LOGINหลังจากค่ำคืนอันหิวโหยของเซเรน่าผ่านไป เวลาก็ล่วงเลยไปตอนเช้าตรู่ เสียงนกร้องกับแสงแดดอ่อน ๆ จากผ้าม่านบางเบาเริ่มลอดเข้ามาในห้อง ไซรัสลืมตาขึ้นอย่างช้า ๆ พร้อมกับรู้สึกถึงน้ำหนักบางอย่างที่พาดอยู่บนแขน เขาก้มมองก็เห็นเซเรน่ากำลังนอนซุกหน้าอยู่กับแผงอกของเขา มือเล็กของเธอโอบรอบเอวไว้แน่น ราวกับกลัวว่าเขาจะหายไป
ท้องของเธอโตมากจนแทบจะทับตัวเขาได้แล้ว แต่ถึงอย่างนั้น เธอก็ยังชอบนอนกอดเหมือนเด็กน้อย และเขาเองก็ชอบเช่นเดียวกัน “เธอรู้ไหมว่าหนักขนาดไหน” เขาพึมพำเสียงเบา แต่กลับยิ้มออกมาเองอย่างเอ็นดู กลิ่นแชมพูของเธอยังหอมเหมือนเดิม มันเป็นกลิ่นที่ติดอยู่บนหมอนของเขา ในเสื้อผ้าของเขา และในทุกลมหายใจของเขา เขาเลื่อนมือลูบผมเธอเบา ๆ ก่อนจะหันไปมองนาฬิกา เจ็ดโมงเช้าแล้ว แต่เขายังไม่อยากลุกไปไหนเลย “อื้ม~ ไซรัส...ตื่นแล้วเหรอ” เสียงงึมงำเล็ก ๆ ดังขึ้นจากอกของเขา “อย่าขยับสิ มันอุ่นดี” “ฉันยังไม่ได้ขยับเลยยัยเปี๊ยก” เขาหัวเราะในลำคอ “งั้นอย่าขยับเลยนะ อยู่แบบนี้ก่อน” “ครับที่รัก” ไซรัสยกยิ้มมุมปากอย่างยอมแพ้ เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังขึ้นก่อนที่เธอจะขยับใบหน้าขึ้นมา เธอยังยุ่งเหยิงจากการนอนหลับ แต่ทว่าก็ยังดูน่ารักในสายตาเขาอยู่ดี “เมื่อคืนนายไปนานเลยนะ กว่าจะกลับ” “ก็ต้องขับไปอีกเขตหนึ่ง ร้านแถวนี้ไม่มีใครขายข้าวผัดกุ้งตอนตีหนึ่งหรอก” “ใครใช้ให้นายไปจริง ๆ ล่ะ ฉันพูดแค่เล่น ๆ เอง” เธอหัวเราะคิกคัก “พูดเล่นจริง ๆ เหรอที่รัก เมื่อคืนเธอซัดจนเรียบเลยนะ” เขาแกล้งพูดเสียงเรียบ แล้วเอื้อมมือไปหยิกแก้มเธอเบา ๆ “โอ๊ย! อย่าทำแบบนี้สิ เดี๋ยวลูกดิ้นหรอก” “ลูกดิ้นเพราะพ่อแหย่แม่นั่นแหละ” “เขาอาจจะดีใจที่ได้นอนกับพ่อก็ได้” เธอยกมือแตะท้องเบา ๆ แล้วหัวเราะ ไซรัสมองเธอนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดเสียงนุ่ม “หรือไม่ก็ดีใจเพราะพ่อกับแม่ยังรักกันดี” คำพูดนั้นทำให้หัวใจของเซเรน่าอุ่นขึ้นอย่างประหลาด เธอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว “พูดแบบนี้ระวังฉันร้องไห้นะ” “ร้องก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวฉันปลอบเอง” “ปลอบยังไง?” “แบบนี้...” เขาก้มลงหอมแก้มเธอเบา ๆ เซเรน่าเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะตีแขนเขา ใบหน้าสวยแดงจัดด้วยความเขินอาย “ ไซรัส! ฉันบอกแล้วไงว่าช่วงนี้ห้ามแกล้ง ฉันอารมณ์แปรปรวนง่ายนะ!” “ฉันไม่ได้แกล้ง แค่ปลอบไง” เขาพูดพลางหัวเราะเสียงนุ่ม แล้วลูบหลังเธอเบา ๆ “พักผ่อนอีกหน่อยไหม เดี๋ยวฉันให้พ่อครัวทำอาหารเช้าให้” “ไม่เอา อยากกินแพนเค้กที่นายทำอีก” “แต่หมอห้ามกินนํ้าตาลนะช่วงนี้ แล้วฉันก็ไม่ใช่เชฟ” “แต่เป็นสามีที่ทำแพนเค้กอร่อยที่สุดในโลก~” “ยัยเปี๊ยกเอ๊ย” ไซรัสยีกลุ่มผมนุ่มของเธอเบา ๆ อย่่างหมั่นเขี้ยว แต่ก็ลุกขึ้นยอมตามคำขอ เพราะเขารู้ดีว่าเธอชอบให้เขาเป็นคนทำอาหารเช้าให้มากแค่ไหน หลังจากที่ผ่านไปครู่ใหญ่ กลิ่นหอมของแพนเค้กเริ่มลอยมาแตะปลายจมูกเซเรน่า เสียงจานกระทบกันเบา ๆ ภายในครัว ฟังดูแปลกสำหรับบ้านของมาเฟีย แต่ตอนนี้มันคือเสียงที่เธอชอบที่สุดในโลก “อย่าลืมราดน้ำผึ้งเยอะ ๆ นะ!” เสียงตะโกนจากห้องนั่งเล่นทำให้ไซรัสหัวเราะในลำคอ “ครับ ๆ ภรรยาคนสวย” “เห็นไหมลูก ปะป๊าทำอาหารเก่งขนาดนี้ โตไปต้องช่วยพ่อทำอาหารให้หม่าม้านะ” เธอนั่งพิงหมอนขณะลูบท้องเบา ๆ เด็กในท้องขยับเล็กน้อยราวกับรับรู้ถึงกลิ่นแพนเค้ก ไม่กี่นาทีต่อมา ไซรัสเดินถือถาดอาหารเข้ามา ในถาดมีแพนเค้กราดน้ำผึ้งกับนมอุ่นหนึ่งแก้ว “เชิญครับ คุณแม่กับคุณลูก” “ขอบคุณค่ะ” เธอยิ้มกว้าง ก่อนจะตักเข้าปากคำแรกแล้วทำตาโต “อร่อยเหมือนเดิมเลย!” “แน่นอน ฉันไม่ยอมให้เมียของฉันกินของไม่อร่อยหรอก” “พูดแบบนี้มีคะแนนบวเพิ่มนะคะ” เธอหัวเราะ “ถ้าคะแนนเต็มฉันได้อะไร?” “ได้สิทธิ์นวดเท้าให้ภรรยาค่ะ” เธอพูดพร้อมยิ้มตาหยี “นั่นมันรางวัลหรือบทลงโทษกันแน่” “ก็แล้วแต่จะมองสิคะ” ไซรัสหัวเราะเสียงเบา เขานั่งลงข้างเตียงแล้วเริ่มนวดเท้าให้เธอจริง ๆ นิ้วมือเรียวยาวของเขานวดอย่างเบามือจนเธอแทบจะเคลิ้มหลับ “ไซรัส...” “หืม?” “นายจะเป็นพ่อที่ดีแน่เลย” เขาชะงักเล็กน้อย ก่อนจะมองหน้าเธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความอบอุ่น “ฉันจะพยายามให้ดีที่สุด เพราะฉันมีครอบครัวที่ต้องปกป้อง” เธอยิ้มอย่างมีความสุข ความกลัวและความไม่มั่นคงของคนท้องเหมือนละลายหายไปในวินาทีนั้น หลังจากให้อาหารเช้าและนวดเท้าเสร็จ เขาก็นั่งดูเธออ่านหนังสือเกี่ยวกับการเลี้ยงดูลูก ใครจะคิดว่าชีวิตของเขาจะเปลี่ยนจากการถือปืนมาเป็นถือขวดนมในเวลาไม่ถึงปี เขายื่นมือไปแตะท้องของเธอเบา ๆ แล้วพูดกับลูกในท้อง “พวกนายสองคน ต้องฟังแม่นะ ห้ามทำให้แม่เหนื่อย เข้าใจไหม?” ใช่ ไซรัสได้ลูกแฝดในท้องแรก ซํ้ายังเป็นผู้ชายทั้งคู่ “เขายังไม่ตอบหรอกค่ะ” เซเรน่าหัวเราะ “ผมรู้ แต่ผมอยากให้เขาได้ยินเสียงพ่อ” “เขาได้ยินแน่ ๆ ค่ะ เพราะตอนนี้เขากำลังเตะเบา ๆ เลย” “ดีมากลูก เตะเบา ๆ แบบนี้แหละ” ไซรัสยิ้มกว้างอย่างห้ามไม่อยู่ เขาโน้มลงจุมพิตบนหน้าท้องของเธอเบา ๆ เซเรน่ามองภาพนั้นด้วยหัวใจพองโต ใครจะคิดว่าผู้ชายที่เคยเย็นชาและเต็มไปด้วยรอยแผลจากอดีต จะกลายมาเป็นพ่อที่อบอุ่นแบบนี้ได้ “นายรู้ไหมไซรัส ฉันไม่เคยคิดเลยว่าชีวิตของฉันจะมีความสุขได้ขนาดนี้” “ก็เพราะเราสร้างมันขึ้นมาด้วยกันไง” เขาเงยหน้ามองเธอ เธอยิ้ม รอยยิ้มที่ทำให้เขารู้ว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เขาจะไม่มีวันปล่อยมือจากผู้หญิงคนนี้แน่นอนเสียงคลื่นกระทบฝั่งค่อย ๆ พาหัวใจให้สงบ ลมทะเลอุ่น ๆ พัดผมยาวของเซเรน่าปลิวเบา ๆ เธอหันไปมองผู้ชายที่กำลังแบกลูกแฝดสองคนไว้บนไหล่คนละข้าง และรอยยิ้มที่ดูเหมือนจะมีไว้ให้แค่พวกเรา“ป่ะป๊า! ทะเลใหญ่จังเลย!”“หม่าม้าดูสิ! ปูเดินดุ๊กดิ๊กเลย!”เสียงหัวเราะของเซธและไซม่อนดังกล่อมหัวใจของเธอกว่าคลื่นทะเลเสียอีก ทำเอาอดไม่ได้ที่จะยิ้มตามด้วยความเคยชิน“ที่รัก เธอยิ้มแบบนั้น ฉันเริ่มคิดแล้วนะว่าจะพาลูกกลับห้อง แล้วเราสองคน---” ไซรัสยกยิ้มเจ้าเล่ห์“หยุดเลยค่ะ มาเที่ยวทะเลนะคะ ไม่ได้มาทำลูกเพิ่ม” เธอรีบจิ้มแก้มเขาเบา ๆ อย่างหมั่นเขี้ยว โดยไม่รู้เลยว่าคำพูดและการกระทำนั้น อยู่ในสายตาของลูกแฝดที่กำลังกะพริบตาปริบ ๆ“ทำลูกเพิ่มคืออะไรเหรอหม่าม้า?” เซธเอ่ยถามตาใส“คือการมีน้องไว้เล่นด้วยไงคะ” เซเรน่ายิ้มแห้ง พลางหันไปหยิกหลังไซรัสเบา ๆ ที่ดันเริ่มพูดเรื่องแบบนี้ต่อหน้าลูก ๆ “ป่ะป๊า! หนูอยากได้น้อง!!” ลูกทั้งสองคนตาเป็นประกาย“เห็นไหมครับ ที่รัก ลูกเห็นด้วยกับฉัน” ไซรัสหัวเราะดังลั่นเหมือนชนะสงครามทำเอาเซเรน่ารีบปิดหน้าตัวเองทันที เมื่อรู้ว่ากลายเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ราบคาบให้ตายสิ แล้วฉันจะสู้พวกเขาสา
เช้าวันใหม่เริ่มต้นด้วยแสงแดดอุ่น ๆ สาดผ่านผ้าม่านบางในห้องนอนใหญ่ กลิ่นหอมของดอกไม้จากแจกันข้างหัวเตียงลอยอ้อยอิ่งในอากาศ บรรยากาศดูสงบสุขราวกับทุกอย่างยังเหมือนเดิมจนกระทั่งเสียงกรีดร้องหนึ่งดังขึ้น“กรี๊ดดดดดด!!”ไซรัสสะดุ้งตื่นแทบจะหล่นจากเตียง เขาหันไปตามต้นเสียงที่กรีดร้องปลุกเขาให้ตื่นเมื่อครู่ นัยน์ตาคมสีน้ำทะเลเบิกตากว้างราวกับเห็นผีหลังจากที่เห็นร่างของตัวเองนั่งค้างอยู่ตรงหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง“ทำไมฉันถึงเห็นตัวเองนั่งตรงนั้น!” ไซรัสร้องออกมาเสียงหวานที่คุ้นเคยทำเขาหยุดชะงัก“ทำไมเสียงฉันมัน เดี๋ยวสิ”ไซรัสก้มมองเรือนร่างของตัวเองพบว่าเขาสวมชุดนอนผ้าซาตินสีครีม ก่อนจะหน้าเหวอ “เดี๋ยวนะ นี่มัน...ร่างของเธอเหรอ เซเรน่า?”“ใช่ พวกเราสลับร่างกัน” เซเรน่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ทว่าเพราะตอนนี้เธออยู่ในร่างของไซรัสมันเลยทำให้ทุกอย่างดูแปลกประหลาดไปหมด แต่ไซรัสที่อยู่ในร่างเซเรน่ากลับไม่รู้สึกเช่นนั้น เขาย่างกายเดินเข้าไปหาภรรยาก่อนจะโอบกอดเธอแผ่วเบาและพูดปลอมประโลม“ได้ยังไง บ้าน่า”“ไม่ต้องกลัวเซเรน่า ฉันจะหาทางทำให้เราสลับร่างกลับไปได้แน่นอน”ไซรัสยืนปลอบใจภรรยาที่ตื่นกลัวอยู
หลายวันต่อมาบ้านพักตากอากาศริมทะเลขนาดกลางตั้งอยู่บนเนินทรายต่ำ ล้อมรอบด้วยต้นมะพร้าวและเสียงคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่งเป็นจังหวะอันคุ้นหู ลมทะเลยามบ่ายพัดกลิ่นเค็มจาง ๆ ปะปนกลิ่นดอกลีลาวดีที่ปลิวจากสวนหน้าบ้าน ที่นี่เป็นบ้านตากอากาศริมทะเลบนเกาะส่วนตัวที่พวกเขาเคยมาด้วยกันในทุกปีแต่สำหรับไซรัสแล้วทุกอย่างกลับดูแปลกใหม่ เขามองภาพครอบครัวที่ติดอยู่บนผนัง ภาพถ่ายที่เขาอุ้มลูกฝาแฝดและหัวเราะอย่างมีความสุข ทว่าความทรงจำนั้นกลับกลายเป็นเพียงภาพเบลอในใจ“ที่นี่ดู...อบอุ่นดีจัง” เขาพูดเบา ๆ ขณะเดินช้า ๆ ไปตามโถงทางเดินเซเรน่ามองตามแผ่นหลังของเขา ดวงตาเต็มไปด้วยความอ่อนโยน “คุณเคยชอบที่นี่มากค่ะ ทุกเช้าคุณจะตื่นก่อนใครเพื่อลงมาทำอาหารให้ฉันและเด็ก ๆ”“จริงเหรอ...” เขายิ้มบาง ๆ “อืม...ไม่รู้สิ ผมไม่แน่ใจเลยว่าตัวเองจะมีฝีมือด้านการทำอาหาร”เซเรน่าหัวเราะเบา ๆ “แต่เด็ก ๆ ชอบฝีมือการทำอาหารของคุณนะคะ”“เซเรน่า....คือผมมีคำถามหนึ่งครับ”“อะไรเหรอคะ?”“ผมดีกับคุณและลูกจริง ๆ ใช่ไหมครับ” “คะ?”“คือ...ไม่ใช่ว่าผมไม่เชื่อในสิ่งที่คุณพูดนะครับ เพียงแต่เมื่อวานในหัวของผมก็มีความทรงจำไม่ดีโผล่ขึ้นมา ผมในต
แสงแดดอ่อนสีทองลอดผ่านม่านสีครีมเข้ามาในห้องพักผู้ป่วยส่วนตัว กลิ่นยาผสมกลิ่นสะอาดของผ้าปูเตียงใหม่ลอยอยู่ในอากาศ เครื่องวัดชีพจรส่งเสียงแผ่วเบาเป็นจังหวะสม่ำเสมอ พื้นที่เงียบสงบนี้มีเพียงเสียงลมหายใจของชายหนุ่มบนเตียงที่เพิ่งฟื้นจากความมืดมิดยาวนานไซรัสขยับเปลือกตาอย่างเชื่องช้าดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลลืมขึ้น สายตาเขายังพร่าเลือนอยู่แต่ภาพแรกที่เห็นคือใบหน้าของหญิงสาวคนหนึ่งที่นั่งอยู่ข้างเตียง มือเล็กของเธอกุมมือเขาไว้แน่นราวกับกลัวว่าหากปล่อยไปเขาจะหายลับจากโลกนี้อีกครั้งแววตาของเธอแดงช้ำ ริมฝีปากสั่นเล็กน้อยเมื่อเห็นเขาขยับตัว เธอเรียกชื่อเขาด้วยเสียงเบาเสียงที่เต็มไปด้วยความหวังและความกลัวในเวลาเดียวกัน“ไซรัส... คุณตื่นแล้ว...” เสียงนั้นสั่น แต่แฝงด้วยความอบอุ่นลึกซึ้งชายหนุ่มกระพริบตาถี่ ๆ พยายามรวบรวมความทรงจำ แต่ในหัวกลับว่างเปล่า มีเพียงความรู้สึกบางอย่างที่แน่นอยู่ในอก เหมือนเขาควรจะรู้จักเธอ เหมือนเธอคือคนสำคัญที่สุดในชีวิต แต่เขากลับจำไม่ได้เลย“ผม...” เขาขมวดคิ้ว มือที่ถูกเธอกุมไว้เริ่มขยับเล็กน้อย “คุณ...เป็นใคร....แล้วทำไมผมถึงมาอยู่ที่นี่”คำพูดนั้นเหมือนมีดบาง ๆ ที่กรีดผ
ห้าวันต่อมาเมื่อเข้าเขตเมืองอาร์เทน เสียงเครื่องยนต์เบา ๆ ดังมาจากทิศเหนือ ไซรัสหยุดเดินหยิบกล้องส่องทางไกลขึ้นดู“เป็นรถหุ้มเกราะ...มีสัญลักษณ์ของกองทัพ”ไม่นานรถคันนั้นก็หยุดลงตรงหน้า ชายในชุดทหารสามคนลงมาคนหนึ่งถอดหมวกออก เผยให้เห็นใบหน้าคมเข้มและแววตาที่คุ้นเคย“ผู้พันไซรัสจริง ๆ ด้วย!”ไซรัสเบิกตากว้าง “ศรัน!”ศรันยิ้มกว้าง รีบเดินเข้ามากอดเขาแน่น “ผมคิดว่าท่านตายไปแล้ว!”“ฉันไม่ตายง่ายขนาดนั้นหรอก” ไซรัสหัวเราะก่อนจะหันไปมองเซเรน่า “เซเรน่านี่ศรันครับ เขาเป็นทหารที่คุ้มกันศูนย์อพยพ ส่วนนี่เซเรนะ....”ศรันมองเธอด้วยสายตาอบอุ่น “สวัสดีครับดีครับคุณเซเรน่า ผมได้ยินชื่อมานานแล้วไม่คิดเลยว่าตัวจริงจะสวยขนาดนี้ ไม่แปลกเลยที่ผู้พันจะหลบหนีจากศูยน์อพยพแล้วไปช่วยคุณที่นั่น”“คะ?”“อะ...อ้าว...ผู้พันอย่าบอกนะว่าไม่ได้บอกเธอ” ศรันหันไปถามไซรัสที่ตอนนี้กำลังยืนมองเขาอย่างคาดโทษ ไซรัสภายในใจรู้สึกกระวนกระวายเพราะตอนนี้ความจริงที่เขาหลบหนีออกจากศูนย์อพยพเพื่อไปช่วยหญิงสาวที่ตนแอบรักมาตลอดหลายปีกำลังถูกเปิดเผย“ไซรัส....ที่คุณศรันพูดหมายความว่ายังไง”“เซเรน่าเรื่องนี้พวกเราค่อยคุยกันทีหลังดีไ
ไซรัสมอบต่ำใช้รถที่จอดอยู่บนถนนเป็นที่กำบัง เขาจับปืนไรเฟิลที่สะพายไว้บนหลังขึ้นช้า ๆ ก่อนจะเริ่มเล็งจุดตายที่หัวของซอมบี้เซเรน่าไม่ยืนมองเหตุการณ์จากอีกฝั่งหนึ่งของถนนหัวใจเต้นแรงราวกับจะทะลุออกจากอก ไม่กี่วินาทีต่อมาร่างของซอมบี้ก็ล้มลงไปนอนกับพื้นทีละตัว “เรียบร้อยแล้ว” เขาพูดเสียงเรียบ“คุณ...ไม่เป็นไรใช่ไหม?”“ผมไม่เป็นอะไร”เซเรน่ามองเขาอย่างตะลึงทั้งความกลัวและความชื่นชมปะปนกันอยู่ในใจ “คุณเป็นใครกันแน่…คือฉันสังเกตว่าปืนที่คุณมีกับฝีมือการยิงของคุณมัน....ดูไม่ธรรมดา”เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบเรียบ ๆ “ฉันทหารหน่วยพิเศษ”เธอเบิกตากว้าง “จริงเหรอ?”“อืม...แต่ว่าตอนนี้พวกเราควรออกเดินทางได้แล้ว”เซเรน่ามองแผ่นหลังของไซรัสที่กำลังเดินนำไป แม้จะมีความสงสัยอยู่ในใจเกี่ยวกับตัวตนของเขาแต่สุดท้ายหญิงสาวก็เลือกที่จะความคิดสงสัยนั้นไป...ระหว่างวันทั้งคู่เดินข้ามสะพานที่มีรถหลายสิบคันจอดทิ้งไว้ เสียงน้ำจากแม่น้ำด้านล่างดังคลื่นซัด เสียงฝีเท้าทั้งสองสะท้อนก้องไปทั่วสะพานเมื่อมาถึงอีกฟากหนึ่งก็พบว่าพระอาทิตย์ใกล้ตกดินแล้ว พวกเขาจึงเลือกหยุดพักค้างคืนในร้านอาหารร้างที่มีประตูปิดแน่นหนา







