เข้าสู่ระบบค่ำคืนที่เงียบสงบในสวนหลังร้านค้าต้าจู๋ อาจารย์ปู่น้อยต้าสยุงนั่งอยู่เบื้องหน้าอวี้หลง บรรยากาศรอบตัวของทั้งสองคนหนักอึ้งด้วยการแผ่ออกมาของพลังภายในที่ต้าสยุงพยายามดึงมันออกมา เขากำลังหาวิธีควบคุม และเปิดผนึกจุดชีพจรที่ศิษย์พี่ทั้งสองคนปิดเอาไว้
"พลังแปดส่วนในกายเจ้าเปรียบเสมือนเขื่อนยักษ์ที่รอวันระเบิดออกมา แต่ข้ากลับไม่มีกุญแจเปิดประตูน้ำนั้น... ตำราแก้เคล็ดวิชาพันธนาการน้ำแข็งหยกที่จะใช้เปิดจุดชีพจรเจ้านั้น ข้าได้สูญเสียไปในการประลองเมื่อยี่สิบปีก่อน หากไร้ซึ่งตำราที่จะใช้ไขเคล็ดวิชาโดยละเอียด ข้าและเจ้าก็ทำได้เพียงเดินวนอยู่ในเขาวงกต ตอนนี้ข้าทำได้เพียงระบายพลังภายในบางส่วนของเจ้าเพื่อรักษาระดับของมันเอาไว้ หากเจ้าฝึกฝนวิชาอื่นๆ เพิ่มเติม ทำให้พลังภายในเจ้าเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว เมื่อมันเพิ่มขึ้นโดยที่ร่างกายของเจ้ายังอ่อนแอเช่นนี้อยู่ ร่างเจ้าจะระเบิดเป็นผุยผงในเร็ววัน" อวี้หลงพยายามโคจรลมปราณ ฝึกฝนวิธีควบคุมพลังที่แฝงเร้นตามที่อาจารย์ปู่น้อยสอน แต่ทุกครั้งที่โคจรพลังพุ่งผ่านไปถึงจุดชีพจรสำคัญ มันจะกลับตีกลับจนเขาต้องกระอักเลือดออกมา "ข้าจะพยายามครับอาจารย์ปู่... ข้าต้องแข็งแกร่งขึ้นเพื่อควบคุมมันให้ได้ อั่ก..." "ข้าเห็นทีจะต้องสอนเคล็ดวิชาสยบภูผาน้ำแข็งให้เจ้า วิชานี้เป็นวิชาของความแข็งแกร่งเพื่อใช้บังคับควบคุมพลังภายในของเจ้า มันไม่สามารถเปิดผนึกได้ก็จริง คงช่วยควบคุมเอาไว้เพื่อรอเวลา แต่ก็คงเป็นเพียงชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น มาเถอะ... เจ้าจงดูและจดจำไว้ พยายามฝึกฝนตามบ่อยๆ" แล้วต้าสยุงก็ร่ายรำกระบวนท่า และสอนวิธีเดินลมปราณ ควบคุมพลังตามเคล็ดวิชาส่วนตัวของเขา ซึ่งเคล็ดวิชานี้นี่เองที่ทำให้ชาวยุทธภพขนานนามเขาว่าต้าสยุง... พลังหมียักษ์ ทำให้ผู้อาวุโสต้าสยุงโลดแล่นขึ้นมาเป็นอันดับห้าของยุทธภพในคราวนั้น อวี้หลงทบทวนท่าร่ายรำตามที่อาจารย์ปู่น้อยสอน สลับการฝึกเดินลมปราณพลังหมียักษ์ ฝึกฝนวนเวียนซ้ำไปซ้ำมาอยู่ครึ่งค่อนคืน ก็ยังมีจุดที่ไม่สามารถทะลวงผ่านไปได้เสียที จนมารดาเขาจุดเทียนในห้อง แล้วส่งเสียงกระแอมไอขึ้นมา เขาจึงรู้ว่ามารดาเป็นห่วงแล้ว จึงถอนท่าร่างออก สงบพลังปราณลง แล้วเข้าบ้านไปพักผ่อน ..... วันต่อมา ณ ใจกลางตลาดเมืองกุยฮวา อวี้หลงที่เดินถือของพะรุงพะรังกลับถูกตบด้วยฝ่ามือย่างแรงจากด้านหลัง "ฮ่าๆ เจอตัวจนได้ เจ้าเสี่ยวเอ้อปากดี!" แม่นางน้อยในชุดฟ้าครามปรากฏตัวพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ นางใช้กระบวนท่าตัวเบาเข้าปั่นหัวเขาเพื่อแก้แค้นเรื่องที่ถูกบังคับให้ล้างจาน อวี้หลงพยายามวิ่งหนีจนเสียหลัก แรงตบผลักอีกหนึ่งฝ่ามือที่ตามมา ทำให้เขาเซถลาไปชนเข้ากับกลุ่มชายน่าเกรงขามในชุดหนังหมาป่า "เพ้ย!! เจ้าหลับตาเดินหรือ อยากหาที่ตายรึไงวะ..." พวกมันคือกลุ่มเขี้ยวโลกันต์... นักเลงอันธพาลที่คอยเก็บเงินค่าคุ้มครองร้านค้าเล็กๆตามถนนในตลาด ไม่มีผู้ใดอยากยุ่งเกี่ยวด้วยให้ยุ่งยาก เมื่อพวกมันเห็นแม่นางน้อยในชุดฟ้าครามที่อยู่เบื้องหลัง ดวงตาหิวกระหายที่แสนเลวร้ายก็เปล่งประกาย "โอ้... แม่นางคนนี้หน้าตาสวยสะดุดตานัก มาอยู่กับพวกข้าจะดีกว่าไหม... รับรองจะให้อยู่ดีกินดี เพียงเจ้าช่วยปรนนิบัติพวกข้าในยามค่ำคืนก็พอ ฮ่าๆๆๆๆๆ... เพ้ย..!!!" พวกอันธพาลหยาบช้าก้าวย่างหมายจะเข้าฉุดกระชาก นางตกใจจนหน้าถอดสี แม้นางจะพอมีวิชายุทธติดตัวอยู่บ้างแต่เมื่อเจอกับคนถื่อนจำนวนมากที่ล้อมเข้ามา นางกลับลนลานจนทำสิ่งใดไม่ถูก "ถอยไปนะ! อย่ามาแตะต้องข้า... เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าเป็นใคร หากพ่อข้ามาพวกเจ้าไม่รอดแน่..." นางตวาดตะเบ็งเสียงดังลั่น หวังจะให้องครักษ์ที่ตามหานางอยู่ได้ยินเสียงขอความช่วยเหลือ แต่ทว่าเสียงตวาดใส่พวกอันธพาลจากอวี้หลงดังขึ้นมา... "หยุดอยู่ตรงนั้นนะ จะทำอะไรเจ้าพวกชั่ว หากจะรังแกผู้หญิงตัวเล็กๆ ก็ข้ามศพข้ามไปก่อน" "เฮอะ... เพ้ย...!!! เสี่ยวเอ้อกระจอกเช่นเจ้า เอาปัญญาอะไรมาขวางพวกข้า... เพ้ย...!!!" อวี้หลงก้าวออกมาปัดขวางมือที่กำลังจะลวนลามแม่นางน้อย เขาข่มใจอย่างหนักที่จะไม่ใช้พลังของอาจารย์ปู่ทั้งสาม เพราะรู้ดีว่าหากรังสีของพลังที่ซ่อนไว้ภายในรั่วไหลออกมา สิ่งที่อาจารย์ปู่ทั้งสองพยายามซ่อนเอาไว้ก็จะจบสิ้นกัน เขาเชื่อว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาคงไม่ใช่สิ่งดี เขาจึงเลือกใช้เพียงหมัดมวยพื้นฐานที่ฝึกมาเข้าแลก พลั่ก! ตึง! เพี้ยะ! อ้าคคคคคค... อวี้หลงถูกเตะเข้าที่ชายโครงจนทรุดลง แต่เขาก็คว้าจับขานักเลงคนหนึ่งไว้แล้วลากมันล้มลง เขาถูกรุมสกรัมด้วยหมัดและเท้า เสียงกระดูกลั่นดังชัดเจน ท่ามกลางวงล้อมนั้น... อวี้หลงไม่ได้โต้กลับด้วยวิชาที่เปรื่องปราดชั้นสูงใดๆ แต่เขาใช้ร่างกายตัวเองเป็นเกราะกำบัง บดบังแม่นางน้อยชุดฟ้าครามไว้ไม่ให้ใครแตะต้องนางได้แม้แต่ปลายก้อย "เจ้าเสี่ยวเอ้อบ้า! พอได้แล้ว! หนีไปซะ!" แม่นางน้อยร้องไห้โฮออกมาเมื่อเห็นโลหิตแดงเข้มไหลอาบใบหน้าของชายหนุ่มที่นางเคยนึกเกลียดชัง "ข้าไม่เป็นไร... ตราบใดที่ข้ายังอยู่... พวกมันจะแตะต้องตัวเจ้าไม่ได้... แม้เพียงปลายเส้นผม" อวี้หลงเค้นเสียงรอดไรฟัน เขาหยัดกายยืนขึ้นมาอีกครั้งแม้ร่างกายจะโอนเอนราวกับต้นอ้อต้องสายลมแรง... แม่นางในชุดฟ้าครามโกรธแค้นจนสติแทบจะหลุดลอย นางใช้แรงเฮือกสุดท้ายตะโกนก้องไปทั่วบริเวณ "ช่วยด้วย! ใครก็ได้ช่วยด้วย! เจ้าพวกบ้าที่ตามข้ามาอยู่ที่ไหนกัน... มาช่วยข้าที!" เสียงตะโกนนั้นดังลั่นสั่นสะเทือน เสียงแผดร้องตะโกนดังไปถึงกลุ่มองครักษ์ที่กำลังควบม้าตามหาองค์หญิงน้อยของพวกเขาอยู่ห่างไปสามสี่ช่วงถนน เพียงพริบตาเดียวนั้นเอง... เงาร่างในชุดเกราะก็ร่อนลงมาจากหลังคาบ้านเรือน "ใครกล้าบังอาจแตะต้ององค์หญิง!" เหล่าอันธพาลแตกกระเจิงเมื่อเห็นตราสัญลักษณ์ของจวนอ๋องไป๋ที่พกอยู่ที่เอวกลุ่มคนที่เพิ่งมาถึง องครักษ์เหล่านั้นซัดไปเพียงฝ่ามือเดียวพวกมันก็ปลิวว่อนกระเด็นกระดอนไปคนละทิศละทาง แม่นางน้อยในชุดฟ้าคราม... ซึ่งคือองค์หญิงน้อยแห่งจวนอ๋องไป๋ โผเข้าหาอวี้หลงที่ยังคงยืนหลังตรงแข็งทื่อ ดวงตาเบิกโพลง แต่สติของเขานั้นดับสนิทไปแล้ว... "เจ้าเสี่ยวเอ้อบ้า! เจ้าอวี้หลง!" นางเขย่าร่างเขา แต่ไม่มีการตอบสนอง นางสืบจนรู้ว่าเขาคืออวี้หลง ที่พึ่งจะย้ายมาอยู่ที่เมืองนี้ได้ไม่นานนัก วันนี้นางอยากจะกลับมาจัดการเขา แก้แค้นที่โดนทำให้อับอายเมื่อวันก่อน แต่ไม่อาจล่วงรู้ได้ว่าจะเกิดเหตุการณ์เลวร้ายเช่นนี้ขึ้น... อวี้หลงหมดสติไปในท่าทางที่ยังยืนขวางหน้าศัตรู แขนทั้งสองข้างยังคงกางออกเพื่อปกป้องสตรีเบื้องหลังแม้หัวใจจะแทบหยุดเต้นก็ตาม "พาเขาไปที่จวน! หาคนมารักษาเขาให้ได้ หากเขาเป็นอะไรไป ข้าจะบั่นหัวพวกเจ้าให้หมด!" องค์หญิงไป๋เฟิ่ง... บุตรีเพียงคนเดียวของอ๋องไป๋เทียนซื่อแห่งจวนอ๋องไป๋ สั่งองครักษ์ด้วยเสียงสั่นเครือทั้งน้ำตา องครักษ์รีบแบกร่างที่สะบักสะบอมของอวี้หลงขึ้นหลังแล้วทะยานมุ่งสู่จวนของท่านอ๋องอย่างรวดเร็ว โดยหารู้ไม่ว่า การนำตัวมังกรซ่อนกายผู้นี้เข้าสู่จวน จะเป็นการเปลี่ยนโชคชะตาของแผ่นดินนอกด่านนี้ไปในเวลาอีกไม่นาน ..... แสงเทียนภายในห้องพักรับรองของจวนท่านอ๋องวูบไหวตามแรงลมเย็นที่ลอดผ่านช่องหน้าต่าง... ไป๋เฟิ่งในชุดที่ยังเปื้อนเปรอะคราบโลหิตของอวี้หลงและฝุ่นผงที่กลางตลาด นางนั่งอยู่ข้างเตียงไม้หลังใหญ่ ดวงตาที่เคยซุกซนและเต็มไปด้วยความหยิ่งทนง บัดนี้กลับบวมช้ำหม่นแสงลงด้วยน้ำตาแห่งความเศร้าโศกอย่างเห็นได้ชัด นางจ้องมองใบหน้าซีดเผือดของอวี้หลงที่มีผ้าพันแผลพันอยู่รอบศีรษะและลำตัว ภาพเหตุการณ์ที่ตลาดโดยเจ้าพวกอันธพาลเถื่อนนั่นยังคงฉายซ้ำอยู่ในหัวของนาง... ภาพของเสี่ยวเอ้อปากร้ายที่นางนึกอยากแกล้งให้เข็ดหลาบ แต่เขากลับยอมให้ร่างกายตัวเองถูกทุบตีจนแหลกรานเพียงเพื่อให้นางคนนี้ปลอดภัย "เจ้าคนบ้า... เจ้าอวี้หลงบ้า" นางพึมพำเสียงสั่น พลางใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นเช็ดรอยเลือดที่ซอกเล็บของเขาเบาๆ "วันนี้ข้าคิดจะมาแกล้งเจ้า แต่ดันเกิดเรื่องต่อยตีกับพวกคนเลว แล้วเจ้ามีวรยุทธเพียงแค่นี้ ทำไมเจ้าถึงไม่หนีไป... แล้วไยต้องมายืนรับหมัดแทนข้าจนเจ็บหนักถึงเพียงนี้ด้วย" ความรู้สึกผิดเกาะกินหัวใจของไป๋เฟิ่งอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน นางพานพบแต่ผู้คนที่พร้อมจะสละชีวิตเพื่อนางเพราะหน้าที่ เพราะยศถาบรรดาศักดิ์ หรือเพราะกลัวอาญาจากท่านพ่อของนาง แต่กับอวี้หลง... เขามองนางเป็นเพียงแม่นางน้อยจอมแสบที่ติดหนี้ค่าอาหาร เขาไม่มีความจำเป็นต้องแลกชีวิตเพื่อคนอย่างนางเลยแม้แต่นิดเดียว นางมองดูฝ่ามือที่ใหญ่แลนุ่มหนึกของเขาแล้วเผลอกุมมันไว้เบาๆ ความอบอุ่นจางๆ ที่ยังหลงเหลืออยู่ในกายอวี้หลงทำให้หัวใจของนางสั่นไหว ความหมั่นไส้ที่เคยมีกลับมลายหายไปสิ้นซาก เหลือเพียงความซาบซึ้งใจที่หนักแน่นราวกับขุนเขา "เจ้าต้องฟื้นขึ้นมานะ... ข้าขอสัญญาจะไม่ให้ใครมาต่อยตีเจ้าได้อีก" ไป๋เฟิ่งคิดในใจด้วยแววตาที่เริ่มเปลี่ยนไป จากเด็กสาวผู้รักสนุก กลายเป็นสตรีที่มีความมุ่งมั่นเข้มแข็ง พร้อมรักษาสัญญานี้ด้วยชีวิต "ในเมื่อเจ้าปกป้องข้าด้วยชีวิต ข้าก็จะทำเช่นกัน จะใช้ฐานะและทุกอย่างที่ข้ามี สนับสนุนเจ้าให้ถึงที่สุด ไม่ว่าเจ้าจะเป็นใคร หรือจะมีฐานะต่ำต้อยเพียงใดก็ตาม" ท่ามกลางความเงียบในห้อง นางเริ่มตระหนักว่า เจ้าเสี่ยวเอ้อบ้าผู้นี้... อาจเป็นคนเดียวในโลกที่มองเห็นนางเป็นเพียงผู้หญิงธรรมดา และปกป้องนางด้วยหัวใจจริงๆ มิใช่ด้วยฐานะแห่งองค์หญิง ความรู้สึกแปลกใหม่ที่ทั้งอบอุ่นและบีบคั้นหัวใจนี้ เริ่มหยั่งรากลึกลงในใจของไป๋เฟิ่ง... เป็นจุดเริ่มต้นของความรักที่ยิ่งใหญ่ที่จะเกิดขึ้นต่อไปของทั้งสองคน... ..... เสียงฝีเท้าหนักแน่นมั่นคงย่าวเท้ามาถึงหน้าประตู ในห้องเริ่มตึงเครียดขึ้นทันที เมื่อไป๋เทียนซื่อหรือท่านอ๋องไป๋ ผู้ปกครองเมืองฉงหยาง หัวเมืองใหญ่ชายแดนของอาณาจักรทางเหนือ เมืองนี้ตั้งอยู่ใกล้กุยฮวาที่สุด... ท่านอ๋องเดินเข้ามาด้วยสีหน้าเรียบเฉยแต่แฝงไปด้วยบารมีจนบ่าวไพร่ไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมอง เขามองดูลูกสาวตัวดีที่กำลังกุมมือเสี่ยวเอ้อหนุ่มอยู่ข้างเตียงด้วยสายตาวาว... แลคมกริบ "ไป๋เฟิ่ง... เจ้าออกไปรอด้านนอกก่อน พ่อจะตรวจดูอาการให้เขาเอง" น้ำเสียงของท่านอ๋องแม้จะราบเรียบ แต่ก็มีอำนาจสั่งการที่ปฏิเสธไม่ได้ ไป๋เฟิ่งถอยออกไปอย่างไม่เต็มใจ ท่านอ๋องไป๋ก้าวเข้าไปทรุดตัวลงนั่งข้างเตียง เขาวางนิ้วลงบนข้อมือของอวี้หลงเพื่อตรวจชีพจร ในคราแรกเขาตั้งใจเพียงจะรักษาอาการบาดเจ็บภายนอกให้เด็กหนุ่มที่ช่วยลูกสาวเขาไว้ แต่ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัส... ดวงตาของไป๋เทียนซื่อ ผู้เป็นถึงอ๋องแห่งเมืองฉงหยางก็เบิกกว้างขึ้นด้วยความตกตะลึง! เขารู้สึกได้ถึงกระแสพลังมหาศาลที่หลับไหลอยู่ในกายของเด็กหนุ่มคนนี้ มันกลับถูกกักขังไว้ด้วยผนึกที่ซับซ้อนและแน่นหนาอย่างยิ่ง 'นี่มัน... ผนึกพันธนาการน้ำแข็งหยก อ๋องไป๋รำพึงในใจด้วยความตกตะลึง พลังที่อัดแน่นอยู่ในนี้หนักแน่นดั่งขุนเขาและลึกล้ำดั่งมหาสมุทร กลิ่นอายพลังแบบนี้มีกระแสพลังที่คุ้นเคยนัก น่าจะเป็นของผู้อาวุโสเฒ่าสองท่านนั้น และพวกท่านเท่านั้นกระมังที่จะสร้างผนึกนี้ได้ เหตุใดพลังของยอดฝีมืออันดับสองและสามของแผ่นดินจึงงมาเร้นอยู่ในร่างของเด็กหนุ่มผู้หนึ่งได้เช่นนี้?' ท่านอ๋องไป๋เริ่มตระหนักถึงความไม่ธรรมดา เขาพยายามลองหยั่งเชิงด้วยการส่งพลังภายในส่วนหนึ่งเข้าไปสะกิดผนึกนั้น ทันใดนั้น ร่างของอวี้หลงที่หมดสติอยู่ก็เกิดอาการสั่นสะท้าน มวลพลังไหลวนแผ่ซ่านออกมาต้านทานพลังของท่านอ๋องจนฝ่ามือของเขากระดอนกลับเล็กน้อย... "ไม่ใช่แค่พลังภายใน... แต่เด็กคนนี้ยังมีกระแสพลังพิเศษบางอย่างไหลเวียนอยู่ ข้าเอวก็ยังไม่อาจปักใจลงไปว่าจะเป็นอย่างที่คิดหรือไม่" อ๋องไป๋รำพึงขึ้นมาเบาๆ พร้อมกับขมวดคิ้วแน่น แววตาที่เคยนิ่งสงบกลับเต็มไปด้วยความฉงนพร้อมคำถามมากมาย เขามองดูใบหน้าที่มุ่งมั่นแม้ในยามหลับใหลของอวี้หลง พลางนึกถึงเรื่องราวหนึ่งในแผ่นดินตงหยวนเมื่อยี่สิบปีก่อน เขาสะบัดหน้า พลันรีบเก็บรวบรวมพลังของตัวเองทันทีเมื่อได้ยินเสียงลูกสาวส่งเสียงเรียกเบาๆด้วยความกระวนกระวายอยู่หน้าห้อง เขาตัดสินใจว่าจะยังไม่เปิดเผยเรื่องนี้ให้ใครรู้ แม้แต่ไป๋เฟิ่ง... ลูกสาวของตนเอง "โชคชะตาช่างเล่นตลกนัก... หากเป็นดังที่ข้าคิด ไม่พ้นว่าพายุลูกใหญ่ที่จะสั่นสะเทือนแผ่นดินตงหยวนถึงกับมานอนสลบอยู่ในจวนของข้าในสภาพเสี่ยวเอ้อเช่นนี้ เฮอะ...!!!" อ๋องไป๋ถอนหายใจยาว ก่อนจะเปิดประตูออกไปหาบุตรีเพียงคนเดียว... "เจ้านั่นไม่เป็นอะไรมาก แค่บอบช้ำภายนอกกนักหน่อย ส่วนภายในไม่เป็นอะไรเลย พ่อจะให้คนจัดยาชั้นเลิศให้ และพวกองครักษ์ทั้งจวนนี้...จงฟังให้ดี... ตราบใดที่เขายังไม่ฟื้น ห้ามให้ใครเข้าใกล้ห้องนี้เด็ดขาด เข้าใจหรือไม่..." "ขอรับนายท่าน" หน่วยองครักษ์พิเศษคุกเข่าประสานมือรับคำสั่ง ไป๋เฟิ่งพยักหน้าตามอย่างงงๆ แต่ในใจของท่านอ๋องนั้นรู้ดีว่า ความสงบสุขของดินแดนแถบนี้อาจจะกำลังสิ้นสุดลง เพราะมังกรที่ซ่อนกายตัวนี้กำลังจะตื่นขึ้นมา แล้วความว่นวายจะทำลายทุกสิ่งในไม่ช้า! .....หัวค่ำวันนั้น... เมืองกุยฮวาถูกปกคลุมด้วยหมอกหนา อวี้หลงเดินออกจากร้านต้าจู๋เพื่อนำสินค้าไปส่งให้ลูกค้าที่อยู่อีกฝั่งของเมือง ท่ามกลางถนนที่เงียบสงัด เขาสังเกตเห็นชายวัยกลางคนสวมชุดคลุมขนสัตว์สีดำสนิท ยืนนิ่งอยู่บนสันกลางของสะพานหินที่ทอดข้ามลำน้ำสายหลักของเมือง ชายผู้นั้นไม่ได้ขยับเขยื้อน แต่กระแสลมรอบตัวเขากลับหมุนวนผิดปกติจนใบไม้ไม่อาจร่วงหล่นเข้าใกล้ ชายชุดดำผู้นั้นคือ อูอิง ฉายาอินทรีทมิฬ... ยอดฝีมืออันดับสิบที่ได้รับคำสั่งให้มาแฝงตัวสืบข่าว แต่เขาพกพาความหยิ่งทนงในฐานะมือสังหารอันดับต้นๆ ของเจิ้งเจวี่ย เขาจึงมิได้เร้นกายปลอมตัว แต่ค่อยๆ เดินไปทั่วเมืองกุยฮวา เดินเงียบๆ มิจำเป็นต้องเอ่ยปากถามผู้ใด ด้วยสายตา ด้วยจมูก และประสาทสัมผัสของมัน มันรับรู้ได้ถึงสิ่งที่มันต้องตามหา... เมื่ออวี้หลงก้าวขึ้นสู่เชิงสะพาน อูอิงก็ลืมตาขึ้น ดวงตารียาวแววตาคมปลาบดุจสัตว์ล่าเหยื่อ มันจ้องเขม็งมาที่เด็กหนุ่ม "ในเมืองที่เต็มไปด้วยเศษสวะ กลับมีกลิ่นอายที่พิเศษไม่เหมือนคนธรรมดา หรือจะเป็นมัน..." อูอิงเอ่ยเสียงแหบพร่า "เจ้าหนุ่ม เจ้าเป็นผู้ใด ใยจึงมีพลังประหลาดที่ดูเหมือนเจ้าจะพยายามกด
หลังจากวันนั้น... อวี้หลงยังคงต้องพักรักษาตัวอยู่ในจวนอีกหลายเพลา ท่านอ๋องให้คนไปแจ้งข่าวแก่ต้าสยุงและมารดาของเขาว่ามิต้องกังวลใดๆ ในเรื่องของอวี้หลง เขาบาดเจ็บเพราะช่วยองค์หญิง ดังนั้นจวนอ๋องไป๋จะดูแลเขาให้ดีที่สุด ไม่กี่วันผ่านไป... อาการบาดแผลเริ่มหายดี กระดูกที่แตกร้าวก็ประสานตัวด้วยพลังปราณจากแพทย์และผู้เยี่ยมยุทธที่จวนอ๋องเชิญมาช่วยรักษา แต่มีสิ่งหนึ่งที่อวี้หลงไม่ล่วงรู้ คือทุกคืนในยามจื่อ (เที่ยงคืน) ท่านอ๋องไป๋จะลอบเข้ามาในห้องพัก เขาจ้องมองเด็กหนุ่มผู้นี้ด้วยความครุ่นคิด... ..... เมื่อยามสายวันนี้... ท่านอ๋องหยิบตำราเก่าคร่ำคร่าเล่มหนึ่งในลิ้นชักลับของโต๊ะทำงานออกมา... มันคือ คัมภีร์สยบภูผาน้ำแข็งส่วนสุดท้ายที่เขาชนะในการประลอง แล้วได้มันมาจากต้าสยุง... เมื่อสิบปีก่อน "ข้าเองไม่ได้ต้องการวิชานี้เพื่อชิงความเป็นหนึ่ง เพียงต้องการดับความอหังการของมันเท่านั้น ใครจะคิดว่าวันนี้ข้าต้องนำมันมาใช้เพื่อช่วยศิษย์หลานเจ้า นี่เพียงเพราะมันช่วยลูกสาวข้าไว้ดอก.. ต้าสยุงเอ๋ย" ท่านอ๋องไป๋เทียนซื่อพึมพำ พลางเปิดตำรายุทธโบราณศึกษาในส่วนท้ายเพื่อหาหนทางช่วยคน... อวี้หลงเ
ค่ำคืนที่เงียบสงบในสวนหลังร้านค้าต้าจู๋ อาจารย์ปู่น้อยต้าสยุงนั่งอยู่เบื้องหน้าอวี้หลง บรรยากาศรอบตัวของทั้งสองคนหนักอึ้งด้วยการแผ่ออกมาของพลังภายในที่ต้าสยุงพยายามดึงมันออกมา เขากำลังหาวิธีควบคุม และเปิดผนึกจุดชีพจรที่ศิษย์พี่ทั้งสองคนปิดเอาไว้ "พลังแปดส่วนในกายเจ้าเปรียบเสมือนเขื่อนยักษ์ที่รอวันระเบิดออกมา แต่ข้ากลับไม่มีกุญแจเปิดประตูน้ำนั้น... ตำราแก้เคล็ดวิชาพันธนาการน้ำแข็งหยกที่จะใช้เปิดจุดชีพจรเจ้านั้น ข้าได้สูญเสียไปในการประลองเมื่อยี่สิบปีก่อน หากไร้ซึ่งตำราที่จะใช้ไขเคล็ดวิชาโดยละเอียด ข้าและเจ้าก็ทำได้เพียงเดินวนอยู่ในเขาวงกต ตอนนี้ข้าทำได้เพียงระบายพลังภายในบางส่วนของเจ้าเพื่อรักษาระดับของมันเอาไว้ หากเจ้าฝึกฝนวิชาอื่นๆ เพิ่มเติม ทำให้พลังภายในเจ้าเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว เมื่อมันเพิ่มขึ้นโดยที่ร่างกายของเจ้ายังอ่อนแอเช่นนี้อยู่ ร่างเจ้าจะระเบิดเป็นผุยผงในเร็ววัน" อวี้หลงพยายามโคจรลมปราณ ฝึกฝนวิธีควบคุมพลังที่แฝงเร้นตามที่อาจารย์ปู่น้อยสอน แต่ทุกครั้งที่โคจรพลังพุ่งผ่านไปถึงจุดชีพจรสำคัญ มันจะกลับตีกลับจนเขาต้องกระอักเลือดออกมา "ข้าจะพยายามครับอาจารย์ปู่... ข้าต
เสียงหวีดหวิวของพายุหิมะที่พัดโหมกระหน่ำจนมองไม่เห็นทางข้างหน้า ท่านอากระชับบังเหียนรถม้าคันเก่าที่ดูซอมซ่อไร้ที่มา ซึ่งเป็นคนละคันกับที่ชายร่างเล็ก... เจิ้งเจวี่ย ไล่ตามทันตรงประตูด่านอย่างสิ้นเชิง เขานึกถึงจุดวิกฤตตรงสามแยกเชิงเขา การกลบเกลี่อนร่องรอยที่สามแยกนั้นหากทำได้ดี จนอีกฝ่ายหนึ่งตามไปผิดทาง แล้วพวกเขาสามารถขึ้นเขาได้ทันเวลา หิมะบนเขาจะช่วยกลบทุกอย่าง นั่นคือทางรอด... เขานึกย้อนไปถึงทางแยกเชิงเขาในป่าทึบที่ผ่านมา หากเจิ้งเจวี่ยเลือกตามรอยล้อรถบนถนนหลัก พวกนั้นคงพบรถม้าอีกคันหนึ่งที่บรรทุกครอบครัวบ่าวชราในหมู่บ้าน และน้องชายเขาที่เป็นผู้ขับรถม้า "คงตามกันทันที่ประตูด่าน หวังเพียงให้ยืดเวลาจนข้าพาสองคนนี้ขึ้นเขาเร้นกายพ้นไปได้ และขอให้ทุกคนปลอดภัย แม้มันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย" สายตาของท่านอาเหลือบมองซองหนังใหญ่ที่บรรจุคันศร และลูกศรสีทอง มือหนึ่งกุมบังเหียนม้ากระชับแน่น อีกมือหนึ่งลูบจี้ห้อยคอที่ทำจาก เขี้ยวหมาป่า และเขี้ยวสุนัขจิ้งจอกที่ปริแตก... เหมือนจะบอกเหตุว่า เจ้าของเขี้ยวนั้นคงไม่ปลอดภัยเสียแล้ว รถม้าเก่าซอมซ่อวิ่งฝ่าพายุหิมะบนหุบเขาหายไปในม่านหมอกขาวโพลน เห
รถม้าวิ่งไปเรื่อยๆไม่ช้าไม่เร็วจนเกินไปนัก จากท่ามกลางป่าเขาอันแสนอึมครึมของเทือกเขาสูง ออกสู่ทุ่งกว้างตีนเขา มุ่งสู่ที่นาทุ่งเกษตรกรรมเพื่อตรงไปยังประตูด่านสู่นอกอาณาจักร คนที่นั่งมาภายในรถม้าบัดนี้ยังพูดคุยกันไม่หยุด นับตั้งแต่รุ่งสางฟ้ายังไม่ทันสว่างจนกระทั่งบ่ายคล้อย แสงอาทิตย์เริ่มลดลวต่ำกว่ายอดไม้แล้ว ภายในรถม้าที่คับแคบนั้น อวี้หลงนั่งขัดสมาธิอยู่ เขารู้สึกถึงไอร้อนอุ่นที่คอยปะทุขึ้นมาบริเวณท้องน้อยเป็นระยะๆ นึกว่าเป็นเพียงความหิว หรือการกินอะไรบนรถในยามเดินทางทำให้ท้องไส้ผิดสำแดง เขาจ้องมองออกไปนอกหน้าต่างรถม้า... เห็นเพียงทิวเขาที่ถอยหลังไปอย่างรวดเร็ว "ท่านเหนื่อยหรือไม่" เด็กหนุ่มวัยสิบแปดเอ่ยเสียงเบา ด้วยเห็นว่านางที่นั่งอยู่ตรงข้ามหลับตาด้วยท่าทางระโหยโรยแรง "ท่านอาขับรถม้ามาแทบไม่หยุดพักตั้งแต่รุ่งสาง ราวกับว่าหากช้าไปเพียงอึดใจเขาลูกใหญ่เบื้องหลังจะถล่มทับพวกเรากระนั้น" สตรีอายุราวสามสิบปลายยิ้มบางๆ มือที่เคยนิ่มนุ่มเริ่มหยาบหนาจากการทำงานในเรือนมาเกือบยี่สิบปี นางยกมือโบกเบาๆ "ข้าไม่เหนื่อยหรอกอวี้หลง... แต่ข้าเพียงแปลกใจ เจ้าไม่ถามข้าสักคำหรือว
ในดินแดนห่างไกลจุดศูนย์กลางความเจริญราวหนึ่งพันสองร้อยลี้มาทางทิศอีสาน เทือกเขาสลับซับซ้อนที่สุดขอบแผ่นดินไร้ซึ่งผู้คน หมู่บ้านสุดท้ายที่มีคนใช้ชีวิตอยู่กลางหุบเขามีเพียงไม่กี่หลังคาเรือน ปลูกผักหญ้า หาของป่า ล่าสัตว์ ใช้ชีวิตสันโดษไม่ข้องเกี่ยวกับผู้คนภายนอก ใครเล่าจะรู้ว่าอีกไม่กี่เพลาความเงียบสงบนี้จะเปลี่ยนไป วันคืนดีๆอาจจะไม่หลงเหลืออีกแล้ว... ชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งควบม้าเหยาะย่างฝ่าป่าดงมาพร้อมอาวุธครบมือ ประเมินจากอาภรณ์ที่สวมใส่แล้วน่าจะเดินทางรอนแรมมาเป็นเวลานานมิใช่น้อย เสบียงกรังที่หอบหิ้วกันมาก็ร่อยหรอจนไม่น่าจะเดินทางออกจากหุบเขาแห่งนี้ไปได้ง่ายนัก พวกมันฝ่าป่าดงพงไพรมาเพื่อสิ่งอันใด ชายร่างเล็กผู้ขับม้าอยู่ตรงกลางขบวนยกมือขึ้นให้สัญญานหยุดการเคลื่อนไหว มันชี้มือไปที่ควันไฟเบื้องหน้า นั่งคือสิ่งที่บอกว่ามีคน... และนั่นอาจเป็นเป้าหมายของพวกมัน... ความเงียบสงัดปกคลุมผืนป่า มันเงี่ยหูฟังเสียงจากทิศทางของควันไฟ มิมีสิ่งใดขยับเคลื่อนไหว มีเพียงเสียงลมพัดยอดไม้ไหวไปมา เสียงนกร้องแมลงบิน แลใบไม้แห้งกลิ้งตามสายลมบนพื้น กราว...กราว... "หรือมันจะรู้ตัวว่าพวกเรามาถึงแ







