LOGINหลังจากวันนั้น... อวี้หลงยังคงต้องพักรักษาตัวอยู่ในจวนอีกหลายเพลา ท่านอ๋องให้คนไปแจ้งข่าวแก่ต้าสยุงและมารดาของเขาว่ามิต้องกังวลใดๆ ในเรื่องของอวี้หลง เขาบาดเจ็บเพราะช่วยองค์หญิง ดังนั้นจวนอ๋องไป๋จะดูแลเขาให้ดีที่สุด
ไม่กี่วันผ่านไป... อาการบาดแผลเริ่มหายดี กระดูกที่แตกร้าวก็ประสานตัวด้วยพลังปราณจากแพทย์และผู้เยี่ยมยุทธที่จวนอ๋องเชิญมาช่วยรักษา แต่มีสิ่งหนึ่งที่อวี้หลงไม่ล่วงรู้ คือทุกคืนในยามจื่อ (เที่ยงคืน) ท่านอ๋องไป๋จะลอบเข้ามาในห้องพัก เขาจ้องมองเด็กหนุ่มผู้นี้ด้วยความครุ่นคิด... ..... เมื่อยามสายวันนี้... ท่านอ๋องหยิบตำราเก่าคร่ำคร่าเล่มหนึ่งในลิ้นชักลับของโต๊ะทำงานออกมา... มันคือ คัมภีร์สยบภูผาน้ำแข็งส่วนสุดท้ายที่เขาชนะในการประลอง แล้วได้มันมาจากต้าสยุง... เมื่อสิบปีก่อน "ข้าเองไม่ได้ต้องการวิชานี้เพื่อชิงความเป็นหนึ่ง เพียงต้องการดับความอหังการของมันเท่านั้น ใครจะคิดว่าวันนี้ข้าต้องนำมันมาใช้เพื่อช่วยศิษย์หลานเจ้า นี่เพียงเพราะมันช่วยลูกสาวข้าไว้ดอก.. ต้าสยุงเอ๋ย" ท่านอ๋องไป๋เทียนซื่อพึมพำ พลางเปิดตำรายุทธโบราณศึกษาในส่วนท้ายเพื่อหาหนทางช่วยคน... อวี้หลงเริ่มรู้สึกตัวแต่ยังขยับกายไม่ได้ ด้วยกระดูกที่หักยังมิติดกันสนิทดี ไป๋เทียนซื่อได้ใช้วิชา สื่อจิตประสานปราณ... แทรกซึมเข้าไปในห้วงสำนึกของอวี้หลง เขาไม่ได้บอกว่าตนเองเป็นใคร แต่ปรากฏกายในฐานะผู้อาวุโสลึกลับ... ในความฝันของเด็กหนุ่ม "เจ้าหนุ่ม... พลังในกายเจ้าคือมหาสมุทรแห่งพลังที่ไร้ทางออก หากเจ้าอยากได้มันมาเพื่อปกป้องคนที่เจ้ารัก และใช้มันก่อการสะท้านปฐพี จงเดินปราณตามที่ข้าบอก" ไม่กี่คืนที่อวี้หลงถูกเคี่ยวกรำในโลกแห่งห้วงจิตวิญญาณ ท่านอ๋องไป๋ใช้เคล็ดวิชาจากตำราที่ชิงมาผสมผสานกับประสบการณ์ที่เคยผาดโผนในยุทธภพ สอนให้อวี้หลงค่อยๆ แกะเลาะกุญแจปิดผนึกแห่งพันธนาการน้ำแข็งหยกออกทีละชั้นอย่างใจเย็น โดยกำชับหนักแน่นว่า "ห้ามบอกเรื่องการพบกันของเราให้ใครรู้ แม้แต่กับอ๋องเจ้าเมือง บุตรีของมัน หรืออาจารย์ปู่เจ้า กระทั่งมารดาเจ้าก็ห้ามมิให้ปริปากแม้สักหนึ่งคำ..." ..... อวี้หลงพำนักรักษาตัวจนหายดีในเวลาครึ่งเดือน มันจึงลากลับไปที่บ้าน... ร้านค้ากึ่งโรงเตี๊ยมต้าจู๋ มารดามันดีใจจนหลั่งน้ำตาที่เห็นมันหายดีเป็นปกติต้าสยุงตั้งใจจะเริ่มสอนวิชาพื้นฐานซ้ำอีกครั้ง แต่เขากลับต้องเบิกตากว้างในค่ำคืนนั้น... เมื่อเห็นอวี้หลงโคจรลมปราณ เพียงแค่สะบัดมือเบาๆ คลื่นความร้อนที่เคยติดขัดกลับพุ่งพล่านและทรงพลังอย่างที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน "อวี้หลง...!!! นี่มันเคล็ดวิชาสยบภูผาน้ำแข็งส่วนที่เหลือ เจ้าไปเอามันมาจากที่ใดกัน..." ต้าสยุงคว้าบ่าศิษย์หลานของเขาเขย่าสั่นด้วยความตื่นเต้น "แม้แต่ข้าที่ฝึกฝนมาทั้งชีวิตยังเข้าถึงเพียงขั้นต้นของขั้นที่เก้านี้ ยังไปไม่ถึงขั้นที่เจ้าทำได้เมื่อครู่ เจ้าข้ามผ่านขั้นปลายของขั้นที่เก้านี้ไปได้อย่างไร!" อวี้หลงนึกถึงคำเตือนของผู้อาวุโสในความฝัน เขาจึงบอกต้าสยุงเพียงว่า "รู้สึกว่าจุดที่เคยติดขัดมันทะลวงไปเองขอรับอาจารย์ปู่ อาจจะเป็นเพราะพลังภายในที่ลึกล้ำนั้นของท่านอาจารย์ปู่ทั้งสองช่วยนำทางให้ตอนที่ข้าพักฟื้นจากการบาดเจ็บ" ต้าสยุงแม้จะสงสัย แต่เมื่อเห็นความก้าวหน้าของหลานชายที่ก้าวกระโดดจนล้ำเกินหน้าตนเองไป ก็ได้แต่หัวเราะร่าด้วยความยินดี จนมิได้ซักไซ้ต่อ "สวรรค์มีตา! อาจารย์ปู่ทั้งสองของเจ้าคงคุ้มครองเจ้าจริงๆ พยัคฆ์มังกรที่ถูกจองจำ... บัดนี้เริ่มสลัดโซ่ตรวนออกได้แล้ว!" บนหอสังเกตการณ์ของเมืองฉงหยาง ท่านอ๋องไป๋เทียนซื่อมองไปทางเมืองกุยฮวาด้วยรอยยิ้มบางๆ โดยมีไป๋เฟิ่งนั่งจิบชาอยู่ข้างๆ นางแอบมองท่านพ่อของนางด้วยความสงสัย "ท่านพ่อ... ท่านแอบยิ้มอะไรหรือเจ้าคะ ข้าว่าตั้งแต่เจ้าอวี้หลงหายดี ข้าสังเกตเห็นท่านดูอารมณ์ดีแปลกๆ" "ไม่มีอะไรหรอกเฟิ่งเอ๋อร์ ไล่ไอ้เด็กตัวแสบที่จะมาแย่งลูกสาวข้าไปออกจากจวนเสียได้ข้าย่อมยินดีเป็นธรรมดา". ไป๋เฟิ่งทำจมูกย่นส่งเสียงขึ้นจมูก.. "เฮอะ... มันไม่ได้จะมาแย่งไปหรอก ข้านี่แหละจะหนีตามมันไปเอง" "เจ้าลูกตัวดี มิใช่เพียงเท่านั้นหรอก พ่อยังคิดไปถึงว่า.. แผ่นดินนอกด่านแห่งนี้กำลังจะมีเรื่องราวให้ต้องตามชมดูอย่างใกล้ชิดในเร็วๆ นี้แล้วล่ะ" " ด้วยเหตุอันใดหรือท่านพ่อ..." " พยัคฆ์มังกรกำลังจะตื่น... ในอีกไม่นานนี้" ..... เงามืดจากราชสำนักตงหยวนเริ่มคืบคลานเข้ามาดั่งเมฆดำที่เคลื่อนเข้าบดบังแสงอาทิตย์ เมื่อพระบัญชาจากเยิ่นเต๋อหวงตี้ถ่ายทอดลงมาถึงหัวหน้าองครักษ์เจิ้งเจวี่ย ยอดฝีมืออันดับหนึ่งคนปัจจุบันผู้อยู่ข้างบังลังก์และล่วงรู้ความลับบางประการของแผ่นดิน พระองค์ไม่ทรงยอมปล่อยให้เสี้ยนหนามเล็กๆ หลุดลอยไปได้ คำสั่งให้เร่งรีบกำจัดสายเลือดมังกรผู้นั้นจึงมาถึงมัน... ณ จวนหัวหน้าองครักษ์หลวงเจิ้งเจวี่ยในใจกลางเมืองหลวง มันนั่งอยู่หลังม่านบังตา กลิ่นกำยานหอมเย็นอบอวลไปทั่วห้อง เบื้องหน้าของมันคือรายงานที่เขียนด้วยลายเส้นเร่งรีบเกี่ยวกับการหายไปอย่างไร้ร่องรอยของหน่วยล่าสังหารมือหนึ่งทั้งสิบแปดคนหายไปท่ามกลางพายุหิมะในเทือกเขาสูงแห่งนั้น มิปรากฏชีวิตใดเลย มีเพียงกองฟืน กองไฟ แลกาน้ำชาหนึ่งป้านเท่านั้น... "คนหายไปราวอากาศธาตุกลางหุบเขา... ยังมีรถม้าระเหยกลายเป็นไอหายไปก่อนถึงนอกด่าน..." เจิ้งเจวี่ยพึมพำ...น้ำเสียงของเขาเย็นยะเยือกจนคนสนิทที่หมอบอยู่ต้องตัวสั่น "คนอย่างเสือเฒ่า และมังกรชราไม่มีทางตายด้วยคนเพียงจำนวนเท่านั้น พวกมันต้องมีเส้นทางหลบหนีที่พวกเราไม่รู้ ครานี้ข้าพลาดให้มันอีกครั้งเสียแล้ว" มันวางจอกชาลงอย่างแผ่วเบาบนโต๊ะมุกงาม พลันที่วางมือออก... จอกชาชั้นเลิศปริแตกกระจายจนชาไหลหนองบนโต๊ะ.. สายตาอำมหิตผุดขึ้นเพียงเสี้ยวพริบตาหนึ่ง แผนที่ถูกกางออก นิ้วเรียวยาวชี้ไปที่จุดกึ่งกลางระหว่างแผ่นดินตงหยวนและทุ่งหญ้านอกด่าน... "เมืองกุยฮวา" เจิ้งเจวี่ยเคาะบนตำแหน่งนี้สองครา ชายชุดดำสวมผ้าคลุมอำพรางประสานมือคำนับ แล้วค่อยๆถอยหลังออกจากห้องไป "เมืองกันชนที่อ้างความเป็นกลาง... สถานที่ที่รวมเศษสวะและยอดฝีมือตกยาก" เจิ้งเจวี่ยแค่นยิ้ม... มันส่งหน่วยเงาโลหิตเข้าแฝงตัวไปในคราบพ่อค้าเร่ ลอบตรวจสอบทุกคนที่เข้าเมืองในช่วงหนึ่งถึงสองเดือนก่อนนี้ โดยเฉพาะบ้านที่ให้ที่พักพิงอาศัยกับ ชายหนุ่มวัยสิบแปด หญิงวัยกลางคน และชายท่าทางอาวุโสพกพาคันธนูใหญ่... "หากพบความผิดปกติแม้เพียงนิด อย่าเพิ่งวู่วาม ให้ส่งสัญญาณกลับมา ข้าจะไปถอนรากถอนโคนพวกมันด้วยตัวเอง" ..... ไม่กี่วันต่อมา บรรยากาศในเมืองกุยฮวาที่เคยครึกครื้นกลับเริ่มมีกลิ่นอายแปลกปลอม กลุ่มพ่อค้าหน้าใหม่ในชุดผ้าไหมราคาแพงเริ่มปรากฏตัวตามโรงน้ำชาและตลาดมืด พวกเขาถามคำถามถึงคนที่เพิ่งย้ายเข้ามาใหม่ นัยว่าเป็นหุ้นส่วนการค้าที่ลอบหักหลังหนีไป มันกำลังตามหาเพื่อชำระหนี้กัน พวกเขายังแอบสังเกตผู้คนที่เดินผ่านไปมาด้วยสายตาที่คมปลาบผิดวิสัยพ่อค้า... ทั้งหมดนี้ไม่หลุดรอดสายตาของคนที่อ๋องไป๋ส่งไว้คอยสอดส่องในเมืองกุยฮวาไปได้... รายงานถูกส่งไปที่เมืองฉงหยางทันที พ่อค้าท่าทางประหลาดคนหนึ่งเดินผ่านหน้าร้านค้ากึ่งโรงเตี๊ยมต้าจู๋ของต้าสยุงในยามเช้าตรู่ เขาหยุดชะงักเมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายพลังบางอย่างที่แผ่ออกมาจากด้านใน แต่มันเบาบางราวกับหมอกจางๆ อวี้หลงได้รับการฝึกฝนวิธีเก็บงำประกายจากท่านอ๋องไป๋ในนิมิตฝันมาอย่างดี แต่ครานี้มันเผลอเรอ... ด้วยเห็นว่ายังเช้านัก ผู้คนบนถนนร้านตลาดยังมีไม่มาก มันดีดนิ้วไล่ค้างคาวที่เกาะอยู่หลังร้านให้ออกไป เพียงเสี้ยวพลังเล็กน้อยที่ใช้... เจ้าค้างคาวก็ตกลงมาสิ้นใจ แต่นั่นคือภัยที่จะมาถึงโดยไม่รู้ตัว... ในขณะที่อวี้หลงกำลังยกหีบสินค้าอยู่หลังร้าน ร่างกายของเขากลับสั่นสะท้านขึ้นมาโดยไม่มีสาเหตุ พลังภายในที่เคยถูกเปิดออกคราหนึ่งเริ่มหมุนวนด้วยความกระวนกระวาย ราวกับสัญชาตญาณมังกรในตัวเขากำลังเตือนถึงภัยอันตรายที่มองไม่เห็น "มีอะไรหรืออวี้หลง..." ต้าสยุงที่สังเกตเห็นความผิดปกติถามขึ้น "ข้าไม่แน่ใจขอรับอาจารย์ปู่ แค่รู้สึกว่าลมเย็นวันนี้ประหลาดนัก ข้าสัมผัสได้ว่ามันมีกลิ่นคาวเลือดเจือปนมาด้วย" อวี้หลงจ้องมองออกไปที่ประตูเมือง แววตาของเขาที่เคยสดใสกลับแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม ที่จวนเจ้าเมืองฉงหยาง ท่านอ๋องไป๋นั่งจิบชาอยู่อย่างสงบก็วางถ้วยชาลงช้าๆ เขาหันไปมองทางทิศที่ตั้งของเมืองกุยฮวา แววตาดูไหววูบไปชั่วครู่ อีกมือหนึ่งที่ถือรายงานจากเมืองกุยฮวาก็ลดลง... "สุนัขรับใช้มาถึงเร็วเกินคาด... เห็นทีข้าคงต้องหาเวลาไปต้อนรับพวกมันเสียหน่อยแล้ว" ..... ยามบ่ายที่อากาศเริ่มอุ่นขึ้น ไป๋เฟิ่งแอบย่องเข้าไปในห้องปรุงยาประจำจวนท่านอ๋อง นางกวาดสายตามองหาโสมพันปี และบัวหิมะเก้ากลีบ ของล้ำค่าที่ท่านอ๋องหวงแหนนักหนา เพื่อจะเอาไปบำรุงอวี้หลง ที่นางยังปักใจเชื่อว่าเขาบาดเจ็บสาหัสเพราะช่วยนางไว้... พลันนั้น... เสียงกังวานใสแฝงด้วยความขี้เล่นดังขึ้นจากมุมห้อง "แหม... เฟิ่งเอ๋อร์เจ้านี่กลายเป็นหมอปรุงยาไปตั้งแต่เมื่อใด สำเร็จวิชาแพทย์มาจากสำนักไหนรึ ดูท่าจะกำลังหาทางปรุงยาขนานพิเศษให้เสี่ยวเอ้อคนนั้นใช่หรือไม่" ลวี่อิงหวู่... ลูกพี่ลูกน้องสาวผู้เอาแต่ใจในชุดสีเขียวสดใสราวกับใบไผ่ต้นฤดูใบไม้ผลิ ก้าวออกมาพร้อมรอยยิ้ม นางคือสตรีที่เคยปะทะคารมกับอวี้หลงหน้าร้านต้าจู๋มาแล้ว และจำฝีเท้าที่ไม่ธรรมดาของเขาได้แม่นยำ "ข้าจะไปบอกท่านลุงเดี๋ยวนี้ว่าท่านแอบขโมยยาหมายจะเิาไปให้ผู้ชาย!" ไป๋เฟิ่งตกใจจนหน้าถอดสี รีบวิ่งตามลูกพี่ลูกน้องน้องสาวไปจนถึงลานฝึกลับหลังจวน "อิงหวู่... เจ้าหยุดนะ! ฟังข้าอธิบายก่อน!" เมื่อทั้งสองวิ่งพรวดพราดเข้าไปในลานฝึก ภาพปรากฏเบื้องหน้ากลับทำให้ทั้งคู่ต้องชะงักแข็งค้างราวกับถูกสาป... ท่ามกลางใบไม้ที่ร่วงหล่น อวี้หลงในชุดที่ดูทะมัดทะแมงกำลังตั้งกระบวนท่าที่ดูเรียบง่ายแต่ทรงพลัง ฝ่าเท้าเหยียบพื้นยืนมั่นคง อากาศรอบตัวเขาดูมีไอพลังวนเวียนรอบกาย อ๋องไป๋เทียนซื่อยื่นฝ่ามือประทับบนหน้าอกเขาอยู่เบื้องหน้า และที่น่าตกใจที่สุดคือ... อวี้หลงกำลังกระอักโลหิตสดๆ ออกจากริมฝีปาก เขากำลังรับแรงกระแทกจากปราณของท่านอ๋อง.. นี่เกิดเหตุอันใดกัน...!!! "นั่นมัน... เจ้าเสี่ยวเอ้อปากเสียนี่!" ลวี่อิงหวู่อุทานออกมาอย่างลืมตัว ดวงตาของนางเบิกกว้างเมื่อเห็นว่าชายหนุ่มที่นางเคยปรามาสว่าพื้นฐานดีแต่ไร้หัวนอนปลายเท้า กำลังถูกท่านลุงที่เป็นถึงอ๋องมีฝีมือซัดพลังเข้าที่กลางอก... ไปเฟิ่งถึงกับเข่าอ่อนทรุดลงกับพื้นลาน ลวี่อิงหวู่ทะยานหมายเข้าห้ามมิให้ท่านอ๋องทำร้ายเสี่ยวเอ้อร์ปากดีผู้นี้ แต่พลันที่นางเข้าใกล้ในระยะหนึ่งวา ไอพลังกระแทกจนนางลอยละลิ่วไปกองอยู่ข้างไปเฟิ่ง.. ท่านอ๋องไป๋โบกมือให้ทั้งสองหยุดนิ่ง แววตาคมปลาบหันมามองลูกสาวและหลานสาว "พวกเจ้าจงถอยไปให้ห่างจากตรงนี้ เห็นสิ่งใดก็จงเงียบปากเสีย มิฉะนั้นข้าจะกักบริเวณเจ้าสามเดือน มิไว้หน้า... ทั้งลูกทั้งหลาน" ไปเฟิ่ง และลวี่อิงหวู่ หลั่งน้ำตาสะบัดหน้าถอยกายออกจากลานแห่งนี้ไป ..... อวี้หลงลดมือลง ลมปราณที่พลุ่งพล่านสงบลงในพริบตา เขาสบตาท่านอ๋องด้วยสีหน้าขอบคุณ ค้อมตัวลงประสานมือทำการคารวะขอบคุณ "หากมิได้ท่านอ๋องช่วยไว้ พลังที่พลุ่งพล่านจนทำให้ข้ากระอักโลหิตเมื่อเช้านี้คงทำข้าแย่แน่" "ดีที่คนที่โรงเตี๊ยมเจ้านึกถึงป้ายจวนข้าที่ทิ้งไว้ให้ มันจึงส่งเจ้ากลับมาที่นี่ จำเพาะลมปราณเจ้ามาตีกลับได้อย่างไรตอนที่เจ้าต้าสยุงไม่อยู่" ท่านอ๋องเอ่ยปากถามอวี้หลงพลางนั่งลงจิบชาที่โต๊ะหินอ่อนสลักลาย อวี้หลงยังประสานมือตอบท่านอ๋องไปว่า "เมื่อเช้านี้ข้าเผลอเรอ เห็นค้างคาวเกาะที่หลังคาโรงเตี๊ยมจึงแอบดีดพลังภายในใส่มัน พอมันร่วงลงมา ข้าเหมือนถูกพลังบางอย่างซัดใส่ คล้ายดั่งว่าจะเป็นพลังมันตีกลับ แต่ก็ไม่น่าใช่ จากนั้นข้าก็หมดสติไปจนมีคนหามข้าขึ้นรถม้ามาที่นี่ขอรับ" "เท่าที่ข้าตรวจดู มันเหมือนมีพลังสายหนึ่งซัดเข้ามาใส่ตัวเจ้า เป็นพลังที่ข้าก็พอจะคุ้นเคยอยู่ เมื่อครู่ข้าก็ใช้พลังวัตรขับมันออกไปให้เจ้าแล้ว ที่น่าสงสัยคือ... พลังสายนั้นซัดใส่ตัวเจ้าได้อย่างไร..." ท่านอ๋องไป๋ขมวดคิ้วนึกถึงรายงานจากคนที่ท่านส่งเข้ามาสอบส่องในเมืองกุยฮวา ไม่นึกว่ามันจะตามเจอได้รวดเร็วปานนี้ แถมยังลงมือเสียแล้วด้วย "เจ้าเดินลมปราณพักผ่อน สักชั่วยามหนึ่งเถิด แล้วค่อยกลับไป เดี๋ยวข้าจะออกไปจัดการแม่เสือสาวสองคนนั่นก่อน ดูท่าทางจะเอาเรื่อง...หึๆๆ" ท่านอ๋องไป๋เทียนชื่อเดินมือหนึ่งไพล่หลัง มือหนึ่งลูบเคราหัวร่อชอบใจ... ออกจากลานไปที่ห้องด้านหน้า จริงดังที่คาดไว้... เมื่อสองสาวลูกพี่ลูกน้องพากันร่ำไห้ เนื่องจากคิดว่าท่านอ๋องทำร้ายอวี้หลง แม้จะนึกถึงต้นสายปลายเหตุไม่เจอก็ตาม "ดูท่าเจ้าสองคนจะคิดว่าไอ้หนุ่มนั่นต้องตายแล้วแน่ๆ เอาเถอะ... ถึงข้าจะฆ่ามันไปก็ไม่เห็นจะผิดอะไร ก็ไอ้หนุ่มนั่นคิดจะมาแย่งลูกสาวกับหลานของข้าไปนี่นา" "ท่านพ่อ..." "ท่านลุง..." "ฮ่าๆๆๆๆ... ข้าเย้าพวกเจ้าเล่นดอก มันแค่ลมปราณติดขัด แล้วอาจารย์ของมันไม่อยู่ คนทางโน้นนึกถึงข้าได้จึงส่งมันมาที่นี่ เพียงเท่านั้น... ตอนนี้มันก็หายดีแล้ว ฆ่าให้มันโคจรพลังรักษาตัวอยู่ พวกเจ้าอย่าเพิ่งไปรบกวนมัน เมื่อมันโคจรพลังเรียบร้อยดีแล้ว เดี๋ยวคงออกมาพบพวกเจ้าเอง" ก่อนจะเดินออกจากห้องโถง ท่านอ๋องหันหน้ากลับมาเลยวาจากับแม่นางน้อยทั้งสองอีกครั้ง "เฟิ่งเอ๋อร์ อิงหวู่ เจ้าทั้งสองคนนี้ก็ช่างกระไร เมื่อครู่คิดจะซัดข้าจริงๆ อย่างนั้นหรือ... เด็กสาวหนอเด็กสาว โตขึ้นอย่างไรก็จากอ้อมอกพ่อแม่ไป..." ไป๋เฟิ่ง กับลวี่อิงหวู่ ถึงกับหน้าแดงสั้นด้วยความเขินอาย ที่เข้าใจท่านอ๋องไป๋ผิดไป ก่อนจากไปท่านอ๋องยังกล่าวสำทับอีกว่า "ไอ้ตัวยาที่เจ้าคิดจะขโมยข้าไปบำรุงเจ้าหนุ่มนั่น ข้าว่าเจ้าส่งไปให้ที่ห้องยาต้มให้เถิด ถ้าเจ้าแอบต้มเองมันจะเสียของ... ฮ่าๆๆๆๆ" สองสาวน้อยประสานมือคารวะ จนท่านอ๋องเดินลับจากห้องไป ทั้งสองจึงรีบวิ่งไปที่ห้องยาเพื่อให้หมอในจวนจัดการต้มยาให้อวี้หลงทันที... ..... "เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง" ไป๋เฟิ่งเอ่ยถามอวี้หลง ข้างๆกันนั้นแม่นางลวี่อิงหวู่นั่งเอามือประสานกันเชยคางตัวเองจ้องมองทั้งสองคน แล้วเอ่ยวาจา... "น่าอิจฉาคู่รักคู่นี้...เสียจริง พวกเจ้าก็รีบๆป้อนยากันเสียสิ ข้าจะรอชม" อวี้หลงถึงกับสำลักยาที่ไป๋เฟิ่งเพิ่งป้อนให้ พลังเรียบตอบกลับแม่นางอิงหวู่ "ท่านอย่าเข้าใจผิด ข้ามิบังอาจเช่นนั้น" "บังอาจอะไรกัน นี่เจ้าเห็นข้าเป็นอะไร ข้าไม่คู่ควรกับเจ้าเช่นนั้นหรือ " ไป๋เฟิ่งวางถ้วยยา ทำหน้าบึ้งจมูกย่น เมื่อได้ยินอวี้หลงพูดจาเหมือนไม่สนใจตนเยี่ยงนั้น จนอวี้หลงต้องรีบเอ่ยวาจาแก้ตัว... "หามิได้แม่นางไป๋ ถ้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น หากเป็นที่ข้าเองที่ไม่คู่ควรกับท่าน ท่านเป็นถึงบุตรีท่านอ๋อง ส่วนข้าเป็นเพียงเสี้ยวเอ้อร์ในโรงเตี๊ยมเล็กๆ" "เสี่ยวเอ้อร์แล้วเป็นเช่นไร เสี่ยวเอ้อร์ไม่ใช่คนหรือ" ไป๋เฟิ่งกอดอกทำท่าทางแง่งอน จนลวี่อิงหวู่หัวร่อในท่าทางของทั้งสองคน นางกล่าววาจาขึ้นมาขัดจังหวะว่า... "ถ้าเช่นนั้น... เจ้าคิดว่าข้าคู่ควรกับเจ้าหรือไม่ล่ะ เจ้าเสี่ยวเอ้อร์ตัวแสบ..." ไป๋เฟิ่งที่นั่งกอดอกอยู่ถึงกับทำอะไรไม่ถูก นางมองหน้าญาติผู้พี่ที่ดูท่าทางจะตั้งตัวเป็นศัตรูหัวใจของนาง สลับกลับไปมองอวี้หลงที่ทำหน้าเหรอหรา ความแง่งอนเมื่อสักครู่หายไปกลายเป็น การไม่ยอม และต้องการเอาชนะญาติผู้พี่ผู้นี้ "ข้าไม่ยอม ข้าเห็นอวี้หลงก่อนเจ้านะ..." ไป๋เฟิ่งส่งเสียงเตือนลวี่อิงหวู่เสียงแข็ง "เจ้าลองถามมันดูดีๆเถิด ว่าใครเจอเขาก่อนกัน ฮ่าๆๆๆ" อวี้หลงถึงกับกุมศีรษะ แต่ก็ยังค่อยๆชี้นิ้วไปทางลวี่อิงหวู่ แล้วเอ่ยปากเบาๆ "หลังจากแม่นางอิงหวู่เดินจากไปได้สักครู่ เจ้าก็เข้ามากินอาหารที่โรงเตรียมข้า..." "อ้อ... ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็ตกลงปลงใจกับแม่นางอิงหวู่ผู้นี้สินะ ดีล่ะ... เช่นนั้นยาถ้วยนี้ก็อย่ากินมันเลย" ไป๋เฟิ่งขว้างถ้วยยาลงบนพื้น แต่อวี้หลงใช้ท่าร่างรับถ้วยยาไว้ได้ทันทีก่อนตกลงพื้นแตกกระจาย สองสาวถึงกับอุทานตกใจในความปราดเปรียวว่องไวของอวี้หลง... "เจ้าทำได้อย่างไร... " ลวี่อิงหวู่เอ่ยปากถามด้วยความประหลาดใจ ไป๋เฟิ่งก็รีบถามต่อว่า "ข้าคิดว่าเจ้าพอเป็นวรยุทธอยู่บ้าง แต่ไม่คิดว่าจะทำได้ดีถึงเพียงนี้" "ข้าได้ทั้งอ๋องช่วยแนะนำบ้าง เมื่อยามที่ได้พักรักษาตัวที่นี่ แต่ก็ทำได้เพียงเท่านี้เอง" "คิดว่าข้าจะเชื่อเจ้าหรือ..." ไป๋เฟิ่งกล่าวพลางลุกขึ้นซัดฝ่ามือใส่อวี้หลง นางมิได้ตั้งใจจะทำร้าย เพียงอยากทดสอบความเร็วและพละกำลังของอวี้หลงเท่านั้น อวี้หลงตกใจจึงปล่อยม่านพลังป้องกันตัว ไป๋เฟิ่งถึงกับผงะเซจนล้มลง อวี้หลงปราดเข้าคว้านาง... ดึงเข้ามากอดเอาไว้ทัน ลวี่อิงหวู่ถึงกับเวยหน้าขึ้นฟ้าเอ่ยปากพร้อมถอนหายใจ "เฮ้อ... สวรรค์หนอสวรรค์ นี่มันมิใช่ฉากในละครงิ้วหรือ อุบัติเหตุทำให้พระเอกนางเอกได้กอดกัน ข้าคงเป็นตัวร้ายสินะ งั้นข้าคงต้องขอลา..." อวี้หลง และไป๋เฟิ่ง เอ่ยวาจาแทบจะพร้อมกัน "อิงหวู่เจ้า... แม่นางอิงหวู่... อย่าเพิ่งเข้าใจผิด" อวี้หลงรีบคลายอ้อมกอด แล้วกล่าวขอโทษไป๋เพิ่ง "ขออภัยแม่นางไป๋ ข้าไม่ได้ตั้งใจล่วงเกินท่าน" ไป๋เฟิ่งอายจนหน้าแดง นางมิตอบกระไร เพียงสะบัดมือแล้ววิ่งออกจากห้องไป แต่เพียงชั่วเสี้ยวอึดใจ... นางก็โผล่หน้ามาทางบานประตู เอ่ยว่า... "ก่อนเจ้าจากไป จงกินยาให้หมดถ้วยเสียก่อนนะ" อวี้หลงถอนหายใจพลางคิดว่าจะต้องหาวิธีรับมือกับแม่นางน้อยทั้งสองนี้ต่อไปอย่างไรดีหนอ... อวี้หลงที่แม้จะพอรู้เรื่องวิชาบู๊อยู่บ้าน แต่เรื่องวิชารักระหว่างสตรีสองพี่น้องนี้ เขากลับมืดแปดด้าน ได้แต่ยืนเกาหัว ไม่รู้เลยว่าวิชารักนี้ยากกว่าการหาทางทะลวงจุดชีพจรหลายเท่าตัวนัก! .....หัวค่ำวันนั้น... เมืองกุยฮวาถูกปกคลุมด้วยหมอกหนา อวี้หลงเดินออกจากร้านต้าจู๋เพื่อนำสินค้าไปส่งให้ลูกค้าที่อยู่อีกฝั่งของเมือง ท่ามกลางถนนที่เงียบสงัด เขาสังเกตเห็นชายวัยกลางคนสวมชุดคลุมขนสัตว์สีดำสนิท ยืนนิ่งอยู่บนสันกลางของสะพานหินที่ทอดข้ามลำน้ำสายหลักของเมือง ชายผู้นั้นไม่ได้ขยับเขยื้อน แต่กระแสลมรอบตัวเขากลับหมุนวนผิดปกติจนใบไม้ไม่อาจร่วงหล่นเข้าใกล้ ชายชุดดำผู้นั้นคือ อูอิง ฉายาอินทรีทมิฬ... ยอดฝีมืออันดับสิบที่ได้รับคำสั่งให้มาแฝงตัวสืบข่าว แต่เขาพกพาความหยิ่งทนงในฐานะมือสังหารอันดับต้นๆ ของเจิ้งเจวี่ย เขาจึงมิได้เร้นกายปลอมตัว แต่ค่อยๆ เดินไปทั่วเมืองกุยฮวา เดินเงียบๆ มิจำเป็นต้องเอ่ยปากถามผู้ใด ด้วยสายตา ด้วยจมูก และประสาทสัมผัสของมัน มันรับรู้ได้ถึงสิ่งที่มันต้องตามหา... เมื่ออวี้หลงก้าวขึ้นสู่เชิงสะพาน อูอิงก็ลืมตาขึ้น ดวงตารียาวแววตาคมปลาบดุจสัตว์ล่าเหยื่อ มันจ้องเขม็งมาที่เด็กหนุ่ม "ในเมืองที่เต็มไปด้วยเศษสวะ กลับมีกลิ่นอายที่พิเศษไม่เหมือนคนธรรมดา หรือจะเป็นมัน..." อูอิงเอ่ยเสียงแหบพร่า "เจ้าหนุ่ม เจ้าเป็นผู้ใด ใยจึงมีพลังประหลาดที่ดูเหมือนเจ้าจะพยายามกด
หลังจากวันนั้น... อวี้หลงยังคงต้องพักรักษาตัวอยู่ในจวนอีกหลายเพลา ท่านอ๋องให้คนไปแจ้งข่าวแก่ต้าสยุงและมารดาของเขาว่ามิต้องกังวลใดๆ ในเรื่องของอวี้หลง เขาบาดเจ็บเพราะช่วยองค์หญิง ดังนั้นจวนอ๋องไป๋จะดูแลเขาให้ดีที่สุด ไม่กี่วันผ่านไป... อาการบาดแผลเริ่มหายดี กระดูกที่แตกร้าวก็ประสานตัวด้วยพลังปราณจากแพทย์และผู้เยี่ยมยุทธที่จวนอ๋องเชิญมาช่วยรักษา แต่มีสิ่งหนึ่งที่อวี้หลงไม่ล่วงรู้ คือทุกคืนในยามจื่อ (เที่ยงคืน) ท่านอ๋องไป๋จะลอบเข้ามาในห้องพัก เขาจ้องมองเด็กหนุ่มผู้นี้ด้วยความครุ่นคิด... ..... เมื่อยามสายวันนี้... ท่านอ๋องหยิบตำราเก่าคร่ำคร่าเล่มหนึ่งในลิ้นชักลับของโต๊ะทำงานออกมา... มันคือ คัมภีร์สยบภูผาน้ำแข็งส่วนสุดท้ายที่เขาชนะในการประลอง แล้วได้มันมาจากต้าสยุง... เมื่อสิบปีก่อน "ข้าเองไม่ได้ต้องการวิชานี้เพื่อชิงความเป็นหนึ่ง เพียงต้องการดับความอหังการของมันเท่านั้น ใครจะคิดว่าวันนี้ข้าต้องนำมันมาใช้เพื่อช่วยศิษย์หลานเจ้า นี่เพียงเพราะมันช่วยลูกสาวข้าไว้ดอก.. ต้าสยุงเอ๋ย" ท่านอ๋องไป๋เทียนซื่อพึมพำ พลางเปิดตำรายุทธโบราณศึกษาในส่วนท้ายเพื่อหาหนทางช่วยคน... อวี้หลงเ
ค่ำคืนที่เงียบสงบในสวนหลังร้านค้าต้าจู๋ อาจารย์ปู่น้อยต้าสยุงนั่งอยู่เบื้องหน้าอวี้หลง บรรยากาศรอบตัวของทั้งสองคนหนักอึ้งด้วยการแผ่ออกมาของพลังภายในที่ต้าสยุงพยายามดึงมันออกมา เขากำลังหาวิธีควบคุม และเปิดผนึกจุดชีพจรที่ศิษย์พี่ทั้งสองคนปิดเอาไว้ "พลังแปดส่วนในกายเจ้าเปรียบเสมือนเขื่อนยักษ์ที่รอวันระเบิดออกมา แต่ข้ากลับไม่มีกุญแจเปิดประตูน้ำนั้น... ตำราแก้เคล็ดวิชาพันธนาการน้ำแข็งหยกที่จะใช้เปิดจุดชีพจรเจ้านั้น ข้าได้สูญเสียไปในการประลองเมื่อยี่สิบปีก่อน หากไร้ซึ่งตำราที่จะใช้ไขเคล็ดวิชาโดยละเอียด ข้าและเจ้าก็ทำได้เพียงเดินวนอยู่ในเขาวงกต ตอนนี้ข้าทำได้เพียงระบายพลังภายในบางส่วนของเจ้าเพื่อรักษาระดับของมันเอาไว้ หากเจ้าฝึกฝนวิชาอื่นๆ เพิ่มเติม ทำให้พลังภายในเจ้าเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว เมื่อมันเพิ่มขึ้นโดยที่ร่างกายของเจ้ายังอ่อนแอเช่นนี้อยู่ ร่างเจ้าจะระเบิดเป็นผุยผงในเร็ววัน" อวี้หลงพยายามโคจรลมปราณ ฝึกฝนวิธีควบคุมพลังที่แฝงเร้นตามที่อาจารย์ปู่น้อยสอน แต่ทุกครั้งที่โคจรพลังพุ่งผ่านไปถึงจุดชีพจรสำคัญ มันจะกลับตีกลับจนเขาต้องกระอักเลือดออกมา "ข้าจะพยายามครับอาจารย์ปู่... ข้าต
เสียงหวีดหวิวของพายุหิมะที่พัดโหมกระหน่ำจนมองไม่เห็นทางข้างหน้า ท่านอากระชับบังเหียนรถม้าคันเก่าที่ดูซอมซ่อไร้ที่มา ซึ่งเป็นคนละคันกับที่ชายร่างเล็ก... เจิ้งเจวี่ย ไล่ตามทันตรงประตูด่านอย่างสิ้นเชิง เขานึกถึงจุดวิกฤตตรงสามแยกเชิงเขา การกลบเกลี่อนร่องรอยที่สามแยกนั้นหากทำได้ดี จนอีกฝ่ายหนึ่งตามไปผิดทาง แล้วพวกเขาสามารถขึ้นเขาได้ทันเวลา หิมะบนเขาจะช่วยกลบทุกอย่าง นั่นคือทางรอด... เขานึกย้อนไปถึงทางแยกเชิงเขาในป่าทึบที่ผ่านมา หากเจิ้งเจวี่ยเลือกตามรอยล้อรถบนถนนหลัก พวกนั้นคงพบรถม้าอีกคันหนึ่งที่บรรทุกครอบครัวบ่าวชราในหมู่บ้าน และน้องชายเขาที่เป็นผู้ขับรถม้า "คงตามกันทันที่ประตูด่าน หวังเพียงให้ยืดเวลาจนข้าพาสองคนนี้ขึ้นเขาเร้นกายพ้นไปได้ และขอให้ทุกคนปลอดภัย แม้มันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย" สายตาของท่านอาเหลือบมองซองหนังใหญ่ที่บรรจุคันศร และลูกศรสีทอง มือหนึ่งกุมบังเหียนม้ากระชับแน่น อีกมือหนึ่งลูบจี้ห้อยคอที่ทำจาก เขี้ยวหมาป่า และเขี้ยวสุนัขจิ้งจอกที่ปริแตก... เหมือนจะบอกเหตุว่า เจ้าของเขี้ยวนั้นคงไม่ปลอดภัยเสียแล้ว รถม้าเก่าซอมซ่อวิ่งฝ่าพายุหิมะบนหุบเขาหายไปในม่านหมอกขาวโพลน เห
รถม้าวิ่งไปเรื่อยๆไม่ช้าไม่เร็วจนเกินไปนัก จากท่ามกลางป่าเขาอันแสนอึมครึมของเทือกเขาสูง ออกสู่ทุ่งกว้างตีนเขา มุ่งสู่ที่นาทุ่งเกษตรกรรมเพื่อตรงไปยังประตูด่านสู่นอกอาณาจักร คนที่นั่งมาภายในรถม้าบัดนี้ยังพูดคุยกันไม่หยุด นับตั้งแต่รุ่งสางฟ้ายังไม่ทันสว่างจนกระทั่งบ่ายคล้อย แสงอาทิตย์เริ่มลดลวต่ำกว่ายอดไม้แล้ว ภายในรถม้าที่คับแคบนั้น อวี้หลงนั่งขัดสมาธิอยู่ เขารู้สึกถึงไอร้อนอุ่นที่คอยปะทุขึ้นมาบริเวณท้องน้อยเป็นระยะๆ นึกว่าเป็นเพียงความหิว หรือการกินอะไรบนรถในยามเดินทางทำให้ท้องไส้ผิดสำแดง เขาจ้องมองออกไปนอกหน้าต่างรถม้า... เห็นเพียงทิวเขาที่ถอยหลังไปอย่างรวดเร็ว "ท่านเหนื่อยหรือไม่" เด็กหนุ่มวัยสิบแปดเอ่ยเสียงเบา ด้วยเห็นว่านางที่นั่งอยู่ตรงข้ามหลับตาด้วยท่าทางระโหยโรยแรง "ท่านอาขับรถม้ามาแทบไม่หยุดพักตั้งแต่รุ่งสาง ราวกับว่าหากช้าไปเพียงอึดใจเขาลูกใหญ่เบื้องหลังจะถล่มทับพวกเรากระนั้น" สตรีอายุราวสามสิบปลายยิ้มบางๆ มือที่เคยนิ่มนุ่มเริ่มหยาบหนาจากการทำงานในเรือนมาเกือบยี่สิบปี นางยกมือโบกเบาๆ "ข้าไม่เหนื่อยหรอกอวี้หลง... แต่ข้าเพียงแปลกใจ เจ้าไม่ถามข้าสักคำหรือว
ในดินแดนห่างไกลจุดศูนย์กลางความเจริญราวหนึ่งพันสองร้อยลี้มาทางทิศอีสาน เทือกเขาสลับซับซ้อนที่สุดขอบแผ่นดินไร้ซึ่งผู้คน หมู่บ้านสุดท้ายที่มีคนใช้ชีวิตอยู่กลางหุบเขามีเพียงไม่กี่หลังคาเรือน ปลูกผักหญ้า หาของป่า ล่าสัตว์ ใช้ชีวิตสันโดษไม่ข้องเกี่ยวกับผู้คนภายนอก ใครเล่าจะรู้ว่าอีกไม่กี่เพลาความเงียบสงบนี้จะเปลี่ยนไป วันคืนดีๆอาจจะไม่หลงเหลืออีกแล้ว... ชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งควบม้าเหยาะย่างฝ่าป่าดงมาพร้อมอาวุธครบมือ ประเมินจากอาภรณ์ที่สวมใส่แล้วน่าจะเดินทางรอนแรมมาเป็นเวลานานมิใช่น้อย เสบียงกรังที่หอบหิ้วกันมาก็ร่อยหรอจนไม่น่าจะเดินทางออกจากหุบเขาแห่งนี้ไปได้ง่ายนัก พวกมันฝ่าป่าดงพงไพรมาเพื่อสิ่งอันใด ชายร่างเล็กผู้ขับม้าอยู่ตรงกลางขบวนยกมือขึ้นให้สัญญานหยุดการเคลื่อนไหว มันชี้มือไปที่ควันไฟเบื้องหน้า นั่งคือสิ่งที่บอกว่ามีคน... และนั่นอาจเป็นเป้าหมายของพวกมัน... ความเงียบสงัดปกคลุมผืนป่า มันเงี่ยหูฟังเสียงจากทิศทางของควันไฟ มิมีสิ่งใดขยับเคลื่อนไหว มีเพียงเสียงลมพัดยอดไม้ไหวไปมา เสียงนกร้องแมลงบิน แลใบไม้แห้งกลิ้งตามสายลมบนพื้น กราว...กราว... "หรือมันจะรู้ตัวว่าพวกเรามาถึงแ