั้นสุ่ยอวี้ก็คอยดูแลเพ่ยหยูไม่ให้เธอเดินเพ่นพ่านไปทั่วจนถูกทหารบ้านลงโทษ
เมื่อฉินจ้วงพูดจบ ทุกคนต่างลุกขึ้นเดินตามหลังเขาเพื่อไปขึ้นรถยนต์ที่จอดรออยู่หน้าประตูบ้านเซี่ยเยี่ยนทันที หลังจากทุกคนแยกกันขึ้นรถทั้งห้าคันแล้ว ขบวนรถก็เคลื่อนออกไปทันทีโดยมีจุดหมายปลายทางคือธนาคารที่บอสตันฝั่งตรงข้ามแม่น้ำชาลส์ ซึ่งที่นั่นเป็นธนาคารขนาดใหญ่และสามารถทำบัตรวีซ่ารวมถึงบัตรเดบิตให้ได้ถ้ามีเงินมากพอระหว่างทางไปยังธนาคาร หวังหมิงทงมีสีหน้าเศร้าอยู่ตลอดเวลาจนทำเอาเซียวอวี้ตงที่นั่งมาข้างกันอดถามเพื่อนไม่ได้ว่าเขาเป็นอะไรกันแน่“ฉันกังวลว่าเงินของฉันจะไม่พอทำบัตรกดเงินสดได้น่ะ” หวังหมิงทงรู้แต่แรกว่าตระกูลเซียวเองก็มีเงินรวมกันทั้งหมดเพียงหนึ่งหมื่นดอลลาร์เท่านั้น แต่ก็ยังเป็นตัวเลขที่หวังหมิงทงคิดว่าเซียวอวี้ตงสามารถทำบัตรกดเงินได้แน่นอนอยู่แล้ว“นายอย่าเพิ่งคิดมากเลยนะหมิงทง อย่างมากฉันก็จะขอแบ่งเงินจากพ่อแม่ค
“ได้สิ เอาอย่างที่เสี่ยวเยี่ยนบอกก็ได้ เด็ก ๆ จะได้มีเวลาพักผ่อนอีกสักหลายวันพอดี” ฉินจ้วงพยักหน้ารับคำแทนหลานสาวกับเพื่อน ๆ เขาไม่อยากให้ทุกคนคร่ำเคร่งเกินไป เพราะฉินจ้วงรู้ดีว่าหลานสาวกับเพื่อนคอยทบทวนบทเรียนกันมาตลอดสองปีที่ผ่านมาเพื่อเตรียมตัวสอบหลังจากทานอาหารกันเสร็จได้ประมาณสองชั่วโมง ผานฟงก็กลับเข้ามาที่บ้านพร้อมกับบอดี้การ์ดซึ่งขับรถอีกสี่คันกลับมา เซี่ยเยี่ยนบอกพวกเขาไปกินข้าวกันให้เรียบร้อย จากนั้นค่อยพาทุกคนไปยังบ้านเช่าหลังใหม่ที่อยู่ไม่ไกลจากบ้านหลังนี้นัก แน่นอนว่าเซี่ยเยี่ยนจะไปกับทุกคนด้วยเพื่อช่วยดูแลและอำนวยความสะดวกเกี่ยวกับสิ่งของในบ้านหลังนั้นกว่าที่รถยนต์ห้าคันจะขับตามกันออกไปจากบ้าน พระอาทิตย์ก็ตกดินไปนานกว่าหนึ่งชั่วโมงเลยทีเดียว เพราะบอดี้การ์ดทั้งสิบคนมีหลายคนที่ยังเวียนหัวกันอยู่ ทำให้พวกเขาไม่ค่อยอยากตื่นขึ้นมาจากการปลุกของเพื่อนร่วมงาน แต่ด้วยคำสั่งของฉินจ้วง ทุก
ฉินจ้วงหันไปบอกบอดี้การ์ดให้ไปกับผานฟงด้วยสี่คนทันที เขายังกำชับให้ทุกคนขับรถอย่างระมัดระวัง เพราะแต่ละคนเพิ่งเคยมาที่นี่ครั้งแรก ฉินจ้วงจึงเป็นห่วงมาก“คุณพ่อคะ เราจะให้ใครไปอยู่บ้านเช่าหลังใหม่กันบ้างคะ” หลงเสวี่ยเวยรู้แล้วว่าบ้านหลังนี้มีห้องนอนแค่สี่ห้องเท่านั้น ซึ่งไม่เพียงพอสำหรับคนทั้งหมดแน่ ๆ“เสี่ยวเยี่ยน บ้านเช่ามีกี่ห้องเหรอลูก” ฉินจ้วงหันไปถามเซี่ยเยี่ยนที่นั่งฟังเงียบ ๆ อยู่“บ้านหลังนั้นมีเจ็ดห้องครับ” เซี่ยเยี่ยนบอกไปตามที่ถามเพื่อนมา เพราะบ้านหลังนั้นปกติจะปล่อยเช่าเป็นห้องห้องไป เพียงแต่คนที่เช่าเกิดเรียนจบพร้อมกันเลยทำให้บ้านว่างทุกห้อง“อืม...ถ้าอย่างนั้นก็ให้พวกลูกกับคุ
“พี่เซี่ยมองฉันทำไมกันคะ” เพ่ยหยูเอ่ยถามเสียงเบา เธอกลัวว่าถ้าพูดเสียงดังเพื่อนจะตื่น“พี่แค่กลัวว่าน้องจะเจ็ทแลคน่ะครับ” เซี่ยเยี่ยนบอกไปตามตรง ถึงสีหน้าเขาจะเย็นชาแต่ดวงตาของเขาบอกเพ่ยหยูว่าเขาเป็นห่วงเธอมาก“ฉันดีขึ้นมากแล้วค่ะ ตอนนั่งรถก็เวียนหัวอยู่เหมือนกัน” เพ่ยหยูบอกพร้อมรอยยิ้มบาง“เฮ้อ เป็นพี่ที่ดูแลพวกน้องได้ไม่ดีเองครับ” เซี่ยเยี่ยนอดถอนหายใจออกมาเสียงดังไม่ได้“อย่าโทษตัวเองสิคะ ฉันรู้ว่าพี่พยายามช่วยพวกเราเต็มที่แล้ว” เพ่ยหยูปลอบใจ“ขอบคุณนะครับที่ไม่ถือโทษพี่” เซี่ยเยี่ยนยังคงรู้สึกผิดอยู่ไม่น้อย
“ได้ค่ะคุณแม่” เพ่ยหยูรีบเดินไปประคองแขนอีกข้างของฉินจ้วงและเดินตามเซี่ยเยี่ยนเข้าไปภายในรั้วบ้านหลังขนาดกลางตรงหน้า เธอไม่รู้หรอกว่าห้องนอนอยู่ส่วนไหน“คุณชายให้พวกเขาช่วยกันดูดฝุ่นในห้องนั่งเล่นได้ไหมครับ ผมจะขึ้นไปทำความสะอาดห้องนอนให้นายท่านผู้เฒ่าฉินสักครู่” ผานฟงหันไปคุยกับเซี่ยเยี่ยน“อืม...นายรีบไปเถอะ” เซี่ยเยี่ยนพยักหน้ารับคำ จากนั้นเขาก็หันไปเรียกบอดี้การ์ดของฉินจ้วงให้มาช่วยกันทำความสะอาดภายในบ้านชั้นหนึ่งก่อน“พาคุณปู่ไปนั่งพักก่อนดีไหมคะพี่เซี่ย ที่นี่มีโซฟาไหม” เพ่ยหยูหันไปถามเซี่ยเยี่ยน ตอนนี้พวกเธอยังคงยืนกันอยู่หน้าประตูบ้านภายในแล้ว เพียงแต่ไม่รู้ว่าจะเดินไปทางไหน เพราะในบ้านยังไม่ได้เปิดหน้าต่างให้แสงเข้ามาภายในเลย
หลังจากพวกเขาทานข้าวและเข้าห้องน้ำกันเรียบร้อยแล้ว ฉินจ้วงก็พาทุกคนไปนั่งรอเครื่องบินเพื่อบินไปต่อเครื่องที่สนามบินนาริตะ จากนั้นยังต้องต่อเครื่องจากนิวยอร์กไปยังบอสตัสอีกครั้ง เมื่อถึงบอสตันก็ยังต้องต่อรถไปยังเมืองเคมบริดจ์โดยข้ามสะพานผ่านแม่น้ำชาลส์ ซึ่งฉินจ้วงคิดจะจ้างรถที่สนามบินบอสตันเพื่อความสะดวกสำหรับทุกคน“เฮ้อ ไม่รู้ว่าเดินทางครั้งนี้จะเหนื่อยมากแค่ไหนกันนะ กว่าจะไปต่อเครื่องอะไรอีก” เซียวอวี้ตงหันไปบ่นกับหวังหมิงทงที่นั่งข้างกัน“เอาน่า ยังไงพวกเราก็ต้องไปนี่นา นายก็อดทนหน่อย” หวังหมิงทงที่เคยเดินทางด้วยรถไฟกลับบ้านเกิดของตัวเองให้กำลังใจเพื่อนสนิทที่ไม่ค่อยเดินทางไกล“ลูกอย่าบ่นมากนักเลยอวี้ตง ไปถึงที่โน่นแล้วค่อยนอนพักยาว ๆ” เซียวเจิ้งพ่อของเซียวอวี้ตงได้ยินเสียงบ่นของลูกชายจึงชะโงกหน้าผ่านร่าง
“หนูจะตั้งใจเรียนค่ะอาจารย์ ถ้าไม่มีอะไรแล้ว หนูขอตัวกลับหอพักก่อนนะคะ” เพ่ยหยูที่หอบหนังสือหลายเล่มเอาไว้รีบบอก เธอไม่คิดว่าหนังสือจะหนามากขนาดนี้“ไปเถอะ มีอะไรสง
จูข่ายหนิงคุยกับเพ่ยหยูไม่นานก็บอกให้ทุกคนแยกย้ายกันไปกิินมื้อเที่ยงให้เสร็จ เธอเองก็เดินหายลับไปเพื่อกินข้าวที่เจ้าหน้าที่เตรียมเอาไว้ให้ในห้องทำงานเหมือนกับทุกวันไป่หลิวกับซู่ฟางช
“อยู่ที่นี่อาหยูต้องดูแลตัวเองดี ๆ นะ ลุงจะมาเยี่ยมบ่อย ๆ” ตำรวจที่พามาอดสงสารเพ่ยหยูขึ้นมาไม่ได้ เพราะสภาพความเป็นอยู่ที่นี่ไม่ค่อยสู้ดีนัก ยังดีที่เขากับเพื่อนเก็บสิ่งของมีค่าของเพ่ยหยูซ่อนไว้ในกระเป๋าให้เธอแล้ว
เมืองซูโจว มณฑลเจียงซู ปี 1975 สภาพผู้คนในเมืองที่เงียบเหงาแห่งนี้ไม่ต่างจากทุกวันที่ผ่านมา เมืองริมคลองที่มีสภาพทรุดโทรมยังคงอยู่ ผู้คนในเมืองต่างไม่สนใจชีวิตของคนอื่น พวกเขาต้องการเพียงเอาตัวรอดไปวัน ๆ ในยุคข้าวยากหมากแพงและการถูกควบคุมจากทางการอย่างเข้มงวดก็ไม่อาจทำให้พวกเขามีชีวิตอย่างอิสระได้







