เช้าวันต่อมา...
แสงแดดอ่อน ๆ ค่อย ๆ ส่องลอดผ่านหน้าต่างไม้เข้ามาภายในบ้านพักของเผ่านกยูง กลิ่นดอกไม้หอมจาง ๆ ยังคงลอยอบอวลอยู่ในอากาศ
ลู่หลินขยับตัวเล็กน้อย ก่อนจะค่อย ๆ ลืมตาขึ้นอย่างงัวเงีย
ความอบอุ่นนุ่มสบายใต้ร่างทำให้เธอเผลอซุกหน้าลงกับหนังสัตว์อีกนิดอย่างไม่รู้ตัว แต่ไม่นานความทรงจำเมื่อคืนก็ไหลย้อนกลับเข้ามาทีละน้อย
ทั้งตอนที่เฟิงอวี่กัดผลไม้จากมือเธอ... สายตาที่เขามอง... รวมถึงน้ำเสียงทุ้มต่ำที่กระซิบอยู่ข้างหู
ใบหน้าของเธอค่อย ๆ ร้อนขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่ เธอรีบดึงผ้าห่มขึ้นมาปิดหน้าแก้เขินทันที
“เจ้าตื่นแล้วหรือ”
เสียงแหบพร่าดังขึ้นจากอีกด้าน ทำเอาลู่หลินสะดุ้งเบา ๆ ก่อนรีบหันไปมอง
เฟิงอวี่นั่งอยู่ตรงหน้าต่างไม้ตั้งแต่เมื่อไหร่เธอก็ไม่ทันสังเกต ดวงตาสีอำพันคู่นั้นเหลือบมามองทางเธอด้วยแววตาเรียบเฉย ทว่ามุมปากกลับยกขึ้นเล็กน้อยราวกับรู้ทันทุกอย่าง
ลู่หลินโผล่หน้าออกมาจากผ้าห่มเพียงครึ่งหนึ่งแล้วหลบสายตาไปทางอื่น
“อื้อ... ตื่นแล้ว”
เฟิงอวี่มองท่าทางตื่น ๆ นั้นของนาง ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูงแล้วก้าวเดินมาหานางช้า ๆ กลิ่นหอมสะอาดจากตัวเขาที่โชยมาทำเอาลู่หลินรู้สึกประหม่าจนทำตัวไม่ถูก
“เมื่อคืน... เจ้าหลับลึกน่าดูเลย”
เขาเอ่ยขึ้นเบา ๆ ขณะที่ทรุดตัวลงนั่งข้างนาง
ลู่หลินรีบยันตัวลุกขึ้นนั่ง พยายามทำน้ำเสียงให้ปกติที่สุด
“ก็น่าจะเพราะเหนื่อยมากน่ะ... เลยหลับยาวไปหน่อย”
เฟิงอวี่มองสบตานางนิ่ง ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงแฝงความหยอกล้อ
“ถ้าอย่างนั้น... เจ้ารู้ตัวหรือไม่ว่าตอนที่หลับไป เจ้ายังละเมอเรียกชื่อข้าด้วย”
คำพูดนั้นทำให้ใบหน้าของลู่หลินร้อนผ่าวในทันที
“ฉะ...ฉันเนี่ยนะ!”
เสียงเธอสูงขึ้นโดยไม่รู้ตัว ใบหน้าแดงก่ำจนแทบลามถึงใบหู
เฟิงอวี่ไม่ได้รีบตอบ เขาเพียงมองท่าทางที่ตื่นตระหนกของนางเงียบ ๆ อยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนจะเอนตัวเข้ามาใกล้กว่าเดิมจนลู่หลินสัมผัสได้ถึงไออุ่นที่แผ่ออกมาจากร่างสูง
“จำไม่ได้จริงหรือ”
เขาเอ่ยเสียงเรียบ แต่แฝงแรงกดดันบางอย่าง
เฟิงอวี่ขยับใบหน้าเข้าไปใกล้จนปลายจมูกของเขาเกือบจะแตะเข้ากับแก้มเนียน
ลู่หลินตัวแข็งทื่อราวกับถูกมนต์สะกด ยิ่งเห็นดวงตาสีอำพันคู่นั้นจ้องลึกเข้ามาอย่างหยอกเย้า ความอายก็ยิ่งทวีคูณจนเธอไม่กล้าขยับหนี
“ละ...ละเมอ ก็คือละเมอ ฉันจะไปจำได้ยังไง”
เธอตอบเสียงสั่น พยายามเบี่ยงใบหน้าหนี แต่ปลายนิ้วยาวของเขากลับแตะเบา ๆ ที่คางของเธอ แล้วบังคับให้หันกลับมาสบตากันอีกครั้ง
“งั้นหรือ...”
เฟิงอวี่ลากเสียงยาว มุมปากยกยิ้มอย่างมีเลศนัย ก่อนจะกระซิบแผ่วข้างใบหูจนขนอ่อนทั่วร่างของลู่หลินลุกซู่
“แต่ข้าจำได้ชัดเจนเลยนะ... ทั้งเสียง ทั้งท่าที”
เขากระซิบช้า ๆ
“รวมถึงตอนที่เจ้าเอื้อมมือมากอดข้าด้วย”
ลู่หลินชะงักไปทั้งตัว คำพูดนั้นเหมือนจงใจทิ้งช่องว่างให้จินตนาการต่อเอง มากกว่าจะอธิบายทั้งหมด
เฟิงอวี่โน้มลงมาอีกเล็กน้อย เสียงของเขาเบาลงและต่ำพร่า
“โหยหาข้าขนาดนั้นเลยหรือ... หืม?”
“คะ... คุณแกล้งฉันแต่เช้าอีกแล้วนะ”
เธอพูดตะกุกตะกัก พยายามก้มหน้าหลบสายตาคมกริบคู่นั้น
เฟิงอวี่ยกยิ้มอย่างเอ็นดูเมื่อเห็นนางทำตัวไม่ถูก เขาไม่ได้รุกคืบต่อ แต่กลับเปลี่ยนท่าทีเป็นอ่อนโยนลง มือใหญ่เอื้อมไปลูบศีรษะนางแผ่วเบาอย่างรักใคร่
“ข้าเลิกแกล้งเจ้าแล้วก็ได้”
เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“เราออกเดินทางกันเถอะ ยังต้องไปอีกไกล”
ลู่หลินพยักหน้ารับเบา ๆ ก่อนรีบลุกขึ้นตาม แม้ใบหน้าจะยังร้อนผ่าวอยู่ไม่หาย แต่ก็พยายามจัดการอารมณ์ของตัวเองให้กลับมาเป็นปกติ
ขณะที่เธอก้าวเดิน ลู่หลินก็รู้สึกว่ารองเท้าหนังสัตว์ที่เฟิงอวี่ทำให้ช่วยลดความเจ็บได้มากกว่าที่คิด ความนุ่มด้านในทำให้แม้แต่พื้นแข็ง ๆ ก็ยังแทบไม่รู้สึกระคายเท้าเลย
เฟิงอวี่สังเกตเห็นท่าทางนั้น ดวงตาสีอำพันจึงหรี่ลงเล็กน้อย
“เจ็บเท้าอีกหรือไม่”
ลู่หลินรีบส่ายหน้า
“ไม่เจ็บแล้วล่ะ สบายมากเลย”
คำตอบนั้นทำให้สีหน้าของเขาดูผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อทั้งสองเดินออกมาด้านนอก ก็เห็นชาวเผ่านกยูงบางส่วนเริ่มออกมาเดินกันแล้ว หลายคนหันมามองพวกเขาเล็กน้อย ก่อนจะหลบสายตาเมื่อเฟิงอวี่ปรายตามองกลับอย่างเย็นชา
ชิงหลัวยืนอยู่ไม่ไกลนัก นางมองทั้งคู่ตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะยิ้มบาง ๆ
“ดูเหมือนเมื่อคืนพวกเจ้าจะพักผ่อนได้ดี”
ลู่หลินยิ้มตอบ ก่อนจะเอ่ยอย่างจริงใจ
“ขอบคุณที่ให้ที่พักพวกเรานะ”
ชิงหลัวหัวเราะเบา ๆ พลางยกมือขึ้นเล่นปลายผมตัวเองอย่างไม่ใส่ใจ
“เจ้าไม่จำเป็นต้องขอบคุณข้าหรอก”
นางปรายตามองเฟิงอวี่ที่ยืนอยู่ข้างกายลู่หลิน ก่อนมุมปากจะยกขึ้นนิด ๆ
“หากจะขอบคุณ ก็น่าจะเป็นสัตว์อสูรตัวผู้ข้างเจ้าต่างหาก”
ลู่หลินกะพริบตาปริบ ๆ อย่างไม่เข้าใจ ชิงหลัวเห็นท่าทางนั้นก็ยกยิ้มมุมปากอย่างมีความหมาย ก่อนปรายตามองเฟิงอวี่แวบหนึ่ง
“เจ้าควรถามสัตว์อสูรตัวผู้ของเจ้าดูเอง”
เฟิงอวี่กลับไม่คิดจะอธิบายอะไร เขาเพียงเอ่ยเรียบ ๆ
“ไปกันเถอะ”
พูดจบก็ยกมือขึ้นโอบเอวลู่หลินพาเดินผ่านชิงหลัวออกไปทันที
การเดินทางในช่วงเช้าของวันใหม่เต็มไปด้วยความเงียบสงบ ลู่หลินเดินก้มหน้าก้มตาตามเฟิงอวี่ไปเงียบ ๆ พลางลอบมองรองเท้าหนังสัตว์ที่เขาทำให้เป็นระยะ
ความนุ่มของขนสัตว์ด้านในช่วยให้การเดินผ่านเส้นทางขรุขระสบายขึ้นมากจนเธอแทบไม่รู้สึกเจ็บเท้าอีกแล้ว
เฟิงอวี่ที่เดินนำอยู่ด้านหน้าคล้ายจะอารมณ์ดีไม่น้อย ทุกครั้งที่ทางเดินชันหรือมีโขดหินขวางอยู่ มือหนาจะยื่นกลับมาประคองเธอโดยอัตโนมัติราวกับเป็นเรื่องเคยชิน
“ข้าเริ่มคิดแล้วนะ...”
น้ำเสียงทุ้มดังขึ้นระหว่างเดิน
ลู่หลินเงยหน้ามองเขาอย่างสงสัย
“คิดอะไรเหรอ”
เฟิงอวี่เหลือบตามามองนาง ก่อนตอบเรียบ ๆ
“เจ้าคงเดินชนต้นไม้สักวัน หากไม่มีข้าคอยมองอยู่”
ลู่หลินทำหน้ามุ่ยทันที
“ฉันไม่ได้ซุ่มซ่ามขนาดนั้นสักหน่อย”
เฟิงอวี่ยกยิ้มมุมปากอย่างนึกเอ็นดู
เมื่อเดินทางมาได้ครึ่งวัน พวกเขาก็เข้าสู่เขตแดนของ เมืองหมอก บรรยากาศรอบข้างก็เริ่มเปลี่ยนไป ต้นไม้หนาทึบค่อย ๆ จางหาย แทนที่ด้วยม่านหมอกสีขาวนวลที่ลอยอ้อยอิ่งอยู่เหนือพื้นดินราวกับมีชีวิต
ลมเย็นชื้นพัดผ่านจนลู่หลินเผลอสั่นเบา ๆ เธอรีบดึงฮู้ดขนกระต่ายขึ้นคลุมศีรษะทันที
“หนาวหรือ”
เฟิงอวี่ชะลอฝีเท้าลงเล็กน้อย
“นิดหน่อยน่ะ” ลู่หลินพึมพำ พลางสูดจมูกเบา ๆ
เฟิงอวี่มองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยกมือขึ้นจัดฮู้ดให้นางด้วยตัวเอง
ปลายนิ้วของเขาปัดปอยผมที่ตกลงมาข้างแก้มออกอย่างเบามือ ก่อนดึงผ้าคลุมลงมาจนเกือบบังดวงตาของเธอ
“เมืองนี้ไม่ใช่แค่หมอกที่หนา” น้ำเสียงของเขาต่ำลงเล็กน้อย
“สัตว์อสูรที่นี่ก็เจ้าเล่ห์ไม่ต่างกัน เจ้าต้องอยู่ใกล้ ๆ ข้า เข้าใจหรือไม่”
ลู่หลินถอนหายใจเบา ๆ
“คุณพูดประโยคนี้ตั้งหลายรอบแล้วนะ”
“แล้วเจ้าจำได้หรือไม่”
“ฉันจำได้แล้ว”
เธอตอบเสียงอู้อี้ใต้ผ้าคลุม แต่ริมฝีปากกลับเผลอยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยอย่างห้ามไม่อยู่
เมื่อพ้นแนวป่า ภาพของเมืองหมอกก็ค่อย ๆ ปรากฏขึ้นตรงหน้า ตัวอาคารหินสีเทาเข้มตั้งเรียงรายอยู่ท่ามกลางม่านหมอก ดูเก่าแก่และทรงพลังอย่างประหลาด
สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านค้ามากมาย ทั้งผลไม้สีแปลกตา อาวุธ และเครื่องประดับจากกระดูกแกะสลัก
“ที่นี่คึกคักจังเลย”
เธอชะลอฝีเท้าลงอย่างเผลอตัว
แต่เฟิงอวี่กลับขมวดคิ้วเล็กน้อย
“อย่ามองเพลิน”
เขาดึงตัวนางเข้ามาใกล้กว่าเดิม
“คนที่นี่ไม่เหมือนเผ่านกยูง”
ลู่หลินพยักหน้ารับเบา ๆ แต่แม้จะมีฮู้ดคลุมอยู่ รูปร่างที่เล็กบอบบางและกลิ่นกายสะอาดบริสุทธิ์ของเธอก็ยังสะดุดสายตาผู้คนอยู่ดี
สัตว์อสูรตัวผู้หลายคนเริ่มหันมามองอย่างเปิดเผย
“ดูนั่นสิ...”
เสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านข้าง
“ตัวเมียเผ่าใดกัน ตัวเล็กนิดเดียว”
“กลิ่นของนางหอมมาก...”
ลู่หลินชะงักไปเล็กน้อยโดยอัตโนมัติ
แต่ในวินาทีต่อมา แขนแกร่งของเฟิงอวี่ก็โอบรอบไหล่เธอทันที พร้อมดึงร่างบางเข้ามาแนบอกอย่างถือสิทธิ์ ไอพลังกดดันมหาศาลแผ่ออกมาจากตัวเขาในพริบตา
บรรยากาศรอบด้านเย็นเฉียบลง จนสัตว์อสูรหลายคนรีบหลบสายตาหนี
“คุณทำอะไรน่ะ... คนมองอยู่เต็มเลยนะ”
ลู่หลินกระซิบเสียงเบา ใบหน้าแดงระเรื่อจนแทบจะมุดหายไปในอกแกร่งของเขา
เฟิงอวี่ก้มลงเล็กน้อยจนริมฝีปากแทบเฉียดข้างใบหูของนาง
“เจ้าจะกลัวอะไรกับสายตาพวกนั้น หืม...”
เสียงทุ้มต่ำทำเอาหัวใจของลู่หลินเต้นแรงขึ้นทันที
“กะ... ก็ไม่ได้กลัวสักหน่อย...” เธอพึมพำตอบเบา ๆ
เฟิงอวี่ยกยิ้มมุมปากอย่างพอใจ ก่อนจะพานางเดินต่อไปท่ามกลางม่านหมอก
ไม่นาน ทั้งสองก็มาหยุดอยู่หน้าโรงเตี๊ยมขนาดใหญ่กลางเมือง
เฟิงอวี่เดินตรงไปยังโต๊ะหินที่ดูคล้ายเคาน์เตอร์ ก่อนจะวางผลึกสีเขียวลงบนโต๊ะเสียงดัง เคร้ง!
“ห้องพักที่ดีที่สุดหนึ่งห้อง”
เขาเอ่ยเสียงเรียบ
“และข้าต้องการถังน้ำอุ่นสำหรับตัวเมียของข้าด้วย”
พนักงานต้อนรับที่เป็นสัตว์อสูรกระต่ายสะดุ้งทันที ก่อนรีบพยักหน้ารัวเร็ว
“ขอรับ! ข้าจะจัดการให้เดี๋ยวนี้!”
ลู่หลินที่ได้ยินคำว่า น้ำอุ่น ดวงตาก็เป็นประกายขึ้นมาทันที
“มีน้ำอุ่นจริง ๆ เหรอ”
เฟิงอวี่เหลือบตามองนาง ก่อนจะยิ้มอย่างอ่อนโยน
“ดีใจขนาดนั้นเลยหรือ”
“ก็ฉันไม่ได้อาบน้ำดี ๆ มาหลายวันแล้วนี่...”
ท่าทางจริงจังของนางทำให้เขาหลุดยิ้มออกมาอีกครั้ง
เมื่อขึ้นมาถึงห้องพักชั้นบนสุด ลู่หลินก็รีบกวาดตามองรอบห้องอย่างสนใจ
เตียงหินขนาดใหญ่ถูกปูด้วยหนังสัตว์หลายชั้นจนดูนุ่มสบาย ขณะที่มุมด้านในมีห้องเล็กแยกไว้สำหรับอาบน้ำ
ส่วนเฟิงอวี่กลับเดินตรวจรอบห้องเงียบ ๆ ทั้งหน้าต่าง ทั้งประตู ราวกับกำลังระวังบางอย่าง
“เจ้าไปอาบน้ำเถอะ ข้าจะเฝ้าอยู่ที่นี่”
เขาเอ่ยขึ้นโดยไม่หันมา
ลู่หลินยิ้มกว้างทันที ก่อนจะเอ่ยอย่างตื่นเต้น
“ฉันจะรีบอาบนะ”
เฟิงอวี่หันกลับมามองรอยยิ้มสดใสนั้น สายตาของเขาอ่อนลงอย่างไม่รู้ตัว เขาก้าวเข้ามาใกล้ช้า ๆ จนหน้าอกแกร่งแทบแนบชิดกับร่างบาง
ลู่หลินชะงักค้างทันที
“เจ้าดูมีความสุขมาก... แค่ได้อาบน้ำงั้นหรือ”
น้ำเสียงทุ้มต่ำแหบพร่าจนหัวใจของเธอสั่นไหว
“ก็... ก็ฉันเหนียวตัวนี่นา...”
เธอตอบอ้อมแอ้ม พลางใช้มือดันอกเขาเบา ๆ
เฟิงอวี่หัวเราะต่ำ ๆ ในลำคอ ก่อนโน้มตัวลงมากระซิบข้างหูนาง
“อาบน้ำให้สบายนะ...”
ลมหายใจอุ่นเฉียดผ่านผิวแก้มจนลู่หลินตัวแข็งทื่อ
ก่อนที่เขาจะผละออกไปช้า ๆ ทิ้งให้เธอยืนหน้าแดงอยู่เพียงลำพัง
หัวใจดวงเล็กเต้นแรงเสียจนแทบไม่ได้ยินเสียงอย่างอื่นอีกแล้ว