LOGIN“ศรัน!”
เสียงเรียกดังจากห้องครัวทำเอามือขวาของเขาสะดุ้งสุดตัว ไซรัสยืนพิงเคาน์เตอร์ มือถือจานส้มตำหน้าตาเย้ายวนแต่ดูแล้ว เหมือนมีอะไรผิดปกติ “ครับบอส?” “ส้มตำจานนี้ เผ็ดขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่?” เขาถามเสียงนิ่งแต่ดวงตาเริ่มมีแววอันตราย “คือ...นายหญิงบอกให้ผมบอกแม่ค้าว่าใส่พริกสิบเม็ดครับ ผมก็เลย---” “สิบเม็ด?” “ครับ...” ไซรัสยกมือกุมขมับ เขารู้สึกถึงพลังบางอย่างที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วินาทีนี้ และเขาก็คิดไม่ผิดเลย เพราะทันทีที่เขาเดินถือจานส้มตำเข้าไปในห้องนั่งเล่น เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นทันที “ไซรัส! นี่มันเผ็ดมากเลยนะ!” เสียงโวยวายของเซเรน่าทำให้เขาชะงักไปสามวินาทีเต็ม เธอนั่งอยู่บนโซฟาในชุดเดรสคนท้อง ลมหายใจแรงราวกับผ่านสงครามโลกมาหมาด ๆ “เธอบอกศรันให้ใส่พริกสิบเม็ดเหรอครับ?” “ใช่สิ! ตอนนั้นอยากกินเผ็ด แต่พอกินจริง ๆ แล้วมันเผ็ดเกินไป!” ไซรัสพยายามกลั้นหัวเราะแต่ไม่สำเร็จ เสียงขำหลุดออกมาพร้อมรอยยิ้มที่เขาพยายามซ่อน “นายหัวเราะเหรอ!?” “ไม่ครับ ฉัน...ฉันแค่---” “ไซรัส นัว!” เสียงเรียกชื่อเต็ม ๆ แบบนี้แปลว่าอันตรายแล้วแน่ ๆ เขารีบเดินเข้าไปนั่งข้าง ๆ แล้วจับมือเธอไว้ “โอเค ๆ ไม่หัวเราะแล้วครับ ฉันผิดเอง ฉันควรจะชิมก่อน” “ไม่ใช่เรื่องชิม เรื่องมันคือฉันอยากกิน แต่พอกินแล้วมันเผ็ดเกินไป แล้วก็อยากร้องไห้ แต่พอร้องก็หิวน้ำ แล้วพอดื่มน้ำก็อิ่ม แล้วก็โมโหเพราะกินไม่ได้! นายก็ยังจะหัวเราะฉันอีก” เธอทำหน้าบึ้ง “เข้าใจครับ” ไซรัสนิ่งไปแล้วพยักหน้าช้า ๆ “เข้าใจจริงเหรอ” “เข้าใจครับ เข้าใจมากด้วย” เขารีบตอบทันที “ไม่เอาแล้ว ฉันไม่กินแล้ว จะนอน” เธอถอนหายใจแรงแล้วซบหน้ากับหมอน ไซรัสมองภรรยาท้องโตที่กำลังงอนอยู่บนโซฟาด้วยสีหน้าเอ็นดู ภายในใจอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก ภรรยาที่เคยใจเย็นกลายเป็นสาวขี้เหวี่ยงในเวลาไม่กี่เดือน แต่สำหรับเขา มันไม่ใช่เรื่องน่ารำคาญเลยสักนิด “อย่าโกรธเลยที่รัก ผมจะให้ศรันไปซื้อมาใหม่ ไม่ใส่พริกแม้แต่เม็ดเดียวเลยดีไหม?” “ไม่เอา อยากกินแต่ก็ไม่อยากกิน” ไซรัสกลั้นหัวเราะสุดชีวิต “งั้นฉันป้อนผลไม้แทนดีไหม?” เธอเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดเสียงเบา “ได้ แต่ต้องหั่นเล็ก ๆ นะ” “รับทราบครับคุณแม่” เวลาก็ดียวกันในมุมมองของเซเรน่า จริง ๆ แล้วเธอก็รู้ว่าตัวเองงี่เง่านิด ๆ แต่เธอหยุดไม่ได้! ฮอร์โมนมันเล่นงานเธอทุกวัน แค่กินส้มตำเผ็ดก็ร้องไห้ได้เฉย ๆ แต่สิ่งที่เธอไม่คาดคิดคือไซรัสไม่ได้โมโห เขาไม่ได้เถียง เขาแค่นั่งข้าง ๆ แล้วทำทุกอย่างให้เธอสบายขึ้นอย่างเงียบ ๆ ไม่นาน เขาก็กลับมาพร้อมถ้วยผลไม้หั่นชิ้นพอดีคำ กับส้อมเล็ก ๆ สีเงิน “เชิญครับคุณแม่” เธอมองหน้าเขาแล้วอมยิ้ม “มาเฟียอย่างนายนี่นะ ถือถ้วยผลไม้ป้อนเมีย” “ฉันทำได้ทุกอย่างถ้ามันทำให้เธอยิ้มได้” “คำพูดแบบนี้คุณเรียนมาจากไหน” เธอหัวเราะเบา ๆ “ไม่ได้เรียน มันออกมาจากใจ” คำพูดนั้นทำให้เธอชะงัก เธอมองหน้าเขา ชายหนุ่มในเสื้อเชิ้ตสีขาวปลดกระดุมสองเม็ด ดวงตาคมที่เคยเต็มไปด้วยความเย็นชา ตอนนี้กลับอ่อนโยนและคลั่งรัก “นายนี่มันอันตรายกว่าตอนถือปืนอีกนะรู้ตัวไหม” “เพราะฉันถือหัวใจคุณอยู่ต่างหาก” เขาพูดพลางส่งชิ้นแอปเปิลเข้าปากเธอ “ไซรัส!” เซเรน่าแทบจะเอาหน้าแอบหมอนทันที “ครับที่รัก?” “อย่าพูดอะไรแบบนั้นสิ หัวใจฉันจะวายเอา” “ดีแล้ว จะได้จำไว้ ว่าฉันรักเธอขนาดไหน” เขาหัวเราะเบา ๆ แล้วเอนตัวพิงโซฟา “พูดอีกสิ” เธอเบะปากแต่ก็ยิ้ม “ฉันรักเธอกับลูกที่สุดในโลก” คำพูดนั้นไม่ต้องมีดนตรีประกอบก็ทำให้หัวใจของเซเรน่าเต้นแรง เธอยื่นมือไปแตะท้องของตัวเองเบา ๆ “ได้ยินไหมลูก...ปะป๊าพูดถึงหนูอีกแล้วนะ” หลังจากที่เซเรน่ากินผลไม้เสร็จ หญิงสาวก็เริ่มง่วงฉับพลัน เขาเลยพาเธอกลับเข้าห้องนอน เขาจัดหมอนให้นุ่มที่สุด ปรับแอร์ให้เย็นพอดี ก่อนจะนั่งลงข้างเตียง “พักผ่อนเถอะ ฉันจะอยู่ตรงนี้” “ไม่ไปทำงานเหรอ?” “ตอนนี้งานของฉันคือการดูแลคุณกับลูก” “พูดอีกแล้วนะ ประโยคหวาน ๆ แบบนี้” “เพราะมันคือความจริง” เขายิ้ม แล้วก้มลงหอมหน้าผากเธอเบา ๆ “ฝันดีนะ เซเรน่า” “เข้าใจแล้ว” เธอพูดเบา ๆ ก่อนจะค่อย ๆ หลับตาลง เสียงลมหายใจของเธอเริ่มสม่ำเสมอ ภาพผู้หญิงที่กำลังหลับอย่างสงบข้างกายเขา ทำให้หัวใจของชายผู้เคยเลือดเย็นอบอุ่นขึ้นอย่างบอกไม่ถูก ไซรัสมองท้องของเธอที่ขยับเบา ๆ แล้วกระซิบ “อีกไม่นาน เราจะได้เจอกันแล้วนะ เจ้าตัวเล็ก” เขายกยิ้มอ่อนโยน ใครจะคิดว่าชีวิตของมาเฟียคนหนึ่งจะเต็มไปด้วยความสุขได้เพียงเพราะเสียงหัวเราะของผู้หญิงคนเดียวเสียงคลื่นกระทบฝั่งค่อย ๆ พาหัวใจให้สงบ ลมทะเลอุ่น ๆ พัดผมยาวของเซเรน่าปลิวเบา ๆ เธอหันไปมองผู้ชายที่กำลังแบกลูกแฝดสองคนไว้บนไหล่คนละข้าง และรอยยิ้มที่ดูเหมือนจะมีไว้ให้แค่พวกเรา“ป่ะป๊า! ทะเลใหญ่จังเลย!”“หม่าม้าดูสิ! ปูเดินดุ๊กดิ๊กเลย!”เสียงหัวเราะของเซธและไซม่อนดังกล่อมหัวใจของเธอกว่าคลื่นทะเลเสียอีก ทำเอาอดไม่ได้ที่จะยิ้มตามด้วยความเคยชิน“ที่รัก เธอยิ้มแบบนั้น ฉันเริ่มคิดแล้วนะว่าจะพาลูกกลับห้อง แล้วเราสองคน---” ไซรัสยกยิ้มเจ้าเล่ห์“หยุดเลยค่ะ มาเที่ยวทะเลนะคะ ไม่ได้มาทำลูกเพิ่ม” เธอรีบจิ้มแก้มเขาเบา ๆ อย่างหมั่นเขี้ยว โดยไม่รู้เลยว่าคำพูดและการกระทำนั้น อยู่ในสายตาของลูกแฝดที่กำลังกะพริบตาปริบ ๆ“ทำลูกเพิ่มคืออะไรเหรอหม่าม้า?” เซธเอ่ยถามตาใส“คือการมีน้องไว้เล่นด้วยไงคะ” เซเรน่ายิ้มแห้ง พลางหันไปหยิกหลังไซรัสเบา ๆ ที่ดันเริ่มพูดเรื่องแบบนี้ต่อหน้าลูก ๆ “ป่ะป๊า! หนูอยากได้น้อง!!” ลูกทั้งสองคนตาเป็นประกาย“เห็นไหมครับ ที่รัก ลูกเห็นด้วยกับฉัน” ไซรัสหัวเราะดังลั่นเหมือนชนะสงครามทำเอาเซเรน่ารีบปิดหน้าตัวเองทันที เมื่อรู้ว่ากลายเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ราบคาบให้ตายสิ แล้วฉันจะสู้พวกเขาสา
เช้าวันใหม่เริ่มต้นด้วยแสงแดดอุ่น ๆ สาดผ่านผ้าม่านบางในห้องนอนใหญ่ กลิ่นหอมของดอกไม้จากแจกันข้างหัวเตียงลอยอ้อยอิ่งในอากาศ บรรยากาศดูสงบสุขราวกับทุกอย่างยังเหมือนเดิมจนกระทั่งเสียงกรีดร้องหนึ่งดังขึ้น“กรี๊ดดดดดด!!”ไซรัสสะดุ้งตื่นแทบจะหล่นจากเตียง เขาหันไปตามต้นเสียงที่กรีดร้องปลุกเขาให้ตื่นเมื่อครู่ นัยน์ตาคมสีน้ำทะเลเบิกตากว้างราวกับเห็นผีหลังจากที่เห็นร่างของตัวเองนั่งค้างอยู่ตรงหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง“ทำไมฉันถึงเห็นตัวเองนั่งตรงนั้น!” ไซรัสร้องออกมาเสียงหวานที่คุ้นเคยทำเขาหยุดชะงัก“ทำไมเสียงฉันมัน เดี๋ยวสิ”ไซรัสก้มมองเรือนร่างของตัวเองพบว่าเขาสวมชุดนอนผ้าซาตินสีครีม ก่อนจะหน้าเหวอ “เดี๋ยวนะ นี่มัน...ร่างของเธอเหรอ เซเรน่า?”“ใช่ พวกเราสลับร่างกัน” เซเรน่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ทว่าเพราะตอนนี้เธออยู่ในร่างของไซรัสมันเลยทำให้ทุกอย่างดูแปลกประหลาดไปหมด แต่ไซรัสที่อยู่ในร่างเซเรน่ากลับไม่รู้สึกเช่นนั้น เขาย่างกายเดินเข้าไปหาภรรยาก่อนจะโอบกอดเธอแผ่วเบาและพูดปลอมประโลม“ได้ยังไง บ้าน่า”“ไม่ต้องกลัวเซเรน่า ฉันจะหาทางทำให้เราสลับร่างกลับไปได้แน่นอน”ไซรัสยืนปลอบใจภรรยาที่ตื่นกลัวอยู
หลายวันต่อมาบ้านพักตากอากาศริมทะเลขนาดกลางตั้งอยู่บนเนินทรายต่ำ ล้อมรอบด้วยต้นมะพร้าวและเสียงคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่งเป็นจังหวะอันคุ้นหู ลมทะเลยามบ่ายพัดกลิ่นเค็มจาง ๆ ปะปนกลิ่นดอกลีลาวดีที่ปลิวจากสวนหน้าบ้าน ที่นี่เป็นบ้านตากอากาศริมทะเลบนเกาะส่วนตัวที่พวกเขาเคยมาด้วยกันในทุกปีแต่สำหรับไซรัสแล้วทุกอย่างกลับดูแปลกใหม่ เขามองภาพครอบครัวที่ติดอยู่บนผนัง ภาพถ่ายที่เขาอุ้มลูกฝาแฝดและหัวเราะอย่างมีความสุข ทว่าความทรงจำนั้นกลับกลายเป็นเพียงภาพเบลอในใจ“ที่นี่ดู...อบอุ่นดีจัง” เขาพูดเบา ๆ ขณะเดินช้า ๆ ไปตามโถงทางเดินเซเรน่ามองตามแผ่นหลังของเขา ดวงตาเต็มไปด้วยความอ่อนโยน “คุณเคยชอบที่นี่มากค่ะ ทุกเช้าคุณจะตื่นก่อนใครเพื่อลงมาทำอาหารให้ฉันและเด็ก ๆ”“จริงเหรอ...” เขายิ้มบาง ๆ “อืม...ไม่รู้สิ ผมไม่แน่ใจเลยว่าตัวเองจะมีฝีมือด้านการทำอาหาร”เซเรน่าหัวเราะเบา ๆ “แต่เด็ก ๆ ชอบฝีมือการทำอาหารของคุณนะคะ”“เซเรน่า....คือผมมีคำถามหนึ่งครับ”“อะไรเหรอคะ?”“ผมดีกับคุณและลูกจริง ๆ ใช่ไหมครับ” “คะ?”“คือ...ไม่ใช่ว่าผมไม่เชื่อในสิ่งที่คุณพูดนะครับ เพียงแต่เมื่อวานในหัวของผมก็มีความทรงจำไม่ดีโผล่ขึ้นมา ผมในต
แสงแดดอ่อนสีทองลอดผ่านม่านสีครีมเข้ามาในห้องพักผู้ป่วยส่วนตัว กลิ่นยาผสมกลิ่นสะอาดของผ้าปูเตียงใหม่ลอยอยู่ในอากาศ เครื่องวัดชีพจรส่งเสียงแผ่วเบาเป็นจังหวะสม่ำเสมอ พื้นที่เงียบสงบนี้มีเพียงเสียงลมหายใจของชายหนุ่มบนเตียงที่เพิ่งฟื้นจากความมืดมิดยาวนานไซรัสขยับเปลือกตาอย่างเชื่องช้าดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลลืมขึ้น สายตาเขายังพร่าเลือนอยู่แต่ภาพแรกที่เห็นคือใบหน้าของหญิงสาวคนหนึ่งที่นั่งอยู่ข้างเตียง มือเล็กของเธอกุมมือเขาไว้แน่นราวกับกลัวว่าหากปล่อยไปเขาจะหายลับจากโลกนี้อีกครั้งแววตาของเธอแดงช้ำ ริมฝีปากสั่นเล็กน้อยเมื่อเห็นเขาขยับตัว เธอเรียกชื่อเขาด้วยเสียงเบาเสียงที่เต็มไปด้วยความหวังและความกลัวในเวลาเดียวกัน“ไซรัส... คุณตื่นแล้ว...” เสียงนั้นสั่น แต่แฝงด้วยความอบอุ่นลึกซึ้งชายหนุ่มกระพริบตาถี่ ๆ พยายามรวบรวมความทรงจำ แต่ในหัวกลับว่างเปล่า มีเพียงความรู้สึกบางอย่างที่แน่นอยู่ในอก เหมือนเขาควรจะรู้จักเธอ เหมือนเธอคือคนสำคัญที่สุดในชีวิต แต่เขากลับจำไม่ได้เลย“ผม...” เขาขมวดคิ้ว มือที่ถูกเธอกุมไว้เริ่มขยับเล็กน้อย “คุณ...เป็นใคร....แล้วทำไมผมถึงมาอยู่ที่นี่”คำพูดนั้นเหมือนมีดบาง ๆ ที่กรีดผ
ห้าวันต่อมาเมื่อเข้าเขตเมืองอาร์เทน เสียงเครื่องยนต์เบา ๆ ดังมาจากทิศเหนือ ไซรัสหยุดเดินหยิบกล้องส่องทางไกลขึ้นดู“เป็นรถหุ้มเกราะ...มีสัญลักษณ์ของกองทัพ”ไม่นานรถคันนั้นก็หยุดลงตรงหน้า ชายในชุดทหารสามคนลงมาคนหนึ่งถอดหมวกออก เผยให้เห็นใบหน้าคมเข้มและแววตาที่คุ้นเคย“ผู้พันไซรัสจริง ๆ ด้วย!”ไซรัสเบิกตากว้าง “ศรัน!”ศรันยิ้มกว้าง รีบเดินเข้ามากอดเขาแน่น “ผมคิดว่าท่านตายไปแล้ว!”“ฉันไม่ตายง่ายขนาดนั้นหรอก” ไซรัสหัวเราะก่อนจะหันไปมองเซเรน่า “เซเรน่านี่ศรันครับ เขาเป็นทหารที่คุ้มกันศูนย์อพยพ ส่วนนี่เซเรนะ....”ศรันมองเธอด้วยสายตาอบอุ่น “สวัสดีครับดีครับคุณเซเรน่า ผมได้ยินชื่อมานานแล้วไม่คิดเลยว่าตัวจริงจะสวยขนาดนี้ ไม่แปลกเลยที่ผู้พันจะหลบหนีจากศูยน์อพยพแล้วไปช่วยคุณที่นั่น”“คะ?”“อะ...อ้าว...ผู้พันอย่าบอกนะว่าไม่ได้บอกเธอ” ศรันหันไปถามไซรัสที่ตอนนี้กำลังยืนมองเขาอย่างคาดโทษ ไซรัสภายในใจรู้สึกกระวนกระวายเพราะตอนนี้ความจริงที่เขาหลบหนีออกจากศูนย์อพยพเพื่อไปช่วยหญิงสาวที่ตนแอบรักมาตลอดหลายปีกำลังถูกเปิดเผย“ไซรัส....ที่คุณศรันพูดหมายความว่ายังไง”“เซเรน่าเรื่องนี้พวกเราค่อยคุยกันทีหลังดีไ
ไซรัสมอบต่ำใช้รถที่จอดอยู่บนถนนเป็นที่กำบัง เขาจับปืนไรเฟิลที่สะพายไว้บนหลังขึ้นช้า ๆ ก่อนจะเริ่มเล็งจุดตายที่หัวของซอมบี้เซเรน่าไม่ยืนมองเหตุการณ์จากอีกฝั่งหนึ่งของถนนหัวใจเต้นแรงราวกับจะทะลุออกจากอก ไม่กี่วินาทีต่อมาร่างของซอมบี้ก็ล้มลงไปนอนกับพื้นทีละตัว “เรียบร้อยแล้ว” เขาพูดเสียงเรียบ“คุณ...ไม่เป็นไรใช่ไหม?”“ผมไม่เป็นอะไร”เซเรน่ามองเขาอย่างตะลึงทั้งความกลัวและความชื่นชมปะปนกันอยู่ในใจ “คุณเป็นใครกันแน่…คือฉันสังเกตว่าปืนที่คุณมีกับฝีมือการยิงของคุณมัน....ดูไม่ธรรมดา”เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบเรียบ ๆ “ฉันทหารหน่วยพิเศษ”เธอเบิกตากว้าง “จริงเหรอ?”“อืม...แต่ว่าตอนนี้พวกเราควรออกเดินทางได้แล้ว”เซเรน่ามองแผ่นหลังของไซรัสที่กำลังเดินนำไป แม้จะมีความสงสัยอยู่ในใจเกี่ยวกับตัวตนของเขาแต่สุดท้ายหญิงสาวก็เลือกที่จะความคิดสงสัยนั้นไป...ระหว่างวันทั้งคู่เดินข้ามสะพานที่มีรถหลายสิบคันจอดทิ้งไว้ เสียงน้ำจากแม่น้ำด้านล่างดังคลื่นซัด เสียงฝีเท้าทั้งสองสะท้อนก้องไปทั่วสะพานเมื่อมาถึงอีกฟากหนึ่งก็พบว่าพระอาทิตย์ใกล้ตกดินแล้ว พวกเขาจึงเลือกหยุดพักค้างคืนในร้านอาหารร้างที่มีประตูปิดแน่นหนา







