LOGIN“อะไรนะ ถูกไล่ออกเหรอหนูจ๋า!” ติช่าสาวไทยรุ่นพี่ที่นั่งไขว่ห้างอยู่หน้าเคาน์เตอร์บาร์ถึงกับตวาดเสียงดัง หนีออกจากที่นี่ได้ไม่นานก็ไปทำงานที่อื่นไม่รอด
“ฉันบอกแล้วไงว่าศักดิ์ศรีมันกินไม่ได้ ไม่มีเงินนี่แหละจะทำให้เธออดตาย!”
“ผู้ชายน่ากลัว” พรพระจันทร์เม้มปาก ใบหน้าเต็มไปด้วยความเศร้า
“มาทำงานที่นี่ใครบ้างไม่ขาย เธอยังหวังจะเจอเจ้าชายอยู่เหรอ” ติช่าหัวเราะในลำคอ ส่ายหน้าอย่างเอือมระอา
คำว่าขายในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงขายของ แต่หมายถึงขายร่างกาย คำพูดนั้นทำเอาพรพระจันทร์ตัวชาไปทั้งร่าง
“หนูจ๋าไม่พร้อมค่ะ” ถ้ารู้ว่าต้องมาทำงานแบบนี้ เธอไม่มีวันข้ามน้ำข้ามทะเลมาหรอก
ติช่าตีสีหน้าเห็นใจเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะกลับเป็นความจริงของโลกใบนี้
“จะกลับไทยก็ไม่ได้ญาติเธอคงจับเธอไปขายให้เสี่ยแก่อยู่ดี อยู่ที่นี่ก็ลำบากชีวิตมันก็แบบนี้แหละ ถ้าเราไม่สู้ก็มีแต่อดตาย”
“พี่ช่ามีงานให้ทำไหมคะอะไรก็ได้” เธอเงยหน้าเหมือนคนหมดทางเลือก
“มีสิงานขายตัวจะทำมั้ย? คำตอบของเธอคือไม่อยู่ดีฉันไม่เห็นแก่เธอที่เป็นน้อง ฉันจะจับเธอโยนขึ้นเตียงให้คนรวยๆ ไปเลย” ติช่าตอบทันทีไม่มีการประนีประนอม ถึงแม้จะพูดแบบนั้นแต่หญิงสาวก็รักเอ็นดูพรพระจันทร์ไม่น้อย
“หนูจ๋าไม่อยากกลับไทย”
“เงินสมัยนี้หายากเธอมีโอกาสทำไมไม่คว้าไว้ล่ะหนูจ๋า เธอตั้งสติหน่อย”
คำพูดนี้ทำให้เธอนึกถึงเรื่องที่เพิ่งเจอมาเงินจำนวนนั้นหากได้มาชีวิตนี้คงไม่ต้องทำอะไรแล้ว ไม่เห็นต้องมาลำบากหางานทำเลย
“หนูจ๋ารู้แล้ว”
“เดี๋ยว! จะไปไหนฉันยังบ่นไม่เสร็จเลย” ติช่าถึงกับงุนงงเมื่อพรพระจันทร์รีบออกไปจากบาร์
พรพระจันทร์หยุดยืนหน้าบาร์ใต้ไฟนีออนสีแดงจ้า มือสั่นน้อยๆ ขณะค้นหานามบัตรในกระเป๋าผ้าราคาถูกที่แทบขาดรุ่งริ่ง
“ยอมแพ้ในชีวิตแล้วเหรอถึงมาขายตัวแถวนี้” เสียงทุ้มต่ำในภาษาอังกฤษชัดถ้อยชัดคำดังขึ้นจากด้านหลัง น้ำเสียงเย็นเหมือนคมมีดเฉือนเข้าใส่แผ่นหลังเธอจนสะดุ้งวาบ พรพระจันทร์หันขวับใจหายวาบเมื่อเห็นว่าเป็นใคร
“คะ คุณ” ไม่รู้เคราะห์ซ้ำกรรมซัดอะไร ทำไมต้องมาเจอเขาอีกในที่แบบนี้
หลงเฟิ่งหวงก้าวเข้ามาใบหน้าเฉียบคมเหมือนสลักจากหินอ่อน สายตาดำลึกกวาดมองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า
“เธอมาขายตัวให้ใคร?”
คำถามของเขาคมและเย็นเสียยิ่งกว่าอากาศยามค่ำคืน จนหญิงสาวต้องสติและพยายามประมวลในสิ่งที่เขาถาม ไม่แปลกที่เขาจะพูดแบบนั้น
“แล้วคุณยุ่งอะไรด้วยล่ะคะคนรู้จักก็ไม่ใช่” เธอตอบกลับเสียงสั่นเล็กน้อย แต่พยายามวางท่าภายนอกให้แข็งแรงที่สุด
เขายกคิ้วขึ้นเล็กน้อยเหมือนพอใจที่เธอยังกล้าตอบโต้ แต่แววตาเขายิ่งเย็นกว่าเดิมเขาไม่คิดว่าจะเจอหญิงสาวที่สถานที่แบบนี้
“แต่ฉันหวังดีนะหรือจะแจ้งตำรวจมาจับเธอดี” เขาก้มหน้าเล็กน้อยจนปลายจมูกเฉียดกับหน้าผากเธอ
คำขู่ดังชัดจนหัวใจพรพระจันทร์หายไปครึ่งดวง เลือดในตัวเย็นเฉียบเหมือนหยุดไหล
“อะไรของคุณ”
“เธอขายเท่าไหร่?”
“ขายอะไร” เธอทวนคำถามทั้งที่ใจเริ่มร้อนผ่าวขึ้นด้วยความอับอาย
“ขายตัวไงคิดครั้งละเท่าไหร่” น้ำเสียงเรียบเย็น เหมือนถามราคาอาหารเช้า แต่ความหมายกลับทำให้หัวใจเธอหล่นไปอยู่ปลายเท้า
“ไร้สาระ!” เธอปัดทันทีน้ำเสียงแสดงทั้งโกรธทั้งอาย แต่เขากลับขยับเข้ามาหนึ่งก้าวคิ้วเข้มเลิกขึ้นอย่างท้าทาย
“สามหมื่นเหรียญพอไหม” เหมือนเขาไม่ได้ล้อเล่นด้วยซ้ำ
พรพระจันทร์หน้าแดงก่ำทั้งโกรธทั้งตกใจ ไม่คิดว่าคนแบบเขาจะใช้คำถามแบบนี้ แต่ปากของเธอกลับเร็วกว่าเหตุผล
“สามแสนเหรียญก็ไม่เอาคนแก่แบบคุณ ฉันไม่ชอบหรอก!”
พูดจบเธอก็แลบลิ้นใส่เขาท่าที่ไม่ควรทำกับคนอันตรายที่สุดในมาเก๊า ก่อนจะหมุนตัวแล้ววิ่งหนีออกไปอย่างรวดเร็ว
เฟิ่งหวงชะงักไปหนึ่งวินาทีมองเงาหญิงสาวตัวเล็กที่วิ่งเตลิดเหมือนลูกแมวตกใจ แล้วริมฝีปากเขาก็ยกขึ้นโดยไม่รู้ตัว เสียงหัวเราะทุ้มต่ำหลุดออกมาเบาๆ
“น่ารักดีนี่”
เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่เจ้าพ่อกาสิโนหัวเราะเพราะผู้หญิงคนหนึ่ง แถมเป็นผู้หญิงที่ด่าเขาว่าแก่ด้วยซ้ำ จนลูกน้องพากันมองหน้ากันด้วยความสงสัย
ระหว่างนั่งรถกลับบ้าน สายโทรศัพท์ก็ดังขึ้น เฟิ่งหวงเหลือบตามองหน้าจอ ก่อนกดรับด้วยน้ำเสียงนอบน้อมแต่แฝงความกังวล
“ครับมามี้”
“ลูกว่างวันไหน แม่จะนัดลูกไปเจอกับน้อง”
“น้อง? เธอตกลงแล้วเหรอครับ” เขาขมวดคิ้วทันทีน้ำเสียงเริ่มเครียดอย่างเห็นได้ชัด
“ใช่สิ ตกลงแล้วอย่าผิดคำพูดกับมามี้นะ พรุ่งนี้ตอนเย็นเจอกัน” ปลายสายพูดอย่างมั่นใจ
“ทำไมต้องรีบด้วยครับ” เขาสูดหายใจเฮือก
“รีบสิ! ไม่งั้นกาสิโนของลูกได้เจ๊งแน่ อย่าผิดนัดเด็ดขาด” น้ำเสียงมารดาฟังดูจริงจังราวกับเป็นคำขู่ที่กลายๆ ใส่ความเป็นห่วงปนความกดดัน
“มามี้”
“หมายถึงเจ๊งไม่ใช่เพราะอะไร เพราะมามี้จะไปเผาทิ้งอย่าลูกผิดนัด”
สายถูกตัดไปทิ้งให้เขานั่งนิ่งอยู่ในความเงียบของรถ ความคิดตีกันวุ่น ไม่รู้ว่ามันเรื่องบ้าอะไรกันทำไมชีวิตเขาต้องเจอเรื่องไร้สาระแบบนี้
“ไร้สาระที่สุด แค่ผู้หญิงคนเดียวทำไมมันต้องเป็นเรื่องเป็นราวขนาดนี้วะ” เฟิ่งหวงสบถต่ำๆ พลางทุบพนักแขนเบาๆ อย่างหงุดหงิด
“อี้เฉินเจียห่าว พวกนายรู้อะไรบ้าง”
“มาดามจีน่าไม่ยอมให้ใครพูดถึงเรื่องนี้เลยครับ เหมือนตั้งใจปิดข้อมูลทั้งหมด” อี้เฉินตามสืบมาแล้วแต่ไม่เป็นผล
“ผมไม่รู้อะไรเลยครับ” เจียห่าวขับรถไปมองกระจกไป เกรงว่าเจ้านายจะหงุดหงิด
“หรือว่ามามี้ถึงขั้นจ้างผู้หญิงมาหลอกตาเรา” เขาหัวเราะเย็นๆ ในลำคอ
เขาพ่นลมหายใจแรงความไม่เชื่อมั่นและความดื้อดึงปะปนกันยุ่งเหยิงในหัว ใครมันจะบังเอิญเกิดตรงตามวันเวลาที่ซินแสบอกได้พอดีเกินไป มันต้องมีอะไรสักอย่าง
“ถ้าเธอกล้าแต่งงานกับฉัน ฉันจะทำให้เธอตกนรกทั้งเป็น” ดวงตาเขาเย็นเยียบจนทั้งรถเงียบกริบ
พรพระจันทร์นั่งลงบนเสื่อเก่าๆ ข้างทาง แสงไฟจากหลอดนีออนส้มกะพริบเป็นระยะให้ทั้งบรรยากาศลึกลับและวังเวงปนกันไป แม่หมอชราแต่งตัวด้วยชุดลายดอกสีสด นั่งมองฝ่ามือเธอนิ่งๆ ก่อนเอ่ยขึ้นเสียงแผ่วแต่ชัดเจน
“จะเจอเนื้อคู่นะหนูเอ๊ย”
“เนื้อคู่? หนูเพิ่งอายุ 22 เองค่ะ ยังไม่รีบหรอก” น้ำเสียงปนความขำ เพราะเธอผ่านมาเจอเรื่องร้ายๆ มากกว่าเรื่องรักเสียอีก
“จะเจอเร็วๆ นี้ด้วย ไม่สิเจอกันแล้ว” แม่หมอไม่หัวเราะตาม กลับมองหน้าเธอตาไม่กะพริบ
“แต่หนูไม่ค่อยเชื่อเรื่องพวกนี้เท่าไรค่ะ แค่ดูขำๆ” เธอยิ้มแห้งรู้สึกขนลุกวูบโดยไม่รู้สาเหตุ
แม่หมอจับไพ่ใบหนึ่งขึ้นมาหงายให้ดูเป็นรูปผู้ชายในชุดคลุมสีดำดวงตาคมกริบ ราวกับมองทะลุจิตใจเธอได้แม่หมอพูดช้าๆ ชัดๆ
“เนื้อคู่ของหนูไม่ใช่คนธรรมดาเขาอันตราย แต่ผูกกรรมกันไว้หนีไม่พ้นหรอก”
หญิงสาวหัวเราะฝืดๆ พยายามทำใจให้สบาย แต่ใจกลับเต้นแรงขึ้นโดยไม่เข้าใจว่าทำไม ภาพเสียงทุ้มต่ำของผู้ชายคนหนึ่งแวบเข้ามาโดยไม่ตั้งใจ
“อันตรายเหรอคะหรือว่าจะเป็นพวกเจ้าหนี้ตามทวงเงินหนูเนี่ย” เธอแกล้งพูดติดตลก
“ไม่ใช่เจ้าหนี้ แต่เป็นคนที่หนูหนีไม่ได้” แม่หมอไม่ขำ
“แล้วเขาเป็นใครคะ?”
“ถึงเวลาจะรู้เอง แต่อุปสรรคเยอะไม่น้อย”
พรพระจันทร์นิ่งงันไปครู่หนึ่งสายลมเย็นพัดวูบจนรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างกำลังเข้าใกล้ ทั้งที่ข้างทางก็มีแต่ความเงียบ
“เฮ้ย! ลูกมึงหอมแก้มลูกสาวกู” เสียงเฟิ่งหวงตะโกนลั่นสนามหญ้า จนเด็กๆ ที่กำลังเล่นกันอยู่พากันสะดุ้ง หันมามองผู้ใหญ่ตาแป๋ว“เบาๆ หน่อย ลูกกูตกใจหมดแล้วเนี้ย” เสิ่นเว่ยเจี้ยนส่ายหน้า ก่อนจะรีบก้มลงปลอบลูกชายที่ทำหน้างงๆ ไม่เข้าใจว่าทำไมผู้ใหญ่ถึงโวยวายกันใหญ่โต“เฟิ่งซินอย่าไปอยู่ใกล้พวกนี้นะลูก” เขารีบเดินไปอุ้มลูกสาววัยสองขวบขึ้นมา ทำท่าระวังภัยราวกับเจอศัตรูตัวฉกาจ“จางเว่ยน่ารักหนูหอมไม่ได้เหรอคะ” เฟิ่งซินมองหน้าพ่อ ก่อนจะเอียงคอเล็กน้อยตาใสแจ๋ว คำถามไร้เดียงสาทำให้คนเป็นพ่อชะงักไปครู่หนึ่ง“ฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ ลูกสาวมึงหอมแก้มลูกชายกูวะ!” เสิ่นเว่ยเจี้ยนหัวเราะลั่นอย่างถูกใจ มือกอดท้องเหมือนดูละครตลกเรื่องโปรด“ไอ้เว่ยเจี้ยน!” เขาหันไปค้อนเพื่อนอย่างไม่พอใจ“เฟิ่งซิน เราไปเล่นกับพี่เฟิ่งหยางดีกว่า” จางเว่ยเด็กชายตัวน้อยยิ้มกว้าง ก่อนจะเดินมาจับมือเฟิ่งซินอย่างเป็นธรรมชาติเฟิ่งซินพยักหน้าทันทียอมปล่อยให้พ่ออุ้มลง แล้วเดินตามจางเว่ยไปอย่างว่าง่าย สองเด็กน้อยหัวเราะคิกคัก มือเล็กๆ จูงกันไปหาเฟิ่งหยางที่กำลังก่อปราสาททรายอยู่ไม่ไกลปล่อยให้ผู้ใหญ่สองคนยืนจ้องกันตาเขม็งอีกคนหวงลูกจนออกนอกหน้า
หลงเฟิ่งหยางลูกชายวัยสองขวบของเฟิ่งหวงกับพรพระจันทร์ เริ่มแสดงอาการหวงแม่ อย่างออกหน้าออกตา ตั้งแต่รู้ความได้ไม่นาน บ้านทั้งหลังแทบไม่มีช่วงเวลาที่สองสามีภรรยาจะได้นั่งใกล้กันตามลำพังเลย“อันนี้มี้ของหนู” เสียงใสๆ ดังขึ้นทันทีที่เฟิ่งหวงขยับมานั่งใกล้ภรรยา“รู้แล้ว เรามาทีหลังหัดรอบ้าง” เขาตอบหน้าตาย มือยังไม่ทันได้แตะตัวพรพระจันทร์ดีนัก“ม่ายยย มี้ของหนู!” เด็กน้อยร้องเสียงดัง ก่อนจะรีบวิ่งต้วมเตี้ยมมาปีนป่ายขึ้นไปนั่งบนตักของแม่อย่างคล่องแคล่วเกินวัย“ไม่ร้องนะ ปะป๊าล้อเล่นครับ” เธอรีบกอดลูกชายไว้ คอยห้ามศึกพ่อกับลูกที่ปะทุขึ้นแทบทุกวัน“ยักมี้” เด็กน้อยกอดแม่แน่น ซุกหน้าลงกับอกเล็กน้อย แล้วเงยหน้าขึ้นไปมองพ่อด้วยสายตาเยาะเย้ยอย่างออกหน้าออกตา“ฉันมาก่อน ย๊ะ” เขาชะงักก่อนจะเลิกคิ้วขึ้นสูง“คุณเฟิ่งหวง! ลูกล้อเล่นนะคะ” เธอเอ็ดเสียงเบา แต่แววตายังขำกับท่าทางงอนง้ำของสามี“เรารักกันมาตั้งกี่ปี เจ้านี่มาแค่สองปีกลับได้ใจ รักแท้แพ้สูติบัตร ชิ”เขาทำหน้ามุ่ยกอดอกแน่น มองลูกชายด้วยสายตาเหมือนคู่แข่งตัวฉกาจ มากกว่าจะเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเอง“มี้คับ หยางหยางหิว” เด็กน้อยลูบหน้าท้องป่อง
ตอนเช้าเฟิ่งหวงเดินลงมาที่ห้องอาหารอย่างคุ้นเคย ราวกับที่นี่คือบ้านของตัวเอง เขาดึงเก้าอี้ข้างเฉินลี่หมิงแล้วนั่งลง ก่อนจะยักคิ้วให้ยียวน“มึงมาทำอะไร” เฉินลี่หมิงหันมาถามเสียงห้วน“อะ แฮ่ม” เฉินลี่หยางกระแอมขึ้นเป็นเชิงเตือน“นายมาทำอะไรที่บ้านฉัน” เฉินลี่หมิงจำต้องเปลี่ยนสรรพนามทันทีเมื่อเห็นสายตาพ่อ“ไม่ได้มาแต่เช้า แต่มาตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว” เขายิ้มกวนๆ“คุณพ่อดูมันทำ!” เฉินลี่หมิงหันไปฟ้องทันที“ลี่หมิงนั่งลงดีๆ” เฉินลี่หยางเอ่ยเสียงเรียบแต่หนักแน่น“พ่อคงไม่ได้ดีใจจนเนื้อเต้นหรอกนะ ที่ได้มันมาเป็นลูกเขย” เฉินลี่หมิงประชดสีหน้าไม่พอใจชัดเจน“ลี่หมิง!” เฉินลี่หยางเสียงเข้มขึ้น“ถ้ามันไม่มีอำนาจ พ่อคงไม่สนใจมันหรอกใช่ไหม ชิ” ชายหนุ่มพูดทิ้งท้าย ก่อนจะลุกพรวดเดินออกจากห้องอาหารไปเหมือนเด็กที่งอแงไม่สมใจบรรยากาศบนโต๊ะเงียบลงทันที เฟิ่งหวงเหลือบมองตามแผ่นหลังนั้นก่อนจะถอนหายใจเบาๆ นิสัยที่แท้จริงของอีกฝ่ายก็ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิดไว้“ขอโทษคุณหลงด้วยนะครับ ผมตามใจเขาตั้งแต่เด็ก”“ผมอยากจะคุยเรื่องหนูจ๋า คุณพ่อทราบดีนะครับว่าผมกับหนูจ๋าเราจดทะเบียนสมรสกันแล้ว วันนี้ผมจะขอหนูจ๋าจากคุณพ
เฟิ่งหวงนอนเอกเขนกอยู่บนเตียงคนไข้ สีหน้าบูดบึ้งราวกับเด็กถูกขัดใจ ตั้งแต่เช้าเขาก็ประท้วงไม่ยอมให้แม่เข้ามาดูแล แถมยังไม่ยอมแตะอาหารแม้แต่นิดเดียว“กินข้าวก่อนเถอะลูก” จีน่าพูดเสียงอ่อน“ไม่กิน ถ้าหนูจ๋าไม่มาผมก็ไม่กิน” เขาหันหน้าหนีทันที“ดื้อจริงๆ โตขนาดนี้แล้วยังเอาแต่ใจ” จีน่าถอนหายใจยาว มองลูกชายอย่างรู้ทัน “มามี้กลับไปได้แล้วครับ” “มีเมียแล้วลืมมามี้เลยนะ รู้แบบนี้ไม่หาเมียให้ก็ดี” “ถ้าไม่หาให้จะได้ลูกสะใภ้ที่ถูกใจแบบนี้เหรอครับ” “มามี้กลับก็ได้” จีน่าเก็บของกลับบ้านทันที ปล่อยให้ลูกชายทำคะแนนต่อไปสุดท้ายคนที่แพ้ทางก็ไม่ใช่ใครอื่นพรพระจันทร์ถูกตามตัวมาอย่างเลี่ยงไม่ได้“เรียกหนูจ๋ามาทำไมคะ” เธอถามเสียงเรียบ แต่ก็ยังเดินเข้ามาใกล้เตียง“ก็อยากให้เธอมาดูแลไง” เขาหันมายิ้มทันที สีหน้าป่วยๆ เมื่อครู่หายไปเกือบหมด“คุณก็รู้ว่าหนูจ๋าต้องดูแลคุณพ่อ”“ไอ้เฉินลี่หมิงมันไม่คิดจะมาดูแลหรือไง” เขาถามยอกย้อนขัดใจที่ตอนนี้เขากลายเป็นคนไม่สำคัญไปแล้ว“คุณนี่…กินยาก่อน” เธอส่ายหน้า ก่อนจะหยิบแก้วยาและเม็ดยาขึ้นมา“ไม่กินเจ็บมือ” เขาตอบไวพร้อมยกแขนที่พันผ้าพันแผ
พรพระจันทร์อยู่เฝ้าดูแลเฉินลี่หยางไม่ห่าง ส่วนเฉินลี่หมิงก็เริ่มเข้าไปเรียนรู้งานอย่างจริงจัง ชีวิตค่อยๆ ดำเนินไปอย่างเงียบสงบ เฟิ่งหวงก็หายเงียบไปอย่างไร้ร่องรอยก๊อก ก๊อก ก๊อกเสียงเคาะประตูดังขึ้นทำลายความเงียบในห้องพักผู้ป่วย พรพระจันทร์วางหนังสือลง“หนูไปดูเองค่ะ” เธอลุกจากเก้าอี้เดินไปเปิดประตูทันทีที่เห็นว่าเป็นใคร รอยยิ้มบางๆ บนใบหน้าของเธอก็หุบลงในพริบตาเฟิ่งหวงยืนอยู่ตรงหน้ามือหนึ่งถือกระเช้าผลไม้ ก่อนจะก้าวผ่านเธอเข้าไปในห้องราวกับเป็นเจ้าของสถานที่“สวัสดีครับคุณพ่อผมมาเยี่ยม”“สวัสดีครับคุณหลง เอ่อ เรียกผมแบบนี้ผมยังไม่ค่อยชินเลย” เฉินลี่หยางสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะรีบยกมือรับไหว้ด้วยท่าทางเกรงใจ“คุณพ่อมีลูกชายแค่คนเดียวนะคะ” หญิงสาวเพียงคนเดียวในห้องเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ แต่แฝงความหมายชัดเจน“ผมเป็นลูกเขยครับ” เขาหันมายิ้มให้เธอเล็กน้อย ก่อนจะตอบหน้าตาเฉยชายหนุ่มนั่งลงข้างเตียงอย่างถือวิสาสะวางกระเช้าผลไม้ไว้ข้างตัว แล้วส่งยิ้มสุภาพให้คนป่วย“ผมว่า…” เฉินลี่หยางกำลังจะพูด แต่ถูกอีกฝ่ายแทรกขึ้นมาก่อน“ผมรักลูกสาวคุณพ่อครับ”คำพูดนั้นดังชัดถ้อยชัดคำพรพระจันทร์นิ่งค้าง หัวใจเต
เฟิ่งหวงเดินมาถึงมุมพักผ่อนชั้นล่างของโรงพยาบาล ตามที่เสิ่นเว่ยเจี้ยนบอกไว้ แต่เท้ากลับหยุดชะงักทันทีเมื่อเห็นร่างบางที่คุ้นตานั่งอยู่ตรงนั้นหัวใจเขากระตุกวูบมือที่กำแน่นคลายแล้วกำใหม่ เขาไม่กล้าเดินเข้าไปใกล้ ความดื้อรั้นกับศักดิ์ศรีฉุดรั้งขาเอาไว้“เข้ามาสิ ไปยืนตรงนั้นทำไม” เสิ่นเว่ยเจี้ยนโบกมือเรียกน้ำเสียงเรียบแต่จริงจัง“มึงไม่บอกว่ามีคนอื่นอยู่ด้วย” เขาเน้นคำว่าคนอื่น อย่างจงใจ ให้หญิงสาวได้ยินชัดเต็มสองหู“มึงตั้งสติก่อนแล้วนั่งลง” เสิ่นเว่ยเจี้ยนขมวดคิ้ว ดึงเก้าอี้ข้างตัวออกมาชายหนุ่มนั่งลงอย่างไม่เต็มใจ สายตาไม่มองพรพระจันทร์ แต่ความตึงเครียดแผ่ออกมาจนแทบหายใจไม่ออก“หนูจ๋ามีธุระค่ะ เชิญพวกคุณตามสบาย” หญิงสาวลุกขึ้นยกยิ้มสุภาพราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น“จะรีบไปหาชู้หรือไง” เขาพูดขึ้นทันทีเสียงเย็นชา ตั้งใจให้เจ็บ“ค่ะ” เธอตอบรับอย่างว่าง่าย แต่แฝงประชดชัดเจน“นี่ เดี๋ยวสิ!” คำตอบนั้นเหมือนค้อนหนักฟาดลงกลางอก เฟิ่งหวงผุดลุกขึ้นทันที“พอแล้วนั่งลง”เขาจะก้าวตามไป แต่เสิ่นเว่ยเจี้ยนยื่นมือรั้งแขนไว้แน่น ทำให้ได้แต่มองตามพรพระจันทร์เฟิ่งหวงถอนหายใจเสียงดังเฟิ่งหวงนั่งกอดอกหน้าบู







