Share

บทที่ 2 — หนังสือถอนหมั้น

Penulis: malinee
last update Tanggal publikasi: 2026-10-13 20:39:46

กลิ่นอายสังหารและไอเย็นยะเยือกที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างสูงตระหง่านของเซียวจิ้งเหิง ทำให้บรรยากาศภายในห้องนอนอันอบอุ่นของเรือนชิงหรูคล้ายจะหยุดนิ่งลงในชั่วพริบตา แม้กระทั่งเสียงเข็มตกลงบนพื้นก็คงจะได้ยินอย่างชัดเจน

ด้านนอกระเบียงเรือน เสนาบดีกรมคลัง เสิ่นจื้อเฉิง ผู้เป็นบิดา กำลังคุกเข่าหมอบกราบอยู่บนพื้นไม้ด้วยความตื่นตระหนก เหงื่อกาฬไหลซึมเต็มแผ่นหลัง แม้เขาจะมีตำแหน่งเป็นถึงขุนนางขั้นสองที่ดูแลคลังหลวง ทว่าต่อหน้าแม่ทัพใหญ่ผู้กุมกำลังทหารพยัคฆ์เหมันต์นับแสนนายและมีศักดิ์เป็นถึงพระราชโอรสในองค์ฮ่องเต้ ความเย่อหยิ่งใดๆ ล้วนต้องถูกเก็บพับลงไป

“ท... ท่านอ๋อง...” เสิ่นจื้อเฉิงพยายามเปล่งเสียงที่สั่นเครือ “เรือนชิงหรูแห่งนี้เป็นเรือนพักส่วนตัวของบุตรสาว หากท่านอ๋องมีข้อราชการใด โปรดเสด็จไปยังห้องโถงใหญ่เถิดพ่ะย่ะค่ะ ข้าน้อยจะสั่งให้คนจัดเตรียมน้ำชาชั้นเลิศ...”

“หุบปาก”

คำสั่งสั้นๆ สองพยางค์ที่หลุดรอดจากริมฝีปากหยักลึก ดังกังวานและเฉียบขาดดั่งฟ้าผ่า

เซียวจิ้งเหิงมิได้หันกลับไปมองเสนาบดีเฒ่าแม้เพียงหางตา สายตาคมกริบดั่งพญาเหยี่ยวยังคงจับจ้องอยู่ที่สตรีร่างบางตรงหน้าเพียงผู้เดียว

“ทุกคนออกไปให้หมด” ชายหนุ่มสั่งการด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ “หากข้ามิได้สั่ง ห้ามผู้ใดก้าวเข้ามาในเรือนนี้แม้แต่ก้าวเดียว... ใครฝ่าฝืน ตัดหัว!”

“พ... พ่ะย่ะค่ะ!”

เสิ่นจื้อเฉิงและเหล่าบ่าวไพร่ต่างพากันสะดุ้งสุดตัว รีบถอยกรูดออกไปจากบริเวณหน้าเรือนทันที เสี่ยวหลานที่ยืนตัวสั่นอยู่ข้างชิงเยว่หันมามองผู้เป็นนายด้วยสายตาละล้าละลัง ทว่าชิงเยว่เพียงพยักหน้าให้นางเบาๆ เป็นสัญญาณว่าไม่ต้องกลัว สาวใช้น้อยจึงจำต้องก้มหน้าเดินถอยหลังออกจากห้องไป พร้อมกับบานประตูกระดาษสาที่ถูกปิดลงอย่างเงียบเชียบ

ภายในห้อง เหลือเพียงคนสองคน...

คนหนึ่งยืนตระหง่านดั่งขุนเขาหิมะในชุดคลุมขนสัตว์สีดำทมิฬ แววตาเต็มไปด้วยพายุอารมณ์อันบ้าคลั่ง

อีกคนหนึ่งยืนนิ่งสงบในชุดผ้าไหมสีฟ้าอ่อน ผิวพรรณขาวผ่องดั่งหยก ดวงตาเรียบเฉยดุจบ่อน้ำโบราณที่ไร้ระลอกคลื่น

เซียวจิ้งเหิงกวาดสายตามองไปรอบห้องอีกครั้ง

เขาเห็นเตาอั้งโล่ที่ตั้งอยู่กลางห้อง... เห็นควันสีเทาจางๆ ที่ลอยกรุ่น... และเห็น ‘เถ้าถ่านสีดำ’ ที่ยังคงมีประกายไฟสีแดงระเรื่ออยู่ก้นเตา

กลิ่นกระดาษไหม้และกลิ่นผ้าไหมที่คุ้นเคยลอยแตะจมูกของเขา

ดวงตาของจิ้งอ๋องกระตุกวูบ

เขาเป็นแม่ทัพผู้ผ่านศึกสงครามมานับร้อย มีประสาทสัมผัสที่ไวยิ่งกว่าสัตว์ป่า สายตาของเขาเหลือบไปเห็นเศษกระดาษชิ้นเล็กๆ ที่ปลิวตกอยู่ข้างเตาอั้งโล่... บนเศษกระดาษนั้น มีลายเส้นพู่กันที่วาดรูป ‘เกือกม้าศึก’ หลงเหลืออยู่เพียงครึ่งเดียว

นั่นคือภาพวาดของเขา...

ภาพวาดที่ในชาติก่อน นางเคยนำออกมาอวดเขาด้วยความเขินอายในคืนวันวิวาห์ ทว่าในยามนั้น เขากลับมองมันด้วยความเย็นชาและวางทิ้งไว้บนโต๊ะอย่างไม่ไยดี

แต่วันนี้... นางกลับเป็นผู้โยนมันลงสู่กองไฟด้วยมือของตนเอง!

ความเจ็บปวดแล่นริ้วขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอของเซียวจิ้งเหิง ความรู้สึกผิดที่สะสมมาตั้งแต่วินาทีที่นางสิ้นใจในตำหนักเย็น กำลังกัดกินหัวใจของเขาจนแทบแหลกเป็นผุยผง

“ชิงเยว่...”

เสียงเรียกนั้นแผ่วเบา สั่นเครือ และเต็มไปด้วยความโหยหาอย่างที่ชายหนุ่มไม่เคยคิดว่าตนเองจะเอ่ยออกมาได้ในชาตินี้ เขาก้าวเท้าไปข้างหน้าอีกหนึ่งก้าว ระยะห่างระหว่างเขากับนางร่นแคบลงจนเขาได้กลิ่นหอมของดอกโบตั๋นจากกายของนาง

กลิ่นที่เขาเคยคิดถึงจนแทบคลั่งในคืนที่กอดป้ายวิญญาณของนาง!

ทว่า ทันทีที่เขาก้าวเข้ามา

เสิ่นชิงเยว่กลับมิได้ถอยหนีอีกต่อไป นางยืนตรง สบตากับเขาตรงๆ ด้วยแววตาที่เยือกเย็นจนน่าใจหาย

“ท่านอ๋องโปรดสำรวมด้วยเจ้าค่ะ” น้ำเสียงของนางราบเรียบดั่งสายน้ำนิ่ง “ข้าเป็นเพียงหญิงสาวในห้องหอ ส่วนท่านคือองค์ชายผู้สูงศักดิ์ แม้จะมีพระราชโองการหมั้นหมาย ทว่าพิธีอภิเษกสมรสยังมิได้เริ่มขึ้น การที่ท่านอ๋องบุกรุกเข้ามาในห้องนอนส่วนตัวของข้าเช่นนี้ หากมีข่าวแพร่งพรายออกไป ชื่อเสียงของตระกูลเสิ่นคงต้องมัวหมอง”

คำว่า ‘ชื่อเสียงของตระกูลเสิ่น’ ทำให้เซียวจิ้งเหิงชะงักฝีเท้าลงทันที

เขาจำได้... ในชาติก่อน เมื่อตระกูลเสิ่นถูกใส่ร้ายว่าขายเสบียงทหาร เขาก็เคยใช้คำว่า ‘ชื่อเสียงและกฎหมาย’ คุมขังนางไว้ในตำหนักเย็น โดยไม่ยอมฟังคำอธิบายใดๆ จากปากของนางเลยแม้แต่น้อย

“เจ้า... โกรธข้าหรือ?” ชายหนุ่มถามเสียงแผ่ว พยายามค้นหาเศษเสี้ยวของความรู้สึกในดวงตาคู่งาม “เรื่องพิธีแต่งงาน... หรือเรื่องที่ข้ามาช้าเกินไปในวันนั้น...”

ชิงเยว่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาของนางมิได้ไหวระริกแม้แต่น้อย นางแค่นยิ้มบางๆ ที่มุมปาก

“ท่านอ๋องตรัสเรื่องอันใดหรือเจ้าคะ? ‘มาช้าเกินไปในวันนั้น’ หมายถึงสิ่งใดกัน?” นางแสร้งเอ่ยถามด้วยความไม่เข้าใจ ทว่าทุกถ้อยคำกลับเป็นการตอกย้ำระยะห่าง “ข้ากับท่านอ๋องพบกันครั้งสุดท้ายเมื่อสามเดือนก่อนในงานเลี้ยงฉลองชัยชนะที่พระราชวัง หลังจากนั้นท่านอ๋องก็ประจำอยู่ที่ค่ายทหารนอกเมืองหลวงมาโดยตลอด แล้วจะมี ‘วันนั้น’ ใดที่ท่านมาช้ากันเล่าเจ้าคะ?”

การแสร้งทำเป็นไม่รู้ของนาง คมกริบยิ่งกว่าการก่นด่าตรงๆ พันเท่า!

เซียวจิ้งเหิงกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อฝ่ามือ เขารู้ดีว่านางจำได้... สายตาที่นางมองเขา แววตาว่างเปล่าที่ไร้ความอบอุ่น รอยยิ้มเยาะเย้ยตนเอง และการเผาสิ่งของเหล่านี้... ทั้งหมดคือสิ่งยืนยันว่านางมิใช่เสิ่นชิงเยว่คนเดิมที่เคยรักเขาจนหมดหัวใจอีกต่อไปแล้ว

นางจำคืนที่นางตายได้...

นางจำได้ว่าเขาคือคนที่ผลักนางเข้าสู่ประตูนรกบานนั้น!

“ชิงเยว่... เจ้าไม่ต้องแสร้งทำเป็นจำไม่ได้” เสียงของเซียวจิ้งเหิงสั่นพร่า ดวงตาของเขาแดงก่ำด้วยความอัดอั้น “สายตาของเจ้า... ท่าทางของเจ้า... ข้ารู้ว่าเจ้ารู้! เจ้าอย่าทรมานข้าเช่นนี้เลย...”

“ท่านอ๋อง!”

เสียงของเสิ่นชิงเยว่ดังขึ้นอย่างเฉียบขาด นางก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ตัดบทความอ่อนแอของบุรุษตรงหน้าอย่างไร้ความปรานี

“ท่านคือแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นต้าหยง มีภาระหน้าที่ดูแลความสงบของชายแดน เหตุใดจึงมาเพ้อเจ้อเรื่องความฝันและภาพลวงตาในเรือนของสตรีเช่นนี้?” นางจ้องมองเขาด้วยสายตาที่คมกริบ “สิ่งที่ข้ารู้ มีเพียงข้อเท็จจริงในโลกความเป็นจริงเท่านั้น... ข้อเท็จจริงที่ว่า การหมั้นหมายระหว่างท่านกับข้า คือความผิดพลาดตั้งแต่เริ่มต้น!”

คำว่า ‘ความผิดพลาด’ ดั่งคมดาบที่แทงทะลุหัวใจของเซียวจิ้งเหิงจนเลือดซิบ

“ความผิดพลาดหรือ?...” ชายหนุ่มพึมพำ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ “เจ้าเคยบอกว่า... เจ้าดีใจที่ได้แต่งงานกับข้า เจ้าเคยบอกว่าเจ้าจะดูแลจวนอ๋อง...”

“นั่นคืออดีตเจ้าค่ะ” ชิงเยว่ตัดบทอย่างเย็นชา “คนเราเมื่อเติบโตขึ้น ย่อมมองเห็นความจริงที่กระจ่างชัดขึ้น ชาตินี้... ข้าไม่ต้องการสิ่งเหล่านั้นอีกแล้ว”

นางหมุนตัว เดินตรงไปยังโต๊ะทำงานไม้ชิงชัน หยิบกระดาษแผ่นหนึ่งที่เพิ่งเขียนเสร็จและน้ำหมึกแห้งสนิทดีแล้วขึ้นมา

นางเดินกลับมายืนประจันหน้ากับเขา แล้วยื่นกระดาษแผ่นนั้นส่งให้ตรงหน้าอกของแม่ทัพหนุ่ม

บนหัวกระดาษ เขียนตัวอักษรสี่ตัวด้วยลายมือหนักแน่น ทรงพลัง:

‘ห นั ง สื อ ถ อ น ห มั้ น’

แววตาของเซียวจิ้งเหิงเบิกกว้าง ลมหายใจของเขาพลันหยุดนิ่งลงในทันที!

“นี่คือสิ่งใด?!”

“ตามที่ระบุไว้ในหนังสือเจ้าค่ะ” ชิงเยว่กล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ราวกับกำลังพูดคุยเรื่องดินฟ้าอากาศ “ข้า เสิ่นชิงเยว่ บุตรสาวเสนาบดีกรมคลัง ขอถอนหมั้นกับจิ้งอ๋อง เซียวจิ้งเหิง”

“เสิ่นชิงเยว่! เจ้ากล้าดีอย่างไร?!” เสียงทุ้มต่ำของเซียวจิ้งเหิงคำรามลึกอยู่ในลำคอ ความโกรธเกรี้ยวและความตื่นตระหนกปะปนกันจนกลายเป็นพายุคลั่ง “การหมั้นหมายนี้มีพระราชโองการจากเสด็จพ่อ! เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นใคร จึงกล้ามาเขียนหนังสือถอนหมั้นไร้สาระเช่นนี้?!”

“ข้ามิได้คิดว่าตนเองเป็นใครเจ้าค่ะ แต่ข้าคิดถึงความปลอดภัยของทั้งสองฝ่าย” ชิงเยว่ไม่สะทกสะท้านต่อรังสีอำนาจของเขาแม้แต่น้อย นางยังคงยื่นกระดาษแผ่นนั้นค้างไว้ “ในหนังสือฉบับนี้ ข้าได้ระบุเหตุผลไว้อย่างชัดเจน:

ประการแรก ตระกูลเสิ่นเป็นเพียงตระกูลพ่อค้า แม้บิดาจะมีตำแหน่งขุนนาง แต่ชาติกำเนิดยังต่ำต้อย มิอาจเทียบเคียงกับเชื้อพระวงศ์สายตรงเช่นท่านอ๋องได้

ประการที่สอง สุขภาพของข้าอ่อนแอ ไม่เหมาะที่จะเป็นนายหญิงดูแลจวนอ๋องที่ต้องรับศึกรอบด้าน

และประการสุดท้าย... ตระกูลเสิ่นยินดีคืนสินสอดทองหมั้นทั้งหมดที่จวนอ๋องส่งมา เพิ่มเติมให้อีกหนึ่งเท่าตัวเพื่อเป็นการชดเชยเกียรติยศของท่านอ๋อง!”

“เงินทองหรือ?... ชดเชยเกียรติยศหรือ?!”

เซียวจิ้งเหิงแค่นหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง เสียงหัวเราะของเขาฟังดูเจ็บปวดยิ่งกว่าเสียงร่ำไห้ นัยน์ตาสีหมึกคู่นั้นแดงก่ำจนน่ากลัว

“เจ้าคิดว่าเปิ่นหวางต้องการเงินทองของตระกูลเสิ่นงั้นหรือ?! เจ้าคิดว่าข้ามาที่นี่เพราะกลัวเสียหน้าเรื่องสินสอดหรือ เสิ่นชิงเยว่?!”

“แล้วท่านอ๋องต้องการสิ่งใดเล่าเจ้าคะ?” ชิงเยว่ช้อนสายตาขึ้นสบประสานกับเขา แววตาของนางไร้ซึ่งความหวั่นเกรง มีเพียงความเฉียบขาดที่พร้อมจะเผชิญหน้า “ท่านมิได้รักข้า ท่านระแวงตระกูลเสิ่น และในใจของท่าน... ก็ไม่เคยมีที่ว่างสำหรับข้าอยู่แล้ว การแต่งงานที่ปราศจากความเชื่อใจเช่นนี้ มีแต่จะนำพาความพินาศมาสู่คนทั้งสองฝ่าย มิสู้ยุติมันเสียแต่วันนี้ มิใช่ทางออกที่ดีที่สุดสำหรับท่านหรอกหรือเจ้าคะ?”

“ไม่รักงั้นหรือ?... ปราศจากความเชื่อใจงั้นหรือ?...”

เซียวจิ้งเหิงก้าวประชิดตัวนางในทันที!

มือหนาที่เต็มไปด้วยเส้นเลือดปูดโปนเอื้อมออกไป คว้าหนังสือถอนหมั้นแผ่นนั้นมาจากมือนางอย่างแรง กระดาษแผ่นบางสั่นสะท้านอยู่ในอุ้งมือของแม่ทัพหนุ่ม

เขาก้มลงมองตัวอักษรทุกตัวที่นางบรรจงเขียน...

ตัวอักษรที่ตัดรอนความสัมพันธ์...

ตัวอักษรที่ผลักไสเขาออกไปจากชีวิตของนางอย่างเลือดเย็น...

และประโยคสุดท้ายที่ลงชื่อนางไว้อย่างชัดเจน: ‘นับจากนี้ ขอตัดขาด วาสนาสิ้นสุด ไม่ข้องแวะต่อกันชั่วชีวิต’

วาสนาสิ้นสุด... ไม่ข้องแวะต่อกันชั่วชีวิต...

ประโยคนี้ ราวกับภาพสะท้อนของคำสาบานในตำหนักเย็น!

‘หากชาติหน้ามีจริง... ขออย่าได้พานพบ... อย่าได้ข้องแวะ... กับคนใจร้ายเช่นท่านอีกเลย...’

หัวใจของเซียวจิ้งเหิงถูกความเจ็บปวดและความหวาดกลัวเข้าครอบงำจนสติแทบขาดผึง!

เขาจำความรู้สึกในวันที่กอดร่างเย็นชืดของนางได้ดี... วันที่โลกทั้งใบของเขาพังทลายลง วันที่เขาพบว่าชัยชนะในสนามรบ บัลลังก์มังกร หรืออำนาจล้นฟ้า ล้วนไร้ความหมายเมื่อไม่มีนางอยู่เคียงข้าง!

เขาต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ในขุมนรกแห่งความรู้สึกผิดมานานนับปี กวาดล้างศัตรูด้วยมือที่เปื้อนเลือด และตายในสนามรบด้วยความหวังเพียงเศษเสี้ยวว่าสวรรค์จะเมตตาให้เขาได้พบหน้านางอีกครั้ง

และเมื่อสวรรค์ให้โอกาสเขาได้กลับมา...

นางกลับยื่นหนังสือถอนหมั้นฉบับนี้ให้เขา เพื่อจะเดินจากเขาไปอีกครั้งงั้นหรือ?!

“ไม่มีวัน...”

เสียงคำรามต่ำดังขึ้นจากลำคอของชายหนุ่ม ปลายนิ้วของเขาสั่นสะท้านอย่างรุนแรง

แคว้ก!

เสียงฉีกกระดาษดังกึกก้องขึ้นกลางห้อง!

เสิ่นชิงเยว่เบิกตากว้าง มองดูการกระทำของบุรุษตรงหน้าด้วยความตกใจ

เซียวจิ้งเหิงมิได้เพียงแค่ฉีกมัน...

เขาลงมือฉีกหนังสือถอนหมั้นแผ่นนั้นออกเป็นสองท่อน... สี่ท่อน... แปดท่อน... จนกระทั่งมันกลายเป็นเศษกระดาษชิ้นเล็กชิ้นน้อยโปรยปรายลงสู่พื้นหินดั่งเกล็ดหิมะ!

ฟึ่บ!

มือหนาของเขาพุ่งเข้ามารวบข้อมือทั้งสองข้างของเสิ่นชิงเยว่ไว้แน่น! แรงบีบนั้นหนักหน่วง ทว่ากลับระมัดระวังไม่ให้ทำร้ายกระดูกข้อมือของนาง ร่างสูงใหญ่โน้มลงมาจนใบหน้าคมคายอยู่ห่างจากใบหน้านางเพียงคืบ ลมหายใจร้อนผ่าวที่ปะปนด้วยกลิ่นเหล็กและไอสังหารเป่ารดพวงแก้มของนาง

ดวงตาหงส์คู่นั้นจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของนาง แววตาของเขาเต็มไปด้วยความบ้าคลั่ง ความคลั่งรัก และความเจ็บปวดอันลึกซึ้งที่พร้อมจะเผาทำลายทุกสิ่งขวางหน้า

“เสิ่นชิงเยว่... เจ้าฟังเปิ่นหวางให้ดี” น้ำเสียงของเขาสั่นเครือ ทว่าหนักแน่นดั่งขุนเขาที่ไม่มีวันสั่นคลอน “เจ้าจะโกรธข้า... เจ้าจะเกลียดข้า... หรือเจ้าจะหมดรักข้าแล้ว... ข้ายอมรับมันทั้งหมด!”

หยาดน้ำตาเม็ดหนึ่งเอ่อล้นออกจากเบ้าตาของแม่ทัพผู้ไร้พ่าย ไหลรินอาบแก้มสาก ทว่าสายตาของเขากลับไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย

“แต่คิดจะถอนหมั้น... คิดจะหนีไปจากข้า... ชาตินี้... ไม่มีวัน!”

ชายหนุ่มกระชับข้อมือของนางแน่นขึ้นอีกนิด ถ้อยคำที่เปล่งออกมาดังก้องสะท้อนไปถึงก้นบึ้งของจิตวิญญาณ

“เจ้าเลิกรักข้าได้... แต่ข้าไม่มีวันปล่อยเจ้าไปเด็ดขาด!”

เซียวจิ้งเหิงหมุนตัว ก้าวยาวๆ ออกมาจากเรือนชิงหรูโดยไม่หันกลับไปมองอีก

เขากลัว... กลัวว่าหากเขายังยืนอยู่ตรงนั้นอีกเพียงเสี้ยววินาที เขาจะไม่สามารถควบคุมตนเองได้ และอาจเผลอดึงร่างบางนั้นเข้ามากอดไว้แน่นจนนางหายใจไม่ออก

เขากลัวแววตาที่ว่างเปล่าคู่นั้น... แววตาที่ทำให้เขารู้สึกเหมือนกำลังถูกคมดาบนับพันเล่มกรีดลงบนหัวใจสดๆ

“ท่านอ๋อง...” ฉางเฟิง องครักษ์คนสนิทที่ยืนรออยู่หน้าเรือน รีบก้าวเข้ามารายงานด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “นายท่านเสิ่นยังคงคุกเข่ารอรับคำสั่งอยู่ที่โถงหน้าขอรับ จะให้บ่าว...”

“สั่งถอนกำลังทหารกลับค่าย” เซียวจิ้งเหิงสั่งเสียงเฉียบ ปลายนิ้วที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อกำแน่นจนข้อนิ้วขาวโพลน “แต่ให้ส่งทหารเงาฝีมือดีที่สุดสิบนาย คอยคุ้มกันเรือนชิงหรูแห่งนี้ตลอดทั้งวันทั้งคืน มดตัวเดียวก็ห้ามให้เล็ดลอดเข้าไปทำร้ายนางได้เด็ดขาด หากเกิดเรื่องอันใดขึ้นกับนางแม้แต่ปลายเล็บ... พวกเจ้าทุกคนต้องเอาหัวมาแลก!”

“น้อมรับคำสั่งขอรับ!”

เมื่อก้าวพ้นประตูใหญ่ของจวนตระกูลเสิ่น เซียวจิ้งเหิงกระโดดขึ้นหลังม้าศึกสีดำทมิฬ ‘เยี่ยเชี่ยว’ อาชาคู่ใจที่เคยร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่ ม้าศึกส่งเสียงร้องก้องก่อนจะพุ่งทะยานออกไปตามถนนสายหลัก ท่ามกลางสายตาหวาดหวั่นของชาวบ้านที่หลบอยู่สองข้างทาง

สายลมหนาวพัดปะทะใบหน้าคมคาย ทว่ามิอาจดับเปลวเพลิงแห่งความเจ็บปวดในอกของเขาได้เลย

ชายหนุ่มก้มลงมองมือขวาของตนเองที่ยังคงกำแน่น...

เมื่อเขาคลายมือออก... เศษกระดาษสีขาวที่ฉีกขาดจาก ‘หนังสือถอนหมั้น’ ยังคงถูกกำไว้แน่นจนยับยู่ยี่ คมเล็บของเขาจิกเข้าเนื้อฝ่ามือจนมีหยดเลือดสีแดงสดซึมออกมา ย้อมเศษกระดาษเหล่านั้นจนกลายเป็นสีแดงชาด

ภาพในอดีตชาติผุดพรายขึ้นมาในมโนสำนึกดั่งฝันร้ายที่ตามหลอกหลอน...

คืนนั้น... คืนที่เขาบุกเข้าสู่ตำหนักเย็นช้าเกินไป

เขาจำได้ถึงความเย็นเฉียบของร่างในอ้อมกอด

จำได้ถึงเศษผ้าเปื้อนเลือดที่นางเขียนเตือนเรื่องแผนการกบฏขององค์ชายห้า เซียวเฉิงอวี่

และจำได้ถึงจดหมายลับที่เขาพบในห้องทรงอักษรขององค์ชายห้าหลังจากที่เขานำกำลังเข้ากวาดล้างกบฏจนสิ้นแผ่นดิน...

จดหมายที่เปิดเผยความจริงอันแสนโหดร้ายว่า กู้หมิงหลันร่วมมือกับองค์ชายห้า ลอบวางยาพิษในน้ำแกงของชิงเยว่ เพื่อทำลายทารกในครรภ์ของนาง และสร้างหลักฐานเท็จป้ายสีว่าชิงเยว่เป็นผู้วางยาพิษในอาหารของพระมารดาของเขา!

ในชาตินั้น... เขาโง่เขลาจนกระทั่งปล่อยให้ความระแวงทำลายชีวิตของภรรยาและลูกแท้ๆ ของตนเอง!

หลังนางตาย เซียวจิ้งเหิงกลายเป็นคนบ้าคลั่ง เขาสังหารกู้หมิงหลัน สังหารองค์ชายห้า และประหารทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายนางอย่างโหดเหี้ยมที่สุด ก่อนที่เขาจะยอมถูกดาบของศัตรูแทงทะลุหัวใจในสนามรบครั้งสุดท้าย โดยมีป้ายวิญญาณของเสิ่นชิงเยว่แนบอยู่กับอกเสื้อ

เขาตื่นขึ้นมาเมื่อเจ็ดวันก่อน...

ตื่นขึ้นมาในร่างวัยยี่สิบเจ็ดปี และพบว่าตนเองได้ย้อนเวลากลับมาก่อนวันแต่งงานหนึ่งเดือน!

ตลอดเจ็ดวันที่ผ่านมา เขาไม่กล้าหลับตาลงแม้แต่วินาทีเดียว เพราะทุกครั้งที่หลับตา ภาพศพของนางจะตามมาหลอกหลอน และสิ่งที่ทำให้เขารีบควบม้ามาที่จวนเสิ่นในวันนี้ คือรายงานจากสายลับที่แจ้งว่า เสิ่นชิงเยว่มีพฤติกรรมผิดปกติ... นางสั่งเผาสิ่งของ และเรียกตรวจบัญชีสินเดิม!

วินาทีนั้น เขารู้ทันทีว่า... สวรรค์มิได้ลงทัณฑ์ให้เขาจำความผิดบาปได้เพียงลำพัง แต่นางเอง... ก็กลับมาเช่นกัน!

“ชิงเยว่...”

เซียวจิ้งเหิงกระซิบชื่อนางท่ามกลางเสียงลมหวีดหวิว นัยน์ตาสีหมึกคู่นั้นเปล่งประกายความเด็ดเดี่ยวอันมืดมิด

“ชาติที่แล้ว ข้าตาบอดจนทำลายชีวิตเจ้า... แต่ชาตินี้ ข้าจะใช้เลือดของข้า ล้างแผ่นดินเพื่อปกป้องเจ้า!”

เขาดึงสายบังเหียนม้าศึก เลี้ยวตรงไปยังเส้นทางลับทิศตะวันตกของเมืองหลวง... เส้นทางที่มุ่งตรงไปยัง ‘คลังเก็บเสบียงลับขององค์ชายห้า’!

หากชาติก่อนเริ่มต้นด้วยกับดักการพนันของเสิ่นอวี้ถัง...

ชาตินี้ เขา เซียวจิ้งเหิง จะเป็นผู้ลงมือบดขยี้บ่อนพนันชิงอวิ๋นและเครือข่ายขององค์ชายห้าให้แหลกเป็นผุยผงด้วยมือของตนเอง ก่อนที่พวกมันจะได้มีโอกาสแตะต้องคนของตระกูลเสิ่นแม้แต่ปลายเล็บ!

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • เมื่อพระชายาหมดรัก ท่านอ๋องกลับคลั่งนาง    บทที่ 30: แต่งกับข้าอีกครั้ง

    เกล็ดหิมะสีขาวบริสุทธิ์ร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้าสีครามเข้มอย่างแผ่วเบา โปรยปรายลงมาปกคลุมยอดเชิงเทินหินสีเทาของป้อมปราการเยี่ยนเหมิน ชายแดนเหนือสุดแห่งแคว้นต้าฉู่ ทิวทัศน์เบื้องหน้าคือเทือกเขาสลับซับซ้อนที่ขาวโพลนไปด้วยหิมะหนาทึบ ลมหนาวกรรโชกพัดพาธงศึกสีดำลายพยัคฆ์ทมิฬให้โบกสะบัดดังกึกก้องบนยอดหอสังเกตการณ์ที่สูงที่สุด เซียวจิ้งเหิงยืนตระหง่านท้าทายสายลมหนาว เสื้อคลุมขนจิ้งจอกสีดำตัวหนาปลิวไสวไปตามแรงลม เกล็ดหิมะเกาะพราวอยู่บนเส้นผมสีดำขลับและคิ้วกระบี่อันคมเข้ม ใบหน้าหล่อเหลาที่ผ่านกรำศึกดูสุขุมและนิ่งสงบดั่งขุนเขามือหนาที่สวมถุงมือหนังแตะลงบนแผ่นอกข้างซ้ายอย่างแผ่วเบา... ที่ตรงนั้น ใต้เสื้อเกราะเหล็กอันเย็นเยียบ มีผ้าเช็ดหน้าผ้าไหมสีครามปักลายดอกเหมยผืนหนึ่งถูกซ่อนไว้แนบชิดกับหัวใจเสมอมาหนึ่งปีแล้ว... นับตั้งแต่วันที่เขามอบหนังสือหย่าคืนให้นางและมองดูรถม้าของนางเคลื่อนห่างออกไปทุกค่ำคืนที่พายุหิมะพัดกระหน่ำ ความทรงจำในอดีตชาติยังคงแวะเวียนมาเตือนสติ ทว่าความเจ็บปวดอันมืดมนกลับมิได้กัดกร่อนวิญญาณของเขาอีกต่อไป เพราะเขารู้ดีว่าในชาตินี้... สตรีที่เขารักกำลังมีชีวิตอยู่อย่างมีความสุข โ

  • เมื่อพระชายาหมดรัก ท่านอ๋องกลับคลั่งนาง    บทที่ 29: หนึ่งปีที่ไม่มีพระชายา

    สายลมฤดูใบไม้ผลิพัดโชยผ่านลำคลองอันคดเคี้ยวของเมืองซูโจว แดนใต้แห่งเจียงหนาน ผิวน้ำสะท้อนเงาของต้นหลิวที่ทิ้งกิ่งระย้าลงเคลียผิวน้ำ เสียงพายเรือแจวและเสียงร้องเพลงพื้นบ้านของชาวประมงแว่วมาตามสายลมอย่างแผ่วเบา ดอกท้อสีชมพูบานสะพรั่งส่งกลิ่นหอมอบอวลไปทั่วย่านการค้าริมน้ำบนชั้นสามของคฤหาสน์หอการค้าฮุ่ยเซียงสาขาใหญ่เจียงหนาน เสิ่นชิงเยว่นั่งอยู่ริมระเบียงไม้สักทองที่มองเห็นทัศนียภาพอันงดงามของเมืองสายน้ำหนึ่งปีเต็มแล้ว... นับตั้งแต่วันที่นางก้าวลงจากรถม้าที่ประตูเมืองหลวงทิศใต้ และมุ่งหน้าลงสู่แดนใต้แห่งนี้ในเวลาหนึ่งปี เสิ่นชิงเยว่มิได้เป็นเพียงบุตรสาวตระกูลเสิ่น หรืออดีตพระชายาจิ้งอ๋องอีกต่อไป หากแต่นางได้กลายเป็น ‘นายหญิงใหญ่เสิ่น’ ผู้กุมอำนาจทางเศรษฐกิจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเจียงหนาน หอการค้าฮุ่ยเซียงขยายสาขาไปกว่ายี่สิบมณฑล ควบคุมเส้นทางการค้าผ้าไหม ชา และสมุนไพรทั่วแคว้น สตรีม่ายและผู้ยากไร้นับหมื่นคนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นด้วยระบบการค้าที่เป็นธรรมของนางนางมีทรัพย์สินมหาศาล มีเกียรติยศ และมีอิสรภาพอันสมบูรณ์ที่ไม่มีผู้ใดสามารถพรากไปได้... ทุกสิ่งเป็นดั่งที่นางเคยปรารถนาไว้ในอด

  • เมื่อพระชายาหมดรัก ท่านอ๋องกลับคลั่งนาง    บทที่ 28: หนังสือหย่าที่เขายอมคืน

    ท้องฟ้าเหนือเมืองหลวงต้าฉู่ในยามนี้ แจ่มใสและปลอดโปร่งดั่งกระจกเงาบานใหญ่ เมฆหมอกแห่งความตายและควันไฟจากการก่อกบฏถูกชำระล้างจนหมดสิ้น กู้หมิงหลันได้รับพระราชทานสุราพิษชดใช้ความผิดในคุกหลวง เซียวเฉิงอวี่ถูกถอดถอนฐานันดรศักดิ์และเนรเทศไปใช้แรงงานที่เหมืองทาสแดนใต้จนตาย ตระกูลเสิ่นได้รับการล้างมลทินและได้รับพระราชทานป้ายทองคำ ‘ตระกูลพ่อค้าคุณธรรมแห่งแผ่นดิน’ทว่าในท้องพระโรงใหญ่ วันนี้กลับเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้เหล่าขุนนางทั้งแผ่นดินต้องตกตะลึงอีกครั้ง!ต่อหน้าพระพักตร์ขององค์ฮ่องเต้ที่ประทับอยู่บนบัลลังก์มังกร เซียวจิ้งเหิงในชุดขุนนางสีดำสนิท คุกเข่าลงอย่างหนักแน่น สองมือยกม้วนผ้าแพรสีเหลืองทองพระราชทานคืนให้แก่โอรสสวรรค์“ทูลฝ่าบาท... พระเมตตาอันล้นพ้นที่ทรงแต่งตั้งกระหม่อมเป็นองค์รัชทายาทนั้น กระหม่อมซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณยิ่ง ทว่ากระหม่อมมิอาจน้อมรับตำแหน่งนี้ได้พ่ะย่ะค่ะ”เสียงอื้ออึงดังขึ้นทั่วท้องพระโรง ฮ่องเต้ขมวดพระขนงด้วยความประหลาดพระทัย “จิ้งเหิง... เจ้าปราบกบฏ กอบกู้บัลลังก์ มีทั้งความดีความชอบและสติปัญญา ไยจึงปฏิเสธตำแหน่งผู้สืบทอดบัลลังก์มังกร?”เซียวจิ้งเหิงเงยหน้าขึ้น แ

  • เมื่อพระชายาหมดรัก ท่านอ๋องกลับคลั่งนาง    บทที่ 27: บัลลังก์หรือชีวิตนาง

    สายฝนที่เทกระหน่ำลงมาภายนอกพระที่นั่งเฉียนหยวน ไม่อาจชะล้างกลิ่นคาวเลือดและความตึงเครียดอันเข้มข้นที่เกาะกุมอยู่ทั่วทั้งท้องพระโรงใหญ่ได้แม้แต่น้อยท่ามกลางสายตาตื่นตระหนกของเหล่าขุนนางและเชื้อพระวงศ์นับร้อย คมกระบี่ทองคำในมือของเซียวเฉิงอวี่กดแนบเข้ากับลำคอขาวผ่องของเสิ่นชิงเยว่อย่างไร้ความปรานี รอยกรีดบางเฉียบทำให้หยดเลือดสีแดงสดไหลซึมลงมาตามลำคอระหง หยดลงบนสาบเสื้อเกราะสีครามทีละหยดเซียวจิ้งเหิงยืนนิ่งอยู่เบื้องล่างบันไดหินอ่อน ร่างกายกำยำสั่นสะท้านอย่างรุนแรง นัยน์ตาสีรัตติกาลเบิกกว้าง ลมหายใจสะดุดกึก ภาพของนางที่กำลังตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิต บดขยี้หัวใจของเขาจนแทบแหลกละเอียด“เซียวจิ้งเหิง! เจ้าคิดว่าเจ้าชนะแล้วงั้นรึ?!” เซียวเฉิงอวี่แผดเสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง แววตาวิปลาสราวกับหมาจนตรอก “เจ้าอยากได้บัลลังก์นี้จนตัวสั่นไม่ใช่หรือ?! แต่ถ้าเจ้าขยับเข้ามาอีกก้าวเดียว ข้าจะตัดหัวนังแพศยานี่ให้เจ้าดูตรงนี้!”“อย่าแตะต้องนาง!” เสียงคำรามของเซียวจิ้งเหิงแหบพร่าและสั่นสะท้าน มือหนาที่กำด้ามกระบี่พยัคฆ์ทมิฬสั่นระริก “เจ้าต้องการอะไร... บอกมา!”“ต้องการอะไรน่ะรึ?” องค์ชายห้าแสยะยิ้มเหี้ยม

  • เมื่อพระชายาหมดรัก ท่านอ๋องกลับคลั่งนาง    บทที่ 26: กบฏคืนจันทร์ดับ

    ค่ำคืนนี้ ท้องฟ้านภากาศมืดมิดสนิทราวกับถูกชโลมด้วยน้ำหมึกสีดำ เมฆหมอกหนาทึบบดบังแสงดาวและดวงจันทราจนหมดสิ้น สมกับเป็น ‘คืนจันทร์ดับ’ ที่ไร้ซึ่งแสงสว่างแห่งฟากฟ้าทว่าความมืดมิดนั้นกลับถูกฉีกกระชากด้วยเปลวเพลิงสีส้มแดงที่ลุกท่วมกำแพงวังหลวง!เสียงกลองศึกดังกึกก้องกัมปนาทสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วทั้งเมืองหลวง ตามมาด้วยเสียงโห่ร้องสังหารและเสียงปะทะของคมดาบที่ดังกึกก้อง ประตูวังชั้นนอก ‘ประตูเสวียนอู่’ ถูกทหารกบฏในสังกัดกองทัพบูรพาขององค์ชายห้าพังทลายลงในชั่วพริบตา!ทหารกบฏเกือบสองหมื่นนายสวมปลอกแขนสีเหลือง บุกทะลวงฝ่าแนวกำแพงวังเข้ามาดั่งฝูงตั๊กแตน สังหารทหารยามหลวงที่พยายามขัดขวางอย่างไร้ความปรานี กลิ่นคาวเลือดและควันไฟลอยอบอวลไปทั่วตำหนักหลวงเซียวเฉิงอวี่ในชุดเกราะทองคำอร่าม มือถือกระบี่เปื้อนเลือด ใบหน้าฉายประกายบ้าคลั่งและกระหายอำนาจอย่างถึงที่สุด เมื่อแผนการใส่ร้ายในงานพระราชสมภพพังทลาย และกู้หมิงหลันถูกจับกุม เขาจึงรู้ดีว่าตนเองไม่มีทางรอดจากการถูกประหารเก้าชั่วโคตร ทางรอดเดียวที่มี คือการก่อกบฏยึดบัลลังก์ในคืนนี้!ณ พระที่นั่งเฉียนหยวน...บานประตูทองเหลืองขนาดใหญ่ถูกปิดลงกลอนอย่าง

  • เมื่อพระชายาหมดรัก ท่านอ๋องกลับคลั่งนาง    บทที่ 25: ท่านอ๋องเสียสติ

    “อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก!!”เสียงคำรามแห่งความเจ็บปวดรวดร้าวและบ้าคลั่งดั่งสัตว์ร้ายที่ถูกแทงทะลุหัวใจ แผดก้องออกมาจากลำคอของเซียวจิ้งเหิง! เสียงนั้นดังกึกก้องกัมปนาทจนเพดานหินสั่นสะเทือน เลือดในกายของบุรุษหนุ่มเดือดพล่านจนเส้นเลือดฝอยในดวงตาแตกกระจาย กลายเป็นสีแดงฉานดั่งทะเลโลหิต!ภาพตรงหน้า... ภาพร่างบอบบางของเสิ่นชิงเยว่ที่นอนจมอยู่ในธารโลหิตสีแดงสด โดยมีด้ามปิ่นมีดสั้นปักคาอยู่ที่สีข้าง...มันคือภาพหลอนจากอดีตชาติที่ตามมาหลอกหลอนเขา! มันคือความทรงจำอันมืดมนในตำหนักเย็นที่หิมะกลบร่างอันเย็นชืดของนาง!สติสัมปชัญญะของเทพสงครามผู้ยิ่งใหญ่... ขาดสะบั้นลงในเสี้ยววินาทีนี้!เซียวจิ้งเหิงก้าวเดินเข้าไปในห้องโถงศิลา กลิ่นอายสังหารอันดำมืดและมหาศาลแผ่พวยพุ่งออกมาจากร่างกำยำจนบรรยากาศรอบข้างเย็นยะเยือกดั่งหลุมศพ ลมปราณอันคลุ้มคลั่งซัดเอาฝุ่นผงและเศษหินปลิวกระจายสายตาของเขาตวัดมองไปที่ร่างของกู้หมิงหลันที่นอนสลบเหมือดอยู่บนพื้น“กู้... หมิง... หลัน...”น้ำเสียงของเขาแหบพร่าและสั่นสะท้านดั่งมัจจุราชจากอเวจี เซียวจิ้งเหิงเงื้อกระบี่พยัคฆ์ทมิฬเล่มยักษ์ขึ้นเหนือศีรษะด้วยสองมือ เส้นเอ็นที่แขนป

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status