Home / อื่น ๆ / เลือดมังกร...龙的传人  / บทที่ 5 เผยไอมังกร

Share

บทที่ 5 เผยไอมังกร

Author: W. Ziyen
last update publish date: 2026-02-13 16:55:53

หลังจากวันนั้น... อวี้หลงยังคงต้องพักรักษาตัวอยู่ในจวนอีกหลายเพลา ท่านอ๋องให้คนไปแจ้งข่าวแก่ต้าสยุงและมารดาของเขาว่ามิต้องกังวลใดๆ ในเรื่องของอวี้หลง เขาบาดเจ็บเพราะช่วยองค์หญิง ดังนั้นจวนอ๋องไป๋จะดูแลเขาให้ดีที่สุด

ไม่กี่วันผ่านไป... อาการบาดแผลเริ่มหายดี กระดูกที่แตกร้าวก็ประสานตัวด้วยพลังปราณจากแพทย์และผู้เยี่ยมยุทธที่จวนอ๋องเชิญมาช่วยรักษา แต่มีสิ่งหนึ่งที่อวี้หลงไม่ล่วงรู้ คือทุกคืนในยามจื่อ (เที่ยงคืน) ท่านอ๋องไป๋จะลอบเข้ามาในห้องพัก เขาจ้องมองเด็กหนุ่มผู้นี้ด้วยความครุ่นคิด...

.....

เมื่อยามสายวันนี้... ท่านอ๋องหยิบตำราเก่าคร่ำคร่าเล่มหนึ่งในลิ้นชักลับของโต๊ะทำงานออกมา... มันคือ คัมภีร์สยบภูผาน้ำแข็งส่วนสุดท้ายที่เขาชนะในการประลอง แล้วได้มันมาจากต้าสยุง... เมื่อสิบปีก่อน

"ข้าเองไม่ได้ต้องการวิชานี้เพื่อชิงความเป็นหนึ่ง เพียงต้องการดับความอหังการของมันเท่านั้น ใครจะคิดว่าวันนี้ข้าต้องนำมันมาใช้เพื่อช่วยศิษย์หลานเจ้า นี่เพียงเพราะมันช่วยลูกสาวข้าไว้ดอก.. ต้าสยุงเอ๋ย"

ท่านอ๋องไป๋เทียนซื่อพึมพำ พลางเปิดตำรายุทธโบราณศึกษาในส่วนท้ายเพื่อหาหนทางช่วยคน...

อวี้หลงเริ่มรู้สึกตัวแต่ยังขยับกายไม่ได้ ด้วยกระดูกที่หักยังมิติดกันสนิทดี ไป๋เทียนซื่อได้ใช้วิชา สื่อจิตประสานปราณ... แทรกซึมเข้าไปในห้วงสำนึกของอวี้หลง เขาไม่ได้บอกว่าตนเองเป็นใคร แต่ปรากฏกายในฐานะผู้อาวุโสลึกลับ... ในความฝันของเด็กหนุ่ม

"เจ้าหนุ่ม... พลังในกายเจ้าคือมหาสมุทรแห่งพลังที่ไร้ทางออก หากเจ้าอยากได้มันมาเพื่อปกป้องคนที่เจ้ารัก และใช้มันก่อการสะท้านปฐพี จงเดินปราณตามที่ข้าบอก"

ไม่กี่คืนที่อวี้หลงถูกเคี่ยวกรำในโลกแห่งห้วงจิตวิญญาณ ท่านอ๋องไป๋ใช้เคล็ดวิชาจากตำราที่ชิงมาผสมผสานกับประสบการณ์ที่เคยผาดโผนในยุทธภพ สอนให้อวี้หลงค่อยๆ แกะเลาะกุญแจปิดผนึกแห่งพันธนาการน้ำแข็งหยกออกทีละชั้นอย่างใจเย็น โดยกำชับหนักแน่นว่า

"ห้ามบอกเรื่องการพบกันของเราให้ใครรู้ แม้แต่กับอ๋องเจ้าเมือง บุตรีของมัน หรืออาจารย์ปู่เจ้า กระทั่งมารดาเจ้าก็ห้ามมิให้ปริปากแม้สักหนึ่งคำ..."

.....

อวี้หลงพำนักรักษาตัวจนหายดีในเวลาครึ่งเดือน มันจึงลากลับไปที่บ้าน... ร้านค้ากึ่งโรงเตี๊ยมต้าจู๋ มารดามันดีใจจนหลั่งน้ำตาที่เห็นมันหายดีเป็นปกติต้าสยุงตั้งใจจะเริ่มสอนวิชาพื้นฐานซ้ำอีกครั้ง แต่เขากลับต้องเบิกตากว้างในค่ำคืนนั้น... เมื่อเห็นอวี้หลงโคจรลมปราณ เพียงแค่สะบัดมือเบาๆ คลื่นความร้อนที่เคยติดขัดกลับพุ่งพล่านและทรงพลังอย่างที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน

"อวี้หลง...!!! นี่มันเคล็ดวิชาสยบภูผาน้ำแข็งส่วนที่เหลือ เจ้าไปเอามันมาจากที่ใดกัน..."

ต้าสยุงคว้าบ่าศิษย์หลานของเขาเขย่าสั่นด้วยความตื่นเต้น

"แม้แต่ข้าที่ฝึกฝนมาทั้งชีวิตยังเข้าถึงเพียงขั้นต้นของขั้นที่เก้านี้ ยังไปไม่ถึงขั้นที่เจ้าทำได้เมื่อครู่ เจ้าข้ามผ่านขั้นปลายของขั้นที่เก้านี้ไปได้อย่างไร!"

อวี้หลงนึกถึงคำเตือนของผู้อาวุโสในความฝัน เขาจึงบอกต้าสยุงเพียงว่า

"รู้สึกว่าจุดที่เคยติดขัดมันทะลวงไปเองขอรับอาจารย์ปู่ อาจจะเป็นเพราะพลังภายในที่ลึกล้ำนั้นของท่านอาจารย์ปู่ทั้งสองช่วยนำทางให้ตอนที่ข้าพักฟื้นจากการบาดเจ็บ"

ต้าสยุงแม้จะสงสัย แต่เมื่อเห็นความก้าวหน้าของหลานชายที่ก้าวกระโดดจนล้ำเกินหน้าตนเองไป ก็ได้แต่หัวเราะร่าด้วยความยินดี จนมิได้ซักไซ้ต่อ

"สวรรค์มีตา! อาจารย์ปู่ทั้งสองของเจ้าคงคุ้มครองเจ้าจริงๆ พยัคฆ์มังกรที่ถูกจองจำ... บัดนี้เริ่มสลัดโซ่ตรวนออกได้แล้ว!"

บนหอสังเกตการณ์ของเมืองฉงหยาง ท่านอ๋องไป๋เทียนซื่อมองไปทางเมืองกุยฮวาด้วยรอยยิ้มบางๆ โดยมีไป๋เฟิ่งนั่งจิบชาอยู่ข้างๆ นางแอบมองท่านพ่อของนางด้วยความสงสัย

"ท่านพ่อ... ท่านแอบยิ้มอะไรหรือเจ้าคะ ข้าว่าตั้งแต่เจ้าอวี้หลงหายดี ข้าสังเกตเห็นท่านดูอารมณ์ดีแปลกๆ"

"ไม่มีอะไรหรอกเฟิ่งเอ๋อร์ ไล่ไอ้เด็กตัวแสบที่จะมาแย่งลูกสาวข้าไปออกจากจวนเสียได้ข้าย่อมยินดีเป็นธรรมดา".

ไป๋เฟิ่งทำจมูกย่นส่งเสียงขึ้นจมูก..

"เฮอะ... มันไม่ได้จะมาแย่งไปหรอก ข้านี่แหละจะหนีตามมันไปเอง"

"เจ้าลูกตัวดี มิใช่เพียงเท่านั้นหรอก พ่อยังคิดไปถึงว่า.. แผ่นดินนอกด่านแห่งนี้กำลังจะมีเรื่องราวให้ต้องตามชมดูอย่างใกล้ชิดในเร็วๆ นี้แล้วล่ะ"

" ด้วยเหตุอันใดหรือท่านพ่อ..."

" พยัคฆ์มังกรกำลังจะตื่น... ในอีกไม่นานนี้"

.....

เงามืดจากราชสำนักตงหยวนเริ่มคืบคลานเข้ามาดั่งเมฆดำที่เคลื่อนเข้าบดบังแสงอาทิตย์ เมื่อพระบัญชาจากเยิ่นเต๋อหวงตี้ถ่ายทอดลงมาถึงหัวหน้าองครักษ์เจิ้งเจวี่ย ยอดฝีมืออันดับหนึ่งคนปัจจุบันผู้อยู่ข้างบังลังก์และล่วงรู้ความลับบางประการของแผ่นดิน พระองค์ไม่ทรงยอมปล่อยให้เสี้ยนหนามเล็กๆ หลุดลอยไปได้ คำสั่งให้เร่งรีบกำจัดสายเลือดมังกรผู้นั้นจึงมาถึงมัน...

ณ จวนหัวหน้าองครักษ์หลวงเจิ้งเจวี่ยในใจกลางเมืองหลวง มันนั่งอยู่หลังม่านบังตา กลิ่นกำยานหอมเย็นอบอวลไปทั่วห้อง เบื้องหน้าของมันคือรายงานที่เขียนด้วยลายเส้นเร่งรีบเกี่ยวกับการหายไปอย่างไร้ร่องรอยของหน่วยล่าสังหารมือหนึ่งทั้งสิบแปดคนหายไปท่ามกลางพายุหิมะในเทือกเขาสูงแห่งนั้น มิปรากฏชีวิตใดเลย มีเพียงกองฟืน กองไฟ แลกาน้ำชาหนึ่งป้านเท่านั้น...

"คนหายไปราวอากาศธาตุกลางหุบเขา... ยังมีรถม้าระเหยกลายเป็นไอหายไปก่อนถึงนอกด่าน..."

เจิ้งเจวี่ยพึมพำ...น้ำเสียงของเขาเย็นยะเยือกจนคนสนิทที่หมอบอยู่ต้องตัวสั่น

"คนอย่างเสือเฒ่า และมังกรชราไม่มีทางตายด้วยคนเพียงจำนวนเท่านั้น พวกมันต้องมีเส้นทางหลบหนีที่พวกเราไม่รู้ ครานี้ข้าพลาดให้มันอีกครั้งเสียแล้ว"

มันวางจอกชาลงอย่างแผ่วเบาบนโต๊ะมุกงาม พลันที่วางมือออก... จอกชาชั้นเลิศปริแตกกระจายจนชาไหลหนองบนโต๊ะ.. สายตาอำมหิตผุดขึ้นเพียงเสี้ยวพริบตาหนึ่ง

แผนที่ถูกกางออก นิ้วเรียวยาวชี้ไปที่จุดกึ่งกลางระหว่างแผ่นดินตงหยวนและทุ่งหญ้านอกด่าน... "เมืองกุยฮวา" เจิ้งเจวี่ยเคาะบนตำแหน่งนี้สองครา ชายชุดดำสวมผ้าคลุมอำพรางประสานมือคำนับ แล้วค่อยๆถอยหลังออกจากห้องไป

"เมืองกันชนที่อ้างความเป็นกลาง... สถานที่ที่รวมเศษสวะและยอดฝีมือตกยาก"

เจิ้งเจวี่ยแค่นยิ้ม... มันส่งหน่วยเงาโลหิตเข้าแฝงตัวไปในคราบพ่อค้าเร่ ลอบตรวจสอบทุกคนที่เข้าเมืองในช่วงหนึ่งถึงสองเดือนก่อนนี้ โดยเฉพาะบ้านที่ให้ที่พักพิงอาศัยกับ ชายหนุ่มวัยสิบแปด หญิงวัยกลางคน และชายท่าทางอาวุโสพกพาคันธนูใหญ่...

"หากพบความผิดปกติแม้เพียงนิด อย่าเพิ่งวู่วาม ให้ส่งสัญญาณกลับมา ข้าจะไปถอนรากถอนโคนพวกมันด้วยตัวเอง"

.....

ไม่กี่วันต่อมา บรรยากาศในเมืองกุยฮวาที่เคยครึกครื้นกลับเริ่มมีกลิ่นอายแปลกปลอม กลุ่มพ่อค้าหน้าใหม่ในชุดผ้าไหมราคาแพงเริ่มปรากฏตัวตามโรงน้ำชาและตลาดมืด พวกเขาถามคำถามถึงคนที่เพิ่งย้ายเข้ามาใหม่ นัยว่าเป็นหุ้นส่วนการค้าที่ลอบหักหลังหนีไป มันกำลังตามหาเพื่อชำระหนี้กัน พวกเขายังแอบสังเกตผู้คนที่เดินผ่านไปมาด้วยสายตาที่คมปลาบผิดวิสัยพ่อค้า...

ทั้งหมดนี้ไม่หลุดรอดสายตาของคนที่อ๋องไป๋ส่งไว้คอยสอดส่องในเมืองกุยฮวาไปได้... รายงานถูกส่งไปที่เมืองฉงหยางทันที

พ่อค้าท่าทางประหลาดคนหนึ่งเดินผ่านหน้าร้านค้ากึ่งโรงเตี๊ยมต้าจู๋ของต้าสยุงในยามเช้าตรู่ เขาหยุดชะงักเมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายพลังบางอย่างที่แผ่ออกมาจากด้านใน แต่มันเบาบางราวกับหมอกจางๆ อวี้หลงได้รับการฝึกฝนวิธีเก็บงำประกายจากท่านอ๋องไป๋ในนิมิตฝันมาอย่างดี แต่ครานี้มันเผลอเรอ... ด้วยเห็นว่ายังเช้านัก ผู้คนบนถนนร้านตลาดยังมีไม่มาก มันดีดนิ้วไล่ค้างคาวที่เกาะอยู่หลังร้านให้ออกไป เพียงเสี้ยวพลังเล็กน้อยที่ใช้... เจ้าค้างคาวก็ตกลงมาสิ้นใจ แต่นั่นคือภัยที่จะมาถึงโดยไม่รู้ตัว...

ในขณะที่อวี้หลงกำลังยกหีบสินค้าอยู่หลังร้าน ร่างกายของเขากลับสั่นสะท้านขึ้นมาโดยไม่มีสาเหตุ พลังภายในที่เคยถูกเปิดออกคราหนึ่งเริ่มหมุนวนด้วยความกระวนกระวาย ราวกับสัญชาตญาณมังกรในตัวเขากำลังเตือนถึงภัยอันตรายที่มองไม่เห็น

"มีอะไรหรืออวี้หลง..."

ต้าสยุงที่สังเกตเห็นความผิดปกติถามขึ้น

"ข้าไม่แน่ใจขอรับอาจารย์ปู่ แค่รู้สึกว่าลมเย็นวันนี้ประหลาดนัก ข้าสัมผัสได้ว่ามันมีกลิ่นคาวเลือดเจือปนมาด้วย"

อวี้หลงจ้องมองออกไปที่ประตูเมือง แววตาของเขาที่เคยสดใสกลับแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม

ที่จวนเจ้าเมืองฉงหยาง ท่านอ๋องไป๋นั่งจิบชาอยู่อย่างสงบก็วางถ้วยชาลงช้าๆ เขาหันไปมองทางทิศที่ตั้งของเมืองกุยฮวา แววตาดูไหววูบไปชั่วครู่ อีกมือหนึ่งที่ถือรายงานจากเมืองกุยฮวาก็ลดลง...

"สุนัขรับใช้มาถึงเร็วเกินคาด... เห็นทีข้าคงต้องหาเวลาไปต้อนรับพวกมันเสียหน่อยแล้ว"

.....

ยามบ่ายที่อากาศเริ่มอุ่นขึ้น ไป๋เฟิ่งแอบย่องเข้าไปในห้องปรุงยาประจำจวนท่านอ๋อง นางกวาดสายตามองหาโสมพันปี และบัวหิมะเก้ากลีบ ของล้ำค่าที่ท่านอ๋องหวงแหนนักหนา เพื่อจะเอาไปบำรุงอวี้หลง ที่นางยังปักใจเชื่อว่าเขาบาดเจ็บสาหัสเพราะช่วยนางไว้... พลันนั้น... เสียงกังวานใสแฝงด้วยความขี้เล่นดังขึ้นจากมุมห้อง

"แหม... เฟิ่งเอ๋อร์เจ้านี่กลายเป็นหมอปรุงยาไปตั้งแต่เมื่อใด สำเร็จวิชาแพทย์มาจากสำนักไหนรึ ดูท่าจะกำลังหาทางปรุงยาขนานพิเศษให้เสี่ยวเอ้อคนนั้นใช่หรือไม่"

ลวี่อิงหวู่... ลูกพี่ลูกน้องสาวผู้เอาแต่ใจในชุดสีเขียวสดใสราวกับใบไผ่ต้นฤดูใบไม้ผลิ ก้าวออกมาพร้อมรอยยิ้ม นางคือสตรีที่เคยปะทะคารมกับอวี้หลงหน้าร้านต้าจู๋มาแล้ว และจำฝีเท้าที่ไม่ธรรมดาของเขาได้แม่นยำ

"ข้าจะไปบอกท่านลุงเดี๋ยวนี้ว่าท่านแอบขโมยยาหมายจะเิาไปให้ผู้ชาย!"

ไป๋เฟิ่งตกใจจนหน้าถอดสี รีบวิ่งตามลูกพี่ลูกน้องน้องสาวไปจนถึงลานฝึกลับหลังจวน

"อิงหวู่... เจ้าหยุดนะ! ฟังข้าอธิบายก่อน!"

เมื่อทั้งสองวิ่งพรวดพราดเข้าไปในลานฝึก ภาพปรากฏเบื้องหน้ากลับทำให้ทั้งคู่ต้องชะงักแข็งค้างราวกับถูกสาป...

ท่ามกลางใบไม้ที่ร่วงหล่น อวี้หลงในชุดที่ดูทะมัดทะแมงกำลังตั้งกระบวนท่าที่ดูเรียบง่ายแต่ทรงพลัง ฝ่าเท้าเหยียบพื้นยืนมั่นคง อากาศรอบตัวเขาดูมีไอพลังวนเวียนรอบกาย อ๋องไป๋เทียนซื่อยื่นฝ่ามือประทับบนหน้าอกเขาอยู่เบื้องหน้า และที่น่าตกใจที่สุดคือ... อวี้หลงกำลังกระอักโลหิตสดๆ ออกจากริมฝีปาก เขากำลังรับแรงกระแทกจากปราณของท่านอ๋อง.. นี่เกิดเหตุอันใดกัน...!!!

"นั่นมัน... เจ้าเสี่ยวเอ้อปากเสียนี่!"

ลวี่อิงหวู่อุทานออกมาอย่างลืมตัว ดวงตาของนางเบิกกว้างเมื่อเห็นว่าชายหนุ่มที่นางเคยปรามาสว่าพื้นฐานดีแต่ไร้หัวนอนปลายเท้า กำลังถูกท่านลุงที่เป็นถึงอ๋องมีฝีมือซัดพลังเข้าที่กลางอก...

ไปเฟิ่งถึงกับเข่าอ่อนทรุดลงกับพื้นลาน ลวี่อิงหวู่ทะยานหมายเข้าห้ามมิให้ท่านอ๋องทำร้ายเสี่ยวเอ้อร์ปากดีผู้นี้ แต่พลันที่นางเข้าใกล้ในระยะหนึ่งวา ไอพลังกระแทกจนนางลอยละลิ่วไปกองอยู่ข้างไปเฟิ่ง..

ท่านอ๋องไป๋โบกมือให้ทั้งสองหยุดนิ่ง แววตาคมปลาบหันมามองลูกสาวและหลานสาว

"พวกเจ้าจงถอยไปให้ห่างจากตรงนี้ เห็นสิ่งใดก็จงเงียบปากเสีย มิฉะนั้นข้าจะกักบริเวณเจ้าสามเดือน มิไว้หน้า... ทั้งลูกทั้งหลาน"

ไปเฟิ่ง และลวี่อิงหวู่ หลั่งน้ำตาสะบัดหน้าถอยกายออกจากลานแห่งนี้ไป

.....

อวี้หลงลดมือลง ลมปราณที่พลุ่งพล่านสงบลงในพริบตา เขาสบตาท่านอ๋องด้วยสีหน้าขอบคุณ ค้อมตัวลงประสานมือทำการคารวะขอบคุณ

"หากมิได้ท่านอ๋องช่วยไว้ พลังที่พลุ่งพล่านจนทำให้ข้ากระอักโลหิตเมื่อเช้านี้คงทำข้าแย่แน่"

"ดีที่คนที่โรงเตี๊ยมเจ้านึกถึงป้ายจวนข้าที่ทิ้งไว้ให้ มันจึงส่งเจ้ากลับมาที่นี่ จำเพาะลมปราณเจ้ามาตีกลับได้อย่างไรตอนที่เจ้าต้าสยุงไม่อยู่"

ท่านอ๋องเอ่ยปากถามอวี้หลงพลางนั่งลงจิบชาที่โต๊ะหินอ่อนสลักลาย อวี้หลงยังประสานมือตอบท่านอ๋องไปว่า

"เมื่อเช้านี้ข้าเผลอเรอ เห็นค้างคาวเกาะที่หลังคาโรงเตี๊ยมจึงแอบดีดพลังภายในใส่มัน พอมันร่วงลงมา ข้าเหมือนถูกพลังบางอย่างซัดใส่ คล้ายดั่งว่าจะเป็นพลังมันตีกลับ แต่ก็ไม่น่าใช่ จากนั้นข้าก็หมดสติไปจนมีคนหามข้าขึ้นรถม้ามาที่นี่ขอรับ"

"เท่าที่ข้าตรวจดู มันเหมือนมีพลังสายหนึ่งซัดเข้ามาใส่ตัวเจ้า เป็นพลังที่ข้าก็พอจะคุ้นเคยอยู่ เมื่อครู่ข้าก็ใช้พลังวัตรขับมันออกไปให้เจ้าแล้ว ที่น่าสงสัยคือ... พลังสายนั้นซัดใส่ตัวเจ้าได้อย่างไร..."

ท่านอ๋องไป๋ขมวดคิ้วนึกถึงรายงานจากคนที่ท่านส่งเข้ามาสอบส่องในเมืองกุยฮวา ไม่นึกว่ามันจะตามเจอได้รวดเร็วปานนี้ แถมยังลงมือเสียแล้วด้วย

"เจ้าเดินลมปราณพักผ่อน สักชั่วยามหนึ่งเถิด แล้วค่อยกลับไป เดี๋ยวข้าจะออกไปจัดการแม่เสือสาวสองคนนั่นก่อน ดูท่าทางจะเอาเรื่อง...หึๆๆ"

ท่านอ๋องไป๋เทียนชื่อเดินมือหนึ่งไพล่หลัง มือหนึ่งลูบเคราหัวร่อชอบใจ... ออกจากลานไปที่ห้องด้านหน้า จริงดังที่คาดไว้... เมื่อสองสาวลูกพี่ลูกน้องพากันร่ำไห้ เนื่องจากคิดว่าท่านอ๋องทำร้ายอวี้หลง แม้จะนึกถึงต้นสายปลายเหตุไม่เจอก็ตาม

"ดูท่าเจ้าสองคนจะคิดว่าไอ้หนุ่มนั่นต้องตายแล้วแน่ๆ เอาเถอะ... ถึงข้าจะฆ่ามันไปก็ไม่เห็นจะผิดอะไร ก็ไอ้หนุ่มนั่นคิดจะมาแย่งลูกสาวกับหลานของข้าไปนี่นา"

"ท่านพ่อ..."

"ท่านลุง..."

"ฮ่าๆๆๆๆ... ข้าเย้าพวกเจ้าเล่นดอก มันแค่ลมปราณติดขัด แล้วอาจารย์ของมันไม่อยู่ คนทางโน้นนึกถึงข้าได้จึงส่งมันมาที่นี่ เพียงเท่านั้น... ตอนนี้มันก็หายดีแล้ว ฆ่าให้มันโคจรพลังรักษาตัวอยู่ พวกเจ้าอย่าเพิ่งไปรบกวนมัน เมื่อมันโคจรพลังเรียบร้อยดีแล้ว เดี๋ยวคงออกมาพบพวกเจ้าเอง"

ก่อนจะเดินออกจากห้องโถง ท่านอ๋องหันหน้ากลับมาเลยวาจากับแม่นางน้อยทั้งสองอีกครั้ง

"เฟิ่งเอ๋อร์ อิงหวู่ เจ้าทั้งสองคนนี้ก็ช่างกระไร เมื่อครู่คิดจะซัดข้าจริงๆ อย่างนั้นหรือ... เด็กสาวหนอเด็กสาว โตขึ้นอย่างไรก็จากอ้อมอกพ่อแม่ไป..."

ไป๋เฟิ่ง กับลวี่อิงหวู่ ถึงกับหน้าแดงสั้นด้วยความเขินอาย ที่เข้าใจท่านอ๋องไป๋ผิดไป ก่อนจากไปท่านอ๋องยังกล่าวสำทับอีกว่า

"ไอ้ตัวยาที่เจ้าคิดจะขโมยข้าไปบำรุงเจ้าหนุ่มนั่น ข้าว่าเจ้าส่งไปให้ที่ห้องยาต้มให้เถิด ถ้าเจ้าแอบต้มเองมันจะเสียของ... ฮ่าๆๆๆๆ"

สองสาวน้อยประสานมือคารวะ จนท่านอ๋องเดินลับจากห้องไป ทั้งสองจึงรีบวิ่งไปที่ห้องยาเพื่อให้หมอในจวนจัดการต้มยาให้อวี้หลงทันที...

.....

"เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง"

ไป๋เฟิ่งเอ่ยถามอวี้หลง ข้างๆกันนั้นแม่นางลวี่อิงหวู่นั่งเอามือประสานกันเชยคางตัวเองจ้องมองทั้งสองคน แล้วเอ่ยวาจา...

"น่าอิจฉาคู่รักคู่นี้...เสียจริง พวกเจ้าก็รีบๆป้อนยากันเสียสิ ข้าจะรอชม"

อวี้หลงถึงกับสำลักยาที่ไป๋เฟิ่งเพิ่งป้อนให้ พลังเรียบตอบกลับแม่นางอิงหวู่

"ท่านอย่าเข้าใจผิด ข้ามิบังอาจเช่นนั้น"

"บังอาจอะไรกัน นี่เจ้าเห็นข้าเป็นอะไร ข้าไม่คู่ควรกับเจ้าเช่นนั้นหรือ "

ไป๋เฟิ่งวางถ้วยยา ทำหน้าบึ้งจมูกย่น เมื่อได้ยินอวี้หลงพูดจาเหมือนไม่สนใจตนเยี่ยงนั้น จนอวี้หลงต้องรีบเอ่ยวาจาแก้ตัว...

"หามิได้แม่นางไป๋ ถ้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น หากเป็นที่ข้าเองที่ไม่คู่ควรกับท่าน ท่านเป็นถึงบุตรีท่านอ๋อง ส่วนข้าเป็นเพียงเสี้ยวเอ้อร์ในโรงเตี๊ยมเล็กๆ"

"เสี่ยวเอ้อร์แล้วเป็นเช่นไร เสี่ยวเอ้อร์ไม่ใช่คนหรือ"

ไป๋เฟิ่งกอดอกทำท่าทางแง่งอน จนลวี่อิงหวู่หัวร่อในท่าทางของทั้งสองคน นางกล่าววาจาขึ้นมาขัดจังหวะว่า...

"ถ้าเช่นนั้น... เจ้าคิดว่าข้าคู่ควรกับเจ้าหรือไม่ล่ะ เจ้าเสี่ยวเอ้อร์ตัวแสบ..."

ไป๋เฟิ่งที่นั่งกอดอกอยู่ถึงกับทำอะไรไม่ถูก นางมองหน้าญาติผู้พี่ที่ดูท่าทางจะตั้งตัวเป็นศัตรูหัวใจของนาง สลับกลับไปมองอวี้หลงที่ทำหน้าเหรอหรา ความแง่งอนเมื่อสักครู่หายไปกลายเป็น การไม่ยอม และต้องการเอาชนะญาติผู้พี่ผู้นี้

"ข้าไม่ยอม ข้าเห็นอวี้หลงก่อนเจ้านะ..."

ไป๋เฟิ่งส่งเสียงเตือนลวี่อิงหวู่เสียงแข็ง

"เจ้าลองถามมันดูดีๆเถิด ว่าใครเจอเขาก่อนกัน ฮ่าๆๆๆ"

อวี้หลงถึงกับกุมศีรษะ แต่ก็ยังค่อยๆชี้นิ้วไปทางลวี่อิงหวู่ แล้วเอ่ยปากเบาๆ

"หลังจากแม่นางอิงหวู่เดินจากไปได้สักครู่ เจ้าก็เข้ามากินอาหารที่โรงเตรียมข้า..."

"อ้อ... ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็ตกลงปลงใจกับแม่นางอิงหวู่ผู้นี้สินะ ดีล่ะ... เช่นนั้นยาถ้วยนี้ก็อย่ากินมันเลย"

ไป๋เฟิ่งขว้างถ้วยยาลงบนพื้น แต่อวี้หลงใช้ท่าร่างรับถ้วยยาไว้ได้ทันทีก่อนตกลงพื้นแตกกระจาย สองสาวถึงกับอุทานตกใจในความปราดเปรียวว่องไวของอวี้หลง...

"เจ้าทำได้อย่างไร... "

ลวี่อิงหวู่เอ่ยปากถามด้วยความประหลาดใจ ไป๋เฟิ่งก็รีบถามต่อว่า

"ข้าคิดว่าเจ้าพอเป็นวรยุทธอยู่บ้าง แต่ไม่คิดว่าจะทำได้ดีถึงเพียงนี้"

"ข้าได้ทั้งอ๋องช่วยแนะนำบ้าง เมื่อยามที่ได้พักรักษาตัวที่นี่ แต่ก็ทำได้เพียงเท่านี้เอง"

"คิดว่าข้าจะเชื่อเจ้าหรือ..."

ไป๋เฟิ่งกล่าวพลางลุกขึ้นซัดฝ่ามือใส่อวี้หลง นางมิได้ตั้งใจจะทำร้าย เพียงอยากทดสอบความเร็วและพละกำลังของอวี้หลงเท่านั้น อวี้หลงตกใจจึงปล่อยม่านพลังป้องกันตัว ไป๋เฟิ่งถึงกับผงะเซจนล้มลง อวี้หลงปราดเข้าคว้านาง... ดึงเข้ามากอดเอาไว้ทัน

ลวี่อิงหวู่ถึงกับเวยหน้าขึ้นฟ้าเอ่ยปากพร้อมถอนหายใจ

"เฮ้อ... สวรรค์หนอสวรรค์ นี่มันมิใช่ฉากในละครงิ้วหรือ อุบัติเหตุทำให้พระเอกนางเอกได้กอดกัน ข้าคงเป็นตัวร้ายสินะ งั้นข้าคงต้องขอลา..."

อวี้หลง และไป๋เฟิ่ง เอ่ยวาจาแทบจะพร้อมกัน

"อิงหวู่เจ้า... แม่นางอิงหวู่... อย่าเพิ่งเข้าใจผิด"

อวี้หลงรีบคลายอ้อมกอด แล้วกล่าวขอโทษไป๋เพิ่ง

"ขออภัยแม่นางไป๋ ข้าไม่ได้ตั้งใจล่วงเกินท่าน"

ไป๋เฟิ่งอายจนหน้าแดง นางมิตอบกระไร เพียงสะบัดมือแล้ววิ่งออกจากห้องไป แต่เพียงชั่วเสี้ยวอึดใจ... นางก็โผล่หน้ามาทางบานประตู เอ่ยว่า...

"ก่อนเจ้าจากไป จงกินยาให้หมดถ้วยเสียก่อนนะ"

อวี้หลงถอนหายใจพลางคิดว่าจะต้องหาวิธีรับมือกับแม่นางน้อยทั้งสองนี้ต่อไปอย่างไรดีหนอ...

อวี้หลงที่แม้จะพอรู้เรื่องวิชาบู๊อยู่บ้าน แต่เรื่องวิชารักระหว่างสตรีสองพี่น้องนี้ เขากลับมืดแปดด้าน ได้แต่ยืนเกาหัว ไม่รู้เลยว่าวิชารักนี้ยากกว่าการหาทางทะลวงจุดชีพจรหลายเท่าตัวนัก!

.....

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • เลือดมังกร...龙的传人    บทพิเศษ ความเดิมภาคที่แล้ว

    เมื่อ 17 ปีก่อน เยิ่นเต๋อ...ทรราชผู้ทะเยอทะยาน ได้วางแผนลอบสังหารฮ่องเต้องค์ก่อน (บิดาของอวี้หลง) เพื่อชิง แหวนสยบเทพมังกร และอำนาจการปกครอง โดยใช้ มารดาของอวี้หลง เป็นหมากในการลอบวางยาพิษ มารดาของอี้หลงซึ่งกำลังอุ้มท้องอวี้หลงอยู่ได้รับการช่วยเหลือจากยอดฝีมือฝ่ายในพาหลบหนีไปกบดานในหุบเขาลึกห่างไกลผู้คน อวี้หลงถือกำเนิดที่นั่นและฝึกวิชาจากอาจารย์ปู่สองท่านซึ่งเป็นอดีตองครักษ์ และยอดฝีมืออันดับสองและสามของแผ่นดิน โดยมียอดฝีมือ และอดีตข้าราชบริพารตามมาคอยดูแลเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ในหุบเขานั้น.....อวี้หลงเติบโตขึ้นโดยไม่ได้ล่วงรู้สิ่งใดเลย จนกระทั่งวันหนึ่งเขาถูกอาจารย์ปู่สั่งให้หนีออกจากหุบเขาข้ามพรมแดนออกไปนอกด่าน ที่ซึ่งอำนาจมืดของฮ่องเต้ทรราชจะตามไปทำอันตรายได้ยาก ที่เมืองกุยฮวานั้นเขาได้พบกับ ไป๋เฟิ่งบุตรีอ๋องไป๋เทียนซื่ออดีตอันดับหนึ่งของแผ่นดิน ผู้ซึ่งถอนตัวจากยุทธภพมาครองรักกับบุตรีอ๋องเแห่งอาณาจักรนอกด่านและได้ครองเมืองเล็กไนอกด่านเมืองหนึ่งใกล้ๆเมืองกุยฮวา ลวี่อิงหวู่ลูกพี่ลูกน้องของไป๋เฟิ่งเป็นจอมยุทธ์สาวปราดเปรียวที่ถูกชะตาอวี้หลงตั้งแต่แรกพบ แต่ไม่อาจสู้ชะตาฟ้าของไป๋เฟิ่งก

  • เลือดมังกร...龙的传人    บทที่ 7.5 หยินหยางประสานรัก

    ณ วันนั้น ท่ามกลางวิกฤตในห้องฝึกลับ เพดานที่เริ่มถล่มทลายลงมา กายของอวี้หลงที่กำลังสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ผิวหนังเริ่มปริแตกด้วยพลังเย็นสุดขั้วจากบัวหิมะพันปี ปะทะเข้ากับพลังร้อนมหาศาลจากหลินจือแดง และปราณมังกรฟ้าที่ซ่อนเร้นในกาย ทั้งหมดรวมเข้าเป็นพายุคลั่งที่หมุนวนอยู่ในจุดตันเถียนอย่างไม่อาจหาทางออก "อิงหวู่... เจ้าออกไปตามท่านพ่อเร็วเข้า ข้าจะเป็นคนสะกดลมปราณให้เขาเอง..." ไป๋เฟิ่งตะโกนสั่งลวี่อิงหวู่ทั้งน้ำตา นางรู้ดีแก่ใจว่ากว่าความช่วยเหลือจะมาถึง ร่างกายของอวี้หลงคงแตกสลายไปก่อนแล้ว ลวี่อิงหวู่รีบใช้วิชาตัวเบาทะยานออกไป ทิ้งให้ไป๋เฟิ่งอยู่กับอวี้หลงที่บัดนี้สติหลุดลอยไปในห้วงแห่งความทรมาน ไป๋เฟิ่งถลาเข้ากอดร่างที่ร้อนดั่งไฟสลับเย็นดั่งน้ำแข็งนั้นไว้แน่น นางระลึกถึงบันทึกลับในห้องยาของท่านพ่อที่เคยอ่านผ่านตา... ...หากขั้วปราณหยินและหยางขัดแย้งกันจนถึงที่สุด มีเพียงทางเดียวคือการใช้กายาบริสุทธิ์เป็นสะพานเชื่อมเพื่อถ่ายเทหยินและหยางส่วนเกินเพื่อปรับสมดุล... "อวี้หลง... หากนี่เป็นทางเดียวที่จะรักษาชีวิตเจ้าไว้ได้ ข้าก็ยินดีจะสละมัน" นางตัดสินใจปลดเปลื้องอาภรณ์ออกจ

  • เลือดมังกร...龙的传人    บทที่ 17 ครองบัลลังก์

    สมรภูมิหุบเขาพันศพสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น เมื่อสองขั้วพลังที่เหนือมนุษย์เข้าปะทะกันอย่างรุนแรง แสงสีทองของมังกรสวรรค์และรังสีสีดำมหากาฬของสะเก็ดดาวตกพุ่งเข้าห้ำหั่นกันจนอากาศรอบข้างบิดเบี้ยว มวลอากาศระเบิดแตกออกเป็นระยะๆ เจิ้งเจวี่ยในร่างเล็กแต่หนักอึ้งดุจดาวตก พุ่งตัวเข้าหาอวี้หลงด้วยความเร็วที่เหนือกว่าประสาทสัมผัสจะรับรู้ได้ทัน ในกระบวนท่าที่หนึ่งถึงกระบวนท่าที่ห้า เจิ้งเจวี่ยไม่ต้องใช้เพลงดาบ มันใช้เพียงพลังหมัดเปล่าๆ ที่อัดแน่นด้วยมวลสารมหาศาลพุ่งเข้าใส่หน้าอกอวี้หลง ทุกหมัดที่ชกออกมาเกิดคลื่นกระแทกสุญญากาศ อวี้หลงต้องใช้ปราณกระบี่สีทองต้านรับ แต่แรงปะทะนั้นหนักหน่วงจนกระอักเลือดออกมาทุกคราที่รับแรงกระแทกของหมัดเจิ้งเจวี่ย ในกระบวนท่าที่หกถึงกระบวนท่าที่สิบ เจิ้งเจวี่ยเตะเท้าใส่ช่วงล่างของอวี้หลงด้วยความเร็วสูง ร่างอวี้หลงปลิวไปกระแทกผนังหินจนพังทลาย เจิ้งเจวี่ยทะยานตามไปใช้นิ้วแกร่งดุจเหล็กปัดปราณกระบี่แจนแตกร้าว อวี้หลงเพลี่ยงพล้ำอย่างเห็นได้ชัด ร่างกายของเขายังปรับตัวเข้ากับปราณทองคำได้ไม่เต็มที่ แต่ยามนั้นเจิ้งเจวี่ยคือเครื่องจักรสังหารที่สมบูรณ์แบบไปเสียแล้ว อี

  • เลือดมังกร...龙的传人    บทที่ 16 เทพมารกับเทพมังกร

    บรรยากาศรอบกายบัดนี้ไม่ต่างจากแดนมิคสัญญี ป่าที่เคยเขียวขจีกลับกลายเป็นสีดำมะเมื่อม ต้นไม้สูงใหญ่ยืนต้นตายซาก กิ่งก้านหงิกงอราวกับมือปีศาจที่พยายามจะฉุดรั้งผู้บุกรุก ไอหมอกพิษสีม่วงเข้มปกคลุมหนาตาจนมองเห็นได้ไม่เกินห้าก้าว และในความเงียบงันที่ชวนขนลุกนั้นเอง แสงไฟสีเขียวดุจวิญญาณหลงทางก็วาบขึ้นจากความมืด "เจ้ามาไกลเกินไปแล้ว อวี้หลง..." เงาร่างสามสายปรากฏขึ้นขวางทางเดินแคบๆ ที่มุ่งสู่หุบเขา พวกมันคือแปดโลกันตร์ ที่ยังหลงเหลืออยู่ และเป็นพวกที่จงรักภักดีต่อเจิ้งเจวี่ยเยี่ยงสุนัขรับใช้ นำโดย เนตรอสุรา ที่บัดนี้ดวงตามีโลหิตไหลซึม และ ดัชนีปลิดวิญญาณ ที่ปลายนิ้วเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทจากการอัดปราณพิษเกินขีดจำกัด พวกมันรู้ดีว่าไม่อาจเอาชนะอวี้หลงที่มีพลังมังกรตื่นรู้ได้ แต่จุดประสงค์เดียวของพวกมันในวันนี้คือ ยื้อเวลาให้เจิ้งเจวี่ยขัดเกลาปราณเหนือฟ้าได้สำเร็จ "ท่านหัวหน้าเจิ้งสั่งไว้... ต่อให้พวกข้าต้องกลายเป็นผุยผงให้ป่าศพแห่งนี้ ก็จะไม่ยอมให้เจ้าก้าวข้ามแนวหินนี้ไปได้" พวกมันไม่ได้พุ่งเข้าปะทะตรงๆ แต่กลับใช้ค่ายกลโลหิตดับตะวัน เชื่อมต่อปราณของทั้งสามคนเข้ากับไอหมอกพิษในป่า ท

  • เลือดมังกร...龙的传人    บทที่ 15 ชัยชนะเบื้องต้น

    สถานการณ์บีบคั้นถึงขีดสุด อวี้หลงถูกกดดันจนแผ่นหลังติดขอบแท่นพิธี โลหิตจากบาดแผลที่ไหลซึมออกมาเริ่มทำให้สติของเขาพร่าเลือน ปราณระฆังทองครอบสวรรค์... ของเยิ่นเต๋อนั้นแข็งแกร่งเกินไป มันมิใช่แค่กำแพงปราณ แต่มันคือการนำพลังจากชีวิตราษฎรทั้งเมืองมาสร้างเป็นเกราะ ทุกครั้งที่อวี้หลงซัดฝ่ามือใส่ เขากลับรู้สึกเหมือนกำลังทำร้ายคนบริสุทธิ์เสียเอง "มันไม่ได้ผลหรอก..." ขุนพลไร้ชีพคำรามพลางง้างดาบยักษ์ขึ้นเหนือหัว รังสีดาบสีม่วงดำกดทับจนแทบขยับกายไม่ได้ "ต่อให้เจ้ามีเลือดมังกรเข้มข้นเพียงใด เจ้าก็ไม่มีทางทำลายศรัทธาที่องค์ฮ่องเต้เยิ่นเต๋อสร้างขึ้นมานับสิบปีนี้ได้" เข่าอวี้หลงทรุดลงข้างหนึ่ง ปลายดาบของแปดโลกันตร์จ่ออยู่ที่จุดตายรอบทิศทาง เยิ่นเต๋อที่นั่งอยู่บนแท่นสูงค่อยๆ หัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง แหวนที่นิ้วของมันเรืองแสงสีโลหิตจนดูน่ากลัว มันส่งเสียงเย้ยหยัน "ข้าบอกเจ้าแล้ว... ความแข็งแกร่งของข้าคือความอมตะที่เจ้ามิอาจจินตนาการ ยอมสละเลือดมังกรของเจ้ามาซะดีๆ แล้วข้าจะสงเคราะห์ให้เจ้าไปอยู่กับพ่อเจ้าในนรก" ในจังหวะที่ดาบของขุนพลไร้ชีพกำลังจะสับลงมานั้นเอง อวี้หลงกลับหลับตาลง.

  • เลือดมังกร...龙的传人    บทที่ 14 การต่อยตีบนแท่นพิธี

    ภายใต้แสงตะเกียงที่เริ่มริบหรี่ ก่อนเข้านอน... อวี้หลงวางกริชดอกบัวลงพลางขมวดคิ้วแน่น ครุ่นคิดบางสิ่งที่มันยังคิดมิตก "เยิ่นเต๋อไม่ได้แข็งแกร่งด้วยตัวคนเดียว มันยังมี แหวนสยบมังกรที่ถอดมาจากนิ้วมือพ่อข้า แหวนนั่นคุมพลังหนึ่งสามส่วนของแผ่นดิน เพื่อรักษาสมดุลเอาไว้... ปฐมกษัตริย์จึงแบ่งแยกสิ่งที่ใช้ควบคุมพลังออกเป็นสามสิ่ง นอกจากแวนนั่นแบ้ว ก็เป็นปราณแห่งโลหิตมังกร ซึ่งมันใช้เลือดของข้าที่เป็นสายโลหิตบริสุทธ์เป็นตัวเติมเต็ม" ไป๋เฟิ่งมองดูอวี้หลงด้วยความกังวล "ในเมื่อท่านคือผู้ถือครองสายเลือดมังกรบริสุทธิ์ หนึ่งในสามการควบคุมพลังนั้น ความแข็งแกร่งของท่านจึงกลายเป็นดาบสองคม ยิ่งท่านเก่งกล้านั่นก็ยิ่งมีอันตราย... แล้วอีกหนึ่งในสามเล่าพี่อวี้หลง มันคือสิ่งใดที่เราต้องเร่งหา เพื่อสยบอำนาจที่เหลือให้ได้" อวี้หลงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะนึกถึงถ้อยคำปริศนาของราชครูที่ถูกลืม อันทิ้งท้ายไว้ในบันทึกขาดวิ่นผืนนั้น... ปราณมังกรครองฟ้า แหวนโลหิตครองดิน ใจประชาครองใต้หล้า "ข้ามีปราณมังกรจากสายเลือดบริสุทธิ์ ส่วนที่มันมีคือแหวนโลหิต... แหวนสยบมังกรที่ถอดจากพ่อข้าไป เยิ่นเต๋อมันถึง

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status