Share

บทที่ 8

Author: SixFourTwo
last update Petsa ng paglalathala: 2026-07-14 03:32:10

เช้าวันต่อมา...

แสงแดดอ่อน ๆ ค่อย ๆ ส่องลอดผ่านหน้าต่างไม้เข้ามาภายในบ้านพักของเผ่านกยูง กลิ่นดอกไม้หอมจาง ๆ ยังคงลอยอบอวลอยู่ในอากาศ

ลู่หลินขยับตัวเล็กน้อย ก่อนจะค่อย ๆ ลืมตาขึ้นอย่างงัวเงีย

ความอบอุ่นนุ่มสบายใต้ร่างทำให้เธอเผลอซุกหน้าลงกับหนังสัตว์อีกนิดอย่างไม่รู้ตัว แต่ไม่นานความทรงจำเมื่อคืนก็ไหลย้อนกลับเข้ามาทีละน้อย

ทั้งตอนที่เฟิงอวี่กัดผลไม้จากมือเธอ... สายตาที่เขามอง... รวมถึงน้ำเสียงทุ้มต่ำที่กระซิบอยู่ข้างหู

ใบหน้าของเธอค่อย ๆ ร้อนขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่ เธอรีบดึงผ้าห่มขึ้นมาปิดหน้าแก้เขินทันที

“เจ้าตื่นแล้วหรือ”

เสียงแหบพร่าดังขึ้นจากอีกด้าน ทำเอาลู่หลินสะดุ้งเบา ๆ ก่อนรีบหันไปมอง

เฟิงอวี่นั่งอยู่ตรงหน้าต่างไม้ตั้งแต่เมื่อไหร่เธอก็ไม่ทันสังเกต ดวงตาสีอำพันคู่นั้นเหลือบมามองทางเธอด้วยแววตาเรียบเฉย ทว่ามุมปากกลับยกขึ้นเล็กน้อยราวกับรู้ทันทุกอย่าง

ลู่หลินโผล่หน้าออกมาจากผ้าห่มเพียงครึ่งหนึ่งแล้วหลบสายตาไปทางอื่น

“อื้อ... ตื่นแล้ว”

เฟิงอวี่มองท่าทางตื่น ๆ นั้นของนาง ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูงแล้วก้าวเดินมาหานางช้า ๆ กลิ่นหอมสะอาดจากตัวเขาที่โชยมาทำเอาลู่หลินรู้สึกประหม่าจนทำตัวไม่ถูก

“เมื่อคืน... เจ้าหลับลึกน่าดูเลย”

เขาเอ่ยขึ้นเบา ๆ ขณะที่ทรุดตัวลงนั่งข้างนาง

ลู่หลินรีบยันตัวลุกขึ้นนั่ง พยายามทำน้ำเสียงให้ปกติที่สุด

“ก็น่าจะเพราะเหนื่อยมากน่ะ... เลยหลับยาวไปหน่อย”

เฟิงอวี่มองสบตานางนิ่ง ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงแฝงความหยอกล้อ

“ถ้าอย่างนั้น... เจ้ารู้ตัวหรือไม่ว่าตอนที่หลับไป เจ้ายังละเมอเรียกชื่อข้าด้วย”

คำพูดนั้นทำให้ใบหน้าของลู่หลินร้อนผ่าวในทันที

“ฉะ...ฉันเนี่ยนะ!”

เสียงเธอสูงขึ้นโดยไม่รู้ตัว ใบหน้าแดงก่ำจนแทบลามถึงใบหู

เฟิงอวี่ไม่ได้รีบตอบ เขาเพียงมองท่าทางที่ตื่นตระหนกของนางเงียบ ๆ อยู่ครู่หนึ่ง

ก่อนจะเอนตัวเข้ามาใกล้กว่าเดิมจนลู่หลินสัมผัสได้ถึงไออุ่นที่แผ่ออกมาจากร่างสูง

“จำไม่ได้จริงหรือ”

เขาเอ่ยเสียงเรียบ แต่แฝงแรงกดดันบางอย่าง

เฟิงอวี่ขยับใบหน้าเข้าไปใกล้จนปลายจมูกของเขาเกือบจะแตะเข้ากับแก้มเนียน

ลู่หลินตัวแข็งทื่อราวกับถูกมนต์สะกด ยิ่งเห็นดวงตาสีอำพันคู่นั้นจ้องลึกเข้ามาอย่างหยอกเย้า ความอายก็ยิ่งทวีคูณจนเธอไม่กล้าขยับหนี

“ละ...ละเมอ ก็คือละเมอ ฉันจะไปจำได้ยังไง”

เธอตอบเสียงสั่น พยายามเบี่ยงใบหน้าหนี แต่ปลายนิ้วยาวของเขากลับแตะเบา ๆ ที่คางของเธอ แล้วบังคับให้หันกลับมาสบตากันอีกครั้ง

“งั้นหรือ...”

เฟิงอวี่ลากเสียงยาว มุมปากยกยิ้มอย่างมีเลศนัย ก่อนจะกระซิบแผ่วข้างใบหูจนขนอ่อนทั่วร่างของลู่หลินลุกซู่

“แต่ข้าจำได้ชัดเจนเลยนะ... ทั้งเสียง ทั้งท่าที”

เขากระซิบช้า ๆ

“รวมถึงตอนที่เจ้าเอื้อมมือมากอดข้าด้วย”

ลู่หลินชะงักไปทั้งตัว คำพูดนั้นเหมือนจงใจทิ้งช่องว่างให้จินตนาการต่อเอง มากกว่าจะอธิบายทั้งหมด

เฟิงอวี่โน้มลงมาอีกเล็กน้อย เสียงของเขาเบาลงและต่ำพร่า

“โหยหาข้าขนาดนั้นเลยหรือ... หืม?”

“คะ... คุณแกล้งฉันแต่เช้าอีกแล้วนะ”

เธอพูดตะกุกตะกัก พยายามก้มหน้าหลบสายตาคมกริบคู่นั้น

เฟิงอวี่ยกยิ้มอย่างเอ็นดูเมื่อเห็นนางทำตัวไม่ถูก เขาไม่ได้รุกคืบต่อ แต่กลับเปลี่ยนท่าทีเป็นอ่อนโยนลง มือใหญ่เอื้อมไปลูบศีรษะนางแผ่วเบาอย่างรักใคร่

“ข้าเลิกแกล้งเจ้าแล้วก็ได้”

เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“เราออกเดินทางกันเถอะ ยังต้องไปอีกไกล”

ลู่หลินพยักหน้ารับเบา ๆ ก่อนรีบลุกขึ้นตาม แม้ใบหน้าจะยังร้อนผ่าวอยู่ไม่หาย แต่ก็พยายามจัดการอารมณ์ของตัวเองให้กลับมาเป็นปกติ

ขณะที่เธอก้าวเดิน ลู่หลินก็รู้สึกว่ารองเท้าหนังสัตว์ที่เฟิงอวี่ทำให้ช่วยลดความเจ็บได้มากกว่าที่คิด ความนุ่มด้านในทำให้แม้แต่พื้นแข็ง ๆ ก็ยังแทบไม่รู้สึกระคายเท้าเลย

เฟิงอวี่สังเกตเห็นท่าทางนั้น ดวงตาสีอำพันจึงหรี่ลงเล็กน้อย

“เจ็บเท้าอีกหรือไม่”

ลู่หลินรีบส่ายหน้า

“ไม่เจ็บแล้วล่ะ สบายมากเลย”

คำตอบนั้นทำให้สีหน้าของเขาดูผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด

เมื่อทั้งสองเดินออกมาด้านนอก ก็เห็นชาวเผ่านกยูงบางส่วนเริ่มออกมาเดินกันแล้ว หลายคนหันมามองพวกเขาเล็กน้อย ก่อนจะหลบสายตาเมื่อเฟิงอวี่ปรายตามองกลับอย่างเย็นชา

ชิงหลัวยืนอยู่ไม่ไกลนัก นางมองทั้งคู่ตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะยิ้มบาง ๆ

“ดูเหมือนเมื่อคืนพวกเจ้าจะพักผ่อนได้ดี”

ลู่หลินยิ้มตอบ ก่อนจะเอ่ยอย่างจริงใจ

“ขอบคุณที่ให้ที่พักพวกเรานะ”

ชิงหลัวหัวเราะเบา ๆ พลางยกมือขึ้นเล่นปลายผมตัวเองอย่างไม่ใส่ใจ

“เจ้าไม่จำเป็นต้องขอบคุณข้าหรอก”

นางปรายตามองเฟิงอวี่ที่ยืนอยู่ข้างกายลู่หลิน ก่อนมุมปากจะยกขึ้นนิด ๆ

“หากจะขอบคุณ ก็น่าจะเป็นสัตว์อสูรตัวผู้ข้างเจ้าต่างหาก”

ลู่หลินกะพริบตาปริบ ๆ อย่างไม่เข้าใจ ชิงหลัวเห็นท่าทางนั้นก็ยกยิ้มมุมปากอย่างมีความหมาย ก่อนปรายตามองเฟิงอวี่แวบหนึ่ง

“เจ้าควรถามสัตว์อสูรตัวผู้ของเจ้าดูเอง”

เฟิงอวี่กลับไม่คิดจะอธิบายอะไร เขาเพียงเอ่ยเรียบ ๆ

“ไปกันเถอะ”

พูดจบก็ยกมือขึ้นโอบเอวลู่หลินพาเดินผ่านชิงหลัวออกไปทันที

การเดินทางในช่วงเช้าของวันใหม่เต็มไปด้วยความเงียบสงบ ลู่หลินเดินก้มหน้าก้มตาตามเฟิงอวี่ไปเงียบ ๆ พลางลอบมองรองเท้าหนังสัตว์ที่เขาทำให้เป็นระยะ

ความนุ่มของขนสัตว์ด้านในช่วยให้การเดินผ่านเส้นทางขรุขระสบายขึ้นมากจนเธอแทบไม่รู้สึกเจ็บเท้าอีกแล้ว

เฟิงอวี่ที่เดินนำอยู่ด้านหน้าคล้ายจะอารมณ์ดีไม่น้อย ทุกครั้งที่ทางเดินชันหรือมีโขดหินขวางอยู่ มือหนาจะยื่นกลับมาประคองเธอโดยอัตโนมัติราวกับเป็นเรื่องเคยชิน

“ข้าเริ่มคิดแล้วนะ...”

น้ำเสียงทุ้มดังขึ้นระหว่างเดิน

ลู่หลินเงยหน้ามองเขาอย่างสงสัย

“คิดอะไรเหรอ”

เฟิงอวี่เหลือบตามามองนาง ก่อนตอบเรียบ ๆ

“เจ้าคงเดินชนต้นไม้สักวัน หากไม่มีข้าคอยมองอยู่”

ลู่หลินทำหน้ามุ่ยทันที

“ฉันไม่ได้ซุ่มซ่ามขนาดนั้นสักหน่อย”

เฟิงอวี่ยกยิ้มมุมปากอย่างนึกเอ็นดู

เมื่อเดินทางมาได้ครึ่งวัน พวกเขาก็เข้าสู่เขตแดนของ เมืองหมอก บรรยากาศรอบข้างก็เริ่มเปลี่ยนไป ต้นไม้หนาทึบค่อย ๆ จางหาย แทนที่ด้วยม่านหมอกสีขาวนวลที่ลอยอ้อยอิ่งอยู่เหนือพื้นดินราวกับมีชีวิต

ลมเย็นชื้นพัดผ่านจนลู่หลินเผลอสั่นเบา ๆ เธอรีบดึงฮู้ดขนกระต่ายขึ้นคลุมศีรษะทันที

“หนาวหรือ”

เฟิงอวี่ชะลอฝีเท้าลงเล็กน้อย

“นิดหน่อยน่ะ” ลู่หลินพึมพำ พลางสูดจมูกเบา ๆ

เฟิงอวี่มองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยกมือขึ้นจัดฮู้ดให้นางด้วยตัวเอง

ปลายนิ้วของเขาปัดปอยผมที่ตกลงมาข้างแก้มออกอย่างเบามือ ก่อนดึงผ้าคลุมลงมาจนเกือบบังดวงตาของเธอ

“เมืองนี้ไม่ใช่แค่หมอกที่หนา” น้ำเสียงของเขาต่ำลงเล็กน้อย

“สัตว์อสูรที่นี่ก็เจ้าเล่ห์ไม่ต่างกัน เจ้าต้องอยู่ใกล้ ๆ ข้า เข้าใจหรือไม่”

ลู่หลินถอนหายใจเบา ๆ

“คุณพูดประโยคนี้ตั้งหลายรอบแล้วนะ”

“แล้วเจ้าจำได้หรือไม่”

“ฉันจำได้แล้ว”

เธอตอบเสียงอู้อี้ใต้ผ้าคลุม แต่ริมฝีปากกลับเผลอยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยอย่างห้ามไม่อยู่

เมื่อพ้นแนวป่า ภาพของเมืองหมอกก็ค่อย ๆ ปรากฏขึ้นตรงหน้า ตัวอาคารหินสีเทาเข้มตั้งเรียงรายอยู่ท่ามกลางม่านหมอก ดูเก่าแก่และทรงพลังอย่างประหลาด

สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านค้ามากมาย ทั้งผลไม้สีแปลกตา อาวุธ และเครื่องประดับจากกระดูกแกะสลัก

“ที่นี่คึกคักจังเลย”

เธอชะลอฝีเท้าลงอย่างเผลอตัว

แต่เฟิงอวี่กลับขมวดคิ้วเล็กน้อย

“อย่ามองเพลิน”

เขาดึงตัวนางเข้ามาใกล้กว่าเดิม

“คนที่นี่ไม่เหมือนเผ่านกยูง”

ลู่หลินพยักหน้ารับเบา ๆ แต่แม้จะมีฮู้ดคลุมอยู่ รูปร่างที่เล็กบอบบางและกลิ่นกายสะอาดบริสุทธิ์ของเธอก็ยังสะดุดสายตาผู้คนอยู่ดี

สัตว์อสูรตัวผู้หลายคนเริ่มหันมามองอย่างเปิดเผย

“ดูนั่นสิ...”

เสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านข้าง

“ตัวเมียเผ่าใดกัน ตัวเล็กนิดเดียว”

“กลิ่นของนางหอมมาก...”

ลู่หลินชะงักไปเล็กน้อยโดยอัตโนมัติ

แต่ในวินาทีต่อมา แขนแกร่งของเฟิงอวี่ก็โอบรอบไหล่เธอทันที พร้อมดึงร่างบางเข้ามาแนบอกอย่างถือสิทธิ์ ไอพลังกดดันมหาศาลแผ่ออกมาจากตัวเขาในพริบตา

บรรยากาศรอบด้านเย็นเฉียบลง จนสัตว์อสูรหลายคนรีบหลบสายตาหนี

“คุณทำอะไรน่ะ... คนมองอยู่เต็มเลยนะ”

ลู่หลินกระซิบเสียงเบา ใบหน้าแดงระเรื่อจนแทบจะมุดหายไปในอกแกร่งของเขา

เฟิงอวี่ก้มลงเล็กน้อยจนริมฝีปากแทบเฉียดข้างใบหูของนาง

“เจ้าจะกลัวอะไรกับสายตาพวกนั้น หืม...”

เสียงทุ้มต่ำทำเอาหัวใจของลู่หลินเต้นแรงขึ้นทันที

“กะ... ก็ไม่ได้กลัวสักหน่อย...” เธอพึมพำตอบเบา ๆ

เฟิงอวี่ยกยิ้มมุมปากอย่างพอใจ ก่อนจะพานางเดินต่อไปท่ามกลางม่านหมอก

ไม่นาน ทั้งสองก็มาหยุดอยู่หน้าโรงเตี๊ยมขนาดใหญ่กลางเมือง

เฟิงอวี่เดินตรงไปยังโต๊ะหินที่ดูคล้ายเคาน์เตอร์ ก่อนจะวางผลึกสีเขียวลงบนโต๊ะเสียงดัง เคร้ง!

“ห้องพักที่ดีที่สุดหนึ่งห้อง”

เขาเอ่ยเสียงเรียบ

“และข้าต้องการถังน้ำอุ่นสำหรับตัวเมียของข้าด้วย”

พนักงานต้อนรับที่เป็นสัตว์อสูรกระต่ายสะดุ้งทันที ก่อนรีบพยักหน้ารัวเร็ว

“ขอรับ! ข้าจะจัดการให้เดี๋ยวนี้!”

ลู่หลินที่ได้ยินคำว่า น้ำอุ่น ดวงตาก็เป็นประกายขึ้นมาทันที

“มีน้ำอุ่นจริง ๆ เหรอ”

เฟิงอวี่เหลือบตามองนาง ก่อนจะยิ้มอย่างอ่อนโยน

“ดีใจขนาดนั้นเลยหรือ”

“ก็ฉันไม่ได้อาบน้ำดี ๆ มาหลายวันแล้วนี่...”

ท่าทางจริงจังของนางทำให้เขาหลุดยิ้มออกมาอีกครั้ง

เมื่อขึ้นมาถึงห้องพักชั้นบนสุด ลู่หลินก็รีบกวาดตามองรอบห้องอย่างสนใจ

เตียงหินขนาดใหญ่ถูกปูด้วยหนังสัตว์หลายชั้นจนดูนุ่มสบาย ขณะที่มุมด้านในมีห้องเล็กแยกไว้สำหรับอาบน้ำ

ส่วนเฟิงอวี่กลับเดินตรวจรอบห้องเงียบ ๆ ทั้งหน้าต่าง ทั้งประตู ราวกับกำลังระวังบางอย่าง

“เจ้าไปอาบน้ำเถอะ ข้าจะเฝ้าอยู่ที่นี่”

เขาเอ่ยขึ้นโดยไม่หันมา

ลู่หลินยิ้มกว้างทันที ก่อนจะเอ่ยอย่างตื่นเต้น

“ฉันจะรีบอาบนะ”

เฟิงอวี่หันกลับมามองรอยยิ้มสดใสนั้น สายตาของเขาอ่อนลงอย่างไม่รู้ตัว เขาก้าวเข้ามาใกล้ช้า ๆ จนหน้าอกแกร่งแทบแนบชิดกับร่างบาง

ลู่หลินชะงักค้างทันที

“เจ้าดูมีความสุขมาก... แค่ได้อาบน้ำงั้นหรือ”

น้ำเสียงทุ้มต่ำแหบพร่าจนหัวใจของเธอสั่นไหว

“ก็... ก็ฉันเหนียวตัวนี่นา...”

เธอตอบอ้อมแอ้ม พลางใช้มือดันอกเขาเบา ๆ

เฟิงอวี่หัวเราะต่ำ ๆ ในลำคอ ก่อนโน้มตัวลงมากระซิบข้างหูนาง

“อาบน้ำให้สบายนะ...”

ลมหายใจอุ่นเฉียดผ่านผิวแก้มจนลู่หลินตัวแข็งทื่อ

ก่อนที่เขาจะผละออกไปช้า ๆ ทิ้งให้เธอยืนหน้าแดงอยู่เพียงลำพัง

หัวใจดวงเล็กเต้นแรงเสียจนแทบไม่ได้ยินเสียงอย่างอื่นอีกแล้ว
Patuloy na basahin ang aklat na ito nang libre
I-scan ang code upang i-download ang App

Pinakabagong kabanata

  • เมื่อฉันต้องเป็นดวงใจของเหล่าสัตว์อสูร   บทที่ 200

    “คุณ...” ลู่หลินเม้มริมฝีปาก ก่อนจะรวบรวมความกล้าถามออกไป “คุณจะไม่ไปส่งฉันหน่อยเหรอ” เฟยหลงมองนางนิ่ง ๆ “ข้าจะไปส่งหรือไม่... มันก็ไม่ต่างกันหรอก” “มันต่างกันสิ!” คำตอบของเธอดังขึ้นแทบจะทันที เฟยหลงนิ่งไปเล็กน้อย แล้วถามกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย “เจ้าบอกข้าได้หรือไม่ว่ามันต่างกันอย่างไร”

  • เมื่อฉันต้องเป็นดวงใจของเหล่าสัตว์อสูร   บทที่ 199

    โถงตำหนักเทพ เฟิงอวี่และซือเยี่ยยืนรออยู่ด้วยความร้อนใจ หลังจากเดินทางมาถึง พวกเขาก็แทบไม่อาจอยู่นิ่งได้ แม้จะได้รับข่าวว่าลู่หลินปลอดภัยดี แต่ตราบใดที่ยังไม่ได้เห็นนางด้วยตาตัวเอง ความกังวลในใจก็ยังไม่อาจคลี่คลาย ไม่นานนัก ร่างสูงสง่าของเฟยหลงก็ปรากฏขึ้นตรงทางเดิน เฟิงอวี่ก้าวออกไปข้างหน้าทันที

  • เมื่อฉันต้องเป็นดวงใจของเหล่าสัตว์อสูร   บทที่ 198

    “อื้อ...” ลู่หลินขยับตัวอย่างงัวเงีย ก่อนจะพบว่าตนเองยังอยู่ในอ้อมกอดของเฟยหลงเช่นเดิม เมื่อสัมผัสได้ถึงแรงขยับในอ้อมแขน เฟยหลงก็กระชับวงแขนรอบเอวของนางแน่นขึ้นอีกเล็กน้อย ลู่หลินหันกลับไปมอง ก็เห็นว่าเขายังคงหลับตาอยู่ ใบหน้าซบอยู่กับลาดไหล่ของเธอ ราวกับยังไม่คิดจะปล่อยให้เธอลุกไปไหนง่าย ๆ “คุณ

  • เมื่อฉันต้องเป็นดวงใจของเหล่าสัตว์อสูร   บทที่ 197

    “ฉันไม่อยากเป็นภาระของใครอย่างเดียวนี่ การที่ฉันทำอะไรได้บ้าง มันทำให้ฉันรู้สึกว่าตัวเองยังมีค่าพอที่จะยืนอยู่ตรงนี้” เฟยหลงไม่ได้พูดอะไรต่อในทันที เขามองดวงตากลมโตของนาง ก่อนยกมือขึ้นแตะศีรษะเบา ๆ “ลู่หลิน” “หืม?” “หากวันหนึ่งเจ้าไม่สามารถปรุงยาได้อีก เจ้าคิดว่าตัวเองจะหมดคุณค่าไปด้วยหรือ” ลู่

  • เมื่อฉันต้องเป็นดวงใจของเหล่าสัตว์อสูร   บทที่ 196

    ณ พระราชวังเงาจันทร์ บรรยากาศภายในโถงบัลลังก์เต็มไปด้วยความตึงเครียด “เรียนองค์ราชา... ท่านผู้อาวุโสสูงสุดส่งข้ามาแจ้งข่าวว่า ท่านลู่หลินพำนักอยู่ที่ตำหนักเทพเมืองดาราขอรับ” ผู้ส่งสารจากตำหนักเทพเมืองดารารีบรายงานทันทีที่มาถึงพระราชวังเงาจันทร์ หลังใช้เวลาเดินทางติดต่อกันถึงห้าวัน ฉางเหยียนที่นั

  • เมื่อฉันต้องเป็นดวงใจของเหล่าสัตว์อสูร   บทที่ 195

    ปัง! แรงกระแทกทำให้เขาถอยหลังไปสองก้าว แต่ยังคงยืนหยัดได้อย่างมั่นคง เสียงเชียร์จากผู้ชมดังขึ้น “ดี! โจมตีต่อเลย!” “เผ่าจระเข้ต้องชนะอยู่แล้ว!” ลู่หลินกำมือแน่นโดยไม่รู้ตัว “เขาโจมตีเร็วมากเลย!” เฟยหลงนั่งพิงพนักเก้าอี้อย่างสงบ “อืม” บนลานประลอง ชายเผ่าจระเข้ไม่เปิดโอกาสให้คู่ต่อสู้ได้ตั้งต

Higit pang Kabanata
Galugarin at basahin ang magagandang nobela
Libreng basahin ang magagandang nobela sa GoodNovel app. I-download ang mga librong gusto mo at basahin kahit saan at anumang oras.
Libreng basahin ang mga aklat sa app
I-scan ang code para mabasa sa App
DMCA.com Protection Status