Home / อื่น ๆ / เลือดมังกร...龙的传人  / บทที่ 3 เมืองนอกด่าน

Share

บทที่ 3 เมืองนอกด่าน

Author: W. Ziyen
last update Last Updated: 2026-02-10 14:39:03

เสียงหวีดหวิวของพายุหิมะที่พัดโหมกระหน่ำจนมองไม่เห็นทางข้างหน้า ท่านอากระชับบังเหียนรถม้าคันเก่าที่ดูซอมซ่อไร้ที่มา ซึ่งเป็นคนละคันกับที่ชายร่างเล็ก... เจิ้งเจวี่ย ไล่ตามทันตรงประตูด่านอย่างสิ้นเชิง เขานึกถึงจุดวิกฤตตรงสามแยกเชิงเขา การกลบเกลี่อนร่องรอยที่สามแยกนั้นหากทำได้ดี จนอีกฝ่ายหนึ่งตามไปผิดทาง แล้วพวกเขาสามารถขึ้นเขาได้ทันเวลา หิมะบนเขาจะช่วยกลบทุกอย่าง นั่นคือทางรอด...

เขานึกย้อนไปถึงทางแยกเชิงเขาในป่าทึบที่ผ่านมา หากเจิ้งเจวี่ยเลือกตามรอยล้อรถบนถนนหลัก พวกนั้นคงพบรถม้าอีกคันหนึ่งที่บรรทุกครอบครัวบ่าวชราในหมู่บ้าน และน้องชายเขาที่เป็นผู้ขับรถม้า

"คงตามกันทันที่ประตูด่าน หวังเพียงให้ยืดเวลาจนข้าพาสองคนนี้ขึ้นเขาเร้นกายพ้นไปได้ และขอให้ทุกคนปลอดภัย แม้มันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย"

สายตาของท่านอาเหลือบมองซองหนังใหญ่ที่บรรจุคันศร และลูกศรสีทอง มือหนึ่งกุมบังเหียนม้ากระชับแน่น อีกมือหนึ่งลูบจี้ห้อยคอที่ทำจาก เขี้ยวหมาป่า และเขี้ยวสุนัขจิ้งจอกที่ปริแตก... เหมือนจะบอกเหตุว่า เจ้าของเขี้ยวนั้นคงไม่ปลอดภัยเสียแล้ว

รถม้าเก่าซอมซ่อวิ่งฝ่าพายุหิมะบนหุบเขาหายไปในม่านหมอกขาวโพลน เหมือนจะบอกลาทุกเรื่องราวเบื้องหลังเอาไว้ มุ่งสู่อีกโลกหนึ่งเบืัองหน้าที่ต้องฟันฝ่ากันต่อไป

.....

ท่านอาเงยหน้ามองชะง่อนผาใหญ่เบื้องหน้า แล้วเอียงหน้าทำมุมตามที่ผู้อาวุโสเฒ่าทั้งสองเคยบอกไว้ พลันนั้น...ต้นไม้ใหญ่รูปทรงเหยี่ยวปรากฏขึ้นในสายตา ปลายจงอยปากมันชี้ลงไปที่ปากทางเข้าถ้ำลับนั้น เขาเอ่ยปาๅกบอกคนในรถ...

"อีกไม่นานเราก็จะถึงถ้ำลับตามที่ผู้อาวุโสบอกเอาไว้แล้ว"

จินหลางเจี้ยน หรือศรหมาป่าทองคำ ยอดคนอันดับห้าของแผ่นดิน รับหน้าที่จากผู้อาวุโสทั้งสองท่านให้ขับรถม้าพาสองคนแม่ลูกหลบหนีออกนอกด่าน ผ่านช่องทางลับในถ้ำใต้หุบเขา โดยวางแผนลวงเหล่านักฆ่าไว้หลายชั้น ซับซ้อนจนหลีกเร้นมาถึงถ้ำลับที่จะพาออกนอกด่านได้เบื้องหน้านี้

ท่านอาขยับหมวกฟางให้เปิดออกมองทางเบื้องหน้าให้ชัดเจน ขณะบังคับรถม้าเข้าสู่ปากถ้ำขนาดใหญ่ที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ชะง่อนผาชัน มันคือเส้นทางเร้นกายที่มีเพียงสายลับเก่าระดับสูงเท่านั้นที่ล่วงรู้ ใช้สำหรับปฏิบัติการลับนอกด่านที่แม้แต่ราชสำนักก็ยังเข้าไม่ถึง ภายในถ้ำมืดสลัวและหนาวเหน็บ ท่านอาจุดคบไฟปักไว้เหนือหลังคารถ และบังคับม้าเหยาะย่างไปเรื่อยๆในทางแคบๆนี้

อวี้หลงรู้สึกถึงมวลความร้อนสายหนึ่งที่ไหลเวียนในท้องน้อยจนกายอุ่นขึ้นเองอย่างประหลาด เขานึกคิดแกมบังคับให้ไออุ่นนั้นมารวมอยู่กลางฝ่ามือแล้วดันมันออกมาจนความร้อนนั้นแผ่ซ่านไปทั่วตัวรถม้า อบอุ่นจนทำให้ท่านแม่ที่นอนซบอยู่ข้างในไม่ต้องเผชิญกับภาวะหนาวเหมือนเมื่อช่วงเวลาที่ผ่านมา เขาคิดประหลาดใจ จนรำพึงกับตัวเองเบาๆ

"หรือนี่จะเป็นสิ่งที่อาจารย์ปู่บอกว่ามอบให้ข้าก่อนจากมา... พลังภายใน... แต่ยังต้องไปหาอาจารย์ปู่น้อยที่นอกด่านให้ช่วยเปิดพลังให้"

รถม้าเคลื่อนผ่านอุโมงค์หินที่ยาวเหยียดใต้เทือกเขาอันสลับซับซ้อน จนกระทั่งแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์เริ่มส่องกระทบใบหน้าที่อ่อนล้าจากการเดินทาง อวี้หลงเขย่าแขนปลุกมารดาเบาๆ แล้วชี้ให้ดูแสงสว่างเบื้องหน้า...

ท่ามกลางแสงสว่าง... ภาพเบื้องหน้าที่เห็นไม่ใช่ทุ่งนาเกษตรกรรม แต่เป็นทุ่งหญ้าที่ว่างเปล่ายาวไกลไปจนถึงเมืองที่เห็นอยู่ลิบๆ อีกฟากภูเขาหนึ่ง เมื่อขับรถม้าใกล้เข้าไปจึงเห็นกลุ่มบ้านเรือนผู้คนที่ปลูกเป็นแนว เป็นแถวๆ มีผู้คนคึกคักมากหน้าหลายตา

กุยฮวา... เมืองท่าการค้าขนาดใหญ่ที่เป็นจุดกึ่งกลางระหว่างแผ่นดินตงหยวนและทุ่งหญ้านอกด่าน เมืองที่อำนาจของฮ่องเต้ไปไม่ถึง และเป็นศูนย์รวมของคนเถื่อน พ่อค้ามืด และยอดฝีมือเร้นกายที่มาเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่นี่

.....

กลิ่นอายของเครื่องเทศและควันไฟลอยมาปะทะจมูก ที่นี่คือเมืองกันชนอิสระ ที่ทุกอาณาจักรใหญ่ต่างลงนามในพันธสัญญาว่าจะไม่ก้าวก่าย เมืองที่พ่อค้าจากตงหยวนและนักรบจากทุ่งหญ้าต่างวางดาบลงเพื่อแลกเปลี่ยนสินค้าภายใต้ข้อตกลงแห่งความสงบสุข

ท่านอากระตุกบังเหียนให้รถม้าชะลอความเร็วลงเมื่อเข้าสู่ด่านตรวจของเมือง

"ที่นี่คือที่ๆ อำนาจของฮ่องเต้มาไม่ถึง และเป็นที่ๆ เจ้าจะได้เริ่มทำตามสิ่งที่อาจารย์ปู่สั่งเสียไว้เสียที"

อวี้หลงมองดูผู้คนหลากหลายชาติพันธุ์ที่เดินขวักไขว่ไปมา ภารกิจที่อาจารย์ปู่ฝากฝังไว้เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น ณ เมืองที่เป็นจุดบรรจบของโลกใบนี้

ภายใต้บรรยากาศที่จอแจของตลาดกลางเมือง ท่ามกลางกลิ่นเครื่องเทศและเสียงต่อรองหลายภาษา ท่านอานำรถม้ามาหยุดลงหน้าอาคารไม้สองชั้นสภาพเก่าคร่ำคร่าที่มีป้ายหน้าร้านเขียนว่า โรงรับแลกสินค้า และโรงเตี๊ยม 'ต้าจู๋' ชายสูงอายุร่างยักษ์ราวกับภูเขาขยับตัวลุกขึ้นจากเก้าอี้โยก เสียงกระดูกลั่นเกรียวกราว เขาคือต้าสยุง... หรือที่ยุทธภพต่างขนานนามว่า หมีใหญ่ อดีตยอดฝีมืออันดับห้าของแผ่นดิน ผู้เร้นกายมาเป็นพ่อค้าในเมืองกันชนแห่งนี้ ดวงตาที่คมปลาบของเขามองผ่านร่างของท่านอาไปหยุดอยู่ที่อวี้หลงเพียงครู่เดียว ก่อนจะเบนสายตาไปที่รถม้า แล้วกล่าวด้วยเสียงทุ้มต่ำในลำคอ

"ศิษย์พี่ทั้งสอง... ในที่สุดก็ถึงเวลาที่ท่านเคยฝากฝังไว้เสียที ของล้ำค่าที่ท่านให้ข้าช่วยจัดการ ข้าจะทำให้ดีที่สุดด้วยชีวิตของข้าเอง"

ต้าสยุงจัดแจงให้มารดาของอวี้หลงได้พักผ่อนในเรือนหลังร้านที่ปลอดภัย จากนั้นก็พาอวี้หลงมาเริ่มต้นเรียนรู้วิถีชีวิตใหม่ในเมืองกุยฮวา

.....

"ตอนกลางวันเจ้าต้องเรียนรู้วิธีการเจรจาค้าขาย และการดูเล่ห์เหลี่ยมของพ่อค้าหลากเชื้อชาติ แต่เมื่อตะวันลับขอบฟ้า เจ้าจะต้องฝึกฝนร่างกาย เรียนรู้วิชายุทธ ฝึกหัดควบคุมพลังที่เร้นอยู่ในกาย"

อวี้หลงคุกเข่าลงต่อหน้าต้าสยุงเพื่อขอคำชี้แนะตามคำสั่งเสียสุดท้ายของอาจารย์ปู่

"ศิษย์หลานกราบคารวะอาจารย์ปู่น้อย... ท่านปู่ทั้งสองฝากฝังพลังไว้ในตัวข้า จะเป็นอย่างไรบ้างข้าก็ไม่รู้ สัมผัสได้เพียไออุ่นเบาๆในช่องท้อง ส่วนวิชายุทธนั้นอาจารย์ปู่ให้ฝึกฝนเพียงกระบวนท่ามาตั้งแต่ยังเด็ก ไม่เคยใช้ต่อยตีกับผู้ใด ส่วนพลังภายในท่านยังไม่เคยสอนใดๆเลย เพียงให้ข้าฝึกหัดลมหายใจ ทำใจใหสงบเพียงเท่านั้น ขอท่านปู่น้อยเมตตาให้คำชี้แนะเพิ่มเติมแก่ข้าด้วยเถิด"

อวี้หลงประสานมือ โขกศีรษะลงพื้นสามครา

"พลังของยอดฝีมืออันดับสองและสามรวมกัน มิใช่สิ่งที่ร่างกายธรรมดาจะรับไหว หากเจ้าเปิดผนึกโดยไม่เตรียมพร้อม ร่างกายเจ้าจะแตกกระจายเหมือนถ้วยกระเบื้องบางๆที่รองรับน้ำเดือดพล่านหม้อโต"

ต้าสยุงจ้องมองเด็กหนุ่มด้วยสายตาเคร่งเครียด เขาเดินเข้ามาวางมือหนักๆ บนบ่าของอวี้หลง

"ก่อนจะเข้าถึงพลังแปดส่วนนั้น เจ้าต้องเริ่มจาก หนึ่งส่วนของตัวเองให้ได้ก่อน ในเมืองซ่อนเสือเร้นอินทรีแห่งนี้มีอันตรายทุกฝีเท้าก้าวย่าง ข้าจะสอนเจ้าให้รู้จักวิธีควบคุมพลังที่เจ้ามีอยู่เสียก่อน ควบคู่ไปกับการฝึกฝนกระบวนท่าที่คู่ควรกับพลังมหาศาลนั้น โดยจะต้องปิดบังซ่อนเร้นไม่ให้ใครมองออกว่าเจ้าคือมังกรที่ซ่อนเล็บ"

อวี้หลงเริ่มต้นวันใหม่ด้วยการเป็นเพียงเด็กช่วยงานในโรงรับแลกสินค้า และโรงเตี๊ยมเล็กๆแห่งนี้ เขาต้องแบกกระสอบข้าวสารเพื่อฝึกกำลังกาย เจรจากับพ่อค้าหน้าเลือดจากแดนใต้เพื่อฝึกปัญญาการอ่านคน และรับมือกับพวกอันธพาลที่มาเรียกเก็บค่าคุ้มครองเพื่อฝึกจิตใจ ทั้งหมดนี้คือส่วนหนึ่งของการฝึกฝนที่ท่านปู่ต้าสยุงมอบให้ในช่วงกลางวัน

"เจ้าจงดู... คนพวกนี้สู้กันเพื่อผลประโยชน์เพียงเล็กน้อย ทะเลาะถกเถียงกันแทบจะเอาชีวิต เจ้าจงดูและเรียนรู้มันไว้ ในภายหน้าเจ้ายังมีภาระต้องทะเลาะถกเถียงที่ยิ่งใหญ่และหนักอึ้งกว่านั้น"

อวี้หลงงุนงงกับคำพูดของท่านปู่น้อยที่ดูเหมือนกล่าวลอยๆขณะนั่งดูอวี้หลงกวาดลานหน้าร้าน แล้วกล่าววาจาต่อ

"หากเจ้าควบคุมอารมณ์ยามทะเลาะตบตีไม่ได้ พลังภายในที่ปู่ของเจ้าผนึกไว้จะกลายเป็นไฟเผาผลาญตัวเจ้าเอง"

ยามค่ำคืนหลังประตูร้านปิดสนิท ต้าสยุงจะใช้วิชา หัตถ์หมีพิฆาตของเขา6กดลงบนจุดชีพจรของอวี้หลงเพื่อสำรวจผนึก พลังภายในของยอดฝีมืออันดับสองและสามเปรียบเสมือนเสือและมังกรยักษ์สองตัวที่หลับใหลอยู่ภายในร่างของเด็กหนุ่ม

"อาจารย์ปู่ทั้งสองของเจ้าช่างบ้าบิ่นนัก... พวกท่านถ่ายทอดพลังบริสุทธิ์ไว้ให้ แล้วปิดผนึกด้วยเคล็ดวิชาพันธนาการน้ำแข็งหยก ซึ่งจะคลายออกได้ก็ต่อเมื่อเจ้าบรรลุกระบวนวิชาทะลายภูผาน้ำแข็งแล้วเท่านั้น"

ต้าสยุงขมวดคิ้วครุ่นคิดอย่างหนัก นี่เป็นเคล็ดวิชาส่วนตัวของเขา มิแปลกที่ศิษย์พี่จะส่งอวี้หลงมาหาเขา แต่ทว่า... ตำราเคล็ดวิชานี้เขาสูญเสียให้กับยอดคนอันดับหนึ่งเมื่อยี่สิบปีที่แล้วไปเสียแล้ว ส่วนตัวเขาเองแม้จะบรรลุขึ้นขั้นที่เก้าแต่ก็ยังไม่สามารถข้ามพ้นขั้นนี้ไปให้บรรลุเคล็ดวิชาโดยสมบูรณ์

ยอดคนผู้นั้นเร้นกายหายจากยุทธภพมาได้สิบเจ็ดปีแล้ว... แล้วทำเช่นไรจึงจะเปิดผนึกพลังซ่อนเร้นในกายอวี้หลงได้กันเล่า... ยามนี้ทำได้เพียงถ่ายทอดกระบวนท่าที่เขาถ่ายทอดได้ให้ไปก่อน หากรวมกับท่าร่างวิชาพยัคฆ์มังกรประสานกับหมียักษ์ของเขาแล้ว อาจทะลวงจุดกักพลังนั่นได้...

.....

ในขณะที่อวี้หลงฝึกฝนอย่างหนักในสวนหลังบ้าน มารดาของเขาก็นั่งปักผ้าอยู่ริมหน้าต่างอย่างสงบ แต่ทว่า... ในบางคืน อวี้หลงแอบเห็นนางจ้องมองดวงจันทร์ด้วยสายตาที่ไม่ธรรมดา นางมักจะเล่าเรื่องราวในวังหลวงราวกับเคยอยู่ที่นั่น และในยามที่เขาบาดเจ็บจากการฝึกซ้อม นางจะใช้วิธีการกดจุดที่พิสดารล้ำลึกช่วยบรรเทาปวดให้เขา

เขาก็พอจะรู้ว่า... ท่านแม่ของเขาอาจไม่ใช่เพียงหญิงชาวบ้านห่างไกลในหุบเขาธรรมดา ดูจากเหล่าบรรดาลุงป้าน้าอา และผู้เฒ่าในหมู่บ้าน แต่ละคนล้วนช่วยเหลือบ้านเขา คอยดูแลเอาใจใส่อย่างดีมาตลอดชีวิตสิบแปดปีของเขา นางอาจเป็นใครสักคนที่มีความสำคัญ แล้วต้องเร้นกายมาอยู่ในดินแดนห่างไกล หรืออาจเป็นกุญแจสำคัญบางอย่างที่ทำให้อาจารย์ปู่ยอมสละทุกสิ่งอย่างพื่อปกป้องนางและเขาเอาไว้... เช่นกำลังภายในถึงแปดส่วนนั้น

.....

ในเช้าวันที่ตลาดคึกคักที่สุด รถม้าหรูหราจากต่างแดนคันหนึ่งถูกลอบโจมตีกลางตลาด อวี้หลงเกือบจะเผยพลังออกมาช่วย แต่กลับมีดรุณีน้อยในชุดรัดกุมสีเขียวสดใสกระโดดลงมาจากชั้นสองของเหลาอาหาร นางใช้เพียงพัดจีบเล่มเดียวสะกดการเคลื่อนไหวของคนร้ายได้อย่างงดงาม

สายตาของนางสบเข้ากับอวี้หลงเพียงชั่วครู่... แต่ดูเหมือนจะมองทะลุเข้าไปถึงพลังมหาศาลที่ซ่อนอยู่ใต้ชุดผ้าป่านขาดๆ ของเขา

"หนุ่มน้อย... ฝีมือการกวาดพื้นของเจ้าไม่เลว แต่ฝีเท้าที่เจ้าหลบคมดาบเมื่อครู่... มันช่างดูไม่เหมือนคนกวาดพื้นธรรมดาๆเลยนะ"

นางยิ้มที่มุมปากก่อนจะก้าวเท้าหายตัวไปในฝูงชน ทิ้งให้อวี้หลงใจหายวาบ... นี่เขาแค่ขยับเท้าเดินหลบคนทะเลาะกันยังมีคนสังเกตดูเขาได้ถึงเพียงนี้ เมืองนี้ช่างไม่ใช่ธรรมดาเสียจริง คงต้องระมัดระวังให้มากขึ้นไปอีก

สายวันนี้... ทีโรงเตี๊ยมแลกึ่งโรงรับแลกสินค้าของอาจารย์ต้าสยุงช่างวุ่นวายเหลือเกิน อวี้หลงในชุดเสี่ยวเอ้อผ้าป่านหยาบๆ กำลังง่วนอยู่กับการยกน้ำชารับแขก แต่แล้วสายตาของเขาก็สะดุดเข้ากับดรุณีน้อยผู้หนึ่ง นางสวมชุดไหมสีฟ้าครามทะมัดทะแมง ท่าทางแก่นเกินกว่าจะเป็นคุณหนูในห้องหอ นางสั่งอาหารเลิศรสมาเต็มโต๊ะ กินอย่างสนุกสนานราวกับไม่เคยเห็นของกินแปลกๆ มาก่อน

แต่พอถึงเวลาชำระเงิน มือเรียวสวยที่ควานหาถุงเงินที่ข้างเอวกลับชะงักกึก... ใบหน้าจิ้มลิ้มเริ่มเปลี่ยนเป็นสีหน้าเลิ่กลั่ก

"อ้าว... ถุงเงินข้าล่ะ..."

นางพึมพำ ก่อนจะหันไปยิ้มแห้งๆ ให้เสี่ยวเอ้อหนุ่มที่ยืนกอดอกรออยู่

"แม่นาง... กินจนอิ่มแล้วบอกว่าถุงเงินหาย วิธีนี้ที่เมืองกุยฮวามีแต่พวกอันธพาลใช้กันนะ"

อวี้หลงเลิกคิ้วมอง

"เจ้าคงไม่ได้เป็นคุณหนูของพวกอันธพาลที่กะจะมากินฟรีที่ร้านข้าหรอกใช่ไหม?"

"นี่เจ้า... เจ้าๆๆๆๆ ข้าดูเหมือนคนไม่มีเงินหรือไง"

แม่นางน้อยเถียงคอเป็นเอ็น นางนึกแค้นใจที่แอบหนีท่านพ่อมาเที่ยวจนโดนดีเข้าให้

"ข้าแค่... สงสัยว่าจะโดนขโมยตอนที่โดนเบียดตรงตลาดเมื่อครู่นี้ เอาเป็นว่าข้าขอติดบัญชีเจ้าไว้ก่อน พรุ่งนี้ข้าจะเอามาจ่ายคืนให้สิบเท่าเลย"

"ไม่ได้หรอก แม่นางเอ๋ย..."

อวี้หลงยิ้มเจ้าเล่ห์ เขาไม่ได้งกเงินหรอก แต่เขาสัมผัสได้ถึงพลังบางอย่างที่แฝงอยู่ในตัวนางที่ดูดึงดูดจิตใจเขาจนนึกอยากแกล้ง

"กฎของที่นี่คือไม่มีเงินจ่าย ต้องใช้แรงงานตามจำนวนค่าอาหาร เชิญทางนี้... จานกองโตหลังร้านรอเจ้าอยู่"

ภาพของคุณผู้หญิงตัวน้อยๆที่ปกติต้องมีคนคอยปรนนิบัติ กลับต้องมานั่งขัดจานอยู่หลังโรงเตี๊ยมโกโรโกโสเป็นภาพที่ตลกสิ้นดี อวี้หลงนั่งอยู่บนลังไม้ใกล้ๆ คอยส่งเสียงหยอกยั่วเย้าไม่หยุด

"อ๊ายยย... ขัดตรงนั้นด้วย อย่าให้เหลือคราบมัน เดี๋ยวในครัวตรวจดูแล้วความสะอาดไม่ผ่านเจ้าต้องอยู่ต่ออีกคืนเชียวนะ"

"เจ้าคนสารเลว...ฮึ่มๆๆๆ ฝากไว้ก่อนเถอะ ถ้าข้ากลับไปได้ ข้าจะให้คนมาพังร้านเจ้า"

สาวน้อยสะบัดฟองสบู่ใส่หน้าอวี้หลงด้วยความโมโห อวี้หลงเพียงโยกศีรษะเบาๆก็หลบฟองเหล่านั้นได้หมด มันหัวเราะเบาๆ แล้วจ้องตานางกลับ

"ตอนนี้เจ้าไม่ใช่คุณหนูที่ไหนทั้งนั้น เจ้าคือเด็กล้างจานของข้า... ตั้งใจทำงานไปซะ"

ไม่นานนัก ชายวัยกลางคนในชุดภูมิฐานที่เป็นคนสนิทของนางก็วิ่งหน้าตั้งเข้ามาในเขตร้าน

"คุณหนู... เกิดเรื่องใหญ่แล้ว... เอ ท่านมานั่งทำอะไรตรงนี้พะย่ะ... เอ้ย! ขอรับ"

เขารีบยื่นถุงเงินให้อวี้หลงทันที สาวน้อยชุดฟ้าครามลุกขึ้นสะบัดมือที่เปียกปอน นางเชิดหน้าขึ้นอย่างผู้ชนะแต่ใบหน้ายังแดงด้วยความอับอายปนอยู่

"เจ้าเสี่ยวเอ้อปากเสีย วันนี้ท่านพ่อข้าเรียกตัวกลับแล้ว จำหน้าข้าไว้ให้ดีนะ คราวหน้าข้าจะมาอีก...ข้าจะมาเอาคืนเจ้าให้สาสม..."

นางเดินสะบัดก้นจากไปพร้อมคนสนิท ทิ้งให้อวี้หลงยืนอมยิ้มมองตามหลังไป

"ท่านพ่อของนางคงเป็นพ่อค้าคหบดีที่ร่ำรวยไม่ธรรมดาเป็นแน่"

อวี้หลงพึมพำกับตัวเอง โดยที่หารู้ไม่ว่าท่านพ่อที่นางบ่นถึงนั้น คือบุคคลที่แม้แต่เจิ้งเจวี่ยยังต้องเกรงใจในอดีต...

.....

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • เลือดมังกร...龙的传人    บทที่ 6 ปะทะฝ่ามือ

    หัวค่ำวันนั้น... เมืองกุยฮวาถูกปกคลุมด้วยหมอกหนา อวี้หลงเดินออกจากร้านต้าจู๋เพื่อนำสินค้าไปส่งให้ลูกค้าที่อยู่อีกฝั่งของเมือง ท่ามกลางถนนที่เงียบสงัด เขาสังเกตเห็นชายวัยกลางคนสวมชุดคลุมขนสัตว์สีดำสนิท ยืนนิ่งอยู่บนสันกลางของสะพานหินที่ทอดข้ามลำน้ำสายหลักของเมือง ชายผู้นั้นไม่ได้ขยับเขยื้อน แต่กระแสลมรอบตัวเขากลับหมุนวนผิดปกติจนใบไม้ไม่อาจร่วงหล่นเข้าใกล้ ชายชุดดำผู้นั้นคือ อูอิง ฉายาอินทรีทมิฬ... ยอดฝีมืออันดับสิบที่ได้รับคำสั่งให้มาแฝงตัวสืบข่าว แต่เขาพกพาความหยิ่งทนงในฐานะมือสังหารอันดับต้นๆ ของเจิ้งเจวี่ย เขาจึงมิได้เร้นกายปลอมตัว แต่ค่อยๆ เดินไปทั่วเมืองกุยฮวา เดินเงียบๆ มิจำเป็นต้องเอ่ยปากถามผู้ใด ด้วยสายตา ด้วยจมูก และประสาทสัมผัสของมัน มันรับรู้ได้ถึงสิ่งที่มันต้องตามหา... เมื่ออวี้หลงก้าวขึ้นสู่เชิงสะพาน อูอิงก็ลืมตาขึ้น ดวงตารียาวแววตาคมปลาบดุจสัตว์ล่าเหยื่อ มันจ้องเขม็งมาที่เด็กหนุ่ม "ในเมืองที่เต็มไปด้วยเศษสวะ กลับมีกลิ่นอายที่พิเศษไม่เหมือนคนธรรมดา หรือจะเป็นมัน..." อูอิงเอ่ยเสียงแหบพร่า "เจ้าหนุ่ม เจ้าเป็นผู้ใด ใยจึงมีพลังประหลาดที่ดูเหมือนเจ้าจะพยายามกด

  • เลือดมังกร...龙的传人    บทที่ 5 เผยไอมังกร

    หลังจากวันนั้น... อวี้หลงยังคงต้องพักรักษาตัวอยู่ในจวนอีกหลายเพลา ท่านอ๋องให้คนไปแจ้งข่าวแก่ต้าสยุงและมารดาของเขาว่ามิต้องกังวลใดๆ ในเรื่องของอวี้หลง เขาบาดเจ็บเพราะช่วยองค์หญิง ดังนั้นจวนอ๋องไป๋จะดูแลเขาให้ดีที่สุด ไม่กี่วันผ่านไป... อาการบาดแผลเริ่มหายดี กระดูกที่แตกร้าวก็ประสานตัวด้วยพลังปราณจากแพทย์และผู้เยี่ยมยุทธที่จวนอ๋องเชิญมาช่วยรักษา แต่มีสิ่งหนึ่งที่อวี้หลงไม่ล่วงรู้ คือทุกคืนในยามจื่อ (เที่ยงคืน) ท่านอ๋องไป๋จะลอบเข้ามาในห้องพัก เขาจ้องมองเด็กหนุ่มผู้นี้ด้วยความครุ่นคิด... ..... เมื่อยามสายวันนี้... ท่านอ๋องหยิบตำราเก่าคร่ำคร่าเล่มหนึ่งในลิ้นชักลับของโต๊ะทำงานออกมา... มันคือ คัมภีร์สยบภูผาน้ำแข็งส่วนสุดท้ายที่เขาชนะในการประลอง แล้วได้มันมาจากต้าสยุง... เมื่อสิบปีก่อน "ข้าเองไม่ได้ต้องการวิชานี้เพื่อชิงความเป็นหนึ่ง เพียงต้องการดับความอหังการของมันเท่านั้น ใครจะคิดว่าวันนี้ข้าต้องนำมันมาใช้เพื่อช่วยศิษย์หลานเจ้า นี่เพียงเพราะมันช่วยลูกสาวข้าไว้ดอก.. ต้าสยุงเอ๋ย" ท่านอ๋องไป๋เทียนซื่อพึมพำ พลางเปิดตำรายุทธโบราณศึกษาในส่วนท้ายเพื่อหาหนทางช่วยคน... อวี้หลงเ

  • เลือดมังกร...龙的传人    บทที่ 4 มังกรซ่อนกาย

    ค่ำคืนที่เงียบสงบในสวนหลังร้านค้าต้าจู๋ อาจารย์ปู่น้อยต้าสยุงนั่งอยู่เบื้องหน้าอวี้หลง บรรยากาศรอบตัวของทั้งสองคนหนักอึ้งด้วยการแผ่ออกมาของพลังภายในที่ต้าสยุงพยายามดึงมันออกมา เขากำลังหาวิธีควบคุม และเปิดผนึกจุดชีพจรที่ศิษย์พี่ทั้งสองคนปิดเอาไว้ "พลังแปดส่วนในกายเจ้าเปรียบเสมือนเขื่อนยักษ์ที่รอวันระเบิดออกมา แต่ข้ากลับไม่มีกุญแจเปิดประตูน้ำนั้น... ตำราแก้เคล็ดวิชาพันธนาการน้ำแข็งหยกที่จะใช้เปิดจุดชีพจรเจ้านั้น ข้าได้สูญเสียไปในการประลองเมื่อยี่สิบปีก่อน หากไร้ซึ่งตำราที่จะใช้ไขเคล็ดวิชาโดยละเอียด ข้าและเจ้าก็ทำได้เพียงเดินวนอยู่ในเขาวงกต ตอนนี้ข้าทำได้เพียงระบายพลังภายในบางส่วนของเจ้าเพื่อรักษาระดับของมันเอาไว้ หากเจ้าฝึกฝนวิชาอื่นๆ เพิ่มเติม ทำให้พลังภายในเจ้าเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว เมื่อมันเพิ่มขึ้นโดยที่ร่างกายของเจ้ายังอ่อนแอเช่นนี้อยู่ ร่างเจ้าจะระเบิดเป็นผุยผงในเร็ววัน" อวี้หลงพยายามโคจรลมปราณ ฝึกฝนวิธีควบคุมพลังที่แฝงเร้นตามที่อาจารย์ปู่น้อยสอน แต่ทุกครั้งที่โคจรพลังพุ่งผ่านไปถึงจุดชีพจรสำคัญ มันจะกลับตีกลับจนเขาต้องกระอักเลือดออกมา "ข้าจะพยายามครับอาจารย์ปู่... ข้าต

  • เลือดมังกร...龙的传人    บทที่ 3 เมืองนอกด่าน

    เสียงหวีดหวิวของพายุหิมะที่พัดโหมกระหน่ำจนมองไม่เห็นทางข้างหน้า ท่านอากระชับบังเหียนรถม้าคันเก่าที่ดูซอมซ่อไร้ที่มา ซึ่งเป็นคนละคันกับที่ชายร่างเล็ก... เจิ้งเจวี่ย ไล่ตามทันตรงประตูด่านอย่างสิ้นเชิง เขานึกถึงจุดวิกฤตตรงสามแยกเชิงเขา การกลบเกลี่อนร่องรอยที่สามแยกนั้นหากทำได้ดี จนอีกฝ่ายหนึ่งตามไปผิดทาง แล้วพวกเขาสามารถขึ้นเขาได้ทันเวลา หิมะบนเขาจะช่วยกลบทุกอย่าง นั่นคือทางรอด... เขานึกย้อนไปถึงทางแยกเชิงเขาในป่าทึบที่ผ่านมา หากเจิ้งเจวี่ยเลือกตามรอยล้อรถบนถนนหลัก พวกนั้นคงพบรถม้าอีกคันหนึ่งที่บรรทุกครอบครัวบ่าวชราในหมู่บ้าน และน้องชายเขาที่เป็นผู้ขับรถม้า "คงตามกันทันที่ประตูด่าน หวังเพียงให้ยืดเวลาจนข้าพาสองคนนี้ขึ้นเขาเร้นกายพ้นไปได้ และขอให้ทุกคนปลอดภัย แม้มันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย" สายตาของท่านอาเหลือบมองซองหนังใหญ่ที่บรรจุคันศร และลูกศรสีทอง มือหนึ่งกุมบังเหียนม้ากระชับแน่น อีกมือหนึ่งลูบจี้ห้อยคอที่ทำจาก เขี้ยวหมาป่า และเขี้ยวสุนัขจิ้งจอกที่ปริแตก... เหมือนจะบอกเหตุว่า เจ้าของเขี้ยวนั้นคงไม่ปลอดภัยเสียแล้ว รถม้าเก่าซอมซ่อวิ่งฝ่าพายุหิมะบนหุบเขาหายไปในม่านหมอกขาวโพลน เห

  • เลือดมังกร...龙的传人    บทที่ 2 ประตูด่าน

    รถม้าวิ่งไปเรื่อยๆไม่ช้าไม่เร็วจนเกินไปนัก จากท่ามกลางป่าเขาอันแสนอึมครึมของเทือกเขาสูง ออกสู่ทุ่งกว้างตีนเขา มุ่งสู่ที่นาทุ่งเกษตรกรรมเพื่อตรงไปยังประตูด่านสู่นอกอาณาจักร คนที่นั่งมาภายในรถม้าบัดนี้ยังพูดคุยกันไม่หยุด นับตั้งแต่รุ่งสางฟ้ายังไม่ทันสว่างจนกระทั่งบ่ายคล้อย แสงอาทิตย์เริ่มลดลวต่ำกว่ายอดไม้แล้ว ภายในรถม้าที่คับแคบนั้น อวี้หลงนั่งขัดสมาธิอยู่ เขารู้สึกถึงไอร้อนอุ่นที่คอยปะทุขึ้นมาบริเวณท้องน้อยเป็นระยะๆ นึกว่าเป็นเพียงความหิว หรือการกินอะไรบนรถในยามเดินทางทำให้ท้องไส้ผิดสำแดง เขาจ้องมองออกไปนอกหน้าต่างรถม้า... เห็นเพียงทิวเขาที่ถอยหลังไปอย่างรวดเร็ว "ท่านเหนื่อยหรือไม่" เด็กหนุ่มวัยสิบแปดเอ่ยเสียงเบา ด้วยเห็นว่านางที่นั่งอยู่ตรงข้ามหลับตาด้วยท่าทางระโหยโรยแรง "ท่านอาขับรถม้ามาแทบไม่หยุดพักตั้งแต่รุ่งสาง ราวกับว่าหากช้าไปเพียงอึดใจเขาลูกใหญ่เบื้องหลังจะถล่มทับพวกเรากระนั้น" สตรีอายุราวสามสิบปลายยิ้มบางๆ มือที่เคยนิ่มนุ่มเริ่มหยาบหนาจากการทำงานในเรือนมาเกือบยี่สิบปี นางยกมือโบกเบาๆ "ข้าไม่เหนื่อยหรอกอวี้หลง... แต่ข้าเพียงแปลกใจ เจ้าไม่ถามข้าสักคำหรือว

  • เลือดมังกร...龙的传人    บทที่ 1 เสือซ่อนมังกรเร้น...

    ในดินแดนห่างไกลจุดศูนย์กลางความเจริญราวหนึ่งพันสองร้อยลี้มาทางทิศอีสาน เทือกเขาสลับซับซ้อนที่สุดขอบแผ่นดินไร้ซึ่งผู้คน หมู่บ้านสุดท้ายที่มีคนใช้ชีวิตอยู่กลางหุบเขามีเพียงไม่กี่หลังคาเรือน ปลูกผักหญ้า หาของป่า ล่าสัตว์ ใช้ชีวิตสันโดษไม่ข้องเกี่ยวกับผู้คนภายนอก ใครเล่าจะรู้ว่าอีกไม่กี่เพลาความเงียบสงบนี้จะเปลี่ยนไป วันคืนดีๆอาจจะไม่หลงเหลืออีกแล้ว... ชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งควบม้าเหยาะย่างฝ่าป่าดงมาพร้อมอาวุธครบมือ ประเมินจากอาภรณ์ที่สวมใส่แล้วน่าจะเดินทางรอนแรมมาเป็นเวลานานมิใช่น้อย เสบียงกรังที่หอบหิ้วกันมาก็ร่อยหรอจนไม่น่าจะเดินทางออกจากหุบเขาแห่งนี้ไปได้ง่ายนัก พวกมันฝ่าป่าดงพงไพรมาเพื่อสิ่งอันใด ชายร่างเล็กผู้ขับม้าอยู่ตรงกลางขบวนยกมือขึ้นให้สัญญานหยุดการเคลื่อนไหว มันชี้มือไปที่ควันไฟเบื้องหน้า นั่งคือสิ่งที่บอกว่ามีคน... และนั่นอาจเป็นเป้าหมายของพวกมัน... ความเงียบสงัดปกคลุมผืนป่า มันเงี่ยหูฟังเสียงจากทิศทางของควันไฟ มิมีสิ่งใดขยับเคลื่อนไหว มีเพียงเสียงลมพัดยอดไม้ไหวไปมา เสียงนกร้องแมลงบิน แลใบไม้แห้งกลิ้งตามสายลมบนพื้น กราว...กราว... "หรือมันจะรู้ตัวว่าพวกเรามาถึงแ

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status