LOGINหลังจากวันนั้น พวกเขาทั้งสองคนก็แทบไม่ได้พูดกันอีกเลย ภาคินกลับบ้านดึกขึ้นเรื่อย ๆ จนบางคืนก็ไม่กลับเลย ส่วนเซเรน่าก็ได้ใช้ชีวิตของเธอในแบบที่ต้องการ เงียบสงบและไร้ความวุ่นวาย
เธออ่านหนังสือในสวน ปลูกดอกกุหลาบ ปรุงอาหารกินเอง และจิบไวน์ยามค่ำคืน
ไม่มีเสียงทะเลาะ ไม่มีคำด่า ไม่มีน้ำตา
เธอเริ่มรู้สึกว่าชีวิตแบบนี้…ก็สงบดีเหมือนกัน
“จะว่าไปตามบทนิยาย ตอนนี้เขาคงหายไปเจอกอหญ้าบ่อยขึ้นสินะ” เธอพูดกับตัวเองระหว่างตัดแต่งกุหลาบด้วยตัวเอง
“แต่แบบนี้ก็ดี เร็วเข้าเถอะ จะได้ไปถึงตอนที่ฉันขอหย่าซะที”
แน่นอนว่าเซเรน่าคิดแผนการทั้งหมดไว้แล้ว เธอหย่ากับเขาแน่ แต่ไม่ใช่ตอนนี้ ไม่เช่นนั้นพ่อของภาคินและพ่อของเธอคงไม่ยอม ส่วนภาคินเองก็ไม่ยอมหย่ากับเธอก็เพราะคำขู่ของพ่อของเขา แต่แน่นอนว่าหลังจากกอหญ้าเข้ามาในชีวิตของเขา ภาคินจะทำทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองหย่ากับเธอ และแต่งงานกับกอหญ้าแทน แม้ว่าจะแต่งแตกหักเขาพ่อของตัวเองก็ตาม
ส่วนเธอเองหลักจากที่หาเรื่องหย่ากับเขาได้แล้ว ก็จะหายไปจากวงจรรักสามเสร้าบ้า ๆ นี่สักที
คืนหนึ่ง ท้องฟ้านอกหน้าต่างมืดสนิท มีเพียงแสงไฟจากรถยนต์คันหรูที่แล่นเข้ามาจอดในลานหน้าคฤหาสน์ เสียงเครื่องยนต์ค่อย ๆ ดับลง และไม่นานนัก เสียงรองเท้าก็ดังขึ้นตามพื้นหิน โดยที่เซเรน่านั่งดื่มนมอุ่น ๆ อยู่ในโถงรับแขก ใบหน้าสวยหันมองไปตามเสียงนั้น แล้วสายตาก็พบกับภาพที่เธอจำได้ดีจากบทนิยาย
นางเอกของเรื่องปรากฏตัวอย่างเป็นทางการแล้ว...
ร่างสูงของภาคินเดินเข้ามา พร้อมหญิงสาวร่างเล็กในเสื้อยืดธรรมดา และกางเกงยีนส์ขายาวสีซีดใบหน้าน่ารักและดูเรียบร้อย ดวงตาของเธอกลมสวยอ่อนโยนแต่เต็มไปด้วยความระแวดระวัง
ไม่ผิดแน่ นี่คงเป็นกอหญ้า
“เซเรน่า” เสียงทุ้มเอ่ยขึ้น “นี่คือกอหญ้า เธอเป็นแขกคนสำคัญของฉัน”
“สวัสดีค่ะ คุณเซเรน่า”
น้ำเสียงเธออ่อนหวาน หากแต่แฝงความกลัวอยู่ในทีจนเซเรน่าขมวดคิ้ว ไม่รู้ว่าหญิงสาวเบื้องหน้าจะกลัวอะไรเธอขนาดนั้น แต่เมื่อนึกวีรกรรมต่าง ๆ ในอดีตของเซเรน่าคนเก่าก็เข้าใจทันที
ในขณะเดียวกันภาคินมองเธออย่างระแวดระวัง คล้ายจะคาดเดาปฏิกิริยาที่คุ้นเคย เซเรน่าจะต้องลุกขึ้นกรีดร้อง ด่าทอ และทำร้ายกอหญ้าต่อหน้าเขา แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้กลับมีเพียงรอยยิ้ม ยิ้มที่ไม่ใช่การเย้ยหยัน หรือเหยียดหยาม
“สวัสดีค่ะ” เซเรน่าวางแก้วนมอุ่นช้า ๆ ก่อนจะยกยิ้มจาง ๆ
“กอหญ้า จะพักที่นี่สักระยะ” เสียงของภาคินดังขึ้นเรียบเย็น แต่แฝงด้วยคำสั่ง ไม่ใช่การขออนุญาต
“พักที่นี่?” เซเรน่าวางแก้วนมลงช้า ๆ เงยหน้าขึ้นสบตาเขา
“ใช่ เธอเป็นแขกของฉัน ฉันไม่ต้องการให้ใครมายุ่งหรือรังแกเธอ เข้าใจไหม เซเรน่า”
น้ำเสียงนั้นเย็นชาแต่แฝงคำสั่ง และที่สำคัญมันเต็มไปด้วยการปกป้องผู้หญิงอีกคน ต่อหน้าภรรยาตามกฎหมายของเขา เช่นเดียวกับกอหญ้าที่ยืนอยู่ด้านหลังร่างสูง ทำท่าหลบสายตาราวกับกลัวการปะทะ
ตามบทเดิม เซเรน่าควรจะลุกขึ้นโวยวาย คว้าแก้วไวน์ปา หรือไม่ก็กรีดร้องและอาละวาดพุ่งทำร้ายกอหญ้า หลังจากนั้นก็ถูกภาคินกระชากและผลักจนล้มลงกับพื้น ก่อนจะทะเลาะกันเป็นเรื่องใหญ่ แต่สุดท้ายแล้วเซเรน่าก็พ่ายแพ้ราบคาบ กอหญ้าเข้ามาอยู่ที่นี่อย่างถาวร และยังอยู่ในห้องของภาคิน ห้องที่เธอไม่เคยได้ย่างกายเข้าไป
แต่วันนี้เธอไม่ใช่เซเรน่าคนเดิมอีกต่อไป
เซเรน่ายิ้มบาง ๆ พลางยกนมอุ่น ๆ ขึ้นอีกครั้ง พลางจิบช้า ๆ แล้วเอ่ยเสียงเรียบ
“จะพาใครมาก็เชิญค่ะ ฉันไม่สนใจอยู่แล้ว”
“เธอพูดว่าอะไรนะ?”
ภาคินนิ่งไปครู่หนึ่ง สายตาคมของเขามีประกายแปลกประหลาดแวบหนึ่ง ก่อนจะขมวดคิ้วแน่น เพราะคิดว่าเซเรน่ากำลังประชดประชัน และกำลังวางแผนจะกลั่นแกล้งกอหญ้าในอนาคต
“ฉันบอกว่า จะพาใครมาก็เรื่องของคุณค่ะ” เซเรน่าวางแก้วลงแล้วมองเขาตรง ๆ
“ดี ถ้าเธอเข้าใจแบบนั้นก็ดีแล้ว” เขาตอบเสียงเรียบ แต่ในใจกลับรู้สึกแปลกอย่างที่ไม่อาจอธิบายได้
กอหญ้ามองหญิงสาวที่นั่งอยู่บนโซฟาด้วยความลังเล เธอคงคาดว่าจะถูกต่อว่า ถูกมองด้วยสายตาเกลียดชัง แต่สิ่งที่เธอเห็นคือหญิงสาวผู้หนึ่งที่สงบอย่างประหลาด ราวกับไม่เดือดร้อนกับสิ่งใดเลย
“ฉันขอโทษที่มารบกวนนะคะคุณเซเรน่า...” กอหญ้าพูดเสียงเบา
“ไม่ต้องเรียกฉันสุภาพขนาดนั้นก็ได้ค่ะ บ้านนี้ของคุณภาคิน มันไม่ใช่ของฉันอยู่แล้ว”
คำพูดนั้นเหมือนคมมีดบางเฉียบ แทงลึกลงในใจของชายผู้ยืนอยู่ตรงหน้า
“หยุดซะเซเรน่า อย่าประชดให้มาก” เสียงของภาคินเข้มขึ้น
“ฉันไม่ได้ประชดค่ะ แค่พูดความจริง”
หลังจากนั้น ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง ก่อนที่เซเรน่าจะวางแก้มลง และลุกขึ้นยืนกล่าวทำลายความเงียบงัน
“งั้นฉันขอตัวก่อน พรุ่งนี้ยังต้องตื่นเช้า”
เธอพูดเพียงเท่านั้นก่อนจะเดินผ่านเขาไป โดยไม่แม้แต่จะเหลียวมองผู้ชายที่เคยเป็นศูนย์กลางของชีวิตเธอ กลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ ของเธอที่ค่อย ๆ จางหายไปพร้อมกับเสียงส้นรองเท้าที่ค่อย ๆ ลับไปในโถง
ภาคินยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ใบหน้าสุขุมแต่ในดวงตาเริ่มมีบางอย่างปะทุขึ้น ความสงสัย ปนกับความไม่เข้าใจในการเปลี่ยนแปลงของเซเรน่า
“เธอ ไม่เหมือนเดิมเลยจริง ๆ ” เขาหลุดพึมพำเสียงแผ่วเบา
“คุณภาคินหมายถึง...” กอหญ้าเงยหน้ามองเขา
“ไม่มีอะไร ไปพักผ่อนเถอะ”
เขาตัดบท ก่อนจะหันไปทางบันได แต่เมื่อเขาเดินขึ้นบันได ดวงตาคมกลับเหลือบไปมองทางที่เซเรน่าเดินไปเมื่อครู่โดยไม่รู้ตัว
เซเรน่า เธอต้องการทำอะไรกันแน่…
เสียงคลื่นกระทบฝั่งค่อย ๆ พาหัวใจให้สงบ ลมทะเลอุ่น ๆ พัดผมยาวของเซเรน่าปลิวเบา ๆ เธอหันไปมองผู้ชายที่กำลังแบกลูกแฝดสองคนไว้บนไหล่คนละข้าง และรอยยิ้มที่ดูเหมือนจะมีไว้ให้แค่พวกเรา“ป่ะป๊า! ทะเลใหญ่จังเลย!”“หม่าม้าดูสิ! ปูเดินดุ๊กดิ๊กเลย!”เสียงหัวเราะของเซธและไซม่อนดังกล่อมหัวใจของเธอกว่าคลื่นทะเลเสียอีก ทำเอาอดไม่ได้ที่จะยิ้มตามด้วยความเคยชิน“ที่รัก เธอยิ้มแบบนั้น ฉันเริ่มคิดแล้วนะว่าจะพาลูกกลับห้อง แล้วเราสองคน---” ไซรัสยกยิ้มเจ้าเล่ห์“หยุดเลยค่ะ มาเที่ยวทะเลนะคะ ไม่ได้มาทำลูกเพิ่ม” เธอรีบจิ้มแก้มเขาเบา ๆ อย่างหมั่นเขี้ยว โดยไม่รู้เลยว่าคำพูดและการกระทำนั้น อยู่ในสายตาของลูกแฝดที่กำลังกะพริบตาปริบ ๆ“ทำลูกเพิ่มคืออะไรเหรอหม่าม้า?” เซธเอ่ยถามตาใส“คือการมีน้องไว้เล่นด้วยไงคะ” เซเรน่ายิ้มแห้ง พลางหันไปหยิกหลังไซรัสเบา ๆ ที่ดันเริ่มพูดเรื่องแบบนี้ต่อหน้าลูก ๆ “ป่ะป๊า! หนูอยากได้น้อง!!” ลูกทั้งสองคนตาเป็นประกาย“เห็นไหมครับ ที่รัก ลูกเห็นด้วยกับฉัน” ไซรัสหัวเราะดังลั่นเหมือนชนะสงครามทำเอาเซเรน่ารีบปิดหน้าตัวเองทันที เมื่อรู้ว่ากลายเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ราบคาบให้ตายสิ แล้วฉันจะสู้พวกเขาสา
เช้าวันใหม่เริ่มต้นด้วยแสงแดดอุ่น ๆ สาดผ่านผ้าม่านบางในห้องนอนใหญ่ กลิ่นหอมของดอกไม้จากแจกันข้างหัวเตียงลอยอ้อยอิ่งในอากาศ บรรยากาศดูสงบสุขราวกับทุกอย่างยังเหมือนเดิมจนกระทั่งเสียงกรีดร้องหนึ่งดังขึ้น“กรี๊ดดดดดด!!”ไซรัสสะดุ้งตื่นแทบจะหล่นจากเตียง เขาหันไปตามต้นเสียงที่กรีดร้องปลุกเขาให้ตื่นเมื่อครู่ นัยน์ตาคมสีน้ำทะเลเบิกตากว้างราวกับเห็นผีหลังจากที่เห็นร่างของตัวเองนั่งค้างอยู่ตรงหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง“ทำไมฉันถึงเห็นตัวเองนั่งตรงนั้น!” ไซรัสร้องออกมาเสียงหวานที่คุ้นเคยทำเขาหยุดชะงัก“ทำไมเสียงฉันมัน เดี๋ยวสิ”ไซรัสก้มมองเรือนร่างของตัวเองพบว่าเขาสวมชุดนอนผ้าซาตินสีครีม ก่อนจะหน้าเหวอ “เดี๋ยวนะ นี่มัน...ร่างของเธอเหรอ เซเรน่า?”“ใช่ พวกเราสลับร่างกัน” เซเรน่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ทว่าเพราะตอนนี้เธออยู่ในร่างของไซรัสมันเลยทำให้ทุกอย่างดูแปลกประหลาดไปหมด แต่ไซรัสที่อยู่ในร่างเซเรน่ากลับไม่รู้สึกเช่นนั้น เขาย่างกายเดินเข้าไปหาภรรยาก่อนจะโอบกอดเธอแผ่วเบาและพูดปลอมประโลม“ได้ยังไง บ้าน่า”“ไม่ต้องกลัวเซเรน่า ฉันจะหาทางทำให้เราสลับร่างกลับไปได้แน่นอน”ไซรัสยืนปลอบใจภรรยาที่ตื่นกลัวอยู
หลายวันต่อมาบ้านพักตากอากาศริมทะเลขนาดกลางตั้งอยู่บนเนินทรายต่ำ ล้อมรอบด้วยต้นมะพร้าวและเสียงคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่งเป็นจังหวะอันคุ้นหู ลมทะเลยามบ่ายพัดกลิ่นเค็มจาง ๆ ปะปนกลิ่นดอกลีลาวดีที่ปลิวจากสวนหน้าบ้าน ที่นี่เป็นบ้านตากอากาศริมทะเลบนเกาะส่วนตัวที่พวกเขาเคยมาด้วยกันในทุกปีแต่สำหรับไซรัสแล้วทุกอย่างกลับดูแปลกใหม่ เขามองภาพครอบครัวที่ติดอยู่บนผนัง ภาพถ่ายที่เขาอุ้มลูกฝาแฝดและหัวเราะอย่างมีความสุข ทว่าความทรงจำนั้นกลับกลายเป็นเพียงภาพเบลอในใจ“ที่นี่ดู...อบอุ่นดีจัง” เขาพูดเบา ๆ ขณะเดินช้า ๆ ไปตามโถงทางเดินเซเรน่ามองตามแผ่นหลังของเขา ดวงตาเต็มไปด้วยความอ่อนโยน “คุณเคยชอบที่นี่มากค่ะ ทุกเช้าคุณจะตื่นก่อนใครเพื่อลงมาทำอาหารให้ฉันและเด็ก ๆ”“จริงเหรอ...” เขายิ้มบาง ๆ “อืม...ไม่รู้สิ ผมไม่แน่ใจเลยว่าตัวเองจะมีฝีมือด้านการทำอาหาร”เซเรน่าหัวเราะเบา ๆ “แต่เด็ก ๆ ชอบฝีมือการทำอาหารของคุณนะคะ”“เซเรน่า....คือผมมีคำถามหนึ่งครับ”“อะไรเหรอคะ?”“ผมดีกับคุณและลูกจริง ๆ ใช่ไหมครับ” “คะ?”“คือ...ไม่ใช่ว่าผมไม่เชื่อในสิ่งที่คุณพูดนะครับ เพียงแต่เมื่อวานในหัวของผมก็มีความทรงจำไม่ดีโผล่ขึ้นมา ผมในต
แสงแดดอ่อนสีทองลอดผ่านม่านสีครีมเข้ามาในห้องพักผู้ป่วยส่วนตัว กลิ่นยาผสมกลิ่นสะอาดของผ้าปูเตียงใหม่ลอยอยู่ในอากาศ เครื่องวัดชีพจรส่งเสียงแผ่วเบาเป็นจังหวะสม่ำเสมอ พื้นที่เงียบสงบนี้มีเพียงเสียงลมหายใจของชายหนุ่มบนเตียงที่เพิ่งฟื้นจากความมืดมิดยาวนานไซรัสขยับเปลือกตาอย่างเชื่องช้าดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลลืมขึ้น สายตาเขายังพร่าเลือนอยู่แต่ภาพแรกที่เห็นคือใบหน้าของหญิงสาวคนหนึ่งที่นั่งอยู่ข้างเตียง มือเล็กของเธอกุมมือเขาไว้แน่นราวกับกลัวว่าหากปล่อยไปเขาจะหายลับจากโลกนี้อีกครั้งแววตาของเธอแดงช้ำ ริมฝีปากสั่นเล็กน้อยเมื่อเห็นเขาขยับตัว เธอเรียกชื่อเขาด้วยเสียงเบาเสียงที่เต็มไปด้วยความหวังและความกลัวในเวลาเดียวกัน“ไซรัส... คุณตื่นแล้ว...” เสียงนั้นสั่น แต่แฝงด้วยความอบอุ่นลึกซึ้งชายหนุ่มกระพริบตาถี่ ๆ พยายามรวบรวมความทรงจำ แต่ในหัวกลับว่างเปล่า มีเพียงความรู้สึกบางอย่างที่แน่นอยู่ในอก เหมือนเขาควรจะรู้จักเธอ เหมือนเธอคือคนสำคัญที่สุดในชีวิต แต่เขากลับจำไม่ได้เลย“ผม...” เขาขมวดคิ้ว มือที่ถูกเธอกุมไว้เริ่มขยับเล็กน้อย “คุณ...เป็นใคร....แล้วทำไมผมถึงมาอยู่ที่นี่”คำพูดนั้นเหมือนมีดบาง ๆ ที่กรีดผ
ห้าวันต่อมาเมื่อเข้าเขตเมืองอาร์เทน เสียงเครื่องยนต์เบา ๆ ดังมาจากทิศเหนือ ไซรัสหยุดเดินหยิบกล้องส่องทางไกลขึ้นดู“เป็นรถหุ้มเกราะ...มีสัญลักษณ์ของกองทัพ”ไม่นานรถคันนั้นก็หยุดลงตรงหน้า ชายในชุดทหารสามคนลงมาคนหนึ่งถอดหมวกออก เผยให้เห็นใบหน้าคมเข้มและแววตาที่คุ้นเคย“ผู้พันไซรัสจริง ๆ ด้วย!”ไซรัสเบิกตากว้าง “ศรัน!”ศรันยิ้มกว้าง รีบเดินเข้ามากอดเขาแน่น “ผมคิดว่าท่านตายไปแล้ว!”“ฉันไม่ตายง่ายขนาดนั้นหรอก” ไซรัสหัวเราะก่อนจะหันไปมองเซเรน่า “เซเรน่านี่ศรันครับ เขาเป็นทหารที่คุ้มกันศูนย์อพยพ ส่วนนี่เซเรนะ....”ศรันมองเธอด้วยสายตาอบอุ่น “สวัสดีครับดีครับคุณเซเรน่า ผมได้ยินชื่อมานานแล้วไม่คิดเลยว่าตัวจริงจะสวยขนาดนี้ ไม่แปลกเลยที่ผู้พันจะหลบหนีจากศูยน์อพยพแล้วไปช่วยคุณที่นั่น”“คะ?”“อะ...อ้าว...ผู้พันอย่าบอกนะว่าไม่ได้บอกเธอ” ศรันหันไปถามไซรัสที่ตอนนี้กำลังยืนมองเขาอย่างคาดโทษ ไซรัสภายในใจรู้สึกกระวนกระวายเพราะตอนนี้ความจริงที่เขาหลบหนีออกจากศูนย์อพยพเพื่อไปช่วยหญิงสาวที่ตนแอบรักมาตลอดหลายปีกำลังถูกเปิดเผย“ไซรัส....ที่คุณศรันพูดหมายความว่ายังไง”“เซเรน่าเรื่องนี้พวกเราค่อยคุยกันทีหลังดีไ
ไซรัสมอบต่ำใช้รถที่จอดอยู่บนถนนเป็นที่กำบัง เขาจับปืนไรเฟิลที่สะพายไว้บนหลังขึ้นช้า ๆ ก่อนจะเริ่มเล็งจุดตายที่หัวของซอมบี้เซเรน่าไม่ยืนมองเหตุการณ์จากอีกฝั่งหนึ่งของถนนหัวใจเต้นแรงราวกับจะทะลุออกจากอก ไม่กี่วินาทีต่อมาร่างของซอมบี้ก็ล้มลงไปนอนกับพื้นทีละตัว “เรียบร้อยแล้ว” เขาพูดเสียงเรียบ“คุณ...ไม่เป็นไรใช่ไหม?”“ผมไม่เป็นอะไร”เซเรน่ามองเขาอย่างตะลึงทั้งความกลัวและความชื่นชมปะปนกันอยู่ในใจ “คุณเป็นใครกันแน่…คือฉันสังเกตว่าปืนที่คุณมีกับฝีมือการยิงของคุณมัน....ดูไม่ธรรมดา”เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบเรียบ ๆ “ฉันทหารหน่วยพิเศษ”เธอเบิกตากว้าง “จริงเหรอ?”“อืม...แต่ว่าตอนนี้พวกเราควรออกเดินทางได้แล้ว”เซเรน่ามองแผ่นหลังของไซรัสที่กำลังเดินนำไป แม้จะมีความสงสัยอยู่ในใจเกี่ยวกับตัวตนของเขาแต่สุดท้ายหญิงสาวก็เลือกที่จะความคิดสงสัยนั้นไป...ระหว่างวันทั้งคู่เดินข้ามสะพานที่มีรถหลายสิบคันจอดทิ้งไว้ เสียงน้ำจากแม่น้ำด้านล่างดังคลื่นซัด เสียงฝีเท้าทั้งสองสะท้อนก้องไปทั่วสะพานเมื่อมาถึงอีกฟากหนึ่งก็พบว่าพระอาทิตย์ใกล้ตกดินแล้ว พวกเขาจึงเลือกหยุดพักค้างคืนในร้านอาหารร้างที่มีประตูปิดแน่นหนา







