Mag-log in
หญิงสาวแคว้นหานต้องมีอันต้องอกสั่นขวัญแขวน หลังจากมีข่าวโจรราคะออกก่อกวนจนทางการต้องประกาศจับ ทั้งนี้ในแต่ละเมืองในแคว้น ล้วนแล้วแต่มีหญิงสาวจากตระกูลต่างๆ ถูกโจรราคะผู้นั้นทำลายชื่อเสียง
‘หากแม้นไม่ได้โฉมสะคราญมาแนบชิดเชยชม
ขอเพียงลูบไล้ผิวนวลอนงค์ แนบเนื้อ หนึ่งราตรี’
นั่นคือบทกลอนในจดหมายจากโจรราคะ ซึ่งจะถูกส่งไปในเวลาที่เขาเล็งเป้าหมายก่อนลงมือ ซึ่งทุกครั้งเขาไม่เลือกวิธีการขอเพียงสามารถทำลายชื่อเสียงของโฉมสะคราญจากเมืองต่างๆ
บางครั้งเขาเพียงขโมยชุดเอี๊ยมออกมาแขวนเอาไว้ เพื่อบอกให้รู้ว่าเขามาเยือน
บางคราเขาก็ลักพาตัวโฉมสะคราญไปหนึ่งวันหนึ่งคืน ก่อนจะส่งตัวหญิงสาวเหล่านั้นกลับไป
ในเวลาเพียงห้าเดือนโจรราคะผู้นั้น กลับสามารถก่อเรื่องได้ถึงสิบสองครั้ง อีกทั้งยังวนเวียนอยู่ในเมืองต่างๆ ของแคว้นหาน กระทั่งในยามนี้วนเวียนใกล้เมืองอี๋หยาง ทำให้ทางการต้องเร่งออกหมายเตือนไปทั่ว
แต่ถึงอย่างนั้นเพราะไม่มีผู้ใดสามารถบอกรูปพรรณสัณฐานของโจรราคะตัวจริง เนื่องจากหญิงสาวทุกคนที่ถูกลักพาตัวไป ต่างไม่สามารถจดจำสิ่งที่เกิดขึ้นได้ ดังนั้นผู้คนในเมืองอี๋หยาง จึงได้แต่เฝ้าระวังบุตรสาวของตัวเองอย่างใกล้ชิด
“เจ้าได้ยินข่าวลือแล้วหรือยัง”
“เรื่องโจรราคะหรือ”
“ข้าก็ได้ยินนะ ก่อนออกมาจากเมืองผิงหยาง โจรราคะผู้นั้นประกาศว่าจะมาที่นี่”
“ข้าว่าเป้าหมายคงหนีไม่พ้นตระกูลหลัน”
“นั่นสิๆ คุณหนูหลันเป็นโฉมสะคราญอันดับหนึ่งของเมืองอี๋หยาง อีกทั้งผิวกายของนางยังหอมกรุ่น”
“นั่นเป็นเพียงข่าวลือมิใช่หรือ”
“นั่นสิ เจ้าไม่เคยพบนางเลยสักครั้ง รู้ได้อย่างไรว่าผิวกายของนางหอมกรุ่นดังที่ร่ำลือกัน”
“ก็คนที่นี่มิใช่พูดเป็นเสียงเดียวกันหรอกหรือ”
“แต่ก็ไม่เคยมีใครยืนยันได้มิใช่หรือ”
“แต่ข้าเคยพบนางนะ นางก็ดูปกติ ไม่เห็นมีกลิ่นหอมอะไรเลย”
“จริงหรือ”
“ก็จริงนะสิ นางเคยมาเดินในตลาดด้วย แต่ไม่เห็นมีกลิ่นหอมอะไรที่ว่านั่นเลย”
“แล้วข่าวลือมาจากไหนกัน”
“นั่นมันนานมาแล้ว เป็นความจริงเสียที่ไหน”
“แล้วนี่เจ้าเป็นใครหรือ”
ทุกคนที่กำลังจับกลุ่มนินทากันหันไปมองสาวน้อยหน้าตาจิ้มลิ้มไม่คุ้นหน้า
“ข้าหรือ ข้าเป็นสาวใช้คนใหม่ของคฤหาสน์ตระกูลหลัน”
“จริงหรือ” หลายคนต่างก็มีท่าทีตื่นเต้น “แต่ข่าวลือนี้ข้าได้ยินมาตั้งแต่นางปักปิ่นแล้ว ได้ยินมาว่าแม่นมของนางเป็นคนพูดเองเลย”
“แม่นมหรือ” เด็กสาวผู้นั้นเลิกคิ้ว “ข้าได้ยินมาว่าแม่นมคนนั้นขโมยของของคุณหนูหลันไปแต่โดนจับได้ ดังนั้นนางจึงเจ็บแค้นกระทั่งสร้างข่าวลือขึ้น”
“เรื่องนี้ข้าเองก็ดูเหมือนจะเคยได้ยินมานะ”
“แต่เรื่องนี้ก็ร่ำลือกันมานาน หลายคนที่เคยพบคุณหนูหลันเองก็ยืนยันว่าตัวนางหาได้มีกลิ่นหอมอะไรไม่”
“แต่จะอย่างไรนางก็ยังคงได้ชื่อว่าโฉมสะคราญอันดับหนึ่งเมืองอี๋หยาง ข้าว่าโจรราคะต้องเล็งนางเป็นเป้าหมายอันดับหนึ่งอย่างแน่นอน”
“จริงด้วย” ทุกคนต่างก็พยักหน้าก่อนจะมองหาเด็กสาวซึ่งอ้างตัวเป็นสาวใช้ตระกูลหลัน ทว่าคนกลับหายไปเสียแล้ว
หลันอิ๋งชุนถอนหายใจออกมา เมื่อสามารถหลบออกมาจากกลุ่มแม่ค้าและพ่อค้าในตลาด ซึ่งกำลังจับกลุ่มซุบซิบนินทาอยู่ข้างถนน วันนี้นางปลอมตัวเป็นสาวใช้ออกมากับคนในครัว
พอได้ยินว่าผู้อื่นกำลังซุบซิบเรื่องของผู้เป็นพี่สาว นางย่อมอดรนทนไม่ได้ต้องรีบก้าวออกไปแก้ข่าว
“คุณหนูท่านอยู่นี่เองหรอกหรือเจ้าคะ ข้าน้อยตามหาเสียแทบแย่”
“จะกลับแล้วหรือ”
“เจ้าค่ะ ป่านนี้คุณหนูรองตามหาท่านแย่แล้ว”
“อ้อได้ เช่นนั้นรีบกลับเถิด”
เด็กสาวย่อมยอมกลับแต่โดยดี ทั้งนี้ก็เพราะนางออกมาตั้งแต่เช้าตรู่ ป่านนี้หลันเยี่ยเซียงพี่สาวของนางคงรู้แล้วว่านางแอบหนีออกมา เพราะในยามเช้าของทุกวัน นางและพี่สาวต้องออกมาส่งหลันเฟิ่ง พี่ชายคนโตออกไปเค่อหลี่
หากจะพูดถึงสำนักศึกษาเค่อหลี่แห่งเมืองอี๋หยาง ย่อมไม่มีผู้ใดในแคว้นหานไม่รู้จัก เนื่องจากขุนนางมากมายในราชสำนัก ล้วนแล้วแต่มาจากสำนักศึกษาเค่อหลี่ทั้งสิ้น เค่อหลี่จึงนับได้ว่าเป็นสำนักศึกษาอันดับหนึ่งของแคว้นหาน
ปีหน้าหลันเฟิ่งก็สามารถเข้าสอบซิ่วฉ่าย[1]อย่างที่บิดาตั้งความหวัง ดังนั้นช่วงนี้เขาจึงไปยังเค่อหลี่ทุกเช้า ทั้งนี้ก็เพื่อเข้าไปทบทวนบทเรียน และขอคำปรึกษาจากอาจารย์ทั้งสองแห่งเค่อหลี่อย่างจ้าวเสิ่นและหวังชิง
[1] การสอบขุนนางชั้นอำเภอ เรียก ซิ่วฉ่าย เทียบเท่าชั้นปริญญาตรี
สอบชั้นมณฑลได้ เรียก จูเหยิน เทียบเท่าชั้นปริญญาโท
สอบชั้นนครหลวงได้ เรียก จิ้นซื่อ เทียบเท่าชั้นปริญญาเอก
สอบในพระราชวังได้ เรียก ฮันหลิน ใครได้ที่หนึ่งผู้นั้นย่อมได้ตำแหน่ง จอหงวน
ก่อนเกิดเรื่องคุณชายตระกูลฟู่ส่งแม่สื่อเข้าไปเจรจาสู่ขอหลันเยี่ยเซียง ทั้งยังพลั้งปากพูดเรื่องโจรราคะออกมา หมายให้ตระกูลหลันยกหญิงสาวให้แต่งออกไปเพื่อแก้ปัญหา กระทั่งทำให้หลันเฟิ่งโกรธจัดจนไล่แม่สื่อทั้งสองออกมาอย่างไม่ไว้หน้าเซวี่ยอวี้ได้ยินหลิวเย่ากวงเอ่ยถึง ในยามที่อีกฝ่ายพาหลันเฟิ่งเข้ามาขอความช่วยเหลือ นึกไม่ถึงจริงๆ ว่าทั้งหมดนี้กลับเป็นแผนการของคุณชายตระกูลฟู่ผู้นี้ทั้งสิ้น“น่าสนุกยิ่ง”มองดูหญิงสาวที่ยังคงหลับใหลไม่ได้สติ เซวี่ยอวี้พลันแย้มยิ้ม “มาดูกันว่าเขายังมีแผนการใดอีก เจ้าก็เป็นเด็กดีนอนหลับให้สบายรอข้าจัดการเรื่องทุกอย่างให้เรียบร้อย”ภายในห้องที่มีแสงเพียงริบหรี่ หลันเยี่ยเซียงค่อยๆ ขยับตัว นางลืมตาขึ้นพร้อมกับกะพริบตามองเพดานห้องซึ่งที่ไม่คุ้นตา ร่างเล็กลุกพรวดขึ้นเมื่อเห็นแผ่นหลังของบุรุษซึ่งนั่งอยู่ไม่ไกลความทรงจำสุดท้ายที่นางนึกออกก็คือถูกคนชุดดำลักพาตัวมา และสถานที่แห่งนี้นางก็ไม่รู้ว่าเป็นที่ใดมองออกไปด้านนอกเป็นเวลาค่ำมืด บ่งบอกว่าเวลาได้ล่วงเลยมานานหลายชั่วยาม ป่านนี้พี่ชายและคนในตระกูลหลันคงล่วงรู้แล้วว่านางถูกลักพาตัวมา ไม่รู้พวกเขาจะร้อนใจเพียงใดมองดูป
กว่าชั่วยามที่ไล่ตามมาในที่สุดบุรุษในชุดสีดำก็หยุดลงที่ชายป่านอกเมือง กระท่อมหยาบๆ หลังหนึ่งปรากฏให้เห็น นี่ออกจะดูไม่เหมือนข่าวลือที่ว่าโจรราคะก่อเหตุเพียงลำพังเลยแม้แต่น้อยเซวี่ยอวี้มองเห็นคนเหล่านั้นช่วยกันอุ้มถุงกระสอบใบใหญ่วางลง กระทั่งเร่งแกะปากถุงออกด้วยมือไม้สั่นเทา เขาก้าวเข้าไปช้าๆ อย่างไร้สุ้มเสียง และทันได้มองเห็นใบหน้างดงามที่หมดสติโผล่ออกมา“เป็นนางแน่นอน”“ใช่ๆ ข้าเคยเห็นนาง นี่คือคุณหนูหลันเยี่ยเซียงไม่ผิดตัวแน่”“เช่นนั้นรอช้าอยู่ทำไม ยังไม่รีบแจ้งข่าวให้คุณชายฟู่อีก งานนี้พวกเรารวยแน่ ค่าจ้างงามถึงเพียงนี้ไม่มีอีกแล้ว”ทั้งสี่คนหัวเราะขึ้นพร้อมกัน กระทั่งหนึ่งในนั้นเดินออกมาก่อนกระโดดขึ้นหลังม้าแล้วควบออกไป โดยไม่สังเกตเห็นเซวี่ยอวี่ที่หลบอยู่ด้านนอกเลยแม้แต่น้อย“เสียดายยิ่งนัก มิสู้พวกเราเชยชมนางสักครา ก่อนส่งต่อให้คุณชายฟู่เล่า จะอย่างไรก็จะโยนความผิดให้โจรราคะอยู่แล้ว”คนที่ยืนอยู่ใกล้โฉมสะคราญเอ่ยขึ้นอย่างแสนเสียดาย ทั้งที่ดวงตาไม่ละไปจากใบหน้างดงามของหญิงสาวซึ่งยังคงหมดสติ“เจ้าเสียสติไปแล้วหรือ ของมีตำหนิจะมีราคาได้อย่างไร หากคุณชายฟู่รู้เรื่องเข้า ค่าจ้างงดง
ทันทีที่หลันเฟิ่งก้าวออกไปจากห้อง หลันเยี่ยเซียงที่ดูเหมือนกำลังพูดคุยกับหลิวเย่ากวงอย่างออกรส บัดนี้กลับหันไปมองยังประตูทางเข้าเช่นกันกับหลิวเย่ากวงที่สังเกตเห็นในทันที“รู้กระมังว่าเขาจงใจ”หลันเยี่ยเซียงหันมามองชายหนุ่มตรงหน้า ก่อนยิ้มออกมาอย่างจนใจ “พี่ใหญ่หวังดีต่อข้ารู้ดี แต่อย่างไรข้าก็ต้องขออภัยท่านด้วยที่ทำให้ท่านเดือดร้อน”“เดือดร้อนหรือ” หลิวเย่ากวงหัวเราะออกมา “ความจริงเมื่อวานตอนที่เขาบอกว่าจะพาเจ้ามา ข้าก็เดาได้หลายส่วนแล้ว เขาสนิทสนมกับข้ามานาน การได้เห็นเขาไว้วางใจข้าถึงเพียงนี้ ไม่นับว่าเป็นเรื่องเสียหาย ตรงกันข้ามข้ากลับเห็นใจในสิ่งที่เจ้าและตระกูลหลันกำลังเผชิญ”หลันเยี่ยเซียงนิ่งฟังอีกฝ่ายพูดอย่างตั้งอกตั้งใจ นางรู้ว่าในสายตาของหลิวเย่ากวงนั้น เขาหาได้มองนางเช่นบุรุษหลายคนมอง แม้จะมีท่าทีชื่นชมในตัวนาง แต่ในแววตาคู่นั้นกลับแตกต่างไปจากผู้อื่น นางมองออกว่าชายหนุ่มมีเพียงความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจเท่านั้น“ขอบคุณท่านยิ่งนัก”“ในสายตาข้าความงดงามภายนอกของเจ้า ยังไม่น่าชื่นชมเท่ากับความเข้าใจในสถานการณ์ตอนนี้ เจ้าไม่เพียงไม่โทษว่าพี่ชายจงใจมัดมือชก แต่กลับยอมมาที่นี่โด
“ได้สิ ศิษย์พี่กวงเองก็เคยอนุญาตแล้ว”หลายวันก่อนหลิวเย่ากวงเคยพูดทีเล่นทีจริงว่าเขาอาจอยากพาน้องสาวไปเค่อหลี่ เพียงแต่เขาต้องนั่งอ่านตำราต่างๆ ในห้องรับรองด้านนอก แทนการเข้าไปในหอตำราเช่นทุกครั้งมองดูใบหน้าตื่นเต้นที่จะได้เข้าไปในเค่อหลี่ของหลันเยี่ยเซียง หลันเฟิ่งพลันยิ้มออกมาบางๆ เขาไม่เสียใจสักนิดที่ระบายโทสะวันนี้ น้องสาวของเขาคนนี้หัวอ่อนว่านอนสอนง่าย นางไม่เพียงแต่มีใบหน้างดงามผุดผาด แต่จิตใจของนางเองก็สะอาดบริสุทธิ์ด้วยเขาและบิดาปกป้องนางมาโดยตลอด หวังเป็นอย่างยิ่งให้นางพบกับความสุขสบายไร้กังวล เขาไหนเลยจะคาดว่าจะเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นมาได้หลันเซียวมองรถม้าที่วิ่งออกไปช้าๆ ใบหน้าของเขาผ่อนคลายลงไปมาก แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังไม่อาจหักใจเดินกลับเข้าไปในคฤหาสน์ สุ่ยเซียนเดินเข้ามายืนเคียงข้างผู้เป็นสามี“ท่านพี่ ท่านว่าเรื่องนี้จะได้ผลหรือ เซียงเอ๋อร์ต้องรู้แน่นอนว่าพวกท่านคิดจะทำอะไร”“ลองดูก็ไม่เสียหาย คุณชายหลิวเป็นคนดี ลูกเฟิ่งเองก็เห็นว่าเป็นเขาย่อมดีกว่าคุณชายตระกูลมั่งคั่งในเมืองอี๋หยางที่ดีแต่เสเพลไปวันๆ”หลันเซียวถอนหายใจออกมา เขาเคยพบหลิวเย่ากวงผู้นี้มาก่อน ในใจชื่นชมช
“หากข้าโดนโจรราคะผู้นั้นพาตัวไป ตระกูลหลันต้องเสื่อมเสีย ไม่เพียงแต่จะเป็นปัญหาต่อพี่ใหญ่ในภายภาคหน้า แต่กับชุนเอ๋อร์เองหลังปักปิ่นนางอาจจะไม่ได้คู่หมายที่ดี”หลันเยี่ยเซียงก้าวไปข้างหน้าเล็กน้อย นางมองตรงไปยังภูเขาสูงที่ล้อมรอบอารามสงบใจ หญิงสาวพลันรู้สึกเศร้าใจ“ทั้งหมดที่ข้ามี ใบหน้านี้ ผิวกายอันหอมกรุ่นนี้ ล้วนเป็นคำสาปทั้งสิ้น หาไม่เหตุใดข้าจึงเป็นต้นเหตุแห่งความกังวลให้ผู้อื่นถึงเพียงนี้”หญิงสาวหลับตาพร้อมกับเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า แม้ท้องฟ้าจะสดใสไร้ซึ่งเมฆหมอก หากแต่ชีวิตของนางในยามนี้เหตุใดจึงมืดมนยิ่งนัก“เซียงเอ๋อร์” สุ่ยเซียนเดินมาจากเบื้องหลัง ทำให้ทั้งสาวใช้และผู้เป็นนายรีบปรับอารมณ์ ทั้งสองหันกลับไปก่อนส่งยิ้มพร้อมส่งเสียงสดใส“แม่รอง เราจะกลับกันแล้วหรือเจ้าคะ”“คุณชายใหญ่มิใช่รับปากจะพาเจ้าสองพี่น้องไปเที่ยวหรอกหรือ มาเร็วเข้า”“เจ้าค่ะ” หลันเยี่ยเซียงยิ้มกว้างก่อนเดินตามสุ่ยเซียนออกไปความเงียบเข้าครอบคลุมทันทีที่กลุ่มคนจากตระกูลหลันจากไป ร่างสูงของเซวี่ยอวี้กระโดดลงมาจากต้นอู่ถง ใบหน้าของเขาเรียบเฉยในยามที่มองตามขบวนรถม้า ซึ่งกำลังเคลื่อนตัวลงเขาไปเมื่อครู่เขานอนอยู
รุ่งเช้าวันถัดมาหลันเยี่ยเซียงและหลันอิ๋งชุนก็ให้รู้สึกประหลาดใจยิ่ง หลันเฟิ่งไม่เพียงแต่งกายด้วยเสื้อผ้าตามสบาย แต่เขายังไม่มีทีท่าว่าจะเดินทางไปยังเค่อหลี่เช่นทุกครั้งเช่นกันกับหลันเซียวและสุ่ยเซียนที่เดินออกมายังห้องโถงของคฤหาสน์“พี่ใหญ่วันนี้ท่านไปไปเค่อหลี่หรือเจ้าคะ”หลันอิ๋งชุนวิ่งเข้าไปกอดผู้เป็นพี่ชายอย่างออดอ้อน ซึ่งเขาเองก็ยกมือขึ้นลูบซาลาเปาสองก้อนเหนือศีรษะของเด็กสาว“วันนี้พี่ใหญ่ปรึกษากันกับท่านพ่อและแม่รอง พี่ใหญ่จะพาทุกคนไปไหว้พระที่อารามสงบใจนอกเมือง จะได้พาเจ้ากับพี่รองออกไปเที่ยวด้วยดีหรือไม่”“จริงหรือเจ้าคะ!”หลันเยี่ยเซียงสบตากับบิดาและพี่ชาย ดวงตาของนางทอประกายระยิบระยับ นานมากแล้วที่นางไม่ได้ออกไปเที่ยวนอกเมืองเช่นนี้ ดังนั้นแน่นอนนางจึงตื่นเต้นไม่แพ้หลันอิ๋งชุนที่วิ่งไปรอบๆ ด้วยความยินดีสุ่ยเซียนเองก็มองออก ดังนั้นจึงเดินข้ามาจับมือของหญิงสาวจากนั้นก็ยิ้มปลอบประโลม “หลังมื้อเช้าพวกเจ้าสองคนก็รีบไปเตรียมตัวเถิด แม่รองจะให้คนรีบไปเตรียมรถม้า”“เจ้าค่ะ”การเดินทางไปยังอารามบนเขานอกเมืองอี๋หยางเต็มไปด้วยความครึกครื้น เสียงหัวเราะและรอยยิ้มของบุตรสาวทั้งสองคน ท







