LOGINตอนที่ 32
เฟิงหลี่เฉียงสบตากับอาจารย์ของเขา ที่ตอนนี้ดูทรุดโทรมเพราะอดหลับอดนอนมาหลายวัน เขารู้ว่าอาจารย์ต้องการให้มาช่วยหาว่าองค์ชายจูจ้านจีได้รับยาพิษจากแหล่งใด
เขาจึงทูลกับพระชายาว่า “กระหม่อมขอจับชีพจรและตรวจร่างกายขององค์ชายพะยะค่ะ”
ต้วนเจี่ยซินรีบจึงรีบทูลอธิบายเพิ่มว่า “บัณฑิตเฟิงเป็นหมอด้วยพะยะค่ะ”
บัณฑิตเฟิงเดินเข้าไปใกล้เตียง เขาตรวจดูอาการขององค์ชายจูจ้านจี ทั้งการสังเกตสีหน้า เปลือกตา และจับชีพจร และตรวจดูร่องรอยตามร่างกาย ก็ไม่พบความผิดปกติใดๆ หลังจากนั้นก็ซักถามอาการจากคนใกล้ชิด เขารู้ว่าตนเองจะต้องใช้เวลาในการสืบหาข้อมูล
ในวันนั้น เขาจึงขออนุญาตอยู่ในวังเพื่อสืบหาสาเหตุ เขากับต้วนเจี่ยซินและต้วนเหวินเจี่ย แยกย้ายกันออกไปหาสิ่งที่น่าจะเป็นอันตรายต่อองค์ชาย โดยเฉพาะอาหาร และข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ซึ่งก็ไม่พบสิ่งผิดปกติใด และยิ่งทำให้พระชายาสิ้นหวังมากขึ้น ที่จริงแล้วองค์รัชทายาทจูเกาชื่อ ได้ให้ทหารรักษาพระองค์ตรวจสอบความผิดปกติไปด้วย แต่ก็ยังไม่พบสาเหตุ
อย่างไรก็ตาม ในช่วงบ่าย ต้วนเจี่ยซินปลุ
กานซู เป็นมณฑลที่อยู่ติดกับมองโกลตะวันตกและมองโกลใน จึงเป็นด่านแรกที่ถูกรุกรานจากมองโกล ทุกจังหวัดในกานซูได้รับจดหมายด่วนจากผู้ว่าการมณฑลและแม่ทัพชายแดน แจ้งเตือนว่ามีกองกำลังจากมองโกลบุกหลายพื้นที่พร้อมกัน ผู้ว่าการจังหวัดต่างเตรียมต่อสู้ บางคนพอจะระแคะระคายมาบ้าง และยังมีความรักชาติอยู่ พวกเขาเตรียมพร้อมเอาไว้แล้ว แต่บางคนที่ร่วมมือกับผู้ว่าการมณฑลกานซู ก็มีการเตรียมการเช่นกัน แต่ไม่จริงจังในตอนสายวันหนึ่ง ที่จางเย่ เฟิงหลี่เฉียงขี่ม้าด้วยความเร็วพร้อมกับผู้ติดตามอีกสิบกว่าคน มุ่งหน้าไปนอกเมืองกานโจว เพื่อไปยังค่ายทหารของเหอชิงหยวน“ใต้เท้าเหอ!” เฟิงหลี่เฉียงเดินเข้าไปในห้องวางแผนการรบอย่างรวดเร็วในนั้น นายทหารหลายคนกำลังดูกระบะทรายที่จำลองเป็นแผนที่ของจางเย่ และรายล้อมด้วยจังหวัดอื่นในกานซู พวกเขาหันมาและทำความเคารพผู้ว่าฯหนุ่ม “ใต้เท้าเฟิง!”“สถานการณ์โดยรวมเป็นอย่างไรบ้าง” เฟิงหลี่เฉียงพร้อมกับผู้ติดตามอีก 2 คน เดินเข้าไปใกล้กระบะทราย ส่วนที่เหลือยืนรออยู่หน้าห้อง“ข้าได้รับรายงานว่า โอยรัตบุกโจมตีจังหวัดอู่เว่ยมาสองวันแล้ว แต่ที่ข้ากังวลใจ
ไม่เพียงแต่การช่วยสนับสนุนการสอบบัณฑิต แต่เฟิงหลี่เฉียงยังนึกถึงทักษะการขี่ม้าและยิงธนู ทหารที่เข้าสอบบัณฑิตทหาร จะต้องเก่งทักษะด้านนี้อยู่แล้ว แต่บัณฑิตที่สอบจอหงวนในยุคของฮ่องเต้หย่งเล่อ ก็ต้องสอบทักษะนี้ด้วยเช่นกัน สำหรับผู้ว่าเฟิงแล้ว เขายังนึกไปถึงการให้บัณฑิตเหล่านี้ได้รู้จักต่อสู้ป้องกันตัว ซึ่งจะเป็นผลดีในช่วงเกิดสงครามด้วยวันหนึ่ง เขาจึงปรึกษากับนายพลเหอชิงหยวน ในระหว่างที่มีการประชุมเตรียมพร้อมรับสงคราม“ใต้เท้าเหอ ข้าอยากจะขอให้ผู้ที่จะสอบบัณฑิต ได้มีโอกาสใช้สถานที่ของท่านในการฝึกขี่ม้าและยิงธนูจะได้หรือไม่ขอรับ”อีกฝ่ายนิ่งคิดไป แต่เมื่อเฟิงหลี่เฉียงอธิบายเรื่องการเตรียมพร้อมสำหรับสงครามด้วย เขาจึงตกลง “ข้าจะจัดสถานที่อยู่นอกเขตทหารให้ เผื่อมีสายลับปะปนมาด้วย”ผู้ว่าฯเฟิงเห็นด้วย “ข้าเข้าใจในสิ่งที่ท่านพูด และถ้าไม่ลำบากเกินไป ข้าอยากจะขอทหารมาฝึกสอนได้ไหม”เหอชิงหยวนเข้าใจดีว่า นักเรียนส่วนใหญ่ขี่ม้าได้ เพราะอยู่ชายแดน แต่การยิงธนูนั้นเป็นเรื่องยาก เขาจึงรับปากอย่างเต็มใจ “ใต้เท้า ข้ายังคิดเรื่องการฝึกชาวบ้านเพื่อป้องกันตนเองด้ว
“ทำไมรึ” ใต้เท้าเฟิงสงสัย“ช่วงนี้ มีแม่สื่อมาที่บ้านหลายครั้ง จนข้ารำคาญเจ้าค่ะ” นางพูดตรงๆผู้ว่าเฟิงยังคงไม่เข้าใจ “มากันทำไมหรือ”เฟิงหลี่อิงหัวเราะ พี่ชายคนนี้ทำงานหนัก จนลืมไปว่าพวกเขามีอายุถึงเกณฑ์แต่งงานได้แล้ว“พวกเขามาเป็นแม่สื่อให้พี่ใหญ่กับข้าน่ะสิ”เฟิงหลี่เฉียงขมวดคิ้ว แต่สักพักก็นึกได้ และเมื่อเห็นสีหน้าอ่อนใจของน้องสาว ที่รู้ว่าเขาลืมอายุของตัวเองไป ใต้เท้าเฟิงจึงหัวเราะออกมาเขินๆแต่เขาก็รีบพูดกับน้องสาวด้วยสีหน้าจริงจังว่า “เจ้าอายุแค่ 16 ปี ยังเด็กอยู่ ข้าไม่อนุญาตให้เจ้าแต่งงานจนกว่าจะอายุ 18 ปีหรอกนะ” สักพักเขาก็ขมวดคิ้ว พูดขึ้นมาใหม่ “ไม่สิ ต้อง 20 ปีขึ้นไปเท่านั้น!”เด็กสาวหัวเราะเสียงดัง นางมองพี่ชายด้วยสายตาเคารพรัก “พี่ใหญ่ ข้าไม่คิดเรื่องการแต่งงานหรอก ทำไมเราต้องแต่งงานตามที่คนบอก แล้วยังแต่งกับคนที่เราไม่รู้จักด้วย”เฟิงหลี่เฉียงเลิกคิ้วสูง เขาอยากรู้ว่าเหตุใดนางจึงคิดเช่นนี้ ถึงทั้งสองพี่น้องจะไม่มีโอกาสได้พบกันมากนัก ดยเฉพาะช่วงที่เขาไปเรียนและทำงานที่เมืองหลวง แต่พวกเขาพูดคุยกันผ่านจดหมาย เ
เมื่อเหอชิงหยวนเห็นพายุทรายแรงขึ้น จึงสั่งให้ทุกคนรีบลงมาจากกำแพงเมืองและหาที่หลบทันทีในวันนั้น ทัพมองโกลแตกกระเจิงถอยร่นไป ทำให้กองทัพจางเย่ได้มีโอกาสหายใจหายคออีกครั้งหนึ่ง เมื่อรู้ว่าทหารมองโกลถอยหนีไปแล้ว ทหารและชาวบ้านที่หลบพายุทราย ต่างโห่ร้องด้วยความดีใจ พวกเขาตะโกนเรียกชื่อผู้ว่าฯเฟิงหลี่เฉียงด้วยความตื่นเต้นดีใจ ใครจะคิดว่าใต้เท้าเฟิงจะทำนายได้ว่าจะมีพายุทรายในวันนี้!เฟิงหลี่เฉียงใช้ผ้าห่อตัวปิดปากปิดจมูก ขี่ม้าฝ่าพายุทรายไปตามถนนในเมือง ทหารและชาวบ้านต่างแอบมองอยู่ในบ้าน พวกเขาพยายามส่งเสียงต้อนรับ แต่ทรายละเอียดก็พัดเข้าปากเข้าจมูกพวกเขา จนต้องไอออกมาผู้ว่าเฟิงอดหัวเราะไม่ได้ เขาโบกมือรับรู้ และพยายามตะโกนบอกว่า “วันนี้มองโกลจะไม่กลับมาแล้ว ขอให้พวกท่านพักผ่อนเอาแรงไว้!”แล้วเขาก็รีบเดินทางกลับที่พัก พร้อมกับจางไห่เฟิงและคนอื่นๆ เพื่อพักผ่อน เมื่อกลับไปถึงที่พัก ทั้งจางหมิงและจิวเหวินชางและคนอื่นต่างก็สงสัย“ท่านรู้ได้อย่างไรว่าพายุทรายจะมาวันนี้” จางหมิงถามด้วยความทึ่งเฟิงหลี่เฉียงยิ้ม “ตอนเด็ก ข้าเคยเดินทาง
เฟิงหลี่เฉียงเล่าสาเหตุการเดินทางมาที่นี่ ได้พบอะไรบ้าง และสรุปว่า “ข้าจึงมาขอความช่วยเหลือจากท่าน”ซุยเฉินเหยาหน้าเครียด “ข้ายินดีอย่างมาก! ข้าจะส่งคนไปติดตามกลุ่มพ่อค้าทั้งสองไปตลอด เพื่อดูว่า พวกนี้ติดต่อกับใคร และหายตัวไปที่ไหน เจ้าเห็นอย่างไร”ผู้ว่าฯหนุ่มนิ่งคิด ก่อนพูดเหมือนปรึกษาว่า “ข้ากำลังชั่งใจ ระหว่างจับกุมทั้งสองกลุ่มทันทีแล้วสอบสวน กับสะกดรอยตามไปจนพบกับเบาะแสอื่น แบบแรกมีข้อดี คือ ไม่ต้องห่วงว่าพวกเขาจะหลุดรอดไป แต่ก็ไม่แน่ใจว่าการสอบสวนจะสาวไปถึงตัวการได้หรือไม่ แต่แบบที่สองก็มีความเสี่ยง คือ คนที่สะกดรอยอาจจะถูกจับได้และพวกนั้นหนีไป คราวนี้ก็จะไม่ได้อะไรเลย”ซุยเฉินเหยาถอนหายใจ “แบบแรกข้าช่วยได้ทันที แต่แบบที่สอง ต้องคนมีฝีมือดีรสะกดรอยตาม ซึ่งข้าไม่มีคนแบบนั้น”จางไห่เฟิงที่นั่งฟังมาตลอดก็พูดว่า “จับกุมเลยดีกว่าขอรับ เราไม่มีกำลังคนติดตาม ถ้ารอคนมาช่วยจากกานโจว พวกเขาจะออกเดินทางไปก่อน”เฟิงหลี่เฉียงจึงตัดสินใจ “ถ้าเช่นนั้นก็ลงมือจับกุม แล้วเอาตัวมาสอบสวน”เมื่อตกลงกันได้แล้ว ซุยเฉินเหยาจึงส่งคนไปจับตาดูพ่อค้าเร่สองกลุ่ม แ
เฟิงหลี่เฉียงไปบ้านหลังหนึ่งที่เงียบและมีบ้านตั้งอยู่ติดกัน แสงไฟจากในบ้านลอดออกมาทางหน้าต่าง ในนั้นมีพ่อค้ากลุ่มแรกอาศัยอยู่ ชายหนุ่มไม่ใกล้ไม่ได้ เพราะมีคนเฝ้าระวังอยู่หน้าบ้าน ชายหนุ่มนั่งเฝ้าอยู่บนต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ตรงข้าม แต่ก็ยังหาทางเข้าใกล้ไม่ได้ จนเกือบจะถอดใจ แต่แล้วก็มีชายสองคน ขี่ม้าตรงมาที่บ้านหลังนี้“เปิดประตูหน่อย พวกข้ามาแล้ว” เสียงชายที่ขี่ม้ามา บอกคนในบ้าน สักพักมีคนเปิดประตูรั้วบ้านให้ พวกเขาหายเข้าไปข้างในบ้านอยู่เกือบหนึ่งชั่วยาม จากนั้นก็ออกมาและขี่ม้ากลับ เฟิงหลี่เฉียงถอนหายใจ เฝ้าอยู่ที่นี่ต่อไปก็ไม่มีประโยชน์ เขาตัดสินใจติดตามทั้งสองไป จนมาถึงบ้านอีกหลังหนึ่ง ที่นั่น เขาพบจางไห่เฟิงซ่อนอยู่ที่รั้วของบ้านติดกันที่เป็นบ้านว่าง ทั้งสองส่งสัญญาณมือบอกกัน จากนั้นก็เงี่ยหูฟังเสียงของคนในบ้าน เมื่อมาซ่อนตัวอยู่ที่รั้วข้างบ้าน พวกเขาจึงพอจะได้ยินเสียงพูดคุยกันแล้ว“ว่ายังไงบ้าง” เสียงชายคนหนึ่งพูดภาษาฮั่นด้วยสำเนียงแบบต่างชาติ“ทางนั้นบอกว่า เขาได้ข้อมูลจากอำเภอในซานตันหมดแล้ว” ชายอีกคนตอบ“ตอนนี้พวกเรามีข้อมูลเกือบครบทุกเมื







