로그인"ซ้อมให้น่วมแต่อย่าให้ตาย อย่าให้โดนอวัยวะสำคัญ เอาให้เจ็บระบมต้องนอนพักไปสักเดือน แล้วก็สอนมันด้วยว่าอย่าไปทำแบบนี้กับใครอีก เผื่อพ่อแม่มันไม่สอนถึงได้ทำตัวระยำแบบนี้"
'คนผู้หญิงล่ะครับ'
"ซ้อมเหมือนคนผู้ชาย บอกมันด้วยทีหน้าทีหลังอย่าคิดทำร้ายผู้หญิงด้วยกันแบบนั้นอีก และนอกจากซ้อมห้ามมีใครแตะเด็กคนนั้นเด็ดขาด”
‘ครับ’
“บอกพวกของแกด้วย ถ้าฉันรู้ว่าเด็กนั่นโดนข่มขืนหรือลวนลามพวกมันจะเจออะไร"
'ครับนาย'
“เสร็จแล้วถ่ายรูปมาด้วยล่ะ”
‘ได้ครับ’
ปลายรับคำด้วยเสียงหนักแน่นแม้จะโดนนายจ้างแยกเขี้ยวใส่ ทว่าเพราะทำงานให้กันมานานอีกฝ่ายจึงรู้ดีว่าคนอย่างเขาไม่เคยพูดเล่น
และทำอะไรได้มากกว่าที่ออกปากพูดไปไกล
เห็นเที่ยวตามตูดหนูยิ้มต้อย ๆ แบบนี้แต่คนอย่างหวง ไคเฉิงตัวจริงนั้นโหดไม่แพ้นายใหญ่รุ่นพ่อ ในวงการของผู้มีอิทธิพลเขาออกจากเลือดเย็นและใจดำมาก
คนพวกเดียวที่จะใจดีด้วยมีไม่กี่คนเท่านั้น นั่นก็คือเพื่อน พี่ชายพี่สาว และตอนนี้ก็มีหนูยิ้มเพิ่มมา นอกนั้นเขาก็ไม่เคยปล่อยให้คนที่กวนตีนตัวเองรอดไปได้สักคน
กิจวัตรช่วงที่ชายหนุ่มยังอยู่ไทยของทั้งสองคนเป็นไปแบบนั้น เขามารับเธอไปกินข้าวด้วยกันแทบทุกวัน บางคราวก็พาไปเดินห้าง นั่งร้านเค้ก จิบกาแฟ ไปคาเฟ่แมว
กระทั่งไปเดินชมงานศิลป์ในพิพิธภัณฑ์ด้วยกันในวันหยุด
นับรวมที่คุยผ่านแชท โทรหา วิดีโอคอลและข้อความก่อนนอนเขาก็สามารถที่จะพูดได้เลยว่าเราคุ้นเคยกันมากขึ้น พิธีกรรมไอซ์เบรกกิ้งของไคเฉิงถือว่าได้ผลมากทีเดียว
เพราะเขาโยนตัวเองลงไปเป็นเหยื่อหลายครั้งจนเธอหมดความสนใจจะแกล้ง กระทั่งวันที่เขาจะต้องกลับแผ่นดินใหญ่ใกล้มาถึง ชายหนุ่มก็ชวนเธอไปรับประทานอาหารด้วยกันอีกครั้ง
แรกเริ่มยิ้มจะปฏิเสธและมาอีกทีวันสุดท้าย เธอบอกว่าเราเจอกันบ่อยไปแล้ว และเธอก็เริ่มเกรงใจแม่ที่กับบ้านช้าตลอด
ทว่าคนชั่วช้าอย่างเขาก็ยังมีไม้ตายล่อให้เธอมาเจออยู่ดี ไคเฉิงหยิบยื่นในสิ่งที่สัญญาไว้ตั้งแต่แรกไปให้ สุดท้ายหนูยิ้มถึงได้ยอมออกมาจากบ้านมาเจอกัน
จริง ๆ เขาได้รูปมาหลายวันแล้วล่ะ แต่ที่ยังพิรี้พิไรเพราะกำลังคิดอยู่ว่าจะให้เธอดูยังไงดี เพราะหากจะส่งให้ทางแชทภาพมันก็โหดเกินไป เขาก็ไม่รู้ว่าเธอจะรับไหวหรือไม่
คนของเขาทำตามคำสั่งแบบเป๊ะ ๆ ซ้อมเสียเด็กเวรสองคนนั้นหน้าตาบวมปูดดูไม่ได้ หากหลังจากนั้นไม่ได้ส่งโรงพยาบาลเขาคิดว่าคงช้ำในตาย
หนูยิ้มเป็นเพียงคนธรรมดา เธอเข้มแข็งก็จริงแต่เขาก็ไม่รู้ว่าจะรับความรุนแรงได้มากแค่ไหน การที่นัดเธอมาในครั้งนี้มันก็ไม่ใช่เพื่อตัวเขาเสียทีเดียวหรอก
แต่เขาอยากทำให้แน่ใจว่าเธอจะไม่เป็นอะไรหลังเห็นรูปแล้วมากกว่า
“พร้อมแล้วหรือยังคะ” เสียงทุ้มถามขึ้นหลังจากที่เราสองคนมานั่งอยู่ที่บาร์เครื่องดื่มของโรงแรมที่เขาพักอยู่ ดวงตาคมดุมองเสี้ยวหน้างามของหญิงสาวที่นั่งอยู่ข้างกันอย่างเป็นห่วง
มือสั่น ๆ ของเธอไม่สามารถรอดพ้นสายตาของเขาไปได้
“พร้อมค่ะ” ทว่าเมื่อถามไปแล้วหนูยิ้มกลับหันมาสบตากับเขาตรง ๆ แววตาเด็ดเดี่ยวนั้นทำให้ไคเฉิงเบาใจไปได้ว่าเธอเองก็ไม่ใช่เด็กสาวเปราะบาง
อดคิดไม่ได้ด้วยว่าเด็กคนนี้ช่างแข็งแกร่งเหมาะอย่างยิ่งที่จะเป็นซ้อใหญ่ตระกูลหวงด้วยซ้ำ น่าเสียดายที่เขาเป็นน้องคนเล็กแถมยังเป็นลูกเมียน้อยที่พ่อชังน้ำหน้า
“ค่ะ หนูเอาโทรศัพท์ของเฮียไป” เขาว่าพลางยื่นโทรศัพท์ของตัวเองให้ ด้านยิ้มก็รับมันมาก่อนที่บรรยากาศรอบตัวของทั้งคู่จะเงียบลง
ไร้ซึ่งบทสนทนาใด ๆ มีเพียงเสียงเพลงเบา ๆ ที่เปิดคลออยู่ในบาร์สุดหรูของโรงแรมห้าดาวใจกลางกรุงเทพมหานคร เด็กสาวบีบโทรศัพท์ของเขาแน่นจนมือแดง
ทว่าสายตายังคงมองใบหน้าบวมช้ำนิ่งไม่ละไปไหน
เธอไล่มองรอยช้ำทุกจุดอย่างช้า ๆ แม้ว่าตอนที่เห็นสภาพย่ำแย่ของทั้งสองคนสามัญสำนึกที่อยู่ข้างในจะพาให้รู้สึกผิด แต่ยิ้มจำสีหน้าของพวกมันตอนที่วางยาเธอได้เป็นอย่างดี
มันทั้งสองคนไม่ใช่แค่คนใดคนหนึ่ง
ช่วยกันทำชั่วคนละไม้ละมือ ตั้งใจลากเธอที่ไม่รู้จักหรือมีเรื่องบาดหมางกันมาก่อนลงนรก สีหน้าในตอนนั้นไม่มีความปรานีหรือฉุกใจสงสารเธอเลยสักนิด สมควรแล้วที่โดนหนักขนาดนี้
“คนผู้หญิงไม่ได้ชื่อแซมมี่แต่ชื่อลิลลี่ ส่วนคนผู้ชายก็ไม่ได้ชื่อแบงค์แต่ชื่อริว ที่มาแนะนำตัวเองกับหนูแบบนั้นก็คงเพราะตั้งใจให้หนูหาตัวมันไม่เจอ”
“ถ้าหนูไม่เจอเฮียไค ก็คงเป็นอย่างนั้นจริง ๆ แหละค่ะ” ยิ้มเอ่ยด้วยความคับแค้นปนสะใจขณะที่ยื่นโทรศัพท์กลับให้เขา เธอหันมาคว้าแก้วไวน์แดงของตัวเอง
เธอยกขึ้นซดเข้าไปอึกใหญ่ไม่ใส่ใจรสชาติฝาดที่บาดลึกในลำคอ ขอแค่มันดับอาการแย่ ๆ ตอนนี้ไปได้บ้างก็พอ
“ถ้าบอกว่าโดนข่มขืน แต่เอ่ยชื่อคนทำผิดก็คงไม่มีใครเชื่อแล้ว พอหนูไม่มีพาวเวอร์โรงแรมระดับนั้นก็คงจะช่วยพวกมันปิดข่าว ภาพกล้องวงจรปิดก็คงหายเกลี้ยงเพราะกลัวชื่อเสียงโรงแรมเสียหาย” พูดไปเธอก็หัวเราะขมขื่นไป
รู้สึกสาแก่ใจที่ได้เห็นว่าคนที่ทำร้ายตัวเองสะบักสะบอมย่อยยับ แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกว่างเปล่ากลวงโบ๋เหมือนมีหลุมขนาดใหญ่อยู่ตรงหน้าอก
ไม่ยุติธรรมเลยสักนิด ทำไมเธอจะต้องมานั่งรู้สึกผิดแค่เพราะทำร้ายพวกมันกลับ ก็เห็นอยู่ว่าราคาของการเป็นคนจิตใจดีมันต้องจ่ายด้วยอะไร แต่สุดท้ายก็ทำเมินไม่รู้สึกไม่ได้เสียที
สิ่งที่ยิ้มพูดออกมามันไม่เกินจริงเลยแม้แต่น้อย แม้กระทั่งในความคิดของไคเฉิง ขนาดเขามีอำนาจเงินมากมาย มีเส้นสายกับมาเฟียฝั่งไทย กว่าฟุตเทจจะมาถึงมือฝ่ายนั้นก็อิดออดอยู่นาน
นี่ขนาดว่าเฮียแฝดช่วยด้วยนะ
ได้มาแล้วเขาถึงได้รู้ว่าเด็กสองคนนั้นเป็นพวกลูกหลานนายทหารยศใหญ่ เพราะแบบนั้นศาลเตี้ยที่เขาใช้จึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด
เด็กพวกนั้นถูกขู่เอาไว้แล้วด้วย ว่าดันไปเล่นกับเด็กของผู้มีอิทธิพลที่ให่พอกับพ่อตัวเอง โดนกระทืบแล้วก็ให้จบกันไป หากปริปากพูดอะไรรับรองว่าได้ลงไปนอนคุยกับรากมะม่วงก่อนถึงมือพ่อแม่แน่นอน
“มันจบแล้วค่ะ พวกมันได้รับผลกรรมแล้วและจะไม่กล้ามายุ่งกับหนูอีก” มือหนาแตะเข้าที่หลังมือของเธอ น้ำเสียงนุ่มทุ้มเอ่ยขึ้นปลอบโลมเด็กสาวที่กำลังมือสั่นอย่างควบคุมไม่ได้
“ขอบคุณนะคะ ที่ช่วยหนู”
“บอกแล้วว่าจะจัดการให้ก็ต้องจัดการให้สิคะ” เขารู้ว่าเธอกำลังรู้สึกไม่ดี จึงอยากให้รับรู้ว่ายังมีเขาอยู่ตรงนี้คอยเป็นที่พึ่งพิง
“หนูดีใจที่ได้เจอกับพี่ไคนะคะ” ดวงตาหม่นเศร้าแดงก่ำคล้ายจะร้องไห้เต็มทีหันกลับมาสบกับเขาอีกครั้ง รอยยิ้มเจ็บปวดของคนที่เพิ่งจรดริมฝีปากดื่มไวน์แดงทีเดียวหมดแก้วปรากฏขึ้นต่อสายตาคมกริบ
“เฮียก็ดีใจที่ได้เจอหนูยิ้มค่ะ”
ดวงตาดุกะพริบช้า ๆ ไล่มองเสี้ยวหน้าหวานหยดไม่แพ้พี่สาวอย่างละเมียดละไมขณะที่เอ่ยประโยคนั้น เขาไม่คิดจะชวนเธอคุยเรื่องที่ออสเตรเลียอีก
สุดท้ายจึงยกเรื่องไวน์ขึ้นมาเปลี่ยนประเด็น
“หนูเคยลองไวน์โรเซ่แล้วหรือยังคะ”
“เคยลองครั้งนึงค่ะ อร่อยดี” ใบหน้าสวยพยักขึ้นลงเบา ๆ ก่อนจะก้มลงมองขาตัวเองเหมือนเดิม วูบหนึ่งของการกะพริบตาเขาเห็นหยาดน้ำหนึ่งหยดร่วงหล่นลงไปกระโปรงของเธอ
มันพาให้หัวใจคนมองหล่นวูบไปด้วย
หนูยิ้มกำลังร้องไห้ เธอกำลังปล่อยน้ำตาให้ไหลหล่นลงบนกระโปรงเงียบ ๆ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะตั้งใจหรือกลั้นไม่ไหวแล้วกันแน่ แต่ไม่ว่าจะเป็นอะไรมันก็ทำให้ชายหนุ่มที่นั่งมองอยู่รู้สึกเหมือนโดนไฟลนหลัง นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นน้ำตาของเธอ
และมันทำให้ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าต่อให้จะเป็นเด็กที่เข้มแข็ง แต่หนูยิ้มก็เพิ่งอายุแค่ยี่สิบปี เธอจะรับเรื่องพวกนี้ได้มากแค่ไหนกัน
“ไปข้างบนกันเถอะค่ะ”
"อึ่ก อ๊ะ แรงอีก อื้อ!"เสียงครวญครางสั่นระคนเสียงหอบหายใจดังก้องไปทั่วทั้งห้อง อุณหภูมิห้องที่เดิมทีเย็นสบายในตอนนี้กลับร้อนระอุจนแทบหลอมละลายภายใต้แสงสว่างช่วงกลางวันที่ส่องลอดเข้ามาผ่านบานกระจก ปรากฏร่างของหนุ่มสาวกำลังกอดก่ายแนบชิด เด็กสาวตัวขาวกำลังนอนคว่ำคลานสี่ขาร่อนสะโพกเข้าหาท่อนเอ็นลำเขื่องด้านหลังอย่างลืนอาย ส่วนชายหนุ่มเบื้องหลังก็กำลังยืนเข่าอย่างมั่นคงทว่าเกร็งสะท้านไปทั้งร่างใบหน้าหล่อของไคเฉิงเชิดขึ้นขณะที่ฝากฝังส่วนหน้าของตนเข้าในช่องทางร้อนผ่าวหนัก ๆ มือขยำก้อนซาลาเปาขาวนุ่มทั้งสองข้างจนล้นออกมาง่ามนิ้วไม่นานมือข้างหนึ่งก็ยกขึ้นฟาดแก้มก้นงอนเสียงดังลั่นเพี๊ยะ!!“อ๊า!” ยิ้มสั่นระริกไปทั้งร่าง แขนที่ยันกายเอาไว้กับที่นอนเหมือนจะเสียหลักได้ในทุกเมื่อ ใบหน้าหวานหยดเหยเกด้วยความเสียวซ่านขณะที่ในอกรู้สึกได้ถึงไฟปรารถนาเผาไหม้อย่างรุนแรงด้านชายหนุ่ม ดวงตาคมกริบกำลังจดจ้องถ้ำเนื้อชุ่มฉ่ำที่ขมิบรัดแก่นกายก่อนจะกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก บั้นท้ายที่เด้งขึ้นลงยามที่เขากดกายกระแทกยังน่ามองเสมอเช่นเดียวกันกับแผ่นหลังนวลเนียนเปียกชื้นสะท้อนแสงไฟเป็นมันวาว ปกคลุมด้วยเส้นผมสียาว
“เอ่อ เฮียไคคะ”ด้านคนถาม เมื่อเห็นเธอหน้าแดงมองไปด้านหลังก็มองตามสายตาไป คล้ายจะเพิ่งนึกได้ขึ้นมาว่าไม่ได้อยู่กันตามลำพังจึงโบกมือให้สองคนนั้นไปจัดการสัมภาระกระเป๋าเดินทางทั้งหมดส่วนตัวเองยืนจับมือเล็กรอจนทุกคนออกไปจากห้องและปิดประตูเรียบร้อยแล้วจึงหันกลับมาหายิ้มอีกครั้ง“ว่าไง คิดถึงเฮียไหม” เพราะไม่ได้เจอกันตั้งสองสัปดาห์เขาคิดถึงเธอจะแย่แล้วไม่ถามเปล่าแต่เขายังช้อนอุ้มเธอในท่าเจ้าสาวก่อนจะพาเดินไปนั่งบนโซฟาตัวใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางห้องนั่งเล่น แขนแกร่งเกาะเกี่ยวเอวคอดของคนบนตักเอาไว้นอกจากนั้นยังหันไปจูบเรียวแขนขาวที่โอบรอบลำคอของตัวเองอยู่เสียด้วย“คิดถึงค่ะ หนูคิดถึงเฮียไคเหมือนกัน” คำตอบนั้นพร้อมกับรอยยิ้มหวานและมือนิ่มที่ลูบเบา ๆ ที่ข้างแก้มทำเอาชายหนุ่มที่เพิ่งทวงถามกลายเป็นคนเขินเสียเองไม่รู้หนูยิ้มใช้เวทมนตร์แขนงไหนแต่เธอเหมือนสามารถพลิกมาสะกดใจเขาได้ทุกเมื่อ เธอมีโมเม้นต์ที่เขินเหมือนกันนะ แต่ไม่ได้เขินถึงขนาดที่เขาจะสามารถแกล้งได้เวลาเดียวที่จะมีสิทธิ์แกล้งแม่คนนี้มีแค่เวลาอยู่บนเตียงด้วยกัน นอกนั้นเขารุกไปเธอจะรุกกลับ ใช้ดวงตาคู่นั้นจ้องดึงลมหายใจไปจากตัวเขา แถมสู้ไม่
“แม่ฉันไม่ได้ว่า ฉันก็แปลกใจเหมือนกัน จะว่าเป็นเพราะพี่ไคให้รถมาใช้แม่เย็นก็ไม่ได้ว่าอะไรตั้งแต่ก่อนหน้านั้นแล้วนะ แค่บอกฉันว่าทำอะไรก็ให้รู้จักป้องกัน แต่ถ้าพลาดให้บอกทันทีอะไรงี้”‘ไอ้รอบที่แกไปนอนค้างห้องพี่เขาอ่ะนะ’“นั่นแหละ แม่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพี่ไคเป็นใครมาจากไหน หรือว่ารู้จักอะไรกับคุณแฝด”‘ฉันถามอะไรหน่อยสิยิ้ม’“ว่า”‘พี่รักรู้เรื่องนี้ไหม ที่แกกำลังคุย ๆ แบบท้องชนกันกับฮีอยู่’“น่าจะรู้มั้ง เพราะว่าตอนที่โทรมาถามฉันเรื่องไอ้พัตเตอร์ พี่รักก็ดูไม่ได้สงสัยนะว่าสามีตัวเองไปรู้มาจากไหน น่าจะคุยกันแล้วมั้งว่าคุณแฝดไปรู้เรื่องมาได้ยังไง”‘ชัดเลย’“อะไรวะ”‘ฉันว่าที่แม่แกไม่ว่าไม่ใช่ว่าไม่ห่วงหรอก แต่อาจจะคุยกับพี่รักแล้วและรู้ว่าคุณไคเป็นเพื่อนฮีแฝด แถมเป็นน้องฮีทิม แกบอกฉันอยู่เหมือนกันนี่ว่าเขาต้องผ่านด่านสองคนนั้น”“เหรอวะ”“ใช่ ถ้าผ่านได้มันก็ไม่น่าห่วงไง ยังไงคุณไคก็ต้องเกรงใจคุณแฝด เกรงใจพี่ชายตัวเอง ไม่กล้าทำอะไรไม่ดีกับแก’ได้ฟังที่เพื่อนพูดแล้วยิ้มก็คิดย้อนไปถึงวันแรกที่แม่ถามเธอว่าไปนอนห้องเพื่อนหรือนอนห้องแฟน ตอนนั้นแม่ก็ดูใจเย็นเกินไปจนน่าสงสัยจริง ๆเป็นไปได้ว่าจะรู้ม
ท่าทีของยิ้มเหมือนจะทำให้พัตเตอร์ยิ่งโกรธจัด ชายหนุ่มย่างสามขุมเข้ามาหา มือคว้าไหล่ข้างซ้ายเอาไว้แล้วบีบแน่นจนรู้สึกเจ็บ ทั้งยังกระชากจนร่างของหญิงสาวเสียหลักปลิวตามแรงดึง“ได้เป็นกะหรี่ไฮโซเข้าหน่อยทำมาเป็นชูคอ ทีกูขอเอาละทำเป็นสะดีดสะดิ้ง ถ้าขายตัวทำไมไม่บอกวะ หรือคิดว่ากูไม่รวยเท่าเสียแก่ ๆ ของมึง ออดี้คันละไม่กี่บาทกูซื้อให้ขับได้อยู่แล้ว”“พูดเหี้ยอะไรของมึง ออกห่างจากเพื่อนกูเลยนะ” ยังไม่ทันที่ยิ้มจะได้ด่ากลับให้สมกับความปากหมาของมัน ญารินที่เพิ่งกลับมาจากห้องน้ำก็จ้ำเท้าเดินเข้ามาแทรกตรงกลางและผลักอกของพัตเตอร์จนมือหลุดออกพอเป็นญารินอีกฝ่ายพลันหน้าซีดลงเล็กน้อย แต่ก็ยังไม่ลดละสิ่งที่กำลังทำอยู่ คล้ายกับหากหยุดมันอีโก้จะพังทลายไม่มีชิ้นดีอย่างไรอย่างนั้น“ไม่เกี่ยวกับมึง อย่าเสือก”“แล้วมันเกี่ยวกับมึงเหรอ ยิ้มมันจะขับรถอะไรแล้วเกี่ยวอะไรกับมึงไม่ทราบ หา!! เป็นถึงลูกผู้กำกับแต่กลับทำตัวเหมือนอันธพาลข้างถนน พ่อแม่มึงอายไหมแบบนี้”“มึงอย่ามาด่าถึงพ่อแม่กูนะ”“กูด่ามึงค่ะ อีสมองหมาปัญญาควาย”“อีเวรนี่ นึกว่าบ้านมึงใหญ่แล้วกูจะกลัวเหรอ”“มึงไม่ต้องกลัวกูหรอก ฝั่งยิ้มมันก็ไม่ได้ไก่
หลายวันต่อมา“ยิ้ม ฉันไปเข้าห้องน้ำก่อนนะ ส้มตำป้าดาน่าจะทำพิษว่ะ”“อืมไปสิ เดี๋ยวฉันดูของให้”“อืมขอบใจนะ โอ๊ยไม่ไหวละ”เมื่อเพื่อนสาวจ้ำเท้าไปแล้วยิ้มก็กลับมาตั้งใจอ่านหนังสือเรียนในมือต่อ เพราะออกไปใช้เวลาอยู่กับไคเฉิงหลายวันเพิ่งจะได้กลับมาทุ่มกับการเรียนเต็มที่ได้ไม่นานช่วงนี้จึงต้องกลับมาอ่านหนังสือชดเชยให้มาทว่าอ่านไปได้เพียงยี่สิบนาทีโทรศัพท์เครื่องบางที่อยู่ในกระเป๋ากลับสั่นครืด หยิบมาดูก็พบว่าเป็นสายของคนไกลที่ห่างกันได้หลายวันแล้วเขาไม่ได้โทรเป็นวิดีโอคอลเพราะรู้ว่าเธออยู่มหาวิทยาลัย เห็นอย่างนั้นเด็กสาวจึงวางหนังสือลงบนหน้าตัก ก่อนจะกดรับสายด้วยรอยยิ้มแล้วยกโทรศัพท์ขึ้นแนบหู“ค่ะเฮียไค”‘ทำอะไรอยู่คะ’ เสียงนุ่มทุ้มที่ส่งผ่านสายมาพาให้ความเคร่งเครียดจากการอ่านหนังสือลดน้อยลงไปมาก ไม่รู้ทำไมเธอถึงรู้สึกได้ถึงรอยยิ้มของเขา ทั้งที่เราคุยกันแบบไม่ได้เห็นหน้าด้วยซ้ำ“อ่านหนังสือช่วงรอเรียนค่ะ เฮียไคล่ะคะ”‘เฮียเพิ่งกลับจากบ้านใหญ่ค่ะ คิดถึงหนูจัง หนูเป็นไงบ้างวันนี้ เรียนหนักไหมคะ’“หนักนิดนึง อาจารย์ก็สั่งงานเยอะ” เธอว่าด้วยน้ำเสียงเหนื่อยอ่อน แม้ไม่ได้ตั้งใจงอแงกับเขาแต่เหม
ด้านฝั่งประเทศไทย ยิ้มที่กลับมาใช้ชีวิตปกติหลังไคเฉิงบินกลับจีน ก็พบว่าเขาเพิ่งจะเพิ่มเพื่อนเฟสบุ๊คของเธอ…เด็กสาวไม่รู้ว่าตัวเองควรจะรู้สึกอย่างไรดีกับการได้เห็นคำขอเป็นเพื่อนของเฟสบุ๊คชื่อ ‘Huang KaiCheng’ เด้งขึ้นมาในกล่องแจ้งเตือน เพราะต่อให้จะตีลังกาคิดหลอกตัวเองอย่างไร คนที่จะใช้ชื่อนี้มันก็มีแค่เขาฝ่ายนั้นเพิ่งจะกดมาเมื่อราวชั่วโมงก่อนหลังจากที่เธอไปคอมเม้นต์ใต้โพสต์รูปหลานในเฟสบุ๊คของพี่เขย เขาคงไปเจอเธอในเฟสบุ๊คคุณแฝดสักคนเข้า กลับจีนไปวันเดียวก็เล่นเธอเลยเหรอ“โอ๊ย!! จะบ้า” หญิงสาวในชุดนักศึกษาเต็มยศเอ่ยลอดไรฟัน อยากจะเอาหัวโขกโต๊ะสักพันครั้ง เจอเฟสบุ๊คไม่ว่าแต่เธอวิจารณ์เหตุการณ์บ้านเมืองฉ่ำมากด่าชายแทร่ ความเหลื่อมล้ำ นายทุนกิน จีนเทา สงครามทั้งในและนอก จีนเทา สแกมเมอร์ประเทศเพื่อนบ้าน ซ้ายจัดแบบตกขอบโลก ซ้ำร้ายทุกโพสต์ตั้งเป็นสาธารณะ...ก็ไม่ได้อายหรอกที่ตัวเองมีมุมมองทางการเมืองและสังคมแบบนี้ แต่เธอยังไม่พร้อมให้เขารับรู้ไง นั่นแหละคือประเด็น“ตายห่าละอียิ้ม” แต่เรื่องที่เขาเจอเฟสบุ๊คก็ยังไม่เท่ากับที่มากดไลค์ใต้โพสต์ด่าจีนเทา เด็กสาวแทบจะหงายลงจากม้านั่งเสียตั้งแต่ตอน
ไม่นานนักทั้งสองคนก็ขึ้นมาถึงห้องที่ไคเฉิงเปิดเอาไว้ ยิ้มรู้แค่ว่าโรงแรมนี้เป็นโรงแรมเดียวกับที่เราเจอกันครั้งแรก เธอมัวแต่ร้องไห้จนดวงตาพร่ามัวมองไม่ออกเลยด้วยซ้ำว่าเลขห้องคืออะไรจะใช่ห้องเดิมที่เคยเสียบริสุทธิ์หรือไม่ ในยามนี้เด็กสาวไม่สนใจอีกต่อไปแล้ว เพราะทันทีที่ประตูห้องปิดลงและเขาก็รั้งตัวเ
“จอดตรงนี้แหละค่ะเฮียไค เดี๋ยวหนูนั่งวินเข้าไปเอง”“ไม่ให้เข้าไปส่งที่บ้านเหรอคะ”“ไม่ดีกว่าค่ะ หนูยังไม่อยากให้แม่เห็นว่ามีคนมาส่ง” เด็กสาวส่ายหน้าดิกยามที่เขาเอ่ยถามอย่างเป็นห่วง ยิ้มยังใช้น้ำเสียงสุภาพเพราะอยากให้เขาเข้าใจว่าให้เข้าไปส่งไม่ได้ และนี่เป็นเรื่องซีเรียสมากสำหรับบ้านเธอ“แม่หวงเหรอ”
“ที่นี่เหรอคะ”“ใช่ค่ะ ที่นี่แหละร้านประจำของหนูกับเพื่อน”เด็กสาวตอบด้วยใบหน้าชื่นบาน ตอนแรกกะจะเขาพาไปร้านโปรดจริง ๆ อยู่หรอก แต่ดันเกิดสงสารพ่อเจ้าประคุณที่จะต้องมานั่งร้านส้มตำข้างทางขึ้นมาสุดท้ายจึงเปลี่ยนใจไปเลือกร้านที่อร่อยน้อยกว่าแต่มีแอร์แทน เพราะอย่างน้อยเขาก็ไม่ต้องนั่งกินของเผ็ดแบบร้อ
แม้ตัดสินใจแล้วว่าจะทำความรู้จักกับเขา แต่ยิ้มก็ไม่ได้คิดว่าไคเฉิงจะเริ่มในเย็นของวันถัดไปทันทีเด็กสาวในชุดนักศึกษาหรี่ตามองรถออดี้สีขาวที่เคลื่อนใกล้เข้ามา ก่อนจะสลับไปอ่านข้อความจากแชทที่ส่งมาว่าจะชวนไปกินข้าวเรื่องกินข้าวน่ะเข้าใจเพราะเราก็คุยกันมาก่อนแล้วตั้งแต่เมื่อคืนว่าจะทำความรู้จักกัน แต







