Home / อื่น ๆ / เลือดมังกร...龙的传人  / บทที่ 3 เมืองนอกด่าน

Share

บทที่ 3 เมืองนอกด่าน

Author: W. Ziyen
last update publish date: 2026-02-10 14:39:03

เสียงหวีดหวิวของพายุหิมะที่พัดโหมกระหน่ำจนมองไม่เห็นทางข้างหน้า ท่านอากระชับบังเหียนรถม้าคันเก่าที่ดูซอมซ่อไร้ที่มา ซึ่งเป็นคนละคันกับที่ชายร่างเล็ก... เจิ้งเจวี่ย ไล่ตามทันตรงประตูด่านอย่างสิ้นเชิง เขานึกถึงจุดวิกฤตตรงสามแยกเชิงเขา การกลบเกลี่อนร่องรอยที่สามแยกนั้นหากทำได้ดี จนอีกฝ่ายหนึ่งตามไปผิดทาง แล้วพวกเขาสามารถขึ้นเขาได้ทันเวลา หิมะบนเขาจะช่วยกลบทุกอย่าง นั่นคือทางรอด...

เขานึกย้อนไปถึงทางแยกเชิงเขาในป่าทึบที่ผ่านมา หากเจิ้งเจวี่ยเลือกตามรอยล้อรถบนถนนหลัก พวกนั้นคงพบรถม้าอีกคันหนึ่งที่บรรทุกครอบครัวบ่าวชราในหมู่บ้าน และน้องชายเขาที่เป็นผู้ขับรถม้า

"คงตามกันทันที่ประตูด่าน หวังเพียงให้ยืดเวลาจนข้าพาสองคนนี้ขึ้นเขาเร้นกายพ้นไปได้ และขอให้ทุกคนปลอดภัย แม้มันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย"

สายตาของท่านอาเหลือบมองซองหนังใหญ่ที่บรรจุคันศร และลูกศรสีทอง มือหนึ่งกุมบังเหียนม้ากระชับแน่น อีกมือหนึ่งลูบจี้ห้อยคอที่ทำจาก เขี้ยวหมาป่า และเขี้ยวสุนัขจิ้งจอกที่ปริแตก... เหมือนจะบอกเหตุว่า เจ้าของเขี้ยวนั้นคงไม่ปลอดภัยเสียแล้ว

รถม้าเก่าซอมซ่อวิ่งฝ่าพายุหิมะบนหุบเขาหายไปในม่านหมอกขาวโพลน เหมือนจะบอกลาทุกเรื่องราวเบื้องหลังเอาไว้ มุ่งสู่อีกโลกหนึ่งเบืัองหน้าที่ต้องฟันฝ่ากันต่อไป

.....

ท่านอาเงยหน้ามองชะง่อนผาใหญ่เบื้องหน้า แล้วเอียงหน้าทำมุมตามที่ผู้อาวุโสเฒ่าทั้งสองเคยบอกไว้ พลันนั้น...ต้นไม้ใหญ่รูปทรงเหยี่ยวปรากฏขึ้นในสายตา ปลายจงอยปากมันชี้ลงไปที่ปากทางเข้าถ้ำลับนั้น เขาเอ่ยปาๅกบอกคนในรถ...

"อีกไม่นานเราก็จะถึงถ้ำลับตามที่ผู้อาวุโสบอกเอาไว้แล้ว"

จินหลางเจี้ยน หรือศรหมาป่าทองคำ ยอดคนอันดับห้าของแผ่นดิน รับหน้าที่จากผู้อาวุโสทั้งสองท่านให้ขับรถม้าพาสองคนแม่ลูกหลบหนีออกนอกด่าน ผ่านช่องทางลับในถ้ำใต้หุบเขา โดยวางแผนลวงเหล่านักฆ่าไว้หลายชั้น ซับซ้อนจนหลีกเร้นมาถึงถ้ำลับที่จะพาออกนอกด่านได้เบื้องหน้านี้

ท่านอาขยับหมวกฟางให้เปิดออกมองทางเบื้องหน้าให้ชัดเจน ขณะบังคับรถม้าเข้าสู่ปากถ้ำขนาดใหญ่ที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ชะง่อนผาชัน มันคือเส้นทางเร้นกายที่มีเพียงสายลับเก่าระดับสูงเท่านั้นที่ล่วงรู้ ใช้สำหรับปฏิบัติการลับนอกด่านที่แม้แต่ราชสำนักก็ยังเข้าไม่ถึง ภายในถ้ำมืดสลัวและหนาวเหน็บ ท่านอาจุดคบไฟปักไว้เหนือหลังคารถ และบังคับม้าเหยาะย่างไปเรื่อยๆในทางแคบๆนี้

อวี้หลงรู้สึกถึงมวลความร้อนสายหนึ่งที่ไหลเวียนในท้องน้อยจนกายอุ่นขึ้นเองอย่างประหลาด เขานึกคิดแกมบังคับให้ไออุ่นนั้นมารวมอยู่กลางฝ่ามือแล้วดันมันออกมาจนความร้อนนั้นแผ่ซ่านไปทั่วตัวรถม้า อบอุ่นจนทำให้ท่านแม่ที่นอนซบอยู่ข้างในไม่ต้องเผชิญกับภาวะหนาวเหมือนเมื่อช่วงเวลาที่ผ่านมา เขาคิดประหลาดใจ จนรำพึงกับตัวเองเบาๆ

"หรือนี่จะเป็นสิ่งที่อาจารย์ปู่บอกว่ามอบให้ข้าก่อนจากมา... พลังภายใน... แต่ยังต้องไปหาอาจารย์ปู่น้อยที่นอกด่านให้ช่วยเปิดพลังให้"

รถม้าเคลื่อนผ่านอุโมงค์หินที่ยาวเหยียดใต้เทือกเขาอันสลับซับซ้อน จนกระทั่งแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์เริ่มส่องกระทบใบหน้าที่อ่อนล้าจากการเดินทาง อวี้หลงเขย่าแขนปลุกมารดาเบาๆ แล้วชี้ให้ดูแสงสว่างเบื้องหน้า...

ท่ามกลางแสงสว่าง... ภาพเบื้องหน้าที่เห็นไม่ใช่ทุ่งนาเกษตรกรรม แต่เป็นทุ่งหญ้าที่ว่างเปล่ายาวไกลไปจนถึงเมืองที่เห็นอยู่ลิบๆ อีกฟากภูเขาหนึ่ง เมื่อขับรถม้าใกล้เข้าไปจึงเห็นกลุ่มบ้านเรือนผู้คนที่ปลูกเป็นแนว เป็นแถวๆ มีผู้คนคึกคักมากหน้าหลายตา

กุยฮวา... เมืองท่าการค้าขนาดใหญ่ที่เป็นจุดกึ่งกลางระหว่างแผ่นดินตงหยวนและทุ่งหญ้านอกด่าน เมืองที่อำนาจของฮ่องเต้ไปไม่ถึง และเป็นศูนย์รวมของคนเถื่อน พ่อค้ามืด และยอดฝีมือเร้นกายที่มาเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่นี่

.....

กลิ่นอายของเครื่องเทศและควันไฟลอยมาปะทะจมูก ที่นี่คือเมืองกันชนอิสระ ที่ทุกอาณาจักรใหญ่ต่างลงนามในพันธสัญญาว่าจะไม่ก้าวก่าย เมืองที่พ่อค้าจากตงหยวนและนักรบจากทุ่งหญ้าต่างวางดาบลงเพื่อแลกเปลี่ยนสินค้าภายใต้ข้อตกลงแห่งความสงบสุข

ท่านอากระตุกบังเหียนให้รถม้าชะลอความเร็วลงเมื่อเข้าสู่ด่านตรวจของเมือง

"ที่นี่คือที่ๆ อำนาจของฮ่องเต้มาไม่ถึง และเป็นที่ๆ เจ้าจะได้เริ่มทำตามสิ่งที่อาจารย์ปู่สั่งเสียไว้เสียที"

อวี้หลงมองดูผู้คนหลากหลายชาติพันธุ์ที่เดินขวักไขว่ไปมา ภารกิจที่อาจารย์ปู่ฝากฝังไว้เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น ณ เมืองที่เป็นจุดบรรจบของโลกใบนี้

ภายใต้บรรยากาศที่จอแจของตลาดกลางเมือง ท่ามกลางกลิ่นเครื่องเทศและเสียงต่อรองหลายภาษา ท่านอานำรถม้ามาหยุดลงหน้าอาคารไม้สองชั้นสภาพเก่าคร่ำคร่าที่มีป้ายหน้าร้านเขียนว่า โรงรับแลกสินค้า และโรงเตี๊ยม 'ต้าจู๋' ชายสูงอายุร่างยักษ์ราวกับภูเขาขยับตัวลุกขึ้นจากเก้าอี้โยก เสียงกระดูกลั่นเกรียวกราว เขาคือต้าสยุง... หรือที่ยุทธภพต่างขนานนามว่า หมีใหญ่ อดีตยอดฝีมืออันดับห้าของแผ่นดิน ผู้เร้นกายมาเป็นพ่อค้าในเมืองกันชนแห่งนี้ ดวงตาที่คมปลาบของเขามองผ่านร่างของท่านอาไปหยุดอยู่ที่อวี้หลงเพียงครู่เดียว ก่อนจะเบนสายตาไปที่รถม้า แล้วกล่าวด้วยเสียงทุ้มต่ำในลำคอ

"ศิษย์พี่ทั้งสอง... ในที่สุดก็ถึงเวลาที่ท่านเคยฝากฝังไว้เสียที ของล้ำค่าที่ท่านให้ข้าช่วยจัดการ ข้าจะทำให้ดีที่สุดด้วยชีวิตของข้าเอง"

ต้าสยุงจัดแจงให้มารดาของอวี้หลงได้พักผ่อนในเรือนหลังร้านที่ปลอดภัย จากนั้นก็พาอวี้หลงมาเริ่มต้นเรียนรู้วิถีชีวิตใหม่ในเมืองกุยฮวา

.....

"ตอนกลางวันเจ้าต้องเรียนรู้วิธีการเจรจาค้าขาย และการดูเล่ห์เหลี่ยมของพ่อค้าหลากเชื้อชาติ แต่เมื่อตะวันลับขอบฟ้า เจ้าจะต้องฝึกฝนร่างกาย เรียนรู้วิชายุทธ ฝึกหัดควบคุมพลังที่เร้นอยู่ในกาย"

อวี้หลงคุกเข่าลงต่อหน้าต้าสยุงเพื่อขอคำชี้แนะตามคำสั่งเสียสุดท้ายของอาจารย์ปู่

"ศิษย์หลานกราบคารวะอาจารย์ปู่น้อย... ท่านปู่ทั้งสองฝากฝังพลังไว้ในตัวข้า จะเป็นอย่างไรบ้างข้าก็ไม่รู้ สัมผัสได้เพียไออุ่นเบาๆในช่องท้อง ส่วนวิชายุทธนั้นอาจารย์ปู่ให้ฝึกฝนเพียงกระบวนท่ามาตั้งแต่ยังเด็ก ไม่เคยใช้ต่อยตีกับผู้ใด ส่วนพลังภายในท่านยังไม่เคยสอนใดๆเลย เพียงให้ข้าฝึกหัดลมหายใจ ทำใจใหสงบเพียงเท่านั้น ขอท่านปู่น้อยเมตตาให้คำชี้แนะเพิ่มเติมแก่ข้าด้วยเถิด"

อวี้หลงประสานมือ โขกศีรษะลงพื้นสามครา

"พลังของยอดฝีมืออันดับสองและสามรวมกัน มิใช่สิ่งที่ร่างกายธรรมดาจะรับไหว หากเจ้าเปิดผนึกโดยไม่เตรียมพร้อม ร่างกายเจ้าจะแตกกระจายเหมือนถ้วยกระเบื้องบางๆที่รองรับน้ำเดือดพล่านหม้อโต"

ต้าสยุงจ้องมองเด็กหนุ่มด้วยสายตาเคร่งเครียด เขาเดินเข้ามาวางมือหนักๆ บนบ่าของอวี้หลง

"ก่อนจะเข้าถึงพลังแปดส่วนนั้น เจ้าต้องเริ่มจาก หนึ่งส่วนของตัวเองให้ได้ก่อน ในเมืองซ่อนเสือเร้นอินทรีแห่งนี้มีอันตรายทุกฝีเท้าก้าวย่าง ข้าจะสอนเจ้าให้รู้จักวิธีควบคุมพลังที่เจ้ามีอยู่เสียก่อน ควบคู่ไปกับการฝึกฝนกระบวนท่าที่คู่ควรกับพลังมหาศาลนั้น โดยจะต้องปิดบังซ่อนเร้นไม่ให้ใครมองออกว่าเจ้าคือมังกรที่ซ่อนเล็บ"

อวี้หลงเริ่มต้นวันใหม่ด้วยการเป็นเพียงเด็กช่วยงานในโรงรับแลกสินค้า และโรงเตี๊ยมเล็กๆแห่งนี้ เขาต้องแบกกระสอบข้าวสารเพื่อฝึกกำลังกาย เจรจากับพ่อค้าหน้าเลือดจากแดนใต้เพื่อฝึกปัญญาการอ่านคน และรับมือกับพวกอันธพาลที่มาเรียกเก็บค่าคุ้มครองเพื่อฝึกจิตใจ ทั้งหมดนี้คือส่วนหนึ่งของการฝึกฝนที่ท่านปู่ต้าสยุงมอบให้ในช่วงกลางวัน

"เจ้าจงดู... คนพวกนี้สู้กันเพื่อผลประโยชน์เพียงเล็กน้อย ทะเลาะถกเถียงกันแทบจะเอาชีวิต เจ้าจงดูและเรียนรู้มันไว้ ในภายหน้าเจ้ายังมีภาระต้องทะเลาะถกเถียงที่ยิ่งใหญ่และหนักอึ้งกว่านั้น"

อวี้หลงงุนงงกับคำพูดของท่านปู่น้อยที่ดูเหมือนกล่าวลอยๆขณะนั่งดูอวี้หลงกวาดลานหน้าร้าน แล้วกล่าววาจาต่อ

"หากเจ้าควบคุมอารมณ์ยามทะเลาะตบตีไม่ได้ พลังภายในที่ปู่ของเจ้าผนึกไว้จะกลายเป็นไฟเผาผลาญตัวเจ้าเอง"

ยามค่ำคืนหลังประตูร้านปิดสนิท ต้าสยุงจะใช้วิชา หัตถ์หมีพิฆาตของเขา6กดลงบนจุดชีพจรของอวี้หลงเพื่อสำรวจผนึก พลังภายในของยอดฝีมืออันดับสองและสามเปรียบเสมือนเสือและมังกรยักษ์สองตัวที่หลับใหลอยู่ภายในร่างของเด็กหนุ่ม

"อาจารย์ปู่ทั้งสองของเจ้าช่างบ้าบิ่นนัก... พวกท่านถ่ายทอดพลังบริสุทธิ์ไว้ให้ แล้วปิดผนึกด้วยเคล็ดวิชาพันธนาการน้ำแข็งหยก ซึ่งจะคลายออกได้ก็ต่อเมื่อเจ้าบรรลุกระบวนวิชาทะลายภูผาน้ำแข็งแล้วเท่านั้น"

ต้าสยุงขมวดคิ้วครุ่นคิดอย่างหนัก นี่เป็นเคล็ดวิชาส่วนตัวของเขา มิแปลกที่ศิษย์พี่จะส่งอวี้หลงมาหาเขา แต่ทว่า... ตำราเคล็ดวิชานี้เขาสูญเสียให้กับยอดคนอันดับหนึ่งเมื่อยี่สิบปีที่แล้วไปเสียแล้ว ส่วนตัวเขาเองแม้จะบรรลุขึ้นขั้นที่เก้าแต่ก็ยังไม่สามารถข้ามพ้นขั้นนี้ไปให้บรรลุเคล็ดวิชาโดยสมบูรณ์

ยอดคนผู้นั้นเร้นกายหายจากยุทธภพมาได้สิบเจ็ดปีแล้ว... แล้วทำเช่นไรจึงจะเปิดผนึกพลังซ่อนเร้นในกายอวี้หลงได้กันเล่า... ยามนี้ทำได้เพียงถ่ายทอดกระบวนท่าที่เขาถ่ายทอดได้ให้ไปก่อน หากรวมกับท่าร่างวิชาพยัคฆ์มังกรประสานกับหมียักษ์ของเขาแล้ว อาจทะลวงจุดกักพลังนั่นได้...

.....

ในขณะที่อวี้หลงฝึกฝนอย่างหนักในสวนหลังบ้าน มารดาของเขาก็นั่งปักผ้าอยู่ริมหน้าต่างอย่างสงบ แต่ทว่า... ในบางคืน อวี้หลงแอบเห็นนางจ้องมองดวงจันทร์ด้วยสายตาที่ไม่ธรรมดา นางมักจะเล่าเรื่องราวในวังหลวงราวกับเคยอยู่ที่นั่น และในยามที่เขาบาดเจ็บจากการฝึกซ้อม นางจะใช้วิธีการกดจุดที่พิสดารล้ำลึกช่วยบรรเทาปวดให้เขา

เขาก็พอจะรู้ว่า... ท่านแม่ของเขาอาจไม่ใช่เพียงหญิงชาวบ้านห่างไกลในหุบเขาธรรมดา ดูจากเหล่าบรรดาลุงป้าน้าอา และผู้เฒ่าในหมู่บ้าน แต่ละคนล้วนช่วยเหลือบ้านเขา คอยดูแลเอาใจใส่อย่างดีมาตลอดชีวิตสิบแปดปีของเขา นางอาจเป็นใครสักคนที่มีความสำคัญ แล้วต้องเร้นกายมาอยู่ในดินแดนห่างไกล หรืออาจเป็นกุญแจสำคัญบางอย่างที่ทำให้อาจารย์ปู่ยอมสละทุกสิ่งอย่างพื่อปกป้องนางและเขาเอาไว้... เช่นกำลังภายในถึงแปดส่วนนั้น

.....

ในเช้าวันที่ตลาดคึกคักที่สุด รถม้าหรูหราจากต่างแดนคันหนึ่งถูกลอบโจมตีกลางตลาด อวี้หลงเกือบจะเผยพลังออกมาช่วย แต่กลับมีดรุณีน้อยในชุดรัดกุมสีเขียวสดใสกระโดดลงมาจากชั้นสองของเหลาอาหาร นางใช้เพียงพัดจีบเล่มเดียวสะกดการเคลื่อนไหวของคนร้ายได้อย่างงดงาม

สายตาของนางสบเข้ากับอวี้หลงเพียงชั่วครู่... แต่ดูเหมือนจะมองทะลุเข้าไปถึงพลังมหาศาลที่ซ่อนอยู่ใต้ชุดผ้าป่านขาดๆ ของเขา

"หนุ่มน้อย... ฝีมือการกวาดพื้นของเจ้าไม่เลว แต่ฝีเท้าที่เจ้าหลบคมดาบเมื่อครู่... มันช่างดูไม่เหมือนคนกวาดพื้นธรรมดาๆเลยนะ"

นางยิ้มที่มุมปากก่อนจะก้าวเท้าหายตัวไปในฝูงชน ทิ้งให้อวี้หลงใจหายวาบ... นี่เขาแค่ขยับเท้าเดินหลบคนทะเลาะกันยังมีคนสังเกตดูเขาได้ถึงเพียงนี้ เมืองนี้ช่างไม่ใช่ธรรมดาเสียจริง คงต้องระมัดระวังให้มากขึ้นไปอีก

สายวันนี้... ทีโรงเตี๊ยมแลกึ่งโรงรับแลกสินค้าของอาจารย์ต้าสยุงช่างวุ่นวายเหลือเกิน อวี้หลงในชุดเสี่ยวเอ้อผ้าป่านหยาบๆ กำลังง่วนอยู่กับการยกน้ำชารับแขก แต่แล้วสายตาของเขาก็สะดุดเข้ากับดรุณีน้อยผู้หนึ่ง นางสวมชุดไหมสีฟ้าครามทะมัดทะแมง ท่าทางแก่นเกินกว่าจะเป็นคุณหนูในห้องหอ นางสั่งอาหารเลิศรสมาเต็มโต๊ะ กินอย่างสนุกสนานราวกับไม่เคยเห็นของกินแปลกๆ มาก่อน

แต่พอถึงเวลาชำระเงิน มือเรียวสวยที่ควานหาถุงเงินที่ข้างเอวกลับชะงักกึก... ใบหน้าจิ้มลิ้มเริ่มเปลี่ยนเป็นสีหน้าเลิ่กลั่ก

"อ้าว... ถุงเงินข้าล่ะ..."

นางพึมพำ ก่อนจะหันไปยิ้มแห้งๆ ให้เสี่ยวเอ้อหนุ่มที่ยืนกอดอกรออยู่

"แม่นาง... กินจนอิ่มแล้วบอกว่าถุงเงินหาย วิธีนี้ที่เมืองกุยฮวามีแต่พวกอันธพาลใช้กันนะ"

อวี้หลงเลิกคิ้วมอง

"เจ้าคงไม่ได้เป็นคุณหนูของพวกอันธพาลที่กะจะมากินฟรีที่ร้านข้าหรอกใช่ไหม?"

"นี่เจ้า... เจ้าๆๆๆๆ ข้าดูเหมือนคนไม่มีเงินหรือไง"

แม่นางน้อยเถียงคอเป็นเอ็น นางนึกแค้นใจที่แอบหนีท่านพ่อมาเที่ยวจนโดนดีเข้าให้

"ข้าแค่... สงสัยว่าจะโดนขโมยตอนที่โดนเบียดตรงตลาดเมื่อครู่นี้ เอาเป็นว่าข้าขอติดบัญชีเจ้าไว้ก่อน พรุ่งนี้ข้าจะเอามาจ่ายคืนให้สิบเท่าเลย"

"ไม่ได้หรอก แม่นางเอ๋ย..."

อวี้หลงยิ้มเจ้าเล่ห์ เขาไม่ได้งกเงินหรอก แต่เขาสัมผัสได้ถึงพลังบางอย่างที่แฝงอยู่ในตัวนางที่ดูดึงดูดจิตใจเขาจนนึกอยากแกล้ง

"กฎของที่นี่คือไม่มีเงินจ่าย ต้องใช้แรงงานตามจำนวนค่าอาหาร เชิญทางนี้... จานกองโตหลังร้านรอเจ้าอยู่"

ภาพของคุณผู้หญิงตัวน้อยๆที่ปกติต้องมีคนคอยปรนนิบัติ กลับต้องมานั่งขัดจานอยู่หลังโรงเตี๊ยมโกโรโกโสเป็นภาพที่ตลกสิ้นดี อวี้หลงนั่งอยู่บนลังไม้ใกล้ๆ คอยส่งเสียงหยอกยั่วเย้าไม่หยุด

"อ๊ายยย... ขัดตรงนั้นด้วย อย่าให้เหลือคราบมัน เดี๋ยวในครัวตรวจดูแล้วความสะอาดไม่ผ่านเจ้าต้องอยู่ต่ออีกคืนเชียวนะ"

"เจ้าคนสารเลว...ฮึ่มๆๆๆ ฝากไว้ก่อนเถอะ ถ้าข้ากลับไปได้ ข้าจะให้คนมาพังร้านเจ้า"

สาวน้อยสะบัดฟองสบู่ใส่หน้าอวี้หลงด้วยความโมโห อวี้หลงเพียงโยกศีรษะเบาๆก็หลบฟองเหล่านั้นได้หมด มันหัวเราะเบาๆ แล้วจ้องตานางกลับ

"ตอนนี้เจ้าไม่ใช่คุณหนูที่ไหนทั้งนั้น เจ้าคือเด็กล้างจานของข้า... ตั้งใจทำงานไปซะ"

ไม่นานนัก ชายวัยกลางคนในชุดภูมิฐานที่เป็นคนสนิทของนางก็วิ่งหน้าตั้งเข้ามาในเขตร้าน

"คุณหนู... เกิดเรื่องใหญ่แล้ว... เอ ท่านมานั่งทำอะไรตรงนี้พะย่ะ... เอ้ย! ขอรับ"

เขารีบยื่นถุงเงินให้อวี้หลงทันที สาวน้อยชุดฟ้าครามลุกขึ้นสะบัดมือที่เปียกปอน นางเชิดหน้าขึ้นอย่างผู้ชนะแต่ใบหน้ายังแดงด้วยความอับอายปนอยู่

"เจ้าเสี่ยวเอ้อปากเสีย วันนี้ท่านพ่อข้าเรียกตัวกลับแล้ว จำหน้าข้าไว้ให้ดีนะ คราวหน้าข้าจะมาอีก...ข้าจะมาเอาคืนเจ้าให้สาสม..."

นางเดินสะบัดก้นจากไปพร้อมคนสนิท ทิ้งให้อวี้หลงยืนอมยิ้มมองตามหลังไป

"ท่านพ่อของนางคงเป็นพ่อค้าคหบดีที่ร่ำรวยไม่ธรรมดาเป็นแน่"

อวี้หลงพึมพำกับตัวเอง โดยที่หารู้ไม่ว่าท่านพ่อที่นางบ่นถึงนั้น คือบุคคลที่แม้แต่เจิ้งเจวี่ยยังต้องเกรงใจในอดีต...

.....

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • เลือดมังกร...龙的传人    บทพิเศษ ความเดิมภาคที่แล้ว

    เมื่อ 17 ปีก่อน เยิ่นเต๋อ...ทรราชผู้ทะเยอทะยาน ได้วางแผนลอบสังหารฮ่องเต้องค์ก่อน (บิดาของอวี้หลง) เพื่อชิง แหวนสยบเทพมังกร และอำนาจการปกครอง โดยใช้ มารดาของอวี้หลง เป็นหมากในการลอบวางยาพิษ มารดาของอี้หลงซึ่งกำลังอุ้มท้องอวี้หลงอยู่ได้รับการช่วยเหลือจากยอดฝีมือฝ่ายในพาหลบหนีไปกบดานในหุบเขาลึกห่างไกลผู้คน อวี้หลงถือกำเนิดที่นั่นและฝึกวิชาจากอาจารย์ปู่สองท่านซึ่งเป็นอดีตองครักษ์ และยอดฝีมืออันดับสองและสามของแผ่นดิน โดยมียอดฝีมือ และอดีตข้าราชบริพารตามมาคอยดูแลเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ในหุบเขานั้น.....อวี้หลงเติบโตขึ้นโดยไม่ได้ล่วงรู้สิ่งใดเลย จนกระทั่งวันหนึ่งเขาถูกอาจารย์ปู่สั่งให้หนีออกจากหุบเขาข้ามพรมแดนออกไปนอกด่าน ที่ซึ่งอำนาจมืดของฮ่องเต้ทรราชจะตามไปทำอันตรายได้ยาก ที่เมืองกุยฮวานั้นเขาได้พบกับ ไป๋เฟิ่งบุตรีอ๋องไป๋เทียนซื่ออดีตอันดับหนึ่งของแผ่นดิน ผู้ซึ่งถอนตัวจากยุทธภพมาครองรักกับบุตรีอ๋องเแห่งอาณาจักรนอกด่านและได้ครองเมืองเล็กไนอกด่านเมืองหนึ่งใกล้ๆเมืองกุยฮวา ลวี่อิงหวู่ลูกพี่ลูกน้องของไป๋เฟิ่งเป็นจอมยุทธ์สาวปราดเปรียวที่ถูกชะตาอวี้หลงตั้งแต่แรกพบ แต่ไม่อาจสู้ชะตาฟ้าของไป๋เฟิ่งก

  • เลือดมังกร...龙的传人    บทที่ 7.5 หยินหยางประสานรัก

    ณ วันนั้น ท่ามกลางวิกฤตในห้องฝึกลับ เพดานที่เริ่มถล่มทลายลงมา กายของอวี้หลงที่กำลังสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ผิวหนังเริ่มปริแตกด้วยพลังเย็นสุดขั้วจากบัวหิมะพันปี ปะทะเข้ากับพลังร้อนมหาศาลจากหลินจือแดง และปราณมังกรฟ้าที่ซ่อนเร้นในกาย ทั้งหมดรวมเข้าเป็นพายุคลั่งที่หมุนวนอยู่ในจุดตันเถียนอย่างไม่อาจหาทางออก "อิงหวู่... เจ้าออกไปตามท่านพ่อเร็วเข้า ข้าจะเป็นคนสะกดลมปราณให้เขาเอง..." ไป๋เฟิ่งตะโกนสั่งลวี่อิงหวู่ทั้งน้ำตา นางรู้ดีแก่ใจว่ากว่าความช่วยเหลือจะมาถึง ร่างกายของอวี้หลงคงแตกสลายไปก่อนแล้ว ลวี่อิงหวู่รีบใช้วิชาตัวเบาทะยานออกไป ทิ้งให้ไป๋เฟิ่งอยู่กับอวี้หลงที่บัดนี้สติหลุดลอยไปในห้วงแห่งความทรมาน ไป๋เฟิ่งถลาเข้ากอดร่างที่ร้อนดั่งไฟสลับเย็นดั่งน้ำแข็งนั้นไว้แน่น นางระลึกถึงบันทึกลับในห้องยาของท่านพ่อที่เคยอ่านผ่านตา... ...หากขั้วปราณหยินและหยางขัดแย้งกันจนถึงที่สุด มีเพียงทางเดียวคือการใช้กายาบริสุทธิ์เป็นสะพานเชื่อมเพื่อถ่ายเทหยินและหยางส่วนเกินเพื่อปรับสมดุล... "อวี้หลง... หากนี่เป็นทางเดียวที่จะรักษาชีวิตเจ้าไว้ได้ ข้าก็ยินดีจะสละมัน" นางตัดสินใจปลดเปลื้องอาภรณ์ออกจ

  • เลือดมังกร...龙的传人    บทที่ 17 ครองบัลลังก์

    สมรภูมิหุบเขาพันศพสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น เมื่อสองขั้วพลังที่เหนือมนุษย์เข้าปะทะกันอย่างรุนแรง แสงสีทองของมังกรสวรรค์และรังสีสีดำมหากาฬของสะเก็ดดาวตกพุ่งเข้าห้ำหั่นกันจนอากาศรอบข้างบิดเบี้ยว มวลอากาศระเบิดแตกออกเป็นระยะๆ เจิ้งเจวี่ยในร่างเล็กแต่หนักอึ้งดุจดาวตก พุ่งตัวเข้าหาอวี้หลงด้วยความเร็วที่เหนือกว่าประสาทสัมผัสจะรับรู้ได้ทัน ในกระบวนท่าที่หนึ่งถึงกระบวนท่าที่ห้า เจิ้งเจวี่ยไม่ต้องใช้เพลงดาบ มันใช้เพียงพลังหมัดเปล่าๆ ที่อัดแน่นด้วยมวลสารมหาศาลพุ่งเข้าใส่หน้าอกอวี้หลง ทุกหมัดที่ชกออกมาเกิดคลื่นกระแทกสุญญากาศ อวี้หลงต้องใช้ปราณกระบี่สีทองต้านรับ แต่แรงปะทะนั้นหนักหน่วงจนกระอักเลือดออกมาทุกคราที่รับแรงกระแทกของหมัดเจิ้งเจวี่ย ในกระบวนท่าที่หกถึงกระบวนท่าที่สิบ เจิ้งเจวี่ยเตะเท้าใส่ช่วงล่างของอวี้หลงด้วยความเร็วสูง ร่างอวี้หลงปลิวไปกระแทกผนังหินจนพังทลาย เจิ้งเจวี่ยทะยานตามไปใช้นิ้วแกร่งดุจเหล็กปัดปราณกระบี่แจนแตกร้าว อวี้หลงเพลี่ยงพล้ำอย่างเห็นได้ชัด ร่างกายของเขายังปรับตัวเข้ากับปราณทองคำได้ไม่เต็มที่ แต่ยามนั้นเจิ้งเจวี่ยคือเครื่องจักรสังหารที่สมบูรณ์แบบไปเสียแล้ว อี

  • เลือดมังกร...龙的传人    บทที่ 16 เทพมารกับเทพมังกร

    บรรยากาศรอบกายบัดนี้ไม่ต่างจากแดนมิคสัญญี ป่าที่เคยเขียวขจีกลับกลายเป็นสีดำมะเมื่อม ต้นไม้สูงใหญ่ยืนต้นตายซาก กิ่งก้านหงิกงอราวกับมือปีศาจที่พยายามจะฉุดรั้งผู้บุกรุก ไอหมอกพิษสีม่วงเข้มปกคลุมหนาตาจนมองเห็นได้ไม่เกินห้าก้าว และในความเงียบงันที่ชวนขนลุกนั้นเอง แสงไฟสีเขียวดุจวิญญาณหลงทางก็วาบขึ้นจากความมืด "เจ้ามาไกลเกินไปแล้ว อวี้หลง..." เงาร่างสามสายปรากฏขึ้นขวางทางเดินแคบๆ ที่มุ่งสู่หุบเขา พวกมันคือแปดโลกันตร์ ที่ยังหลงเหลืออยู่ และเป็นพวกที่จงรักภักดีต่อเจิ้งเจวี่ยเยี่ยงสุนัขรับใช้ นำโดย เนตรอสุรา ที่บัดนี้ดวงตามีโลหิตไหลซึม และ ดัชนีปลิดวิญญาณ ที่ปลายนิ้วเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทจากการอัดปราณพิษเกินขีดจำกัด พวกมันรู้ดีว่าไม่อาจเอาชนะอวี้หลงที่มีพลังมังกรตื่นรู้ได้ แต่จุดประสงค์เดียวของพวกมันในวันนี้คือ ยื้อเวลาให้เจิ้งเจวี่ยขัดเกลาปราณเหนือฟ้าได้สำเร็จ "ท่านหัวหน้าเจิ้งสั่งไว้... ต่อให้พวกข้าต้องกลายเป็นผุยผงให้ป่าศพแห่งนี้ ก็จะไม่ยอมให้เจ้าก้าวข้ามแนวหินนี้ไปได้" พวกมันไม่ได้พุ่งเข้าปะทะตรงๆ แต่กลับใช้ค่ายกลโลหิตดับตะวัน เชื่อมต่อปราณของทั้งสามคนเข้ากับไอหมอกพิษในป่า ท

  • เลือดมังกร...龙的传人    บทที่ 15 ชัยชนะเบื้องต้น

    สถานการณ์บีบคั้นถึงขีดสุด อวี้หลงถูกกดดันจนแผ่นหลังติดขอบแท่นพิธี โลหิตจากบาดแผลที่ไหลซึมออกมาเริ่มทำให้สติของเขาพร่าเลือน ปราณระฆังทองครอบสวรรค์... ของเยิ่นเต๋อนั้นแข็งแกร่งเกินไป มันมิใช่แค่กำแพงปราณ แต่มันคือการนำพลังจากชีวิตราษฎรทั้งเมืองมาสร้างเป็นเกราะ ทุกครั้งที่อวี้หลงซัดฝ่ามือใส่ เขากลับรู้สึกเหมือนกำลังทำร้ายคนบริสุทธิ์เสียเอง "มันไม่ได้ผลหรอก..." ขุนพลไร้ชีพคำรามพลางง้างดาบยักษ์ขึ้นเหนือหัว รังสีดาบสีม่วงดำกดทับจนแทบขยับกายไม่ได้ "ต่อให้เจ้ามีเลือดมังกรเข้มข้นเพียงใด เจ้าก็ไม่มีทางทำลายศรัทธาที่องค์ฮ่องเต้เยิ่นเต๋อสร้างขึ้นมานับสิบปีนี้ได้" เข่าอวี้หลงทรุดลงข้างหนึ่ง ปลายดาบของแปดโลกันตร์จ่ออยู่ที่จุดตายรอบทิศทาง เยิ่นเต๋อที่นั่งอยู่บนแท่นสูงค่อยๆ หัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง แหวนที่นิ้วของมันเรืองแสงสีโลหิตจนดูน่ากลัว มันส่งเสียงเย้ยหยัน "ข้าบอกเจ้าแล้ว... ความแข็งแกร่งของข้าคือความอมตะที่เจ้ามิอาจจินตนาการ ยอมสละเลือดมังกรของเจ้ามาซะดีๆ แล้วข้าจะสงเคราะห์ให้เจ้าไปอยู่กับพ่อเจ้าในนรก" ในจังหวะที่ดาบของขุนพลไร้ชีพกำลังจะสับลงมานั้นเอง อวี้หลงกลับหลับตาลง.

  • เลือดมังกร...龙的传人    บทที่ 14 การต่อยตีบนแท่นพิธี

    ภายใต้แสงตะเกียงที่เริ่มริบหรี่ ก่อนเข้านอน... อวี้หลงวางกริชดอกบัวลงพลางขมวดคิ้วแน่น ครุ่นคิดบางสิ่งที่มันยังคิดมิตก "เยิ่นเต๋อไม่ได้แข็งแกร่งด้วยตัวคนเดียว มันยังมี แหวนสยบมังกรที่ถอดมาจากนิ้วมือพ่อข้า แหวนนั่นคุมพลังหนึ่งสามส่วนของแผ่นดิน เพื่อรักษาสมดุลเอาไว้... ปฐมกษัตริย์จึงแบ่งแยกสิ่งที่ใช้ควบคุมพลังออกเป็นสามสิ่ง นอกจากแวนนั่นแบ้ว ก็เป็นปราณแห่งโลหิตมังกร ซึ่งมันใช้เลือดของข้าที่เป็นสายโลหิตบริสุทธ์เป็นตัวเติมเต็ม" ไป๋เฟิ่งมองดูอวี้หลงด้วยความกังวล "ในเมื่อท่านคือผู้ถือครองสายเลือดมังกรบริสุทธิ์ หนึ่งในสามการควบคุมพลังนั้น ความแข็งแกร่งของท่านจึงกลายเป็นดาบสองคม ยิ่งท่านเก่งกล้านั่นก็ยิ่งมีอันตราย... แล้วอีกหนึ่งในสามเล่าพี่อวี้หลง มันคือสิ่งใดที่เราต้องเร่งหา เพื่อสยบอำนาจที่เหลือให้ได้" อวี้หลงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะนึกถึงถ้อยคำปริศนาของราชครูที่ถูกลืม อันทิ้งท้ายไว้ในบันทึกขาดวิ่นผืนนั้น... ปราณมังกรครองฟ้า แหวนโลหิตครองดิน ใจประชาครองใต้หล้า "ข้ามีปราณมังกรจากสายเลือดบริสุทธิ์ ส่วนที่มันมีคือแหวนโลหิต... แหวนสยบมังกรที่ถอดจากพ่อข้าไป เยิ่นเต๋อมันถึง

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status