Home / อื่น ๆ / เลือดมังกร...龙的传人  / บทที่ 2 ประตูด่าน

Share

บทที่ 2 ประตูด่าน

Author: W. Ziyen
last update publish date: 2026-02-10 01:35:36

รถม้าวิ่งไปเรื่อยๆไม่ช้าไม่เร็วจนเกินไปนัก จากท่ามกลางป่าเขาอันแสนอึมครึมของเทือกเขาสูง ออกสู่ทุ่งกว้างตีนเขา มุ่งสู่ที่นาทุ่งเกษตรกรรมเพื่อตรงไปยังประตูด่านสู่นอกอาณาจักร คนที่นั่งมาภายในรถม้าบัดนี้ยังพูดคุยกันไม่หยุด นับตั้งแต่รุ่งสางฟ้ายังไม่ทันสว่างจนกระทั่งบ่ายคล้อย แสงอาทิตย์เริ่มลดลวต่ำกว่ายอดไม้แล้ว

ภายในรถม้าที่คับแคบนั้น อวี้หลงนั่งขัดสมาธิอยู่ เขารู้สึกถึงไอร้อนอุ่นที่คอยปะทุขึ้นมาบริเวณท้องน้อยเป็นระยะๆ นึกว่าเป็นเพียงความหิว หรือการกินอะไรบนรถในยามเดินทางทำให้ท้องไส้ผิดสำแดง เขาจ้องมองออกไปนอกหน้าต่างรถม้า... เห็นเพียงทิวเขาที่ถอยหลังไปอย่างรวดเร็ว

"ท่านเหนื่อยหรือไม่"

เด็กหนุ่มวัยสิบแปดเอ่ยเสียงเบา ด้วยเห็นว่านางที่นั่งอยู่ตรงข้ามหลับตาด้วยท่าทางระโหยโรยแรง

"ท่านอาขับรถม้ามาแทบไม่หยุดพักตั้งแต่รุ่งสาง ราวกับว่าหากช้าไปเพียงอึดใจเขาลูกใหญ่เบื้องหลังจะถล่มทับพวกเรากระนั้น"

สตรีอายุราวสามสิบปลายยิ้มบางๆ มือที่เคยนิ่มนุ่มเริ่มหยาบหนาจากการทำงานในเรือนมาเกือบยี่สิบปี นางยกมือโบกเบาๆ

"ข้าไม่เหนื่อยหรอกอวี้หลง... แต่ข้าเพียงแปลกใจ เจ้าไม่ถามข้าสักคำหรือว่าเหตุใดเราต้องรีบออกไปนอกด่าน ไม่สงสัยหรือว่าอาจารย์ปู่ของเจ้า ส่งเรามาทำธุระไกลถึงเพียงนี้เพื่อสิ่งใด?"

อวี้หลงนิ่งไปครู่หนึ่ง ดวงตาฉายแววลุ่มลึกเกินวัยสิบแปดปี

"เหตุผลนั้นสำคัญด้วยหรือ ในเมื่อความจริงที่ปรากฏต่อหน้าคือเราต้องไป... ความสงสัยมีแต่จะทำให้ฝีเท้าเราช้าลง"

"เจ้าช่างพูดจาเหมือนคนผ่านโลกมาสามสิบปี"

นางหัวเราะเบาๆ จ้องหน้าเด็กหนุ่มแล้วเอ่ยต่อ

"เด็กวัยเจ้าควรจะฝันถึงการมีบ้าน มีที่นา มีสาวน้อยข้างกาย หรือไม่ก็เป็นจอมยุทธ์ผู้ยิ่งใหญ่ไม่ใช่หรือ?"

"บ้านก็เป็นเพียงที่พักให้กายได้คลายความอ่อนล้า ที่นาผืนงามก็เป็นเพียงแหล่งเสบียงเลี้ยงกาย"

อวี้หลงตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่คมคาย

"ส่วนสตรี แลการเป็นจอมยุทธ์ผู้ยิ่งใหญ่นั้น... ข้าเห็นท่าน และอาจารย์ปู่ทั้งสองท่านแล้ว ช่างเป็นสตรีที่งดงาม และผู้ที่ยิ่งใหญ่ที่ดูเงียบเหงาเหลือเกิน ความฝันของข้าไม่มีรูปร่าง ข้าเพียงอยากเป็นเหมือนลมที่พัดผ่านยอดเขา ซอกซอนไปทั่วผืนป่า คอยสอดส่องค้นหาชีวิตและสิ่งแปลกใหม่ เพื่อสิ่งใดข้าก็ยังไม่รู้... รู้เพียงว่าขอให้ได้พบมันก่อน แล้วคำตอบมันคงจะเกิดขึ้นเอง"

"ลมนั้นไม่มีที่พำนักนะอวี้หลง หากพัดไปเรื่อย... เจ้าจะเหนื่อยจนตายเข้าสักวัน"

เสียงของท่านอาที่ขับรถม้าอยู่ข้างนอกดังแทรกเข้ามา พลางกล่าวต่ออีกว่า

"และลมที่ไม่มีที่ไป... คอยแต่จะพัดวนไปมา มักจะถูกพายุหมุนลูกใหญ่กลืนกินได้ง่ายที่สุด"

"ท่านอา... พายุใหญ่อาจกลืนสายลมเล็กๆได้ แต่มันก็เป็นธาตุลมเหมือนกันมิใช่หรือ ยามพายุสงบลง ลมก็ยังคงอยู่เหมือนเดิม สิ่งที่ข้ากังวลมิใช่พายุเบื้องหน้า แต่คือความปลอดภัยของทุกท่านในหมู่บ้านของเราบนหุบเขานั่นต่างหาก... ข้าขัดใจนักที่อาจารย์ปู่ไม่ยอมบอกอะไรข้า บอกเพียงว่าให้ข้านั่งในรถม้าประดุจสตรีในห้องหอเช่นนี้ แล้วเร่งไปนอกด่านให้เร็วที่สุด ไปทำธุระสำคัญให้ท่านกับศิษย์ผู้น้องของอาจารย์ทั้งสองที่นอกด่านนั่น""

"ท่านผู้อาุโสทั้งสองคงเห็นว่าเจ้ายังไม่ถึงเวลาต้องรู้สิ่งใด"

สตรีนางนั้นพริ้มตาหลับลงอีกคราหลังเอ่ยปากเหมือนจะเตือนให้เขาเพลาการพูดจาลง

"เด็กหนุ่มวัยคะนองเช่นเจ้า ยังต้องฝึกปรือทั้งกายใจให้แกร่งกว่านี้อีกหลายเท่าตัวนัก จึงจะทานทนต่อแรงลมพายุใหญ่ในภายหน้าได้"

"ความแกร่งเพียงอย่างเดียวยังไม่พอหรอกขอรับ ต้องมีความโอนอ่อน มีเมตตาจิต มีสติปัญญารู้จักคิด รู้จักวิเคราะห์ จึงจะผ่านทุกปัญหาอุปสรรคไปได้"

อวี้หลงยังพยายามแย้ง

"เพ้ย... เจ้าเพียงจำลมปากอาจารย์ปู่เจ้ามาพูดกับข้าเท่านั้นดอก..."

สตรีนางนั้นปรือตามองหน้าเขาด้วยความรู้สึกซับซ้อน นางเห็นประกายไฟบางอย่างในดวงตาของเขา มันคือประกายไฟของราชันย์ที่ถูกซ่อนไว้ใต้ท่าทีของสามัญชน นางถามเขามาอีกประโยคหนึ่ง

"แล้วเจ้าจะทำอย่างไร หากวันหนึ่งเจ้าพบว่าตนเองมีพลังมหาศาล พลังที่อาจเปลี่ยนโลกหรือทำลายโลกได้ในพริบตา?"

อวี้หลงนิ่งเงียบไปนาน ก่อนจะตอบอย่างช้าๆ

"ข้าจะใช้พลังนั้นสร้างพื้นที่อันสงบสุขให้ท่านได้นั่งจิบชา โดยที่ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะส่งเสียงรบกวน... นั่นคือความฝันเพียงอย่างเดียวที่ข้ามีในตอนนี้"

ท่านอาที่อยู่ข้างนอกลอบถอนหายใจยาวพร้อมด้วยรอยยิ้ม มือที่กุมบังเหียนม้าสั่นน้อยๆ เขาชำเลืองมองหอคอยด่านชายแดนที่เริ่มปรากฏแก่สายตา หากขับรถม้าตรงผ่านสามแยกตีนเขาลูกข้างหน้าไปไม่นาน ก็จะถึงประตูด่านอาณาจักรแล้ว

"ใกล้ถึงด่านแล้ว... อวี้หลง ดูแลท่านแม่เจ้าให้ดี อะไรเกิดขึ้น อย่าได้ก้าวเท้าออกจากรถม้าเด็ดขาด!"

"ท่านอาพูดราวกับจะมีเรื่องร้ายเกิดขึ้น หรือท่านเห็นอะไรผิดปกติหรือขอรับ... "

อวี้หลงขมวดคิ้ว เอ่ยเสียงทุ่มต่ำบอกแก่อวี้หลง

"ข้ามิเห็นสิ่งใดดอก เพียงแต่เราไม่ควรประมาทในพื้นที่ๆเราไม่คุ้นเคย ยิ่งใกล้ด่าน..ยิ่งมีแต่อันตรายที่เราไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด ทั้งภัยจากผู้ร้าย หรือผู้ดีก็ตามที..."

ท่านอาเอ่ยเสียงเข้มกระชับบังเหียนม้าให้กระชับมือมากขึ้น ส่งเสียงสั่งบอกม้าให้ลดความเร็วลงเป็นเหยาะย่างไปเรื่อยๆ รอยล้อ รอยเท้าม้าจึงมิได้ตะกุยกดดินให้ดูเหมือนรีบเร่งจนเกินไป

อวี้หลงสังเกตได้ถึงการเปลี่ยนจังหวะในการควบคุมม้าของท่านอา ชายวัยล่วงเลยอายุกลางคนไปมากโข อยู่ในหมู่บ้านเล็กๆมากับเขาตั้งแต่เขายังเป็นทารก ทำไร่ ตักน้ำ ผ่าฟืน หุงหาอาหาร หาของป่าล่าสัตว์ ความเก่งน้้นทีแรกเขาคิดว่าคนธรรมดาทั่วไปก็คงเป็นเช่นนี้ จนวันหนึ่งในวัยเด็กเขาเห็นท่านอายิงนกที่บินบนฟ้าด้วยธนูดอกเดียว แต่นกกลับตกลงมาถึงสองตัว บังเอิญที่พรานต่างถิ่นขึ้นมาล่าสัตว์บนเขาเช่นกันมาพบเข้า พากันยกย่องสรรเสริญจนเขาเพิ่งรู้ในวันนั้นเองว่าท่านอาคนนี้เก่งเพียงใด

อาการขอท่านอาที่เริ่มเปลี่ยนไป ทำให้บรรยากาศในรถม้าเย็นเยียบลงทันที อวี้หลงเริ่มรู้สึกถึงการระแวดระวังที่มากขึ้น พลันนั้น... พลังงานประหลาดที่หมุนวนอยู่ในช่องท้องก็เริ่มปะทุขึ้นมาอีก คราวนี้มันรุนแรงขึ้น ร่ำร้องราวกับพยัคฆ์ที่ถูกขังในกรงแคบๆ พยายามจะทลายกรงขังออกมาเสียให้ได้ เขาจับมือสตรีผู้เป็นมารดาไว้แน่น ไม่รู้เลยว่าอีกไม่กี่เพลาข้างหน้า ชีวิตอิสระแบบลมพัดในหุบเขาของเขาจะเปลี่ยนไป ชีวิตของมังกรน้อยที่กำลังจะเติบโตโผทะยานขึ้นสู่ฟ้ากำลังเริ่มต้นขึ้น

.....

เบื้องหน้าคือด่านชายแดนที่มหึมาขวางกั้นช่องหุบเขาเอาไว้ ประตูบานใหญ่หนาหนักเปิดกว้างเอาไว้ตามเวลา เพื่อให้ขบวนรถม้าที่ผ่านการตรวจอนุญาตแล้วเข้าออกได้ แสงแดดยามอัสดงอาบไล้ไปบนยอดหอคอย อีกเพียงไม่กี่ร้อยก้าว รถม้าคันนี้ก็จะหลุดพ้นจากอาณาเขตที่กฏหมายแผ่นดินมีผลบังคับใช้

เพลานั้น... เหนือยอดไม้ที่พลิ้วไหว ชายร่างเล็กทะยานจากหลังม้าที่ห่างไปหนึ่งในห้าลี้ มันเร่งพลังวัตรจนถึงขีดสุด ทะยานเตะอากาศแตะยอดไม้เพียงสามคราก็ลอยมาจนถึงหน้าด่านนี้ มันรู้ดีว่าหากรถม้าคันนี้แตะพื้นดินนอกด่านได้เมื่อใด พลานุภาพของมันจะถูกจำกัดด้วยสนธิสัญญาโบราณที่แม้แต่ฮ่องเต้ก็ไม่อาจละเมิดได้โดยง่าย มันตวาดเสียงดังลั่น

"หยุดรถ! บัดเดี๋ยวนี้..."

เสียงตะโกนแฝงพลังปราณ เจิ้งเจวี่ยลอยตัวหมุนสองตลบก่อนจะทิ้งตัวลงบนหลังคารถม้าอย่างแผ่วเบาจนแทบไม่มีเสียง แต่ทว่าแรงกดดันมหาศาลจากฝ่าเท้ากดลงจนทำให้เพลารถม้าถึงกับลั่นเอี๊ยด ล้อรถหยุดหมุนฉับพลันทันที

พึ่บ!

ในทันใดนั้น ชายสวมหมวกฟางที่บังคับม้าอยู่ก็ดีดตัวขึ้นจากที่นั่งราวกับคันศร ฝ่าเท้าของเขาแฝงลมปราณหนักหน่วงเตะเสยเข้าที่ยอดอกของชายร่างเล็ก... เจิ้งเจวี่ย โดยไม่ต้องเสียเวลาเอ่ยปาก

"ไอ้สุนัขรับใช้... อย่าหวังว่าจะล่วงล้ำเข้าไปได้!"

ชายสวมหมวกฟางคำรามเสียงดังมิแพ้กัน ฉากการต่อสู้บนหลังคารถม้าที่หน้าประตูด่านดูท่าจะดุเดือดเลือดพล่าน หมวกฟางบนศีรษะคนขับรถม้าปลิวหายไป เผยให้เห็นใบหน้ากร้านโลกที่แก้มซ้ายเต็มไปด้วยรอยแผลเป็น กระบวนท่าของเขาดูดุดันและเน้นการแลกชีวิต แต่ทว่า... เจิ้งเจวี่ยคืออันดับหนึ่งแห่งแผ่นดิน มันเอ่ยปากทักทายเหมือนคุ้นเคย

"หูเหยาเจี้ยน... ที่แท้ก็เป็นเจ้า ตำนานลูกศรปีศาจจิ้งจอก อันดับสิบห้าของแผ่นดินเร้นกายมาคอยช่วยเหลือเจ้าเด็กนั่นอยู่นี่เอง"

มันเบี่ยงตัวหลบลูกศรด้วยท่าร่างที่พิสดาร ที่หูเหยาเจี้ยนยิงออกมา ก่อนจะใช้ดรรชนีคีบปลายหางลูกศรเอาไว้ด้วยความเร็วที่ยิ่งกว่าปีศาจ

"ยังรวดเร็วและแม่นยำเหมือนยี่สิบปีก่อน แต่ยังไม่พอสำหรับข้า"

ร่างของนักธนูในตำนานลอยถอยไปเบื้องหลังอีกหลายช่วงตัว มันหยิบลูกศรมาอีกสามดอก ประทับง้างยิงออกไปทันที ลูกศรอัดพลังปราณปลิวทะยานใส่ศีรษะและหน้าอก มือเพียงสองมือจะรับลูกศรสามดอกได้อย่างไร เจิ้งเจวี่ยแค่นหัวเราะ...

"เฮอะ... ยังอ่อนหัดนัก "

มันวาดฝ่ามือสะบัดพลังออกไปปะทะลูกศร ศรทั้งสองดอกถึงกลับสลายเป็นผุยผงในทันที หูเหยาเจี้ยนเผยรอยยิ้ม เอ่ยเบาๆขึ้นมา...

"อันดับหนึ่งอย่างเจ้าก็มีคราวที่พลาดได้ ลูกศรของข้ามิได้มีเพียงสองดอกเท่านั้น..."

ศรดอกที่สามถูกกัดขนปลายหางจนแหว่ง และอัดปราณผันแปรลงไป ทำให้ทิศทางลูกศรบินเป็นชวิถีโค้งอ้อมไปด้านหลังเจิ้งเจวี่ย เป้าหมายที่กึ่งกลางท้ายทอย

"คิดรึว่าข้าจะมองมิทัน..."

ชายร่างเล็กโน้มตัวลงต่ำ ตีลังกากลับหลังหนึ่งรอบ ใช้ฝ่าเท้าตบส่งลูกศรกลับไปยังผู้ที่ยิงมา

หูเหยาเจี้ยนมิคาดคิดว่าเจิ้งเจวี่ยจะมีไม้นี้ หน้าอกมันถูกศรของตนเองแทงทะลุผ่านไป อวัยวะภายในถูกปราณทำลายเสียหายแปดในสิบส่วน ร่างทรุดลงคุกเข่า แววตาเดือดดาลจ้องมองมันมิวางตา เจิ้งเจวี่ยเอ่ยเสียงทุ้มต่ำบอกมัน...

"หากเป็นพี่ชายเจ้า...จินหลางเจี้ยน ศรหมาป่าทองคำ ข้าอาจหลบได้อย่างฉิวเฉียดกว่านี้ คงใช้เวลานานกว่านี้กว่าจะสยบมันลงได้ ส่วนเจ้าก็คงต้องบอกลากันเสียที..."

ชายร่างเล็กเร่งพลังฝ่ามือถึงขีดสุดแล้วตบลงบนศีรษะหูเหยาเจี้ยน ระเบิดร่างชายอันดับสิบห้าของแผ่นดินแหลกเหลวลงในทันใด เพื่อเป็นการให้เกียรติกับผู้แพ้ เจิ้งเจวี่ยจึงใช้พลังยุทธขั้นสูงส่งมันไปสู่สุคติโดยเร็ว... มิให้ทรมาน

เจิ้งเจวี่ยไม่เสียเวลาร่ำไร... มันดีดตลงมาที่หน้าประตูรถม้า หัวใจเต้นรัวด้วยความลำพองใจที่งานใหญ่กำลังจะสำเร็จ

"จบสิ้นกันเสียที ราชวงศ์เก่าต้องสิ้นซากไม่เหลือในบัดนี้แล้ว...'

มันกระชากม่านรถม้าออกอย่างแรง พร้อมกับซัดฝ่ามือสังหารเข้าไปด้านใน...

แต่แล้ว... มือที่เงื้อเตรียมซัดออกกลับชะงักงัน ดวงตาของเจิ้งเจวี่ยเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง ในรถม้าที่ควรจะเป็นสตรีนางนั้นกับรัชทายาทหนุ่มวัยสิยแปด กลับกลายเป็นเพียงชายชราและหญิงชราในชุดชาวบ้านธรรมดาๆ ที่กำลังนั่งกอดหลานตัวน้อยที่โดนฝ่ามือปิดปากไว้ ด้วยความหวาดกลัว... ทั้งสามคนตัวสั่นเทาราวกับลูกนกในพายุหิมะ

เจิ้งเจวี่ยกวาดสายตามองทั่วรถม้าอย่างบ้าคลั่ง ไม่มีกลิ่นอายของพลังวัตร ไม่มีแม้เงาของคนที่มันเพียรพยายามตามหามาสิบเก้าปี มีเพียงความว่างเปล่าและกลลวง

"บัดซบ!!! จริงๆเลย..."

มันสบถออกมาเสียงดังสนั่นจนป่าสะเทือน ความเจ็บใจแล่นพล่านไปทั่วอก

"ไอ้เสือเฒ่า..มังกรชรา... พวกเจ้ากล้าใช้ชีวิตตัวเองเป็นเหยื่อล่อเพื่อซื้อเวลาให้พวกมันหนีไปทางอื่นงั้นรึ!"

มันหันไปมองทิศทางของฝูงนกที่มันเพิ่งตามมา... บัดนี้มันเข้าใจแล้วว่า "นก" ที่ผูกไหมทองนั้นถูกปล่อยออกมาจากรถม้าคันนี้เพื่อล่อมันมาที่ด่าน ส่วนเป้าหมายจริงๆ ของมันนั้น คงใช้เส้นทางลับที่น้อยคนนักจะรู้จักเร้นกายหายไปสู่ป่าลึกนานแล้ว

.....

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • เลือดมังกร...龙的传人    บทพิเศษ ความเดิมภาคที่แล้ว

    เมื่อ 17 ปีก่อน เยิ่นเต๋อ...ทรราชผู้ทะเยอทะยาน ได้วางแผนลอบสังหารฮ่องเต้องค์ก่อน (บิดาของอวี้หลง) เพื่อชิง แหวนสยบเทพมังกร และอำนาจการปกครอง โดยใช้ มารดาของอวี้หลง เป็นหมากในการลอบวางยาพิษ มารดาของอี้หลงซึ่งกำลังอุ้มท้องอวี้หลงอยู่ได้รับการช่วยเหลือจากยอดฝีมือฝ่ายในพาหลบหนีไปกบดานในหุบเขาลึกห่างไกลผู้คน อวี้หลงถือกำเนิดที่นั่นและฝึกวิชาจากอาจารย์ปู่สองท่านซึ่งเป็นอดีตองครักษ์ และยอดฝีมืออันดับสองและสามของแผ่นดิน โดยมียอดฝีมือ และอดีตข้าราชบริพารตามมาคอยดูแลเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ในหุบเขานั้น.....อวี้หลงเติบโตขึ้นโดยไม่ได้ล่วงรู้สิ่งใดเลย จนกระทั่งวันหนึ่งเขาถูกอาจารย์ปู่สั่งให้หนีออกจากหุบเขาข้ามพรมแดนออกไปนอกด่าน ที่ซึ่งอำนาจมืดของฮ่องเต้ทรราชจะตามไปทำอันตรายได้ยาก ที่เมืองกุยฮวานั้นเขาได้พบกับ ไป๋เฟิ่งบุตรีอ๋องไป๋เทียนซื่ออดีตอันดับหนึ่งของแผ่นดิน ผู้ซึ่งถอนตัวจากยุทธภพมาครองรักกับบุตรีอ๋องเแห่งอาณาจักรนอกด่านและได้ครองเมืองเล็กไนอกด่านเมืองหนึ่งใกล้ๆเมืองกุยฮวา ลวี่อิงหวู่ลูกพี่ลูกน้องของไป๋เฟิ่งเป็นจอมยุทธ์สาวปราดเปรียวที่ถูกชะตาอวี้หลงตั้งแต่แรกพบ แต่ไม่อาจสู้ชะตาฟ้าของไป๋เฟิ่งก

  • เลือดมังกร...龙的传人    บทที่ 7.5 หยินหยางประสานรัก

    ณ วันนั้น ท่ามกลางวิกฤตในห้องฝึกลับ เพดานที่เริ่มถล่มทลายลงมา กายของอวี้หลงที่กำลังสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ผิวหนังเริ่มปริแตกด้วยพลังเย็นสุดขั้วจากบัวหิมะพันปี ปะทะเข้ากับพลังร้อนมหาศาลจากหลินจือแดง และปราณมังกรฟ้าที่ซ่อนเร้นในกาย ทั้งหมดรวมเข้าเป็นพายุคลั่งที่หมุนวนอยู่ในจุดตันเถียนอย่างไม่อาจหาทางออก "อิงหวู่... เจ้าออกไปตามท่านพ่อเร็วเข้า ข้าจะเป็นคนสะกดลมปราณให้เขาเอง..." ไป๋เฟิ่งตะโกนสั่งลวี่อิงหวู่ทั้งน้ำตา นางรู้ดีแก่ใจว่ากว่าความช่วยเหลือจะมาถึง ร่างกายของอวี้หลงคงแตกสลายไปก่อนแล้ว ลวี่อิงหวู่รีบใช้วิชาตัวเบาทะยานออกไป ทิ้งให้ไป๋เฟิ่งอยู่กับอวี้หลงที่บัดนี้สติหลุดลอยไปในห้วงแห่งความทรมาน ไป๋เฟิ่งถลาเข้ากอดร่างที่ร้อนดั่งไฟสลับเย็นดั่งน้ำแข็งนั้นไว้แน่น นางระลึกถึงบันทึกลับในห้องยาของท่านพ่อที่เคยอ่านผ่านตา... ...หากขั้วปราณหยินและหยางขัดแย้งกันจนถึงที่สุด มีเพียงทางเดียวคือการใช้กายาบริสุทธิ์เป็นสะพานเชื่อมเพื่อถ่ายเทหยินและหยางส่วนเกินเพื่อปรับสมดุล... "อวี้หลง... หากนี่เป็นทางเดียวที่จะรักษาชีวิตเจ้าไว้ได้ ข้าก็ยินดีจะสละมัน" นางตัดสินใจปลดเปลื้องอาภรณ์ออกจ

  • เลือดมังกร...龙的传人    บทที่ 17 ครองบัลลังก์

    สมรภูมิหุบเขาพันศพสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น เมื่อสองขั้วพลังที่เหนือมนุษย์เข้าปะทะกันอย่างรุนแรง แสงสีทองของมังกรสวรรค์และรังสีสีดำมหากาฬของสะเก็ดดาวตกพุ่งเข้าห้ำหั่นกันจนอากาศรอบข้างบิดเบี้ยว มวลอากาศระเบิดแตกออกเป็นระยะๆ เจิ้งเจวี่ยในร่างเล็กแต่หนักอึ้งดุจดาวตก พุ่งตัวเข้าหาอวี้หลงด้วยความเร็วที่เหนือกว่าประสาทสัมผัสจะรับรู้ได้ทัน ในกระบวนท่าที่หนึ่งถึงกระบวนท่าที่ห้า เจิ้งเจวี่ยไม่ต้องใช้เพลงดาบ มันใช้เพียงพลังหมัดเปล่าๆ ที่อัดแน่นด้วยมวลสารมหาศาลพุ่งเข้าใส่หน้าอกอวี้หลง ทุกหมัดที่ชกออกมาเกิดคลื่นกระแทกสุญญากาศ อวี้หลงต้องใช้ปราณกระบี่สีทองต้านรับ แต่แรงปะทะนั้นหนักหน่วงจนกระอักเลือดออกมาทุกคราที่รับแรงกระแทกของหมัดเจิ้งเจวี่ย ในกระบวนท่าที่หกถึงกระบวนท่าที่สิบ เจิ้งเจวี่ยเตะเท้าใส่ช่วงล่างของอวี้หลงด้วยความเร็วสูง ร่างอวี้หลงปลิวไปกระแทกผนังหินจนพังทลาย เจิ้งเจวี่ยทะยานตามไปใช้นิ้วแกร่งดุจเหล็กปัดปราณกระบี่แจนแตกร้าว อวี้หลงเพลี่ยงพล้ำอย่างเห็นได้ชัด ร่างกายของเขายังปรับตัวเข้ากับปราณทองคำได้ไม่เต็มที่ แต่ยามนั้นเจิ้งเจวี่ยคือเครื่องจักรสังหารที่สมบูรณ์แบบไปเสียแล้ว อี

  • เลือดมังกร...龙的传人    บทที่ 16 เทพมารกับเทพมังกร

    บรรยากาศรอบกายบัดนี้ไม่ต่างจากแดนมิคสัญญี ป่าที่เคยเขียวขจีกลับกลายเป็นสีดำมะเมื่อม ต้นไม้สูงใหญ่ยืนต้นตายซาก กิ่งก้านหงิกงอราวกับมือปีศาจที่พยายามจะฉุดรั้งผู้บุกรุก ไอหมอกพิษสีม่วงเข้มปกคลุมหนาตาจนมองเห็นได้ไม่เกินห้าก้าว และในความเงียบงันที่ชวนขนลุกนั้นเอง แสงไฟสีเขียวดุจวิญญาณหลงทางก็วาบขึ้นจากความมืด "เจ้ามาไกลเกินไปแล้ว อวี้หลง..." เงาร่างสามสายปรากฏขึ้นขวางทางเดินแคบๆ ที่มุ่งสู่หุบเขา พวกมันคือแปดโลกันตร์ ที่ยังหลงเหลืออยู่ และเป็นพวกที่จงรักภักดีต่อเจิ้งเจวี่ยเยี่ยงสุนัขรับใช้ นำโดย เนตรอสุรา ที่บัดนี้ดวงตามีโลหิตไหลซึม และ ดัชนีปลิดวิญญาณ ที่ปลายนิ้วเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทจากการอัดปราณพิษเกินขีดจำกัด พวกมันรู้ดีว่าไม่อาจเอาชนะอวี้หลงที่มีพลังมังกรตื่นรู้ได้ แต่จุดประสงค์เดียวของพวกมันในวันนี้คือ ยื้อเวลาให้เจิ้งเจวี่ยขัดเกลาปราณเหนือฟ้าได้สำเร็จ "ท่านหัวหน้าเจิ้งสั่งไว้... ต่อให้พวกข้าต้องกลายเป็นผุยผงให้ป่าศพแห่งนี้ ก็จะไม่ยอมให้เจ้าก้าวข้ามแนวหินนี้ไปได้" พวกมันไม่ได้พุ่งเข้าปะทะตรงๆ แต่กลับใช้ค่ายกลโลหิตดับตะวัน เชื่อมต่อปราณของทั้งสามคนเข้ากับไอหมอกพิษในป่า ท

  • เลือดมังกร...龙的传人    บทที่ 15 ชัยชนะเบื้องต้น

    สถานการณ์บีบคั้นถึงขีดสุด อวี้หลงถูกกดดันจนแผ่นหลังติดขอบแท่นพิธี โลหิตจากบาดแผลที่ไหลซึมออกมาเริ่มทำให้สติของเขาพร่าเลือน ปราณระฆังทองครอบสวรรค์... ของเยิ่นเต๋อนั้นแข็งแกร่งเกินไป มันมิใช่แค่กำแพงปราณ แต่มันคือการนำพลังจากชีวิตราษฎรทั้งเมืองมาสร้างเป็นเกราะ ทุกครั้งที่อวี้หลงซัดฝ่ามือใส่ เขากลับรู้สึกเหมือนกำลังทำร้ายคนบริสุทธิ์เสียเอง "มันไม่ได้ผลหรอก..." ขุนพลไร้ชีพคำรามพลางง้างดาบยักษ์ขึ้นเหนือหัว รังสีดาบสีม่วงดำกดทับจนแทบขยับกายไม่ได้ "ต่อให้เจ้ามีเลือดมังกรเข้มข้นเพียงใด เจ้าก็ไม่มีทางทำลายศรัทธาที่องค์ฮ่องเต้เยิ่นเต๋อสร้างขึ้นมานับสิบปีนี้ได้" เข่าอวี้หลงทรุดลงข้างหนึ่ง ปลายดาบของแปดโลกันตร์จ่ออยู่ที่จุดตายรอบทิศทาง เยิ่นเต๋อที่นั่งอยู่บนแท่นสูงค่อยๆ หัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง แหวนที่นิ้วของมันเรืองแสงสีโลหิตจนดูน่ากลัว มันส่งเสียงเย้ยหยัน "ข้าบอกเจ้าแล้ว... ความแข็งแกร่งของข้าคือความอมตะที่เจ้ามิอาจจินตนาการ ยอมสละเลือดมังกรของเจ้ามาซะดีๆ แล้วข้าจะสงเคราะห์ให้เจ้าไปอยู่กับพ่อเจ้าในนรก" ในจังหวะที่ดาบของขุนพลไร้ชีพกำลังจะสับลงมานั้นเอง อวี้หลงกลับหลับตาลง.

  • เลือดมังกร...龙的传人    บทที่ 14 การต่อยตีบนแท่นพิธี

    ภายใต้แสงตะเกียงที่เริ่มริบหรี่ ก่อนเข้านอน... อวี้หลงวางกริชดอกบัวลงพลางขมวดคิ้วแน่น ครุ่นคิดบางสิ่งที่มันยังคิดมิตก "เยิ่นเต๋อไม่ได้แข็งแกร่งด้วยตัวคนเดียว มันยังมี แหวนสยบมังกรที่ถอดมาจากนิ้วมือพ่อข้า แหวนนั่นคุมพลังหนึ่งสามส่วนของแผ่นดิน เพื่อรักษาสมดุลเอาไว้... ปฐมกษัตริย์จึงแบ่งแยกสิ่งที่ใช้ควบคุมพลังออกเป็นสามสิ่ง นอกจากแวนนั่นแบ้ว ก็เป็นปราณแห่งโลหิตมังกร ซึ่งมันใช้เลือดของข้าที่เป็นสายโลหิตบริสุทธ์เป็นตัวเติมเต็ม" ไป๋เฟิ่งมองดูอวี้หลงด้วยความกังวล "ในเมื่อท่านคือผู้ถือครองสายเลือดมังกรบริสุทธิ์ หนึ่งในสามการควบคุมพลังนั้น ความแข็งแกร่งของท่านจึงกลายเป็นดาบสองคม ยิ่งท่านเก่งกล้านั่นก็ยิ่งมีอันตราย... แล้วอีกหนึ่งในสามเล่าพี่อวี้หลง มันคือสิ่งใดที่เราต้องเร่งหา เพื่อสยบอำนาจที่เหลือให้ได้" อวี้หลงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะนึกถึงถ้อยคำปริศนาของราชครูที่ถูกลืม อันทิ้งท้ายไว้ในบันทึกขาดวิ่นผืนนั้น... ปราณมังกรครองฟ้า แหวนโลหิตครองดิน ใจประชาครองใต้หล้า "ข้ามีปราณมังกรจากสายเลือดบริสุทธิ์ ส่วนที่มันมีคือแหวนโลหิต... แหวนสยบมังกรที่ถอดจากพ่อข้าไป เยิ่นเต๋อมันถึง

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status