Masukสายลมอ่อน ๆ ในยามเช้าพัดกลีบดอกลาเวนเดอร์ให้พลิ้วไหว กลิ่นหอมลอยอบอวลทั่วระเบียงกว้างของเพนท์เฮ้าส์บนชั้นสูงสุดของอาคารหรูย่านใจกลางเมือง เซเรน่ายืนอยู่ท่ามกลางกระถางดอกไม้เรียงรายอย่างสวยงาม เธอสวมเสื้อเชิ้ตโอเวอร์ไซส์สีขาวเข้ากับกางเกงขาสั้นพอดีตัว ส่วนกลุ่มผมนุ่มถูกรวบขึ้นอย่างหลวม ๆ เผยให้เห็นลำคอระหงส์
หญิงสาวใช้เวลาช่วงเช้าของเธออย่างเงียบสงบ มือเรียวค่อย ๆ ตัดดอกไม้ที่บานเกินงามออกด้วยกรรไกรเงินและจัดพวกมันลงในแจกันใส
นับตั้งแต่หย่ากับภาคิน ชีวิตของเธอก็กลับมาอยู่อย่างสงบสุข ไม่มีเสียงตะโกน ไม่มีความเฉยชาที่บั่นทอนจิตใจ ไม่มีเรื่องที่ทำให้ปวดหัวในทุก ๆ วัน มีเพียงความสงบและเสียงลมพัดเบา ๆ ผ่านม่านขาว ให้เธอผ่อนคลายความตรึงเครียดทั้งหมด
แต่แล้ว...
เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากระบบอินเตอร์คอมหน้าห้องพักของเธอ เสียงที่เธอคุ้ยเคยและรู้จักเป็นอย่างดี กรรไกรในมือของเซเรน่าชะงัก เพียงชั่วอึดใจเดียว รอยยิ้มบาง ๆ ที่เคยอ่อนโยนก็ค่อย ๆ จางหาย แทนที่ด้วยเสียงถอนหายใจอย่างเบื่อหน่ายของหญิงสาว ไม่นานเธอก็ตัดสินใจเดินไปเปิดประตู
“ภาคิน นายต้องการอะไร”
เสียงหวานของเซเรน่าเต็มไปด้วความหงุดหงิด เมื่อเห็นใบหน้าหล่อเหลาของชายหนุ่มที่กำลังถือช่อดอกไม้สีแดงสดไว้ในมือ แต่แววตาแข็งกระด้างราวกับถูกบังคับให้ทำ แน่นอนว่าเธอรู้อยู่แล้วว่าพ่อของอีกฝ่ายคงบังคับให้มาง้อเธอ
“นาย?” ภาคินขมวดคิ้วเมื่อได้ยินคำเรียกที่เปลี่ยนไป
“ใช่ นาย ตอนนี้พวกเราไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันแล้ว ไม่จำเป็นต้องให้เกียรติ์อีกต่อไป” เซเรน่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งแต่ชัดเจน
ภาคินไม่พูดอะไร เขาเดินตรงเข้ามาหยุดตรงหน้าหญิงสาว พลางสายตากวาดมองรอบเพนท์เฮ้าส์ที่ตกแต่งอย่างเรียบหรูแต่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของเซเรน่า
ทั้งสะอาด สงบ และสวยงามเกินเอื้อม นี่เป็นสิ่งที่ขาดไปของคฤหาน์อภิวัฒน์กุลในยามนี้...
“ดูเหมือนเธอสบายดีนี่” น้ำเสียงของเขาเขาเย็นชาราวกับไม่รู้สึกอะไร
“ก็แน่นอน ตั้งแต่ไม่มีนาย ฉันก็ไม่มีใครมาทำให้ต้องอารมณ์เสียอีก”
เซเรน่าตอบพลางเช็ดมือกับผ้าเช็ดมือ เธอยกยิ้มแต่ในแววตากลับมีประกายเย็นชา
“ฉัน...มาเพื่อขอให้เธอกลับไปเป็นภรรยาของฉันเหมือนเดิม” เขายื่นช่อดอกไม้ไปให้
คำพูดนั้นสั้นกระด้าง คล้ายคำสั่งมากกว่าการขอร้อง จนเซเรน่าหัวเราะในลำคอเบา ๆ อย่างเย้ยหยัน เมื่อเห็นอดีตสามีที่เคยเหยียดหยามเธอ ทว่าตอนนี้ราวกับหมาจนตรอก
“ภรรยาที่นายไม่เคยเคารพงั้นเหรอ?” เธอถามพลางเดินอ้อมเขาไปวางแจกันบนโต๊ะริมหน้าต่าง “หรือภรรยาที่คุณเคยทำให้ต้องอับอายกลางงานวันเกิดของตัวเอง?”
“มันเป็นอดีตไปแล้วเซเรน่า เรื่องมันเกิดขึ้นเพราะ---” ภาคินขบกรามแน่นอย่างระงับอารมณ์
“เพราะนายกับผู้หญิงของนายไม่มีความยับยั้งชั่งใจ? อย่าพยายามหาข้ออ้างเลย มันยิ่งทำให้ฉันรู้สึกสมเพชจนจะอาเจียน”
เสียงของเธอแทรกขึ้นเรียบ ๆ แต่คมเหมือนคมมีด กรีดลงกลางใจของภาคิน ทำให้เขารู้สึกโกรธเคืองและอับอาย แต่เซเรน่าไม่ได้ใส่ใจมัน เธอเดินกลับไปที่โต๊ะจัดดอกไม้ มือเรียวหยิบกลีบลาเวนเดอร์ขึ้นมาแตะเบา ๆ
“กลิ่นนี้ ฉันว่ามันหอมกว่าดอกกุหลาบที่นายถือมาอีกนะ” เซเรน่ามองชายหนุ่มที่กำลังกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
“ฉันไม่ได้อยากมาหาเธอแบบนี้ แต่พ่อฉัน...” เขากล่าวขึ้น
“อ๋อ...” เธอแสร้งพยักหน้าแม้จะรู้อยู่แล้ว “ที่แท้ถูกสั่งมานี่เอง”
“อย่าประชดเซเรน่า! ฉันแค่ต้องการให้ทุกอย่างกลับมาเหมือนเดิม” เขาเริ่มขึ้นเสียง
“เหมือนเดิมงั้นเหรอ เหมือนตอนที่ฉันอยู่ในคฤหาสน์บ้า ๆ นั่น แล้วปล่อยให้นายทำเหมือนฉันเป็นคนแปลกหน้า? เหมือนตอนที่นายเอาแต่หันไปมองผู้หญิงอื่นทั้งที่ฉันอยู่ตรงนั้น? หรือเหมือนตอนที่ฉันเกือบตายเพราะคนของนาย?” เซเรน่าแค่นหัวเราะอย่างสมเพช
ภาคินกำมือแน่น เขาไม่รู้ว่าควรตอบอย่างไร ทุกคำพูดของเธอมันเหมือนมีดที่ตอกลึกลงกลางใจ เพราะทุกอย่างที่ว่ามันคือความจริงทั้งหมด
“ฉันผิดไปแล้วเซเรน่า...” เสียงเขาเบาลง “ฉันอยากให้เธอกลับมา ให้โอกาสฉันอีกครั้ง”
“โอกาสเหรอ? นายหมายถึงให้ฉันกลับไปโง่เหมือนเดิมอีกครั้ง?” เธอวางกรรไกรลงบนโต๊ะ ก่อนจะหันมาสบตาเขาตรง ๆ
“ฉันไม่ใช่ผู้หญิงคนนั้นอีกแล้วภาคิน คนที่ยอมทน ถูกสวมเขา แล้วก็ยังยิ้มให้อย่างไม่รู้สึกอะไร ฉันปล่อยผู้ชายคนนั้นออกไปจากชีวิตของฉันแล้ว เพราะฉันไม่คิดจะเอาเศษซากความรักที่นายเหลือให้กลับมาอีก” เซเรน่าหัวเราะเบา ๆ อีกครั้ง
เมื่อได้ยินความในใจที่อัดอั้นของเซเรน่า ภาคินเขาเงียบไปชั่วขณะ สายตาเริ่มสั่นไหว ภาพของเซเรน่าในตอนนี้สวยเกินกว่าที่เขาจะเอื้อมถึง ไม่มีอีกแล้วผู้หญิงคนเดิมที่เคยวิ่งตามเขาอย่างโง่งม หรือหญิงร้ายที่ขึ้นชื่อว่าร้ายกาจ
“เซเรน่า...”
“มีอะไร?”
“ถ้าเธอจะกลับมา ฉันจะ--”
“ฉันจะกลับไป” เธอพูดแทรก “ก็ต่อเมื่อนายพาผู้หญิงคนนั้นออกไปจากชีวิตนายก่อน”
ด้วยความรำคาญ เซเรน่าเลือกในสิ่งที่ภาคินทำไม่ได้ เพราะเธออยากให้เขากลับไปเสียที ก่อนที่เธอจะหงุดหงิดจนเผลอเอากรรไกรในบนโต๊ะแทงเขา เพื่อแก้แค้นในเซเรน่าคนเก่า
“กอหญ้า?” ภาคินชะงัก
“ใช่ ถ้านายกล้าทิ้งเธอ ฉันอาจจะพิจารณาอีกที”
“ไม่มีวัน!” ชายหนุ่มกลับตอบทันควัน ทำให้เซเรน่าที่คำนวนทุกอย่างไว้แล้วยกยิ้ม
“งั้นก็ตามนั้น กลับไปได้แล้ว นายกำลังทำให้ฉันเสียเวลา”
“เธอไล่ฉัน?”
“ใช่ หรือนายอยากให้ฉันเรียกรปภ.ขึ้นมาไล่แทนดี?”
น้ำเสียงเรียบนิ่งหากแต่แฝงความเยือกเย็นจนชายหนุ่มต้องสะอึก เขามองเธออย่างไม่อยากเชื่อว่า ผู้หญิงคนนี้ คือคนเดียวกับที่เคยยืนร้องไห้และอาละวาด ราวกับคนบ้าในคืนนั้นก่อนที่เธอจะเริ่มเปลี่ยนไป
“เซเรน่า เธอไปแล้วจริง ๆ ”
“ไม่ค่ะ ฉันไม่ได้เปลี่ยน ฉันแค่หยุดโง่เท่านั้นเอง”
คำตอบนั้นเงียบงันแต่กึกก้องในใจเขา ภาคินยืนอยู่อย่างนั้นครู่ใหญ่ ก่อนจะตัดสินใจล่าถ้อย พลางวางช่อดอกไม้ลงบนโต๊ะ โดยที่เซเรน่าไม่แม้แต่จะมองมันด้วยซ้ำ
“ฉันจะกลับมาอีก”
“ไม่จำเป็น ที่นี่ไม่ต้อนรับคนแปลกหน้าอย่างนาย”
ภาคินมองใบหน้าสวยของเซเรน่าเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะหันหลังเดินออกจากเพนท์เฮ้าส์ไปอย่างช้า ๆ จวบจนกระทั่งเสียงประตูปิดเบา ๆ ในความเงียบ
เซเรน่ายืนมองดอกกุหลาบที่เขาทิ้งไว้ กลีบดอกสีแดงสดช่างขัดกับลาเวนเดอร์สีอ่อนที่เธอจัดไว้ก่อนหน้านี้เหลือเกิน เธอถอนหายใจเบา ๆ แล้วเอื้อมมือหยิบมันขึ้นมาโยนลงถังขยะอย่างไม่ใยดี
“หมอนั่นน่ารำคาญชะมัด” ใบหน้าสวยถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย
เสียงคลื่นกระทบฝั่งค่อย ๆ พาหัวใจให้สงบ ลมทะเลอุ่น ๆ พัดผมยาวของเซเรน่าปลิวเบา ๆ เธอหันไปมองผู้ชายที่กำลังแบกลูกแฝดสองคนไว้บนไหล่คนละข้าง และรอยยิ้มที่ดูเหมือนจะมีไว้ให้แค่พวกเรา“ป่ะป๊า! ทะเลใหญ่จังเลย!”“หม่าม้าดูสิ! ปูเดินดุ๊กดิ๊กเลย!”เสียงหัวเราะของเซธและไซม่อนดังกล่อมหัวใจของเธอกว่าคลื่นทะเลเสียอีก ทำเอาอดไม่ได้ที่จะยิ้มตามด้วยความเคยชิน“ที่รัก เธอยิ้มแบบนั้น ฉันเริ่มคิดแล้วนะว่าจะพาลูกกลับห้อง แล้วเราสองคน---” ไซรัสยกยิ้มเจ้าเล่ห์“หยุดเลยค่ะ มาเที่ยวทะเลนะคะ ไม่ได้มาทำลูกเพิ่ม” เธอรีบจิ้มแก้มเขาเบา ๆ อย่างหมั่นเขี้ยว โดยไม่รู้เลยว่าคำพูดและการกระทำนั้น อยู่ในสายตาของลูกแฝดที่กำลังกะพริบตาปริบ ๆ“ทำลูกเพิ่มคืออะไรเหรอหม่าม้า?” เซธเอ่ยถามตาใส“คือการมีน้องไว้เล่นด้วยไงคะ” เซเรน่ายิ้มแห้ง พลางหันไปหยิกหลังไซรัสเบา ๆ ที่ดันเริ่มพูดเรื่องแบบนี้ต่อหน้าลูก ๆ “ป่ะป๊า! หนูอยากได้น้อง!!” ลูกทั้งสองคนตาเป็นประกาย“เห็นไหมครับ ที่รัก ลูกเห็นด้วยกับฉัน” ไซรัสหัวเราะดังลั่นเหมือนชนะสงครามทำเอาเซเรน่ารีบปิดหน้าตัวเองทันที เมื่อรู้ว่ากลายเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ราบคาบให้ตายสิ แล้วฉันจะสู้พวกเขาสา
เช้าวันใหม่เริ่มต้นด้วยแสงแดดอุ่น ๆ สาดผ่านผ้าม่านบางในห้องนอนใหญ่ กลิ่นหอมของดอกไม้จากแจกันข้างหัวเตียงลอยอ้อยอิ่งในอากาศ บรรยากาศดูสงบสุขราวกับทุกอย่างยังเหมือนเดิมจนกระทั่งเสียงกรีดร้องหนึ่งดังขึ้น“กรี๊ดดดดดด!!”ไซรัสสะดุ้งตื่นแทบจะหล่นจากเตียง เขาหันไปตามต้นเสียงที่กรีดร้องปลุกเขาให้ตื่นเมื่อครู่ นัยน์ตาคมสีน้ำทะเลเบิกตากว้างราวกับเห็นผีหลังจากที่เห็นร่างของตัวเองนั่งค้างอยู่ตรงหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง“ทำไมฉันถึงเห็นตัวเองนั่งตรงนั้น!” ไซรัสร้องออกมาเสียงหวานที่คุ้นเคยทำเขาหยุดชะงัก“ทำไมเสียงฉันมัน เดี๋ยวสิ”ไซรัสก้มมองเรือนร่างของตัวเองพบว่าเขาสวมชุดนอนผ้าซาตินสีครีม ก่อนจะหน้าเหวอ “เดี๋ยวนะ นี่มัน...ร่างของเธอเหรอ เซเรน่า?”“ใช่ พวกเราสลับร่างกัน” เซเรน่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ทว่าเพราะตอนนี้เธออยู่ในร่างของไซรัสมันเลยทำให้ทุกอย่างดูแปลกประหลาดไปหมด แต่ไซรัสที่อยู่ในร่างเซเรน่ากลับไม่รู้สึกเช่นนั้น เขาย่างกายเดินเข้าไปหาภรรยาก่อนจะโอบกอดเธอแผ่วเบาและพูดปลอมประโลม“ได้ยังไง บ้าน่า”“ไม่ต้องกลัวเซเรน่า ฉันจะหาทางทำให้เราสลับร่างกลับไปได้แน่นอน”ไซรัสยืนปลอบใจภรรยาที่ตื่นกลัวอยู
หลายวันต่อมาบ้านพักตากอากาศริมทะเลขนาดกลางตั้งอยู่บนเนินทรายต่ำ ล้อมรอบด้วยต้นมะพร้าวและเสียงคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่งเป็นจังหวะอันคุ้นหู ลมทะเลยามบ่ายพัดกลิ่นเค็มจาง ๆ ปะปนกลิ่นดอกลีลาวดีที่ปลิวจากสวนหน้าบ้าน ที่นี่เป็นบ้านตากอากาศริมทะเลบนเกาะส่วนตัวที่พวกเขาเคยมาด้วยกันในทุกปีแต่สำหรับไซรัสแล้วทุกอย่างกลับดูแปลกใหม่ เขามองภาพครอบครัวที่ติดอยู่บนผนัง ภาพถ่ายที่เขาอุ้มลูกฝาแฝดและหัวเราะอย่างมีความสุข ทว่าความทรงจำนั้นกลับกลายเป็นเพียงภาพเบลอในใจ“ที่นี่ดู...อบอุ่นดีจัง” เขาพูดเบา ๆ ขณะเดินช้า ๆ ไปตามโถงทางเดินเซเรน่ามองตามแผ่นหลังของเขา ดวงตาเต็มไปด้วยความอ่อนโยน “คุณเคยชอบที่นี่มากค่ะ ทุกเช้าคุณจะตื่นก่อนใครเพื่อลงมาทำอาหารให้ฉันและเด็ก ๆ”“จริงเหรอ...” เขายิ้มบาง ๆ “อืม...ไม่รู้สิ ผมไม่แน่ใจเลยว่าตัวเองจะมีฝีมือด้านการทำอาหาร”เซเรน่าหัวเราะเบา ๆ “แต่เด็ก ๆ ชอบฝีมือการทำอาหารของคุณนะคะ”“เซเรน่า....คือผมมีคำถามหนึ่งครับ”“อะไรเหรอคะ?”“ผมดีกับคุณและลูกจริง ๆ ใช่ไหมครับ” “คะ?”“คือ...ไม่ใช่ว่าผมไม่เชื่อในสิ่งที่คุณพูดนะครับ เพียงแต่เมื่อวานในหัวของผมก็มีความทรงจำไม่ดีโผล่ขึ้นมา ผมในต
แสงแดดอ่อนสีทองลอดผ่านม่านสีครีมเข้ามาในห้องพักผู้ป่วยส่วนตัว กลิ่นยาผสมกลิ่นสะอาดของผ้าปูเตียงใหม่ลอยอยู่ในอากาศ เครื่องวัดชีพจรส่งเสียงแผ่วเบาเป็นจังหวะสม่ำเสมอ พื้นที่เงียบสงบนี้มีเพียงเสียงลมหายใจของชายหนุ่มบนเตียงที่เพิ่งฟื้นจากความมืดมิดยาวนานไซรัสขยับเปลือกตาอย่างเชื่องช้าดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลลืมขึ้น สายตาเขายังพร่าเลือนอยู่แต่ภาพแรกที่เห็นคือใบหน้าของหญิงสาวคนหนึ่งที่นั่งอยู่ข้างเตียง มือเล็กของเธอกุมมือเขาไว้แน่นราวกับกลัวว่าหากปล่อยไปเขาจะหายลับจากโลกนี้อีกครั้งแววตาของเธอแดงช้ำ ริมฝีปากสั่นเล็กน้อยเมื่อเห็นเขาขยับตัว เธอเรียกชื่อเขาด้วยเสียงเบาเสียงที่เต็มไปด้วยความหวังและความกลัวในเวลาเดียวกัน“ไซรัส... คุณตื่นแล้ว...” เสียงนั้นสั่น แต่แฝงด้วยความอบอุ่นลึกซึ้งชายหนุ่มกระพริบตาถี่ ๆ พยายามรวบรวมความทรงจำ แต่ในหัวกลับว่างเปล่า มีเพียงความรู้สึกบางอย่างที่แน่นอยู่ในอก เหมือนเขาควรจะรู้จักเธอ เหมือนเธอคือคนสำคัญที่สุดในชีวิต แต่เขากลับจำไม่ได้เลย“ผม...” เขาขมวดคิ้ว มือที่ถูกเธอกุมไว้เริ่มขยับเล็กน้อย “คุณ...เป็นใคร....แล้วทำไมผมถึงมาอยู่ที่นี่”คำพูดนั้นเหมือนมีดบาง ๆ ที่กรีดผ
ห้าวันต่อมาเมื่อเข้าเขตเมืองอาร์เทน เสียงเครื่องยนต์เบา ๆ ดังมาจากทิศเหนือ ไซรัสหยุดเดินหยิบกล้องส่องทางไกลขึ้นดู“เป็นรถหุ้มเกราะ...มีสัญลักษณ์ของกองทัพ”ไม่นานรถคันนั้นก็หยุดลงตรงหน้า ชายในชุดทหารสามคนลงมาคนหนึ่งถอดหมวกออก เผยให้เห็นใบหน้าคมเข้มและแววตาที่คุ้นเคย“ผู้พันไซรัสจริง ๆ ด้วย!”ไซรัสเบิกตากว้าง “ศรัน!”ศรันยิ้มกว้าง รีบเดินเข้ามากอดเขาแน่น “ผมคิดว่าท่านตายไปแล้ว!”“ฉันไม่ตายง่ายขนาดนั้นหรอก” ไซรัสหัวเราะก่อนจะหันไปมองเซเรน่า “เซเรน่านี่ศรันครับ เขาเป็นทหารที่คุ้มกันศูนย์อพยพ ส่วนนี่เซเรนะ....”ศรันมองเธอด้วยสายตาอบอุ่น “สวัสดีครับดีครับคุณเซเรน่า ผมได้ยินชื่อมานานแล้วไม่คิดเลยว่าตัวจริงจะสวยขนาดนี้ ไม่แปลกเลยที่ผู้พันจะหลบหนีจากศูยน์อพยพแล้วไปช่วยคุณที่นั่น”“คะ?”“อะ...อ้าว...ผู้พันอย่าบอกนะว่าไม่ได้บอกเธอ” ศรันหันไปถามไซรัสที่ตอนนี้กำลังยืนมองเขาอย่างคาดโทษ ไซรัสภายในใจรู้สึกกระวนกระวายเพราะตอนนี้ความจริงที่เขาหลบหนีออกจากศูนย์อพยพเพื่อไปช่วยหญิงสาวที่ตนแอบรักมาตลอดหลายปีกำลังถูกเปิดเผย“ไซรัส....ที่คุณศรันพูดหมายความว่ายังไง”“เซเรน่าเรื่องนี้พวกเราค่อยคุยกันทีหลังดีไ
ไซรัสมอบต่ำใช้รถที่จอดอยู่บนถนนเป็นที่กำบัง เขาจับปืนไรเฟิลที่สะพายไว้บนหลังขึ้นช้า ๆ ก่อนจะเริ่มเล็งจุดตายที่หัวของซอมบี้เซเรน่าไม่ยืนมองเหตุการณ์จากอีกฝั่งหนึ่งของถนนหัวใจเต้นแรงราวกับจะทะลุออกจากอก ไม่กี่วินาทีต่อมาร่างของซอมบี้ก็ล้มลงไปนอนกับพื้นทีละตัว “เรียบร้อยแล้ว” เขาพูดเสียงเรียบ“คุณ...ไม่เป็นไรใช่ไหม?”“ผมไม่เป็นอะไร”เซเรน่ามองเขาอย่างตะลึงทั้งความกลัวและความชื่นชมปะปนกันอยู่ในใจ “คุณเป็นใครกันแน่…คือฉันสังเกตว่าปืนที่คุณมีกับฝีมือการยิงของคุณมัน....ดูไม่ธรรมดา”เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบเรียบ ๆ “ฉันทหารหน่วยพิเศษ”เธอเบิกตากว้าง “จริงเหรอ?”“อืม...แต่ว่าตอนนี้พวกเราควรออกเดินทางได้แล้ว”เซเรน่ามองแผ่นหลังของไซรัสที่กำลังเดินนำไป แม้จะมีความสงสัยอยู่ในใจเกี่ยวกับตัวตนของเขาแต่สุดท้ายหญิงสาวก็เลือกที่จะความคิดสงสัยนั้นไป...ระหว่างวันทั้งคู่เดินข้ามสะพานที่มีรถหลายสิบคันจอดทิ้งไว้ เสียงน้ำจากแม่น้ำด้านล่างดังคลื่นซัด เสียงฝีเท้าทั้งสองสะท้อนก้องไปทั่วสะพานเมื่อมาถึงอีกฟากหนึ่งก็พบว่าพระอาทิตย์ใกล้ตกดินแล้ว พวกเขาจึงเลือกหยุดพักค้างคืนในร้านอาหารร้างที่มีประตูปิดแน่นหนา

![เจ้าเวหา [มาเฟียร้ายรัก]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)



![สมิงดำ [มาเฟียร้ายรัก]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

