Masukเสียงลมยามค่ำพัดกระทบหน้าต่างบานใหญ่ของคฤหาสน์นัว นาฬิกาเรือนใหญ่บ่งบอกว่าเวลาตอนนี้ล่วงเลยเข้าสู่เกือบตีหนึ่งแล้ว ทั่วทั้งบ้านเงียบสงบ มีเพียงแสงไฟสีอุ่นจากโคมข้างเตียงส่องกระทบผิวเนียนของหญิงสาวที่นอนตะแคงอยู่
ท้องกลมโตขนาดเกือบแปดเดือนทำให้การขยับตัวเป็นเรื่องลำบาก แต่สิ่งที่ทรมานกว่านั้นสำหรับเซเรน้่าคือความหิว “อืม...ไซรัส...” เสียงเรียกเบา ๆ ดังขึ้นจากใต้ผ้าห่ม เซเรน่าหันซ้ายหันขวาแล้วคว้าแขนสามีที่นอนหลับสบายอยู่ข้าง ๆ “ไซรัส ตื่นหน่อยสิ” “หืม...เกิดอะไรขึ้น ซเรน่า ปวดท้องเหรอ” เสียงงึมงำตอบกลับมาพร้อมการขมวดคิ้ว เขาลืมตาขึ้นแทบจะทันที ชายหนุ่มขยับลุกพรวดด้วยความตกใจ แต่สิ่งที่ได้กลับมาทำเอาเขาแทบลมจับ “ไม่ใช่ค่ะ ฉันแค่...หิว อยากกินข้าวผัดกุ้ง” ไซรัสนิ่งไปสามวินาที ก่อนหลุดเสียงหัวเราะในลำคอ “ตอนตีหนึ่งเนี่ยนะ?” หญิงสาวพยักหน้า ใบหน้าซื่อเหมือนเด็กที่ขอของเล่น เธอเอามือกุมท้องไว้พลางทำตาปริบ ๆ “ลูกอยากกินค่ะ ไม่ใช่ฉันซะหน่อย” “ลูกอยากหรือแม่อยากครับ หืม?” เขาถอนหายใจยาวแต่ก็ยอมลุกขึ้นจากเตียงอย่างจำนน พลางลูบกลุ่มผมนุ่มของภรรยาคนสวยอย่างเอ็นดู “ก็…ลูกอยากสิ” เธอตอบพลางเลิกคิ้วอย่างท้าทาย ไซรัสยิ้มมุมปากอย่างยอมแพ้ เขาหยิบเสื้อคลุมมาสวม พลางเดินเข้ามาโน้มตัวลงจุมพิตหน้าผากภรรยาเบา ๆ ก่อนจะพูดเสียงอ่อนกว่าที่ใครในวงการมาเฟียเคยได้ยิน “โอเค ฉันจะไปหาข้าวผัดกุ้งมาให้ลูกกิน” “อย่าลืมกุ้งตัวโต ๆ แล้วก็ไม่ใส่พริกด้วย” ริมฝีปากอวบอิ่มคลี่ยิ้มอย่างพึงพอใจ “ครับคุณแม่” เขาเดินออกจากห้องพร้อมเสียงหัวเราะเบา ๆ ที่เล็ดลอดออกมาจากลำคอ ใครจะคิดว่ามาเฟียเขตใต้ผู้เคยสั่งการคนนับร้อยจะต้องมาออกไปหาของกินตอนตีหนึ่งเพราะภรรยาท้องอยากข้าวผัดกุ้ง “ข้าวผัดกุ้งตอนตีหนึ่ง กินเก่งจริงเชียวคนสวยของฉัน” ชายหนุ่มพูดพึมพำขณะขับรถสปอร์ตคันหรูออกจากคฤหาสน์ ถนนรอบคฤหาสน์เงียบสงัด มีเพียงเสียงเครื่องยนต์กับความคิดในหัวที่วนเวียนอยู่กับใบหน้าออดอ้อนของภรรยา เขาเคยเป็นคนเย็นชา ไม่เคยรู้จักคำว่าอ้อนหรือตามใจใครทั้งนั้น แต่พอผู้หญิงคนนั้นเข้ามา ทุกอย่างพลันเปลี่ยนหมด เธอทำให้หัวใจที่แข็งกร้าวของเขากลายเป็นนํ้าแข็งที่ละลายอยู่ในมือ “ถ้าใครบอกว่าฉันกำลังขับรถออกไปหาข้าวผัดกุ้งตอนตีหนึ่งให้เมีย คงไม่มีใครเชื่อแน่ ๆ ให้ตายสิ” เขาหัวเราะเบา ๆ ร้านอาหารกลางคืนบางแห่งยังคงเปิดอยู่ โชคดีที่ไซรัสมีคนรู้จักเกือบทั่วเมือง เขาโทรหาลูกน้องให้ช่วยเปิดครัวชั่วคราวทันที “บอสครับ จะเอาข้าวผัดกุ้งตอนนี้จริง ๆ เหรอ” “ใช่ กุ้งต้องสด ตัวใหญ่ ไม่ใส่พริกแม้แต่นิดเดียว ถ้าแกยังอยากมีชีวิตอยู่” เขาพูดเสียงนิ่งแต่แฝงความอ่อนโยนเมื่อนึกถึงเซเรน่า จนปลายสายเงียบไปสามวินาทีก่อนตอบสั่น ๆ “ระ...รับทราบครับบอส!” ไซรัสยกยิ้มบาง ๆ เมื่อภาพของภรรยาที่กำลังเอามือกุมท้องแล้วทำหน้าออดอ้อนลอยเข้ามาในหัว จนเผลอหัวเราะออกมาอย่างไม่รู้ตัว “ให้ตายสิที่รัก เธอทำให้ฉันกลายเป็นคนละคนเลยจริง ๆ ” ในเวลาเดียวกันด้านของเซเรน่า หญิงสาวนอนพลิกตัวไปมาอยู่บนเตียง ห่มผ้าหนา ๆ พร้อมหัวใจที่อบอุ่นจนยิ้มออกมาได้โดยไม่รู้ตัว แค่คิดว่าไซรัสออกไปเพราะคำว่าอยากกินข้าวผัดกุ้งของเธอ ใบหน้าก็ร้อนผ่าว “เขาต้องเหนื่อยมากแน่เลย...” เธอบ่นเบา ๆ แล้วลูบท้องอย่างอ่อนโยน “เห็นไหมลูก ปะป๊าเราน่ารักขนาดนี้เลยนะ” ลูกในท้องขยับเบา ๆ ราวกับตอบรับ ทำให้เธอหัวเราะอย่่างเอ็นดู การตั้งครรภ์ครั้งแรกทำให้เธอทั้งเหนื่อย ทั้งหิว ทั้งอารมณ์แปรปรวน แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือการดูแลดุจเจ้าหญิงของสามีอย่างไซรัส ไซรัส เขาเคยเป็นมาเฟียที่คนทั้งเขตใต้ต้องหวั่นเกรง ทว่าตอนนี้กลับเป็นสามีที่คอยนวดเท้า ล้างผลไม้ ป้อนข้าว และยอมตื่นตีหนึ่งเพราะเธอบอกว่าหิว “ไม่คิดเลยนะ ว่าฉันจะทำให้มาเฟียผู้ยิ่งใหญ่ต้องไปซื้อข้าวผัดกุ้งให้” เธอหัวเราะอย่างขบขัน ก่อนจะหาวหวอดแล้วนอนลงอย่างสบายใจ หลังจากนั้นไม่ไม่นานนัก เสียงประตูห้องนอนถูกเปิดเบา ๆ ไซรัสกลับมาพร้อมถุงอาหารในมือ กลิ่นหอมของข้าวผัดกุ้งลอยอบอวลทั่วห้อง “ได้ตามสั่งเลยครับคุณแม่ ทั้งกุ้งสด ตัวใหญ่ ไม่ใส่พริก แถมฉันใส่ไข่ดาวมาด้วย” “สุดยอดมากเลย!” เซเรน่าลุกขึ้นนั่งอย่างดีใจ ดวงตาเป็นประกาย “แค่เธอพูดว่าต้องการ ฉันก็พร้อมจะเอาทุกสิ่งมาให้เธอ” เซเรน่าพูดพลางหัวเราะก่อนจะช่วยเธอจัดจาน ภาพของชายหนุ่มร่างสูงในเสื้อกล้ามกับผมยุ่งเล็กน้อย กำลังตักข้าวผัดใส่จานให้เธออย่างตั้งใจ ทำให้หัวใจของเธอเต้นแรงกว่าที่ควร “กินเถอะ ก่อนจะเย็น” ไซรัสกล่าวพลางป้อนกุ้งคำโตให้เซเรน่า พร้อมเช็ดมุมปากที่เปื้อนอย่างอ่อนโยน เมื่องับคำแรกเซเรน่าก็ตาโตทันที “อร่อยมากเลย!” “ก็ดีแล้วครับ ลูกเราจะได้อารมณ์ดี” ไซรัสยิ้มอ่อน “ลูกหรือแม่กันแน่ที่อารมณ์ดี” เธอหัวเราะคิกคัก “ทั้งคู่เลยครับ” เขายิ้มแล้วนั่งลงข้าง ๆ พร้อมใช้ผ้าเช็ดปากให้เธอเบา ๆ ชายหนุ่มมองเธอกินอย่างเอร็ดอร่อยจนอดยิ้มไม่ได้ ภาพผู้หญิงที่ครั้งหนึ่งเขาเคยจ่อปืนจะลั่นไกลในตอนแรก ตอนนี้กลายเป็นศูนย์กลางของจักรวาลของเขา เธอพูดมากขึ้น ยิ้มมากขึ้น อารมณ์แปรปรวนง่ายขึ้น และแน่นอนว่าน่ารักมากขึ้นทุกวัน “เธอทำให้ฉันกลัวอย่างหนึ่งนะ เซเรน่า” “กลัวอะไรเหรอคะ?” “กลัวว่าวันหนึ่ง ถ้าฉันไม่ได้อยู่ตรงนี้ ใครจะดูแลเธอกับลูก” ไซรัสมองเธอด้วยแววตานุ่มลึก “คุณอยู่ตรงนี้แล้วนี่คะ และฉันก็เชื่อว่าคุณจะอยู่ไปอีกนานแน่ ๆ” เธอยิ้มบาง ๆ แล้วเอื้อมมือมากุมมือเขาไว้แน่น เขาไม่ตอบ แค่ยกมือขึ้นลูบผมเธอเบา ๆ แสงไฟสีอุ่นสะท้อนในดวงตาทั้งคู่ จนความเงียบกลายเป็นเสียงสบายใจที่ไม่ต้องพูดอะไรเพิ่มเสียงคลื่นกระทบฝั่งค่อย ๆ พาหัวใจให้สงบ ลมทะเลอุ่น ๆ พัดผมยาวของเซเรน่าปลิวเบา ๆ เธอหันไปมองผู้ชายที่กำลังแบกลูกแฝดสองคนไว้บนไหล่คนละข้าง และรอยยิ้มที่ดูเหมือนจะมีไว้ให้แค่พวกเรา“ป่ะป๊า! ทะเลใหญ่จังเลย!”“หม่าม้าดูสิ! ปูเดินดุ๊กดิ๊กเลย!”เสียงหัวเราะของเซธและไซม่อนดังกล่อมหัวใจของเธอกว่าคลื่นทะเลเสียอีก ทำเอาอดไม่ได้ที่จะยิ้มตามด้วยความเคยชิน“ที่รัก เธอยิ้มแบบนั้น ฉันเริ่มคิดแล้วนะว่าจะพาลูกกลับห้อง แล้วเราสองคน---” ไซรัสยกยิ้มเจ้าเล่ห์“หยุดเลยค่ะ มาเที่ยวทะเลนะคะ ไม่ได้มาทำลูกเพิ่ม” เธอรีบจิ้มแก้มเขาเบา ๆ อย่างหมั่นเขี้ยว โดยไม่รู้เลยว่าคำพูดและการกระทำนั้น อยู่ในสายตาของลูกแฝดที่กำลังกะพริบตาปริบ ๆ“ทำลูกเพิ่มคืออะไรเหรอหม่าม้า?” เซธเอ่ยถามตาใส“คือการมีน้องไว้เล่นด้วยไงคะ” เซเรน่ายิ้มแห้ง พลางหันไปหยิกหลังไซรัสเบา ๆ ที่ดันเริ่มพูดเรื่องแบบนี้ต่อหน้าลูก ๆ “ป่ะป๊า! หนูอยากได้น้อง!!” ลูกทั้งสองคนตาเป็นประกาย“เห็นไหมครับ ที่รัก ลูกเห็นด้วยกับฉัน” ไซรัสหัวเราะดังลั่นเหมือนชนะสงครามทำเอาเซเรน่ารีบปิดหน้าตัวเองทันที เมื่อรู้ว่ากลายเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ราบคาบให้ตายสิ แล้วฉันจะสู้พวกเขาสา
เช้าวันใหม่เริ่มต้นด้วยแสงแดดอุ่น ๆ สาดผ่านผ้าม่านบางในห้องนอนใหญ่ กลิ่นหอมของดอกไม้จากแจกันข้างหัวเตียงลอยอ้อยอิ่งในอากาศ บรรยากาศดูสงบสุขราวกับทุกอย่างยังเหมือนเดิมจนกระทั่งเสียงกรีดร้องหนึ่งดังขึ้น“กรี๊ดดดดดด!!”ไซรัสสะดุ้งตื่นแทบจะหล่นจากเตียง เขาหันไปตามต้นเสียงที่กรีดร้องปลุกเขาให้ตื่นเมื่อครู่ นัยน์ตาคมสีน้ำทะเลเบิกตากว้างราวกับเห็นผีหลังจากที่เห็นร่างของตัวเองนั่งค้างอยู่ตรงหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง“ทำไมฉันถึงเห็นตัวเองนั่งตรงนั้น!” ไซรัสร้องออกมาเสียงหวานที่คุ้นเคยทำเขาหยุดชะงัก“ทำไมเสียงฉันมัน เดี๋ยวสิ”ไซรัสก้มมองเรือนร่างของตัวเองพบว่าเขาสวมชุดนอนผ้าซาตินสีครีม ก่อนจะหน้าเหวอ “เดี๋ยวนะ นี่มัน...ร่างของเธอเหรอ เซเรน่า?”“ใช่ พวกเราสลับร่างกัน” เซเรน่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ทว่าเพราะตอนนี้เธออยู่ในร่างของไซรัสมันเลยทำให้ทุกอย่างดูแปลกประหลาดไปหมด แต่ไซรัสที่อยู่ในร่างเซเรน่ากลับไม่รู้สึกเช่นนั้น เขาย่างกายเดินเข้าไปหาภรรยาก่อนจะโอบกอดเธอแผ่วเบาและพูดปลอมประโลม“ได้ยังไง บ้าน่า”“ไม่ต้องกลัวเซเรน่า ฉันจะหาทางทำให้เราสลับร่างกลับไปได้แน่นอน”ไซรัสยืนปลอบใจภรรยาที่ตื่นกลัวอยู
หลายวันต่อมาบ้านพักตากอากาศริมทะเลขนาดกลางตั้งอยู่บนเนินทรายต่ำ ล้อมรอบด้วยต้นมะพร้าวและเสียงคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่งเป็นจังหวะอันคุ้นหู ลมทะเลยามบ่ายพัดกลิ่นเค็มจาง ๆ ปะปนกลิ่นดอกลีลาวดีที่ปลิวจากสวนหน้าบ้าน ที่นี่เป็นบ้านตากอากาศริมทะเลบนเกาะส่วนตัวที่พวกเขาเคยมาด้วยกันในทุกปีแต่สำหรับไซรัสแล้วทุกอย่างกลับดูแปลกใหม่ เขามองภาพครอบครัวที่ติดอยู่บนผนัง ภาพถ่ายที่เขาอุ้มลูกฝาแฝดและหัวเราะอย่างมีความสุข ทว่าความทรงจำนั้นกลับกลายเป็นเพียงภาพเบลอในใจ“ที่นี่ดู...อบอุ่นดีจัง” เขาพูดเบา ๆ ขณะเดินช้า ๆ ไปตามโถงทางเดินเซเรน่ามองตามแผ่นหลังของเขา ดวงตาเต็มไปด้วยความอ่อนโยน “คุณเคยชอบที่นี่มากค่ะ ทุกเช้าคุณจะตื่นก่อนใครเพื่อลงมาทำอาหารให้ฉันและเด็ก ๆ”“จริงเหรอ...” เขายิ้มบาง ๆ “อืม...ไม่รู้สิ ผมไม่แน่ใจเลยว่าตัวเองจะมีฝีมือด้านการทำอาหาร”เซเรน่าหัวเราะเบา ๆ “แต่เด็ก ๆ ชอบฝีมือการทำอาหารของคุณนะคะ”“เซเรน่า....คือผมมีคำถามหนึ่งครับ”“อะไรเหรอคะ?”“ผมดีกับคุณและลูกจริง ๆ ใช่ไหมครับ” “คะ?”“คือ...ไม่ใช่ว่าผมไม่เชื่อในสิ่งที่คุณพูดนะครับ เพียงแต่เมื่อวานในหัวของผมก็มีความทรงจำไม่ดีโผล่ขึ้นมา ผมในต
แสงแดดอ่อนสีทองลอดผ่านม่านสีครีมเข้ามาในห้องพักผู้ป่วยส่วนตัว กลิ่นยาผสมกลิ่นสะอาดของผ้าปูเตียงใหม่ลอยอยู่ในอากาศ เครื่องวัดชีพจรส่งเสียงแผ่วเบาเป็นจังหวะสม่ำเสมอ พื้นที่เงียบสงบนี้มีเพียงเสียงลมหายใจของชายหนุ่มบนเตียงที่เพิ่งฟื้นจากความมืดมิดยาวนานไซรัสขยับเปลือกตาอย่างเชื่องช้าดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลลืมขึ้น สายตาเขายังพร่าเลือนอยู่แต่ภาพแรกที่เห็นคือใบหน้าของหญิงสาวคนหนึ่งที่นั่งอยู่ข้างเตียง มือเล็กของเธอกุมมือเขาไว้แน่นราวกับกลัวว่าหากปล่อยไปเขาจะหายลับจากโลกนี้อีกครั้งแววตาของเธอแดงช้ำ ริมฝีปากสั่นเล็กน้อยเมื่อเห็นเขาขยับตัว เธอเรียกชื่อเขาด้วยเสียงเบาเสียงที่เต็มไปด้วยความหวังและความกลัวในเวลาเดียวกัน“ไซรัส... คุณตื่นแล้ว...” เสียงนั้นสั่น แต่แฝงด้วยความอบอุ่นลึกซึ้งชายหนุ่มกระพริบตาถี่ ๆ พยายามรวบรวมความทรงจำ แต่ในหัวกลับว่างเปล่า มีเพียงความรู้สึกบางอย่างที่แน่นอยู่ในอก เหมือนเขาควรจะรู้จักเธอ เหมือนเธอคือคนสำคัญที่สุดในชีวิต แต่เขากลับจำไม่ได้เลย“ผม...” เขาขมวดคิ้ว มือที่ถูกเธอกุมไว้เริ่มขยับเล็กน้อย “คุณ...เป็นใคร....แล้วทำไมผมถึงมาอยู่ที่นี่”คำพูดนั้นเหมือนมีดบาง ๆ ที่กรีดผ
ห้าวันต่อมาเมื่อเข้าเขตเมืองอาร์เทน เสียงเครื่องยนต์เบา ๆ ดังมาจากทิศเหนือ ไซรัสหยุดเดินหยิบกล้องส่องทางไกลขึ้นดู“เป็นรถหุ้มเกราะ...มีสัญลักษณ์ของกองทัพ”ไม่นานรถคันนั้นก็หยุดลงตรงหน้า ชายในชุดทหารสามคนลงมาคนหนึ่งถอดหมวกออก เผยให้เห็นใบหน้าคมเข้มและแววตาที่คุ้นเคย“ผู้พันไซรัสจริง ๆ ด้วย!”ไซรัสเบิกตากว้าง “ศรัน!”ศรันยิ้มกว้าง รีบเดินเข้ามากอดเขาแน่น “ผมคิดว่าท่านตายไปแล้ว!”“ฉันไม่ตายง่ายขนาดนั้นหรอก” ไซรัสหัวเราะก่อนจะหันไปมองเซเรน่า “เซเรน่านี่ศรันครับ เขาเป็นทหารที่คุ้มกันศูนย์อพยพ ส่วนนี่เซเรนะ....”ศรันมองเธอด้วยสายตาอบอุ่น “สวัสดีครับดีครับคุณเซเรน่า ผมได้ยินชื่อมานานแล้วไม่คิดเลยว่าตัวจริงจะสวยขนาดนี้ ไม่แปลกเลยที่ผู้พันจะหลบหนีจากศูยน์อพยพแล้วไปช่วยคุณที่นั่น”“คะ?”“อะ...อ้าว...ผู้พันอย่าบอกนะว่าไม่ได้บอกเธอ” ศรันหันไปถามไซรัสที่ตอนนี้กำลังยืนมองเขาอย่างคาดโทษ ไซรัสภายในใจรู้สึกกระวนกระวายเพราะตอนนี้ความจริงที่เขาหลบหนีออกจากศูนย์อพยพเพื่อไปช่วยหญิงสาวที่ตนแอบรักมาตลอดหลายปีกำลังถูกเปิดเผย“ไซรัส....ที่คุณศรันพูดหมายความว่ายังไง”“เซเรน่าเรื่องนี้พวกเราค่อยคุยกันทีหลังดีไ
ไซรัสมอบต่ำใช้รถที่จอดอยู่บนถนนเป็นที่กำบัง เขาจับปืนไรเฟิลที่สะพายไว้บนหลังขึ้นช้า ๆ ก่อนจะเริ่มเล็งจุดตายที่หัวของซอมบี้เซเรน่าไม่ยืนมองเหตุการณ์จากอีกฝั่งหนึ่งของถนนหัวใจเต้นแรงราวกับจะทะลุออกจากอก ไม่กี่วินาทีต่อมาร่างของซอมบี้ก็ล้มลงไปนอนกับพื้นทีละตัว “เรียบร้อยแล้ว” เขาพูดเสียงเรียบ“คุณ...ไม่เป็นไรใช่ไหม?”“ผมไม่เป็นอะไร”เซเรน่ามองเขาอย่างตะลึงทั้งความกลัวและความชื่นชมปะปนกันอยู่ในใจ “คุณเป็นใครกันแน่…คือฉันสังเกตว่าปืนที่คุณมีกับฝีมือการยิงของคุณมัน....ดูไม่ธรรมดา”เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบเรียบ ๆ “ฉันทหารหน่วยพิเศษ”เธอเบิกตากว้าง “จริงเหรอ?”“อืม...แต่ว่าตอนนี้พวกเราควรออกเดินทางได้แล้ว”เซเรน่ามองแผ่นหลังของไซรัสที่กำลังเดินนำไป แม้จะมีความสงสัยอยู่ในใจเกี่ยวกับตัวตนของเขาแต่สุดท้ายหญิงสาวก็เลือกที่จะความคิดสงสัยนั้นไป...ระหว่างวันทั้งคู่เดินข้ามสะพานที่มีรถหลายสิบคันจอดทิ้งไว้ เสียงน้ำจากแม่น้ำด้านล่างดังคลื่นซัด เสียงฝีเท้าทั้งสองสะท้อนก้องไปทั่วสะพานเมื่อมาถึงอีกฟากหนึ่งก็พบว่าพระอาทิตย์ใกล้ตกดินแล้ว พวกเขาจึงเลือกหยุดพักค้างคืนในร้านอาหารร้างที่มีประตูปิดแน่นหนา







