หน้าหลัก / อื่น ๆ / เลือดมังกร...龙的传人  / บทที่ 4 มังกรซ่อนกาย

แชร์

บทที่ 4 มังกรซ่อนกาย

ผู้เขียน: W. Ziyen
last update วันที่เผยแพร่: 2026-02-12 22:18:51

ค่ำคืนที่เงียบสงบในสวนหลังร้านค้าต้าจู๋ อาจารย์ปู่น้อยต้าสยุงนั่งอยู่เบื้องหน้าอวี้หลง บรรยากาศรอบตัวของทั้งสองคนหนักอึ้งด้วยการแผ่ออกมาของพลังภายในที่ต้าสยุงพยายามดึงมันออกมา เขากำลังหาวิธีควบคุม และเปิดผนึกจุดชีพจรที่ศิษย์พี่ทั้งสองคนปิดเอาไว้

"พลังแปดส่วนในกายเจ้าเปรียบเสมือนเขื่อนยักษ์ที่รอวันระเบิดออกมา แต่ข้ากลับไม่มีกุญแจเปิดประตูน้ำนั้น... ตำราแก้เคล็ดวิชาพันธนาการน้ำแข็งหยกที่จะใช้เปิดจุดชีพจรเจ้านั้น ข้าได้สูญเสียไปในการประลองเมื่อยี่สิบปีก่อน หากไร้ซึ่งตำราที่จะใช้ไขเคล็ดวิชาโดยละเอียด ข้าและเจ้าก็ทำได้เพียงเดินวนอยู่ในเขาวงกต ตอนนี้ข้าทำได้เพียงระบายพลังภายในบางส่วนของเจ้าเพื่อรักษาระดับของมันเอาไว้ หากเจ้าฝึกฝนวิชาอื่นๆ เพิ่มเติม ทำให้พลังภายในเจ้าเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว เมื่อมันเพิ่มขึ้นโดยที่ร่างกายของเจ้ายังอ่อนแอเช่นนี้อยู่ ร่างเจ้าจะระเบิดเป็นผุยผงในเร็ววัน"

อวี้หลงพยายามโคจรลมปราณ ฝึกฝนวิธีควบคุมพลังที่แฝงเร้นตามที่อาจารย์ปู่น้อยสอน แต่ทุกครั้งที่โคจรพลังพุ่งผ่านไปถึงจุดชีพจรสำคัญ มันจะกลับตีกลับจนเขาต้องกระอักเลือดออกมา

"ข้าจะพยายามครับอาจารย์ปู่... ข้าต้องแข็งแกร่งขึ้นเพื่อควบคุมมันให้ได้ อั่ก..."

"ข้าเห็นทีจะต้องสอนเคล็ดวิชาสยบภูผาน้ำแข็งให้เจ้า วิชานี้เป็นวิชาของความแข็งแกร่งเพื่อใช้บังคับควบคุมพลังภายในของเจ้า มันไม่สามารถเปิดผนึกได้ก็จริง คงช่วยควบคุมเอาไว้เพื่อรอเวลา แต่ก็คงเป็นเพียงชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น มาเถอะ... เจ้าจงดูและจดจำไว้ พยายามฝึกฝนตามบ่อยๆ"

แล้วต้าสยุงก็ร่ายรำกระบวนท่า และสอนวิธีเดินลมปราณ ควบคุมพลังตามเคล็ดวิชาส่วนตัวของเขา ซึ่งเคล็ดวิชานี้นี่เองที่ทำให้ชาวยุทธภพขนานนามเขาว่าต้าสยุง... พลังหมียักษ์ ทำให้ผู้อาวุโสต้าสยุงโลดแล่นขึ้นมาเป็นอันดับห้าของยุทธภพในคราวนั้น

อวี้หลงทบทวนท่าร่ายรำตามที่อาจารย์ปู่น้อยสอน สลับการฝึกเดินลมปราณพลังหมียักษ์ ฝึกฝนวนเวียนซ้ำไปซ้ำมาอยู่ครึ่งค่อนคืน ก็ยังมีจุดที่ไม่สามารถทะลวงผ่านไปได้เสียที จนมารดาเขาจุดเทียนในห้อง แล้วส่งเสียงกระแอมไอขึ้นมา เขาจึงรู้ว่ามารดาเป็นห่วงแล้ว จึงถอนท่าร่างออก สงบพลังปราณลง แล้วเข้าบ้านไปพักผ่อน

.....

วันต่อมา ณ ใจกลางตลาดเมืองกุยฮวา อวี้หลงที่เดินถือของพะรุงพะรังกลับถูกตบด้วยฝ่ามือย่างแรงจากด้านหลัง

"ฮ่าๆ เจอตัวจนได้ เจ้าเสี่ยวเอ้อปากดี!"

แม่นางน้อยในชุดฟ้าครามปรากฏตัวพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ นางใช้กระบวนท่าตัวเบาเข้าปั่นหัวเขาเพื่อแก้แค้นเรื่องที่ถูกบังคับให้ล้างจาน อวี้หลงพยายามวิ่งหนีจนเสียหลัก แรงตบผลักอีกหนึ่งฝ่ามือที่ตามมา ทำให้เขาเซถลาไปชนเข้ากับกลุ่มชายน่าเกรงขามในชุดหนังหมาป่า

"เพ้ย!! เจ้าหลับตาเดินหรือ อยากหาที่ตายรึไงวะ..."

พวกมันคือกลุ่มเขี้ยวโลกันต์... นักเลงอันธพาลที่คอยเก็บเงินค่าคุ้มครองร้านค้าเล็กๆตามถนนในตลาด ไม่มีผู้ใดอยากยุ่งเกี่ยวด้วยให้ยุ่งยาก เมื่อพวกมันเห็นแม่นางน้อยในชุดฟ้าครามที่อยู่เบื้องหลัง ดวงตาหิวกระหายที่แสนเลวร้ายก็เปล่งประกาย

"โอ้... แม่นางคนนี้หน้าตาสวยสะดุดตานัก มาอยู่กับพวกข้าจะดีกว่าไหม... รับรองจะให้อยู่ดีกินดี เพียงเจ้าช่วยปรนนิบัติพวกข้าในยามค่ำคืนก็พอ ฮ่าๆๆๆๆๆ... เพ้ย..!!!"

พวกอันธพาลหยาบช้าก้าวย่างหมายจะเข้าฉุดกระชาก นางตกใจจนหน้าถอดสี แม้นางจะพอมีวิชายุทธติดตัวอยู่บ้างแต่เมื่อเจอกับคนถื่อนจำนวนมากที่ล้อมเข้ามา นางกลับลนลานจนทำสิ่งใดไม่ถูก

"ถอยไปนะ! อย่ามาแตะต้องข้า... เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าเป็นใคร หากพ่อข้ามาพวกเจ้าไม่รอดแน่..."

นางตวาดตะเบ็งเสียงดังลั่น หวังจะให้องครักษ์ที่ตามหานางอยู่ได้ยินเสียงขอความช่วยเหลือ แต่ทว่าเสียงตวาดใส่พวกอันธพาลจากอวี้หลงดังขึ้นมา...

"หยุดอยู่ตรงนั้นนะ จะทำอะไรเจ้าพวกชั่ว หากจะรังแกผู้หญิงตัวเล็กๆ ก็ข้ามศพข้ามไปก่อน"

"เฮอะ... เพ้ย...!!! เสี่ยวเอ้อกระจอกเช่นเจ้า เอาปัญญาอะไรมาขวางพวกข้า... เพ้ย...!!!"

อวี้หลงก้าวออกมาปัดขวางมือที่กำลังจะลวนลามแม่นางน้อย เขาข่มใจอย่างหนักที่จะไม่ใช้พลังของอาจารย์ปู่ทั้งสาม เพราะรู้ดีว่าหากรังสีของพลังที่ซ่อนไว้ภายในรั่วไหลออกมา สิ่งที่อาจารย์ปู่ทั้งสองพยายามซ่อนเอาไว้ก็จะจบสิ้นกัน เขาเชื่อว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาคงไม่ใช่สิ่งดี เขาจึงเลือกใช้เพียงหมัดมวยพื้นฐานที่ฝึกมาเข้าแลก

พลั่ก! ตึง! เพี้ยะ! อ้าคคคคคค...

อวี้หลงถูกเตะเข้าที่ชายโครงจนทรุดลง แต่เขาก็คว้าจับขานักเลงคนหนึ่งไว้แล้วลากมันล้มลง เขาถูกรุมสกรัมด้วยหมัดและเท้า เสียงกระดูกลั่นดังชัดเจน ท่ามกลางวงล้อมนั้น... อวี้หลงไม่ได้โต้กลับด้วยวิชาที่เปรื่องปราดชั้นสูงใดๆ แต่เขาใช้ร่างกายตัวเองเป็นเกราะกำบัง บดบังแม่นางน้อยชุดฟ้าครามไว้ไม่ให้ใครแตะต้องนางได้แม้แต่ปลายก้อย

"เจ้าเสี่ยวเอ้อบ้า! พอได้แล้ว! หนีไปซะ!"

แม่นางน้อยร้องไห้โฮออกมาเมื่อเห็นโลหิตแดงเข้มไหลอาบใบหน้าของชายหนุ่มที่นางเคยนึกเกลียดชัง

"ข้าไม่เป็นไร... ตราบใดที่ข้ายังอยู่... พวกมันจะแตะต้องตัวเจ้าไม่ได้... แม้เพียงปลายเส้นผม"

อวี้หลงเค้นเสียงรอดไรฟัน เขาหยัดกายยืนขึ้นมาอีกครั้งแม้ร่างกายจะโอนเอนราวกับต้นอ้อต้องสายลมแรง...

แม่นางในชุดฟ้าครามโกรธแค้นจนสติแทบจะหลุดลอย นางใช้แรงเฮือกสุดท้ายตะโกนก้องไปทั่วบริเวณ

"ช่วยด้วย! ใครก็ได้ช่วยด้วย! เจ้าพวกบ้าที่ตามข้ามาอยู่ที่ไหนกัน... มาช่วยข้าที!"

เสียงตะโกนนั้นดังลั่นสั่นสะเทือน เสียงแผดร้องตะโกนดังไปถึงกลุ่มองครักษ์ที่กำลังควบม้าตามหาองค์หญิงน้อยของพวกเขาอยู่ห่างไปสามสี่ช่วงถนน เพียงพริบตาเดียวนั้นเอง... เงาร่างในชุดเกราะก็ร่อนลงมาจากหลังคาบ้านเรือน

"ใครกล้าบังอาจแตะต้ององค์หญิง!"

เหล่าอันธพาลแตกกระเจิงเมื่อเห็นตราสัญลักษณ์ของจวนอ๋องไป๋ที่พกอยู่ที่เอวกลุ่มคนที่เพิ่งมาถึง องครักษ์เหล่านั้นซัดไปเพียงฝ่ามือเดียวพวกมันก็ปลิวว่อนกระเด็นกระดอนไปคนละทิศละทาง

แม่นางน้อยในชุดฟ้าคราม... ซึ่งคือองค์หญิงน้อยแห่งจวนอ๋องไป๋ โผเข้าหาอวี้หลงที่ยังคงยืนหลังตรงแข็งทื่อ ดวงตาเบิกโพลง แต่สติของเขานั้นดับสนิทไปแล้ว...

"เจ้าเสี่ยวเอ้อบ้า! เจ้าอวี้หลง!"

นางเขย่าร่างเขา แต่ไม่มีการตอบสนอง นางสืบจนรู้ว่าเขาคืออวี้หลง ที่พึ่งจะย้ายมาอยู่ที่เมืองนี้ได้ไม่นานนัก วันนี้นางอยากจะกลับมาจัดการเขา แก้แค้นที่โดนทำให้อับอายเมื่อวันก่อน แต่ไม่อาจล่วงรู้ได้ว่าจะเกิดเหตุการณ์เลวร้ายเช่นนี้ขึ้น...

อวี้หลงหมดสติไปในท่าทางที่ยังยืนขวางหน้าศัตรู แขนทั้งสองข้างยังคงกางออกเพื่อปกป้องสตรีเบื้องหลังแม้หัวใจจะแทบหยุดเต้นก็ตาม

"พาเขาไปที่จวน! หาคนมารักษาเขาให้ได้ หากเขาเป็นอะไรไป ข้าจะบั่นหัวพวกเจ้าให้หมด!"

องค์หญิงไป๋เฟิ่ง... บุตรีเพียงคนเดียวของอ๋องไป๋เทียนซื่อแห่งจวนอ๋องไป๋ สั่งองครักษ์ด้วยเสียงสั่นเครือทั้งน้ำตา องครักษ์รีบแบกร่างที่สะบักสะบอมของอวี้หลงขึ้นหลังแล้วทะยานมุ่งสู่จวนของท่านอ๋องอย่างรวดเร็ว โดยหารู้ไม่ว่า การนำตัวมังกรซ่อนกายผู้นี้เข้าสู่จวน จะเป็นการเปลี่ยนโชคชะตาของแผ่นดินนอกด่านนี้ไปในเวลาอีกไม่นาน

.....

แสงเทียนภายในห้องพักรับรองของจวนท่านอ๋องวูบไหวตามแรงลมเย็นที่ลอดผ่านช่องหน้าต่าง...

ไป๋เฟิ่งในชุดที่ยังเปื้อนเปรอะคราบโลหิตของอวี้หลงและฝุ่นผงที่กลางตลาด นางนั่งอยู่ข้างเตียงไม้หลังใหญ่ ดวงตาที่เคยซุกซนและเต็มไปด้วยความหยิ่งทนง บัดนี้กลับบวมช้ำหม่นแสงลงด้วยน้ำตาแห่งความเศร้าโศกอย่างเห็นได้ชัด

นางจ้องมองใบหน้าซีดเผือดของอวี้หลงที่มีผ้าพันแผลพันอยู่รอบศีรษะและลำตัว ภาพเหตุการณ์ที่ตลาดโดยเจ้าพวกอันธพาลเถื่อนนั่นยังคงฉายซ้ำอยู่ในหัวของนาง... ภาพของเสี่ยวเอ้อปากร้ายที่นางนึกอยากแกล้งให้เข็ดหลาบ แต่เขากลับยอมให้ร่างกายตัวเองถูกทุบตีจนแหลกรานเพียงเพื่อให้นางคนนี้ปลอดภัย

"เจ้าคนบ้า... เจ้าอวี้หลงบ้า"

นางพึมพำเสียงสั่น พลางใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นเช็ดรอยเลือดที่ซอกเล็บของเขาเบาๆ

"วันนี้ข้าคิดจะมาแกล้งเจ้า แต่ดันเกิดเรื่องต่อยตีกับพวกคนเลว แล้วเจ้ามีวรยุทธเพียงแค่นี้ ทำไมเจ้าถึงไม่หนีไป... แล้วไยต้องมายืนรับหมัดแทนข้าจนเจ็บหนักถึงเพียงนี้ด้วย"

ความรู้สึกผิดเกาะกินหัวใจของไป๋เฟิ่งอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน นางพานพบแต่ผู้คนที่พร้อมจะสละชีวิตเพื่อนางเพราะหน้าที่ เพราะยศถาบรรดาศักดิ์ หรือเพราะกลัวอาญาจากท่านพ่อของนาง แต่กับอวี้หลง... เขามองนางเป็นเพียงแม่นางน้อยจอมแสบที่ติดหนี้ค่าอาหาร เขาไม่มีความจำเป็นต้องแลกชีวิตเพื่อคนอย่างนางเลยแม้แต่นิดเดียว

นางมองดูฝ่ามือที่ใหญ่แลนุ่มหนึกของเขาแล้วเผลอกุมมันไว้เบาๆ ความอบอุ่นจางๆ ที่ยังหลงเหลืออยู่ในกายอวี้หลงทำให้หัวใจของนางสั่นไหว ความหมั่นไส้ที่เคยมีกลับมลายหายไปสิ้นซาก เหลือเพียงความซาบซึ้งใจที่หนักแน่นราวกับขุนเขา

"เจ้าต้องฟื้นขึ้นมานะ... ข้าขอสัญญาจะไม่ให้ใครมาต่อยตีเจ้าได้อีก"

ไป๋เฟิ่งคิดในใจด้วยแววตาที่เริ่มเปลี่ยนไป จากเด็กสาวผู้รักสนุก กลายเป็นสตรีที่มีความมุ่งมั่นเข้มแข็ง พร้อมรักษาสัญญานี้ด้วยชีวิต

"ในเมื่อเจ้าปกป้องข้าด้วยชีวิต ข้าก็จะทำเช่นกัน จะใช้ฐานะและทุกอย่างที่ข้ามี สนับสนุนเจ้าให้ถึงที่สุด ไม่ว่าเจ้าจะเป็นใคร หรือจะมีฐานะต่ำต้อยเพียงใดก็ตาม"

ท่ามกลางความเงียบในห้อง นางเริ่มตระหนักว่า เจ้าเสี่ยวเอ้อบ้าผู้นี้... อาจเป็นคนเดียวในโลกที่มองเห็นนางเป็นเพียงผู้หญิงธรรมดา และปกป้องนางด้วยหัวใจจริงๆ มิใช่ด้วยฐานะแห่งองค์หญิง ความรู้สึกแปลกใหม่ที่ทั้งอบอุ่นและบีบคั้นหัวใจนี้ เริ่มหยั่งรากลึกลงในใจของไป๋เฟิ่ง... เป็นจุดเริ่มต้นของความรักที่ยิ่งใหญ่ที่จะเกิดขึ้นต่อไปของทั้งสองคน...

.....

เสียงฝีเท้าหนักแน่นมั่นคงย่าวเท้ามาถึงหน้าประตู ในห้องเริ่มตึงเครียดขึ้นทันที เมื่อไป๋เทียนซื่อหรือท่านอ๋องไป๋ ผู้ปกครองเมืองฉงหยาง หัวเมืองใหญ่ชายแดนของอาณาจักรทางเหนือ เมืองนี้ตั้งอยู่ใกล้กุยฮวาที่สุด... ท่านอ๋องเดินเข้ามาด้วยสีหน้าเรียบเฉยแต่แฝงไปด้วยบารมีจนบ่าวไพร่ไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมอง เขามองดูลูกสาวตัวดีที่กำลังกุมมือเสี่ยวเอ้อหนุ่มอยู่ข้างเตียงด้วยสายตาวาว... แลคมกริบ

"ไป๋เฟิ่ง... เจ้าออกไปรอด้านนอกก่อน พ่อจะตรวจดูอาการให้เขาเอง"

น้ำเสียงของท่านอ๋องแม้จะราบเรียบ แต่ก็มีอำนาจสั่งการที่ปฏิเสธไม่ได้ ไป๋เฟิ่งถอยออกไปอย่างไม่เต็มใจ ท่านอ๋องไป๋ก้าวเข้าไปทรุดตัวลงนั่งข้างเตียง เขาวางนิ้วลงบนข้อมือของอวี้หลงเพื่อตรวจชีพจร ในคราแรกเขาตั้งใจเพียงจะรักษาอาการบาดเจ็บภายนอกให้เด็กหนุ่มที่ช่วยลูกสาวเขาไว้ แต่ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัส... ดวงตาของไป๋เทียนซื่อ ผู้เป็นถึงอ๋องแห่งเมืองฉงหยางก็เบิกกว้างขึ้นด้วยความตกตะลึง!

เขารู้สึกได้ถึงกระแสพลังมหาศาลที่หลับไหลอยู่ในกายของเด็กหนุ่มคนนี้ มันกลับถูกกักขังไว้ด้วยผนึกที่ซับซ้อนและแน่นหนาอย่างยิ่ง

'นี่มัน... ผนึกพันธนาการน้ำแข็งหยก อ๋องไป๋รำพึงในใจด้วยความตกตะลึง พลังที่อัดแน่นอยู่ในนี้หนักแน่นดั่งขุนเขาและลึกล้ำดั่งมหาสมุทร กลิ่นอายพลังแบบนี้มีกระแสพลังที่คุ้นเคยนัก น่าจะเป็นของผู้อาวุโสเฒ่าสองท่านนั้น และพวกท่านเท่านั้นกระมังที่จะสร้างผนึกนี้ได้ เหตุใดพลังของยอดฝีมืออันดับสองและสามของแผ่นดินจึงงมาเร้นอยู่ในร่างของเด็กหนุ่มผู้หนึ่งได้เช่นนี้?'

ท่านอ๋องไป๋เริ่มตระหนักถึงความไม่ธรรมดา เขาพยายามลองหยั่งเชิงด้วยการส่งพลังภายในส่วนหนึ่งเข้าไปสะกิดผนึกนั้น ทันใดนั้น ร่างของอวี้หลงที่หมดสติอยู่ก็เกิดอาการสั่นสะท้าน มวลพลังไหลวนแผ่ซ่านออกมาต้านทานพลังของท่านอ๋องจนฝ่ามือของเขากระดอนกลับเล็กน้อย...

"ไม่ใช่แค่พลังภายใน... แต่เด็กคนนี้ยังมีกระแสพลังพิเศษบางอย่างไหลเวียนอยู่ ข้าเอวก็ยังไม่อาจปักใจลงไปว่าจะเป็นอย่างที่คิดหรือไม่"

อ๋องไป๋รำพึงขึ้นมาเบาๆ พร้อมกับขมวดคิ้วแน่น แววตาที่เคยนิ่งสงบกลับเต็มไปด้วยความฉงนพร้อมคำถามมากมาย เขามองดูใบหน้าที่มุ่งมั่นแม้ในยามหลับใหลของอวี้หลง พลางนึกถึงเรื่องราวหนึ่งในแผ่นดินตงหยวนเมื่อยี่สิบปีก่อน

เขาสะบัดหน้า พลันรีบเก็บรวบรวมพลังของตัวเองทันทีเมื่อได้ยินเสียงลูกสาวส่งเสียงเรียกเบาๆด้วยความกระวนกระวายอยู่หน้าห้อง เขาตัดสินใจว่าจะยังไม่เปิดเผยเรื่องนี้ให้ใครรู้ แม้แต่ไป๋เฟิ่ง... ลูกสาวของตนเอง

"โชคชะตาช่างเล่นตลกนัก... หากเป็นดังที่ข้าคิด ไม่พ้นว่าพายุลูกใหญ่ที่จะสั่นสะเทือนแผ่นดินตงหยวนถึงกับมานอนสลบอยู่ในจวนของข้าในสภาพเสี่ยวเอ้อเช่นนี้ เฮอะ...!!!"

อ๋องไป๋ถอนหายใจยาว ก่อนจะเปิดประตูออกไปหาบุตรีเพียงคนเดียว...

"เจ้านั่นไม่เป็นอะไรมาก แค่บอบช้ำภายนอกกนักหน่อย ส่วนภายในไม่เป็นอะไรเลย พ่อจะให้คนจัดยาชั้นเลิศให้ และพวกองครักษ์ทั้งจวนนี้...จงฟังให้ดี... ตราบใดที่เขายังไม่ฟื้น ห้ามให้ใครเข้าใกล้ห้องนี้เด็ดขาด เข้าใจหรือไม่..."

"ขอรับนายท่าน"

หน่วยองครักษ์พิเศษคุกเข่าประสานมือรับคำสั่ง ไป๋เฟิ่งพยักหน้าตามอย่างงงๆ แต่ในใจของท่านอ๋องนั้นรู้ดีว่า ความสงบสุขของดินแดนแถบนี้อาจจะกำลังสิ้นสุดลง เพราะมังกรที่ซ่อนกายตัวนี้กำลังจะตื่นขึ้นมา แล้วความว่นวายจะทำลายทุกสิ่งในไม่ช้า!

.....

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • เลือดมังกร...龙的传人    บทพิเศษ ความเดิมภาคที่แล้ว

    เมื่อ 17 ปีก่อน เยิ่นเต๋อ...ทรราชผู้ทะเยอทะยาน ได้วางแผนลอบสังหารฮ่องเต้องค์ก่อน (บิดาของอวี้หลง) เพื่อชิง แหวนสยบเทพมังกร และอำนาจการปกครอง โดยใช้ มารดาของอวี้หลง เป็นหมากในการลอบวางยาพิษ มารดาของอี้หลงซึ่งกำลังอุ้มท้องอวี้หลงอยู่ได้รับการช่วยเหลือจากยอดฝีมือฝ่ายในพาหลบหนีไปกบดานในหุบเขาลึกห่างไกลผู้คน อวี้หลงถือกำเนิดที่นั่นและฝึกวิชาจากอาจารย์ปู่สองท่านซึ่งเป็นอดีตองครักษ์ และยอดฝีมืออันดับสองและสามของแผ่นดิน โดยมียอดฝีมือ และอดีตข้าราชบริพารตามมาคอยดูแลเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ในหุบเขานั้น.....อวี้หลงเติบโตขึ้นโดยไม่ได้ล่วงรู้สิ่งใดเลย จนกระทั่งวันหนึ่งเขาถูกอาจารย์ปู่สั่งให้หนีออกจากหุบเขาข้ามพรมแดนออกไปนอกด่าน ที่ซึ่งอำนาจมืดของฮ่องเต้ทรราชจะตามไปทำอันตรายได้ยาก ที่เมืองกุยฮวานั้นเขาได้พบกับ ไป๋เฟิ่งบุตรีอ๋องไป๋เทียนซื่ออดีตอันดับหนึ่งของแผ่นดิน ผู้ซึ่งถอนตัวจากยุทธภพมาครองรักกับบุตรีอ๋องเแห่งอาณาจักรนอกด่านและได้ครองเมืองเล็กไนอกด่านเมืองหนึ่งใกล้ๆเมืองกุยฮวา ลวี่อิงหวู่ลูกพี่ลูกน้องของไป๋เฟิ่งเป็นจอมยุทธ์สาวปราดเปรียวที่ถูกชะตาอวี้หลงตั้งแต่แรกพบ แต่ไม่อาจสู้ชะตาฟ้าของไป๋เฟิ่งก

  • เลือดมังกร...龙的传人    บทที่ 7.5 หยินหยางประสานรัก

    ณ วันนั้น ท่ามกลางวิกฤตในห้องฝึกลับ เพดานที่เริ่มถล่มทลายลงมา กายของอวี้หลงที่กำลังสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ผิวหนังเริ่มปริแตกด้วยพลังเย็นสุดขั้วจากบัวหิมะพันปี ปะทะเข้ากับพลังร้อนมหาศาลจากหลินจือแดง และปราณมังกรฟ้าที่ซ่อนเร้นในกาย ทั้งหมดรวมเข้าเป็นพายุคลั่งที่หมุนวนอยู่ในจุดตันเถียนอย่างไม่อาจหาทางออก "อิงหวู่... เจ้าออกไปตามท่านพ่อเร็วเข้า ข้าจะเป็นคนสะกดลมปราณให้เขาเอง..." ไป๋เฟิ่งตะโกนสั่งลวี่อิงหวู่ทั้งน้ำตา นางรู้ดีแก่ใจว่ากว่าความช่วยเหลือจะมาถึง ร่างกายของอวี้หลงคงแตกสลายไปก่อนแล้ว ลวี่อิงหวู่รีบใช้วิชาตัวเบาทะยานออกไป ทิ้งให้ไป๋เฟิ่งอยู่กับอวี้หลงที่บัดนี้สติหลุดลอยไปในห้วงแห่งความทรมาน ไป๋เฟิ่งถลาเข้ากอดร่างที่ร้อนดั่งไฟสลับเย็นดั่งน้ำแข็งนั้นไว้แน่น นางระลึกถึงบันทึกลับในห้องยาของท่านพ่อที่เคยอ่านผ่านตา... ...หากขั้วปราณหยินและหยางขัดแย้งกันจนถึงที่สุด มีเพียงทางเดียวคือการใช้กายาบริสุทธิ์เป็นสะพานเชื่อมเพื่อถ่ายเทหยินและหยางส่วนเกินเพื่อปรับสมดุล... "อวี้หลง... หากนี่เป็นทางเดียวที่จะรักษาชีวิตเจ้าไว้ได้ ข้าก็ยินดีจะสละมัน" นางตัดสินใจปลดเปลื้องอาภรณ์ออกจ

  • เลือดมังกร...龙的传人    บทที่ 17 ครองบัลลังก์

    สมรภูมิหุบเขาพันศพสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น เมื่อสองขั้วพลังที่เหนือมนุษย์เข้าปะทะกันอย่างรุนแรง แสงสีทองของมังกรสวรรค์และรังสีสีดำมหากาฬของสะเก็ดดาวตกพุ่งเข้าห้ำหั่นกันจนอากาศรอบข้างบิดเบี้ยว มวลอากาศระเบิดแตกออกเป็นระยะๆ เจิ้งเจวี่ยในร่างเล็กแต่หนักอึ้งดุจดาวตก พุ่งตัวเข้าหาอวี้หลงด้วยความเร็วที่เหนือกว่าประสาทสัมผัสจะรับรู้ได้ทัน ในกระบวนท่าที่หนึ่งถึงกระบวนท่าที่ห้า เจิ้งเจวี่ยไม่ต้องใช้เพลงดาบ มันใช้เพียงพลังหมัดเปล่าๆ ที่อัดแน่นด้วยมวลสารมหาศาลพุ่งเข้าใส่หน้าอกอวี้หลง ทุกหมัดที่ชกออกมาเกิดคลื่นกระแทกสุญญากาศ อวี้หลงต้องใช้ปราณกระบี่สีทองต้านรับ แต่แรงปะทะนั้นหนักหน่วงจนกระอักเลือดออกมาทุกคราที่รับแรงกระแทกของหมัดเจิ้งเจวี่ย ในกระบวนท่าที่หกถึงกระบวนท่าที่สิบ เจิ้งเจวี่ยเตะเท้าใส่ช่วงล่างของอวี้หลงด้วยความเร็วสูง ร่างอวี้หลงปลิวไปกระแทกผนังหินจนพังทลาย เจิ้งเจวี่ยทะยานตามไปใช้นิ้วแกร่งดุจเหล็กปัดปราณกระบี่แจนแตกร้าว อวี้หลงเพลี่ยงพล้ำอย่างเห็นได้ชัด ร่างกายของเขายังปรับตัวเข้ากับปราณทองคำได้ไม่เต็มที่ แต่ยามนั้นเจิ้งเจวี่ยคือเครื่องจักรสังหารที่สมบูรณ์แบบไปเสียแล้ว อี

  • เลือดมังกร...龙的传人    บทที่ 16 เทพมารกับเทพมังกร

    บรรยากาศรอบกายบัดนี้ไม่ต่างจากแดนมิคสัญญี ป่าที่เคยเขียวขจีกลับกลายเป็นสีดำมะเมื่อม ต้นไม้สูงใหญ่ยืนต้นตายซาก กิ่งก้านหงิกงอราวกับมือปีศาจที่พยายามจะฉุดรั้งผู้บุกรุก ไอหมอกพิษสีม่วงเข้มปกคลุมหนาตาจนมองเห็นได้ไม่เกินห้าก้าว และในความเงียบงันที่ชวนขนลุกนั้นเอง แสงไฟสีเขียวดุจวิญญาณหลงทางก็วาบขึ้นจากความมืด "เจ้ามาไกลเกินไปแล้ว อวี้หลง..." เงาร่างสามสายปรากฏขึ้นขวางทางเดินแคบๆ ที่มุ่งสู่หุบเขา พวกมันคือแปดโลกันตร์ ที่ยังหลงเหลืออยู่ และเป็นพวกที่จงรักภักดีต่อเจิ้งเจวี่ยเยี่ยงสุนัขรับใช้ นำโดย เนตรอสุรา ที่บัดนี้ดวงตามีโลหิตไหลซึม และ ดัชนีปลิดวิญญาณ ที่ปลายนิ้วเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทจากการอัดปราณพิษเกินขีดจำกัด พวกมันรู้ดีว่าไม่อาจเอาชนะอวี้หลงที่มีพลังมังกรตื่นรู้ได้ แต่จุดประสงค์เดียวของพวกมันในวันนี้คือ ยื้อเวลาให้เจิ้งเจวี่ยขัดเกลาปราณเหนือฟ้าได้สำเร็จ "ท่านหัวหน้าเจิ้งสั่งไว้... ต่อให้พวกข้าต้องกลายเป็นผุยผงให้ป่าศพแห่งนี้ ก็จะไม่ยอมให้เจ้าก้าวข้ามแนวหินนี้ไปได้" พวกมันไม่ได้พุ่งเข้าปะทะตรงๆ แต่กลับใช้ค่ายกลโลหิตดับตะวัน เชื่อมต่อปราณของทั้งสามคนเข้ากับไอหมอกพิษในป่า ท

  • เลือดมังกร...龙的传人    บทที่ 15 ชัยชนะเบื้องต้น

    สถานการณ์บีบคั้นถึงขีดสุด อวี้หลงถูกกดดันจนแผ่นหลังติดขอบแท่นพิธี โลหิตจากบาดแผลที่ไหลซึมออกมาเริ่มทำให้สติของเขาพร่าเลือน ปราณระฆังทองครอบสวรรค์... ของเยิ่นเต๋อนั้นแข็งแกร่งเกินไป มันมิใช่แค่กำแพงปราณ แต่มันคือการนำพลังจากชีวิตราษฎรทั้งเมืองมาสร้างเป็นเกราะ ทุกครั้งที่อวี้หลงซัดฝ่ามือใส่ เขากลับรู้สึกเหมือนกำลังทำร้ายคนบริสุทธิ์เสียเอง "มันไม่ได้ผลหรอก..." ขุนพลไร้ชีพคำรามพลางง้างดาบยักษ์ขึ้นเหนือหัว รังสีดาบสีม่วงดำกดทับจนแทบขยับกายไม่ได้ "ต่อให้เจ้ามีเลือดมังกรเข้มข้นเพียงใด เจ้าก็ไม่มีทางทำลายศรัทธาที่องค์ฮ่องเต้เยิ่นเต๋อสร้างขึ้นมานับสิบปีนี้ได้" เข่าอวี้หลงทรุดลงข้างหนึ่ง ปลายดาบของแปดโลกันตร์จ่ออยู่ที่จุดตายรอบทิศทาง เยิ่นเต๋อที่นั่งอยู่บนแท่นสูงค่อยๆ หัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง แหวนที่นิ้วของมันเรืองแสงสีโลหิตจนดูน่ากลัว มันส่งเสียงเย้ยหยัน "ข้าบอกเจ้าแล้ว... ความแข็งแกร่งของข้าคือความอมตะที่เจ้ามิอาจจินตนาการ ยอมสละเลือดมังกรของเจ้ามาซะดีๆ แล้วข้าจะสงเคราะห์ให้เจ้าไปอยู่กับพ่อเจ้าในนรก" ในจังหวะที่ดาบของขุนพลไร้ชีพกำลังจะสับลงมานั้นเอง อวี้หลงกลับหลับตาลง.

  • เลือดมังกร...龙的传人    บทที่ 14 การต่อยตีบนแท่นพิธี

    ภายใต้แสงตะเกียงที่เริ่มริบหรี่ ก่อนเข้านอน... อวี้หลงวางกริชดอกบัวลงพลางขมวดคิ้วแน่น ครุ่นคิดบางสิ่งที่มันยังคิดมิตก "เยิ่นเต๋อไม่ได้แข็งแกร่งด้วยตัวคนเดียว มันยังมี แหวนสยบมังกรที่ถอดมาจากนิ้วมือพ่อข้า แหวนนั่นคุมพลังหนึ่งสามส่วนของแผ่นดิน เพื่อรักษาสมดุลเอาไว้... ปฐมกษัตริย์จึงแบ่งแยกสิ่งที่ใช้ควบคุมพลังออกเป็นสามสิ่ง นอกจากแวนนั่นแบ้ว ก็เป็นปราณแห่งโลหิตมังกร ซึ่งมันใช้เลือดของข้าที่เป็นสายโลหิตบริสุทธ์เป็นตัวเติมเต็ม" ไป๋เฟิ่งมองดูอวี้หลงด้วยความกังวล "ในเมื่อท่านคือผู้ถือครองสายเลือดมังกรบริสุทธิ์ หนึ่งในสามการควบคุมพลังนั้น ความแข็งแกร่งของท่านจึงกลายเป็นดาบสองคม ยิ่งท่านเก่งกล้านั่นก็ยิ่งมีอันตราย... แล้วอีกหนึ่งในสามเล่าพี่อวี้หลง มันคือสิ่งใดที่เราต้องเร่งหา เพื่อสยบอำนาจที่เหลือให้ได้" อวี้หลงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะนึกถึงถ้อยคำปริศนาของราชครูที่ถูกลืม อันทิ้งท้ายไว้ในบันทึกขาดวิ่นผืนนั้น... ปราณมังกรครองฟ้า แหวนโลหิตครองดิน ใจประชาครองใต้หล้า "ข้ามีปราณมังกรจากสายเลือดบริสุทธิ์ ส่วนที่มันมีคือแหวนโลหิต... แหวนสยบมังกรที่ถอดจากพ่อข้าไป เยิ่นเต๋อมันถึง

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status