LOGINเช้าวันต่อมาแสงแดดอ่อน ๆ ยามเช้าส่องผ่านยอดไม้หน้าบ้าน ลมพัดเอื่อยทำให้ผ้าม่านปลิวไหวเบา ๆ ลินดาแต่งตัวเรียบร้อยในชุดทำงานสีสุภาพผมถูกรวบจนเรียบใบหน้าดูสดใสกว่าคืนก่อนเล็กน้อยแม้ใต้ตาจะมีรอยอ่อนล้า เธอสะพายกระเป๋าหนังใบเดิมแล้วเดินออกมาหน้าบ้านกำลังจะเอื้อมมือเปิดประตูรั้ว เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากข้างทาง“ลินดา” เธอหันขวับไปตามเสียงหัวใจเต้นแรงขึ้นชั่วครู่เพราะคิดว่าอาจเป็นธามแต่คนที่ยืนอยู่ใต้เงาต้นไม้คือคิรินเขาดูโทรมกว่าทุกครั้งเสื้อเชิ้ตยับเล็กน้อย ดวงตาแดงช้ำเหมือนอดนอน“พี่คิริน มีอะไรหรือเปล่าคะ” ลินดาถามด้วยความแปลกใจ เขายิ้มฝืน ๆ มุมปากยกขึ้นแต่แววตายังหม่น“คือ…พี่มีเรื่องจะรบกวนหน่อย” เขาเว้นจังหวะเหมือนชั่งใจ ลินดาขมวดคิ้วเล็กน้อย“เรื่องอะไรคะ พี่ดูไม่ค่อยโอเคเลย” คิรินถอนหายใจยาว มือยกขึ้นลูบท้ายทอยอย่างอึดอัด“ลูกพี่ไม่สบาย ต้องพาไปหาหมอ ตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว ไข้ขึ้นสูงทั้งคืนเลย แต่ช่วงนี้เงินมันตึงมือหน่อย ค่าห้อง ค่ายา มันหลายอย่าง” เสียงเขาแผ่วลงอย่างคนลำบากใจก่อนจะพูดต่อช้า ๆ“พอจะยืมก่อนสักหมื่นได้ไหม เดี๋ยวพี่คืนให้สิ้นเดือน สัญญาเลย”ลินดานิ่งไปครู่หนึ่งเธอไม่ได้ส
ยามเย็นแสงอาทิตย์สีส้มอ่อนสาดลอดผ่านผ้าม่านบาง ๆ เข้ามาในบ้านหลังไม่ใหญ่ของคิริน ประตูหน้าบ้านเปิดออกช้า ๆ พร้อมเสียงกุญแจกระทบกันเบา ๆเขาก้าวเข้ามาพร้อมกระเป๋าเอกสารในมือ สีหน้าดูเหนื่อยล้าจากการทำงานมาทั้งวัน แต่ทันทีที่เสียงหัวเราะใส ๆ ดังมาจากห้อง นั่งเล่นแววตาของเขาก็อ่อนลงโดยอัตโนมัติ เด็กชายวัยประมาณสี่ขวบกำลังนั่งคุกเข่าอยู่บนพรม มือเล็ก ๆ ผลักรถของเล่นคันสีแดงให้วิ่งไปชนกำแพงแล้วหัวเราะชอบใจ พอเห็นเงาพ่อที่ประตูเด็กก็เงยหน้าขึ้นดวงตากลมโตเป็นประกาย“พ่อ!” เขาร้องเสียงดังก่อนจะรีบลุกขึ้นวิ่งตึงตังเข้ามากอดขาคิรินแน่น ร่างเล็กกระแทกเข้าหาอย่างแรงตามประสาเด็ก คิรินหัวเราะในลำคอวางกระเป๋าลงแล้วก้มตัวลูบหัวลูกเบา ๆ“วันนี้เป็นเด็กดีไหมครับ” เขาถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน เด็กชายพยักหน้ารัว ๆ จนผมหน้าม้าสั่น“ดีมากเลย หนูไม่ดื้อเลยนะ พี่ครูชมด้วย!” น้ำเสียงใสแจ๋วเต็มไปด้วยความภูมิใจ คิรินยิ้มกว้างขึ้นเล็กน้อย“เก่งมาก งั้นวันนี้พ่อมีรางวัลเป็นไอติมถ้วยเล็ก ๆ ให้ แต่ต้องกินหลังข้าวนะ” เด็กทำตาโตแล้วพยักหน้าหนักแน่นราวกับทำสัญญาอีกมุมหนึ่งของห้องนั่งเล่นบนโซฟาผ้าสีเทาภาวีนั่งกอดอกนิ่งอ
เวลาล่วงเลยมาเกือบหนึ่งเดือนหลังจากวันที่ทั้งสองตกลงแต่งงานกันด้วยข้อตกลงที่ไร้ความรักช่วงเวลาที่ควรจะเต็มไปด้วยการเตรียมงาน ความตื่นเต้น หรืออย่างน้อยความคุ้นเคยที่เพิ่มขึ้น กลับผ่านไปอย่างเงียบเชียบ ไม่มีความคืบหน้า ไม่มีความใกล้ชิด ไม่มีแม้แต่ความพยายามจะทำความเข้าใจกันมากขึ้นคฤหาสน์หลังใหญ่ของธามยังคงสงบนิ่งราวกับทุกอย่างหยุดอยู่ที่เดิม และค่ำคืนนี้ก็เช่นกันไฟในห้องนั่งเล่นเปิดทิ้งไว้ แสงสีส้มสลัวสะท้อนผนังเรียบหรูอรนุชนั่งอยู่บนโซฟาตัวเดิมท่าทางเหมือนรอใครบางคนกลับบ้านทุกวัน แม้ใบหน้าจะสงบแต่แววตากลับแฝงความครุ่นคิดที่ไม่เคยจางลงเสียงประตูหน้าบ้านเปิดเบา ๆ พร้อมธามเดินเข้ามาพร้อมสีหน้าเหนื่อยล้า แสงไฟส่องให้เห็นรอยคล้ำใต้ตาจาง ๆเขาถอดรองเท้าอย่างเป็นระเบียบ ถอดสูทพาดแขนแล้วคลายเนคไทออกช้า ๆ ลมหายใจยาวถูกปล่อยออกมาเบา ๆ ราวกับภาระของทั้งวันยังคงกดทับอยู่บนไหล่กว้างนั้น“กลับมาแล้วเหรอ” อรนุชเอ่ยขึ้นตามปกติ น้ำเสียงไม่ได้เข้มงวด แต่ก็ไม่ได้อบอุ่นเหมือนเมื่อก่อน“ครับ” ธามตอบสั้น ๆ โดยไม่มองหน้าแม่เดินผ่านห้องนั่งเล่นเหมือนต้องการเลี่ยงบทสนทนา“แกได้ไปหาลินดาบ้างไหม” อรนุชมองตา
ความเงียบแผ่คลุมอยู่ครู่หนึ่งจนได้ยินเสียงนาฬิกาแขวนผนังเดินชัดเจน อรนุชหันไปมองลูกชายดวงตาสื่อความหมายให้พูดในสิ่งที่ควรพูด“พูดสิธาม” เธอเตือนเสียงเบาแต่หนักแน่น ธามสูดลมหายใจเล็กน้อยไหล่ขยับขึ้นลงเพียงนิดก่อนจะเอ่ยออกมา“ฉันขอโทษที่ปล่อยเธอกลับคนเดียว” น้ำเสียงราบเรียบไม่สูงไม่ต่ำไม่มีแววสั่นไหวของความรู้สึกผิด คำพูดนั้นลอยอยู่กลางอากาศอย่างแห้งแล้งลินดาหัวเราะเบา ๆ ในลำคอเสียงสั้น ๆ แต่ชัดเจนเธอหันมามองเขาเต็มตาเป็นครั้งแรก“แค่นั้นเหรอคะ” น้ำเสียงสุภาพทว่าสายตาแข็งขึ้นเล็กน้อย ธามเงยหน้ามองเธอแววตาทั้งสองชนกันเพียงเสี้ยววินาทีความเงียบระหว่างสายตานั้นเหมือนมีคำถามมากมายที่ไม่มีใครพูดออกมา“ฉันมีธุระด่วน” เขาตอบเพิ่มสั้น ๆ ราวกับนั่นคือคำอธิบายที่เพียงพอ ลินดายิ้มบาง ๆ มุมปากยกขึ้นเล็กน้อยแต่ดวงตาไม่ยิ้ม“ค่ะ” คำเดียวสั้น ๆ แต่เย็นจัดเหมือนลมแอร์ที่พัดผ่านห้อง พิมดาวรีบแทรกขึ้นเพื่อไม่ให้บรรยากาศตึงเครียดเกินไป“เอาเถอะ อย่างน้อยก็มาขอโทษแล้ว เรื่องมันก็ผ่านไปเถอะลูก” เธอมองลินดาอย่างขอร้องทางสายตาแต่อีกฝ่ายเพียงพยักหน้าเล็กน้อยโดยไม่พูดอะไร “ตาธามอาจจะจัดการอารมณ์ไม่เก่งนัก แต
ช่วงเย็นของบ้านหลังใหญ่เงียบผิดปกติ แสงไฟในห้องโถงส่องกระทบพื้นหินอ่อนเป็นเงาวับ อรนุชนั่งตัวตรงอยู่บนโซฟามือประสานกันแน่นบนตักสีหน้าของเธอไม่ได้สงบนิ่งอย่างทุกวัน แววตาฉายชัดถึงความไม่พอใจและความกังวลที่สะสมมาตั้งแต่บ่ายประตูหน้าบ้านเปิดออกพร้อมเสียงรองเท้าหนังเหยียบพื้น ธามเดินเข้ามาด้วยท่าทางเรียบเฉยเหมือนเคยเขาถอดสูทพาดแขนสีหน้าไร้อารมณ์ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นแต่ทันทีที่เงยหน้าขึ้นและสบตากับมารดา เขาก็รับรู้ได้ถึงพายุที่กำลังก่อตัว“แกปล่อยลินดากลับเองจริงไหม” เสียงของอรนุชเย็นจัด ทว่าแฝงแรงสั่นเล็ก ๆ ธามปลดกระดุมแขนเสื้อช้า ๆ ก่อนตอบสั้น ๆ“ครับ” คำตอบตรงไปตรงมานั้นเหมือนจุดไฟ อรนุชลุกพรวดขึ้นทันทีส้นรองเท้ากระทบพื้นดังสะท้อน“แกคิดอะไรอยู่ธาม!” เสียงเธอดังลั่นห้องโถงจนคนใช้ที่อยู่ลึกเข้าไปด้านในยังชะงัก ธามหันมามองแม่เต็มตาสีหน้าเรียบนิ่งแต่กรามเกร็งชัด“ผมมีงาน” เขาตอบเสียงต่ำ“งานสำคัญกว่าคนที่กำลังจะแต่งงานกับแกเหรอ!” อรนุชสวนกลับทันที ดวงตาเธอแดงก่ำด้วยความโกรธและผิดหวังธามนิ่งไปครู่หนึ่งราวกับกำลังชั่งน้ำหนักคำพูดก่อนจะเอ่ยออกมาตรง ๆ ช้า ๆ“ผมไม่ได้อยากแต่งตั้งแต่แรก” ป
…ห้าปีก่อนภาวีในชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์ ยืนอยู่ปลายทางเดินในโบสถ์ รอยยิ้มของเธอหวานละมุน ดวงตาเปล่งประกายด้วยความรัก “ธาม…วันนี้เราจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยกันนะคะ” เสียงนั้นยังชัดเจนเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานภาพตัดกลับสู่ปัจจุบันเสียงหัวใจของเขาเต้นแรงขึ้นโดยไม่ตั้งใจ มือที่วางบนเข่ากำแน่นจนเส้นเลือดขึ้นชัดแววตาที่เคยนิ่งกลับสั่นไหวเพียงเสี้ยววินาทีก่อนจะถูกแทนที่ด้วยความเย็นชาแข็งกระด้างเขาลุกขึ้นทันทีราวกับต้องการหนีบางอย่าง ลินดาชะงักเมื่อเห็นปฏิกิริยานั้น“คุณธาม…” เธอเรียกเบา ๆ ความเขินเปลี่ยนเป็นความสับสนในชั่วพริบตาธามมองเธอสายตานั้นเต็มไปด้วยบางอย่างที่อ่านไม่ออก ความเจ็บ ความโกรธ หรือความหวาดกลัวที่เขาไม่ยอมรับก็ไม่แน่“เลือกเอาเอง” เขาพูดเสียงเรียบเย็นชา“ผมมีงาน” คำพูดสั้น ๆ เหมือนมีดบาง ๆ กรีดผ่านบรรยากาศอบอุ่นในร้านเขาหยิบสูทขึ้นพาดแขนหันหลังเดินออกไปโดยไม่รอคำตอบ ประตูกระจกเปิดออกพร้อมเสียงกระดิ่งเบา ๆ ก่อนจะปิดลงทิ้งความเงียบไว้ด้านหลังลินดายืนนิ่งมือกำชายกระโปรงแน่นจนผ้ายับเล็กน้อย หัวใจเธอกระตุกวูบเหมือนถูกทิ้งกลางอากาศ พนักงานสองคนมองหน้ากันอย่างเก้อเขิน“เอ







