เข้าสู่ระบบรถม้าวิ่งไปเรื่อยๆไม่ช้าไม่เร็วจนเกินไปนัก จากท่ามกลางป่าเขาอันแสนอึมครึมของเทือกเขาสูง ออกสู่ทุ่งกว้างตีนเขา มุ่งสู่ที่นาทุ่งเกษตรกรรมเพื่อตรงไปยังประตูด่านสู่นอกอาณาจักร คนที่นั่งมาภายในรถม้าบัดนี้ยังพูดคุยกันไม่หยุด นับตั้งแต่รุ่งสางฟ้ายังไม่ทันสว่างจนกระทั่งบ่ายคล้อย แสงอาทิตย์เริ่มลดลวต่ำกว่ายอดไม้แล้ว
ภายในรถม้าที่คับแคบนั้น อวี้หลงนั่งขัดสมาธิอยู่ เขารู้สึกถึงไอร้อนอุ่นที่คอยปะทุขึ้นมาบริเวณท้องน้อยเป็นระยะๆ นึกว่าเป็นเพียงความหิว หรือการกินอะไรบนรถในยามเดินทางทำให้ท้องไส้ผิดสำแดง เขาจ้องมองออกไปนอกหน้าต่างรถม้า... เห็นเพียงทิวเขาที่ถอยหลังไปอย่างรวดเร็ว "ท่านเหนื่อยหรือไม่" เด็กหนุ่มวัยสิบแปดเอ่ยเสียงเบา ด้วยเห็นว่านางที่นั่งอยู่ตรงข้ามหลับตาด้วยท่าทางระโหยโรยแรง "ท่านอาขับรถม้ามาแทบไม่หยุดพักตั้งแต่รุ่งสาง ราวกับว่าหากช้าไปเพียงอึดใจเขาลูกใหญ่เบื้องหลังจะถล่มทับพวกเรากระนั้น" สตรีอายุราวสามสิบปลายยิ้มบางๆ มือที่เคยนิ่มนุ่มเริ่มหยาบหนาจากการทำงานในเรือนมาเกือบยี่สิบปี นางยกมือโบกเบาๆ "ข้าไม่เหนื่อยหรอกอวี้หลง... แต่ข้าเพียงแปลกใจ เจ้าไม่ถามข้าสักคำหรือว่าเหตุใดเราต้องรีบออกไปนอกด่าน ไม่สงสัยหรือว่าอาจารย์ปู่ของเจ้า ส่งเรามาทำธุระไกลถึงเพียงนี้เพื่อสิ่งใด?" อวี้หลงนิ่งไปครู่หนึ่ง ดวงตาฉายแววลุ่มลึกเกินวัยสิบแปดปี "เหตุผลนั้นสำคัญด้วยหรือ ในเมื่อความจริงที่ปรากฏต่อหน้าคือเราต้องไป... ความสงสัยมีแต่จะทำให้ฝีเท้าเราช้าลง" "เจ้าช่างพูดจาเหมือนคนผ่านโลกมาสามสิบปี" นางหัวเราะเบาๆ จ้องหน้าเด็กหนุ่มแล้วเอ่ยต่อ "เด็กวัยเจ้าควรจะฝันถึงการมีบ้าน มีที่นา มีสาวน้อยข้างกาย หรือไม่ก็เป็นจอมยุทธ์ผู้ยิ่งใหญ่ไม่ใช่หรือ?" "บ้านก็เป็นเพียงที่พักให้กายได้คลายความอ่อนล้า ที่นาผืนงามก็เป็นเพียงแหล่งเสบียงเลี้ยงกาย" อวี้หลงตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่คมคาย "ส่วนสตรี แลการเป็นจอมยุทธ์ผู้ยิ่งใหญ่นั้น... ข้าเห็นท่าน และอาจารย์ปู่ทั้งสองท่านแล้ว ช่างเป็นสตรีที่งดงาม และผู้ที่ยิ่งใหญ่ที่ดูเงียบเหงาเหลือเกิน ความฝันของข้าไม่มีรูปร่าง ข้าเพียงอยากเป็นเหมือนลมที่พัดผ่านยอดเขา ซอกซอนไปทั่วผืนป่า คอยสอดส่องค้นหาชีวิตและสิ่งแปลกใหม่ เพื่อสิ่งใดข้าก็ยังไม่รู้... รู้เพียงว่าขอให้ได้พบมันก่อน แล้วคำตอบมันคงจะเกิดขึ้นเอง" "ลมนั้นไม่มีที่พำนักนะอวี้หลง หากพัดไปเรื่อย... เจ้าจะเหนื่อยจนตายเข้าสักวัน" เสียงของท่านอาที่ขับรถม้าอยู่ข้างนอกดังแทรกเข้ามา พลางกล่าวต่ออีกว่า "และลมที่ไม่มีที่ไป... คอยแต่จะพัดวนไปมา มักจะถูกพายุหมุนลูกใหญ่กลืนกินได้ง่ายที่สุด" "ท่านอา... พายุใหญ่อาจกลืนสายลมเล็กๆได้ แต่มันก็เป็นธาตุลมเหมือนกันมิใช่หรือ ยามพายุสงบลง ลมก็ยังคงอยู่เหมือนเดิม สิ่งที่ข้ากังวลมิใช่พายุเบื้องหน้า แต่คือความปลอดภัยของทุกท่านในหมู่บ้านของเราบนหุบเขานั่นต่างหาก... ข้าขัดใจนักที่อาจารย์ปู่ไม่ยอมบอกอะไรข้า บอกเพียงว่าให้ข้านั่งในรถม้าประดุจสตรีในห้องหอเช่นนี้ แล้วเร่งไปนอกด่านให้เร็วที่สุด ไปทำธุระสำคัญให้ท่านกับศิษย์ผู้น้องของอาจารย์ทั้งสองที่นอกด่านนั่น"" "ท่านผู้อาุโสทั้งสองคงเห็นว่าเจ้ายังไม่ถึงเวลาต้องรู้สิ่งใด" สตรีนางนั้นพริ้มตาหลับลงอีกคราหลังเอ่ยปากเหมือนจะเตือนให้เขาเพลาการพูดจาลง "เด็กหนุ่มวัยคะนองเช่นเจ้า ยังต้องฝึกปรือทั้งกายใจให้แกร่งกว่านี้อีกหลายเท่าตัวนัก จึงจะทานทนต่อแรงลมพายุใหญ่ในภายหน้าได้" "ความแกร่งเพียงอย่างเดียวยังไม่พอหรอกขอรับ ต้องมีความโอนอ่อน มีเมตตาจิต มีสติปัญญารู้จักคิด รู้จักวิเคราะห์ จึงจะผ่านทุกปัญหาอุปสรรคไปได้" อวี้หลงยังพยายามแย้ง "เพ้ย... เจ้าเพียงจำลมปากอาจารย์ปู่เจ้ามาพูดกับข้าเท่านั้นดอก..." สตรีนางนั้นปรือตามองหน้าเขาด้วยความรู้สึกซับซ้อน นางเห็นประกายไฟบางอย่างในดวงตาของเขา มันคือประกายไฟของราชันย์ที่ถูกซ่อนไว้ใต้ท่าทีของสามัญชน นางถามเขามาอีกประโยคหนึ่ง "แล้วเจ้าจะทำอย่างไร หากวันหนึ่งเจ้าพบว่าตนเองมีพลังมหาศาล พลังที่อาจเปลี่ยนโลกหรือทำลายโลกได้ในพริบตา?" อวี้หลงนิ่งเงียบไปนาน ก่อนจะตอบอย่างช้าๆ "ข้าจะใช้พลังนั้นสร้างพื้นที่อันสงบสุขให้ท่านได้นั่งจิบชา โดยที่ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะส่งเสียงรบกวน... นั่นคือความฝันเพียงอย่างเดียวที่ข้ามีในตอนนี้" ท่านอาที่อยู่ข้างนอกลอบถอนหายใจยาวพร้อมด้วยรอยยิ้ม มือที่กุมบังเหียนม้าสั่นน้อยๆ เขาชำเลืองมองหอคอยด่านชายแดนที่เริ่มปรากฏแก่สายตา หากขับรถม้าตรงผ่านสามแยกตีนเขาลูกข้างหน้าไปไม่นาน ก็จะถึงประตูด่านอาณาจักรแล้ว "ใกล้ถึงด่านแล้ว... อวี้หลง ดูแลท่านแม่เจ้าให้ดี อะไรเกิดขึ้น อย่าได้ก้าวเท้าออกจากรถม้าเด็ดขาด!" "ท่านอาพูดราวกับจะมีเรื่องร้ายเกิดขึ้น หรือท่านเห็นอะไรผิดปกติหรือขอรับ... " อวี้หลงขมวดคิ้ว เอ่ยเสียงทุ่มต่ำบอกแก่อวี้หลง "ข้ามิเห็นสิ่งใดดอก เพียงแต่เราไม่ควรประมาทในพื้นที่ๆเราไม่คุ้นเคย ยิ่งใกล้ด่าน..ยิ่งมีแต่อันตรายที่เราไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด ทั้งภัยจากผู้ร้าย หรือผู้ดีก็ตามที..." ท่านอาเอ่ยเสียงเข้มกระชับบังเหียนม้าให้กระชับมือมากขึ้น ส่งเสียงสั่งบอกม้าให้ลดความเร็วลงเป็นเหยาะย่างไปเรื่อยๆ รอยล้อ รอยเท้าม้าจึงมิได้ตะกุยกดดินให้ดูเหมือนรีบเร่งจนเกินไป อวี้หลงสังเกตได้ถึงการเปลี่ยนจังหวะในการควบคุมม้าของท่านอา ชายวัยล่วงเลยอายุกลางคนไปมากโข อยู่ในหมู่บ้านเล็กๆมากับเขาตั้งแต่เขายังเป็นทารก ทำไร่ ตักน้ำ ผ่าฟืน หุงหาอาหาร หาของป่าล่าสัตว์ ความเก่งน้้นทีแรกเขาคิดว่าคนธรรมดาทั่วไปก็คงเป็นเช่นนี้ จนวันหนึ่งในวัยเด็กเขาเห็นท่านอายิงนกที่บินบนฟ้าด้วยธนูดอกเดียว แต่นกกลับตกลงมาถึงสองตัว บังเอิญที่พรานต่างถิ่นขึ้นมาล่าสัตว์บนเขาเช่นกันมาพบเข้า พากันยกย่องสรรเสริญจนเขาเพิ่งรู้ในวันนั้นเองว่าท่านอาคนนี้เก่งเพียงใด อาการขอท่านอาที่เริ่มเปลี่ยนไป ทำให้บรรยากาศในรถม้าเย็นเยียบลงทันที อวี้หลงเริ่มรู้สึกถึงการระแวดระวังที่มากขึ้น พลันนั้น... พลังงานประหลาดที่หมุนวนอยู่ในช่องท้องก็เริ่มปะทุขึ้นมาอีก คราวนี้มันรุนแรงขึ้น ร่ำร้องราวกับพยัคฆ์ที่ถูกขังในกรงแคบๆ พยายามจะทลายกรงขังออกมาเสียให้ได้ เขาจับมือสตรีผู้เป็นมารดาไว้แน่น ไม่รู้เลยว่าอีกไม่กี่เพลาข้างหน้า ชีวิตอิสระแบบลมพัดในหุบเขาของเขาจะเปลี่ยนไป ชีวิตของมังกรน้อยที่กำลังจะเติบโตโผทะยานขึ้นสู่ฟ้ากำลังเริ่มต้นขึ้น ..... เบื้องหน้าคือด่านชายแดนที่มหึมาขวางกั้นช่องหุบเขาเอาไว้ ประตูบานใหญ่หนาหนักเปิดกว้างเอาไว้ตามเวลา เพื่อให้ขบวนรถม้าที่ผ่านการตรวจอนุญาตแล้วเข้าออกได้ แสงแดดยามอัสดงอาบไล้ไปบนยอดหอคอย อีกเพียงไม่กี่ร้อยก้าว รถม้าคันนี้ก็จะหลุดพ้นจากอาณาเขตที่กฏหมายแผ่นดินมีผลบังคับใช้ เพลานั้น... เหนือยอดไม้ที่พลิ้วไหว ชายร่างเล็กทะยานจากหลังม้าที่ห่างไปหนึ่งในห้าลี้ มันเร่งพลังวัตรจนถึงขีดสุด ทะยานเตะอากาศแตะยอดไม้เพียงสามคราก็ลอยมาจนถึงหน้าด่านนี้ มันรู้ดีว่าหากรถม้าคันนี้แตะพื้นดินนอกด่านได้เมื่อใด พลานุภาพของมันจะถูกจำกัดด้วยสนธิสัญญาโบราณที่แม้แต่ฮ่องเต้ก็ไม่อาจละเมิดได้โดยง่าย มันตวาดเสียงดังลั่น "หยุดรถ! บัดเดี๋ยวนี้..." เสียงตะโกนแฝงพลังปราณ เจิ้งเจวี่ยลอยตัวหมุนสองตลบก่อนจะทิ้งตัวลงบนหลังคารถม้าอย่างแผ่วเบาจนแทบไม่มีเสียง แต่ทว่าแรงกดดันมหาศาลจากฝ่าเท้ากดลงจนทำให้เพลารถม้าถึงกับลั่นเอี๊ยด ล้อรถหยุดหมุนฉับพลันทันที พึ่บ! ในทันใดนั้น ชายสวมหมวกฟางที่บังคับม้าอยู่ก็ดีดตัวขึ้นจากที่นั่งราวกับคันศร ฝ่าเท้าของเขาแฝงลมปราณหนักหน่วงเตะเสยเข้าที่ยอดอกของชายร่างเล็ก... เจิ้งเจวี่ย โดยไม่ต้องเสียเวลาเอ่ยปาก "ไอ้สุนัขรับใช้... อย่าหวังว่าจะล่วงล้ำเข้าไปได้!" ชายสวมหมวกฟางคำรามเสียงดังมิแพ้กัน ฉากการต่อสู้บนหลังคารถม้าที่หน้าประตูด่านดูท่าจะดุเดือดเลือดพล่าน หมวกฟางบนศีรษะคนขับรถม้าปลิวหายไป เผยให้เห็นใบหน้ากร้านโลกที่แก้มซ้ายเต็มไปด้วยรอยแผลเป็น กระบวนท่าของเขาดูดุดันและเน้นการแลกชีวิต แต่ทว่า... เจิ้งเจวี่ยคืออันดับหนึ่งแห่งแผ่นดิน มันเอ่ยปากทักทายเหมือนคุ้นเคย "หูเหยาเจี้ยน... ที่แท้ก็เป็นเจ้า ตำนานลูกศรปีศาจจิ้งจอก อันดับสิบห้าของแผ่นดินเร้นกายมาคอยช่วยเหลือเจ้าเด็กนั่นอยู่นี่เอง" มันเบี่ยงตัวหลบลูกศรด้วยท่าร่างที่พิสดาร ที่หูเหยาเจี้ยนยิงออกมา ก่อนจะใช้ดรรชนีคีบปลายหางลูกศรเอาไว้ด้วยความเร็วที่ยิ่งกว่าปีศาจ "ยังรวดเร็วและแม่นยำเหมือนยี่สิบปีก่อน แต่ยังไม่พอสำหรับข้า" ร่างของนักธนูในตำนานลอยถอยไปเบื้องหลังอีกหลายช่วงตัว มันหยิบลูกศรมาอีกสามดอก ประทับง้างยิงออกไปทันที ลูกศรอัดพลังปราณปลิวทะยานใส่ศีรษะและหน้าอก มือเพียงสองมือจะรับลูกศรสามดอกได้อย่างไร เจิ้งเจวี่ยแค่นหัวเราะ... "เฮอะ... ยังอ่อนหัดนัก " มันวาดฝ่ามือสะบัดพลังออกไปปะทะลูกศร ศรทั้งสองดอกถึงกลับสลายเป็นผุยผงในทันที หูเหยาเจี้ยนเผยรอยยิ้ม เอ่ยเบาๆขึ้นมา... "อันดับหนึ่งอย่างเจ้าก็มีคราวที่พลาดได้ ลูกศรของข้ามิได้มีเพียงสองดอกเท่านั้น..." ศรดอกที่สามถูกกัดขนปลายหางจนแหว่ง และอัดปราณผันแปรลงไป ทำให้ทิศทางลูกศรบินเป็นชวิถีโค้งอ้อมไปด้านหลังเจิ้งเจวี่ย เป้าหมายที่กึ่งกลางท้ายทอย "คิดรึว่าข้าจะมองมิทัน..." ชายร่างเล็กโน้มตัวลงต่ำ ตีลังกากลับหลังหนึ่งรอบ ใช้ฝ่าเท้าตบส่งลูกศรกลับไปยังผู้ที่ยิงมา หูเหยาเจี้ยนมิคาดคิดว่าเจิ้งเจวี่ยจะมีไม้นี้ หน้าอกมันถูกศรของตนเองแทงทะลุผ่านไป อวัยวะภายในถูกปราณทำลายเสียหายแปดในสิบส่วน ร่างทรุดลงคุกเข่า แววตาเดือดดาลจ้องมองมันมิวางตา เจิ้งเจวี่ยเอ่ยเสียงทุ้มต่ำบอกมัน... "หากเป็นพี่ชายเจ้า...จินหลางเจี้ยน ศรหมาป่าทองคำ ข้าอาจหลบได้อย่างฉิวเฉียดกว่านี้ คงใช้เวลานานกว่านี้กว่าจะสยบมันลงได้ ส่วนเจ้าก็คงต้องบอกลากันเสียที..." ชายร่างเล็กเร่งพลังฝ่ามือถึงขีดสุดแล้วตบลงบนศีรษะหูเหยาเจี้ยน ระเบิดร่างชายอันดับสิบห้าของแผ่นดินแหลกเหลวลงในทันใด เพื่อเป็นการให้เกียรติกับผู้แพ้ เจิ้งเจวี่ยจึงใช้พลังยุทธขั้นสูงส่งมันไปสู่สุคติโดยเร็ว... มิให้ทรมาน เจิ้งเจวี่ยไม่เสียเวลาร่ำไร... มันดีดตลงมาที่หน้าประตูรถม้า หัวใจเต้นรัวด้วยความลำพองใจที่งานใหญ่กำลังจะสำเร็จ "จบสิ้นกันเสียที ราชวงศ์เก่าต้องสิ้นซากไม่เหลือในบัดนี้แล้ว...' มันกระชากม่านรถม้าออกอย่างแรง พร้อมกับซัดฝ่ามือสังหารเข้าไปด้านใน... แต่แล้ว... มือที่เงื้อเตรียมซัดออกกลับชะงักงัน ดวงตาของเจิ้งเจวี่ยเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง ในรถม้าที่ควรจะเป็นสตรีนางนั้นกับรัชทายาทหนุ่มวัยสิยแปด กลับกลายเป็นเพียงชายชราและหญิงชราในชุดชาวบ้านธรรมดาๆ ที่กำลังนั่งกอดหลานตัวน้อยที่โดนฝ่ามือปิดปากไว้ ด้วยความหวาดกลัว... ทั้งสามคนตัวสั่นเทาราวกับลูกนกในพายุหิมะ เจิ้งเจวี่ยกวาดสายตามองทั่วรถม้าอย่างบ้าคลั่ง ไม่มีกลิ่นอายของพลังวัตร ไม่มีแม้เงาของคนที่มันเพียรพยายามตามหามาสิบเก้าปี มีเพียงความว่างเปล่าและกลลวง "บัดซบ!!! จริงๆเลย..." มันสบถออกมาเสียงดังสนั่นจนป่าสะเทือน ความเจ็บใจแล่นพล่านไปทั่วอก "ไอ้เสือเฒ่า..มังกรชรา... พวกเจ้ากล้าใช้ชีวิตตัวเองเป็นเหยื่อล่อเพื่อซื้อเวลาให้พวกมันหนีไปทางอื่นงั้นรึ!" มันหันไปมองทิศทางของฝูงนกที่มันเพิ่งตามมา... บัดนี้มันเข้าใจแล้วว่า "นก" ที่ผูกไหมทองนั้นถูกปล่อยออกมาจากรถม้าคันนี้เพื่อล่อมันมาที่ด่าน ส่วนเป้าหมายจริงๆ ของมันนั้น คงใช้เส้นทางลับที่น้อยคนนักจะรู้จักเร้นกายหายไปสู่ป่าลึกนานแล้ว .....หัวค่ำวันนั้น... เมืองกุยฮวาถูกปกคลุมด้วยหมอกหนา อวี้หลงเดินออกจากร้านต้าจู๋เพื่อนำสินค้าไปส่งให้ลูกค้าที่อยู่อีกฝั่งของเมือง ท่ามกลางถนนที่เงียบสงัด เขาสังเกตเห็นชายวัยกลางคนสวมชุดคลุมขนสัตว์สีดำสนิท ยืนนิ่งอยู่บนสันกลางของสะพานหินที่ทอดข้ามลำน้ำสายหลักของเมือง ชายผู้นั้นไม่ได้ขยับเขยื้อน แต่กระแสลมรอบตัวเขากลับหมุนวนผิดปกติจนใบไม้ไม่อาจร่วงหล่นเข้าใกล้ ชายชุดดำผู้นั้นคือ อูอิง ฉายาอินทรีทมิฬ... ยอดฝีมืออันดับสิบที่ได้รับคำสั่งให้มาแฝงตัวสืบข่าว แต่เขาพกพาความหยิ่งทนงในฐานะมือสังหารอันดับต้นๆ ของเจิ้งเจวี่ย เขาจึงมิได้เร้นกายปลอมตัว แต่ค่อยๆ เดินไปทั่วเมืองกุยฮวา เดินเงียบๆ มิจำเป็นต้องเอ่ยปากถามผู้ใด ด้วยสายตา ด้วยจมูก และประสาทสัมผัสของมัน มันรับรู้ได้ถึงสิ่งที่มันต้องตามหา... เมื่ออวี้หลงก้าวขึ้นสู่เชิงสะพาน อูอิงก็ลืมตาขึ้น ดวงตารียาวแววตาคมปลาบดุจสัตว์ล่าเหยื่อ มันจ้องเขม็งมาที่เด็กหนุ่ม "ในเมืองที่เต็มไปด้วยเศษสวะ กลับมีกลิ่นอายที่พิเศษไม่เหมือนคนธรรมดา หรือจะเป็นมัน..." อูอิงเอ่ยเสียงแหบพร่า "เจ้าหนุ่ม เจ้าเป็นผู้ใด ใยจึงมีพลังประหลาดที่ดูเหมือนเจ้าจะพยายามกด
หลังจากวันนั้น... อวี้หลงยังคงต้องพักรักษาตัวอยู่ในจวนอีกหลายเพลา ท่านอ๋องให้คนไปแจ้งข่าวแก่ต้าสยุงและมารดาของเขาว่ามิต้องกังวลใดๆ ในเรื่องของอวี้หลง เขาบาดเจ็บเพราะช่วยองค์หญิง ดังนั้นจวนอ๋องไป๋จะดูแลเขาให้ดีที่สุด ไม่กี่วันผ่านไป... อาการบาดแผลเริ่มหายดี กระดูกที่แตกร้าวก็ประสานตัวด้วยพลังปราณจากแพทย์และผู้เยี่ยมยุทธที่จวนอ๋องเชิญมาช่วยรักษา แต่มีสิ่งหนึ่งที่อวี้หลงไม่ล่วงรู้ คือทุกคืนในยามจื่อ (เที่ยงคืน) ท่านอ๋องไป๋จะลอบเข้ามาในห้องพัก เขาจ้องมองเด็กหนุ่มผู้นี้ด้วยความครุ่นคิด... ..... เมื่อยามสายวันนี้... ท่านอ๋องหยิบตำราเก่าคร่ำคร่าเล่มหนึ่งในลิ้นชักลับของโต๊ะทำงานออกมา... มันคือ คัมภีร์สยบภูผาน้ำแข็งส่วนสุดท้ายที่เขาชนะในการประลอง แล้วได้มันมาจากต้าสยุง... เมื่อสิบปีก่อน "ข้าเองไม่ได้ต้องการวิชานี้เพื่อชิงความเป็นหนึ่ง เพียงต้องการดับความอหังการของมันเท่านั้น ใครจะคิดว่าวันนี้ข้าต้องนำมันมาใช้เพื่อช่วยศิษย์หลานเจ้า นี่เพียงเพราะมันช่วยลูกสาวข้าไว้ดอก.. ต้าสยุงเอ๋ย" ท่านอ๋องไป๋เทียนซื่อพึมพำ พลางเปิดตำรายุทธโบราณศึกษาในส่วนท้ายเพื่อหาหนทางช่วยคน... อวี้หลงเ
ค่ำคืนที่เงียบสงบในสวนหลังร้านค้าต้าจู๋ อาจารย์ปู่น้อยต้าสยุงนั่งอยู่เบื้องหน้าอวี้หลง บรรยากาศรอบตัวของทั้งสองคนหนักอึ้งด้วยการแผ่ออกมาของพลังภายในที่ต้าสยุงพยายามดึงมันออกมา เขากำลังหาวิธีควบคุม และเปิดผนึกจุดชีพจรที่ศิษย์พี่ทั้งสองคนปิดเอาไว้ "พลังแปดส่วนในกายเจ้าเปรียบเสมือนเขื่อนยักษ์ที่รอวันระเบิดออกมา แต่ข้ากลับไม่มีกุญแจเปิดประตูน้ำนั้น... ตำราแก้เคล็ดวิชาพันธนาการน้ำแข็งหยกที่จะใช้เปิดจุดชีพจรเจ้านั้น ข้าได้สูญเสียไปในการประลองเมื่อยี่สิบปีก่อน หากไร้ซึ่งตำราที่จะใช้ไขเคล็ดวิชาโดยละเอียด ข้าและเจ้าก็ทำได้เพียงเดินวนอยู่ในเขาวงกต ตอนนี้ข้าทำได้เพียงระบายพลังภายในบางส่วนของเจ้าเพื่อรักษาระดับของมันเอาไว้ หากเจ้าฝึกฝนวิชาอื่นๆ เพิ่มเติม ทำให้พลังภายในเจ้าเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว เมื่อมันเพิ่มขึ้นโดยที่ร่างกายของเจ้ายังอ่อนแอเช่นนี้อยู่ ร่างเจ้าจะระเบิดเป็นผุยผงในเร็ววัน" อวี้หลงพยายามโคจรลมปราณ ฝึกฝนวิธีควบคุมพลังที่แฝงเร้นตามที่อาจารย์ปู่น้อยสอน แต่ทุกครั้งที่โคจรพลังพุ่งผ่านไปถึงจุดชีพจรสำคัญ มันจะกลับตีกลับจนเขาต้องกระอักเลือดออกมา "ข้าจะพยายามครับอาจารย์ปู่... ข้าต
เสียงหวีดหวิวของพายุหิมะที่พัดโหมกระหน่ำจนมองไม่เห็นทางข้างหน้า ท่านอากระชับบังเหียนรถม้าคันเก่าที่ดูซอมซ่อไร้ที่มา ซึ่งเป็นคนละคันกับที่ชายร่างเล็ก... เจิ้งเจวี่ย ไล่ตามทันตรงประตูด่านอย่างสิ้นเชิง เขานึกถึงจุดวิกฤตตรงสามแยกเชิงเขา การกลบเกลี่อนร่องรอยที่สามแยกนั้นหากทำได้ดี จนอีกฝ่ายหนึ่งตามไปผิดทาง แล้วพวกเขาสามารถขึ้นเขาได้ทันเวลา หิมะบนเขาจะช่วยกลบทุกอย่าง นั่นคือทางรอด... เขานึกย้อนไปถึงทางแยกเชิงเขาในป่าทึบที่ผ่านมา หากเจิ้งเจวี่ยเลือกตามรอยล้อรถบนถนนหลัก พวกนั้นคงพบรถม้าอีกคันหนึ่งที่บรรทุกครอบครัวบ่าวชราในหมู่บ้าน และน้องชายเขาที่เป็นผู้ขับรถม้า "คงตามกันทันที่ประตูด่าน หวังเพียงให้ยืดเวลาจนข้าพาสองคนนี้ขึ้นเขาเร้นกายพ้นไปได้ และขอให้ทุกคนปลอดภัย แม้มันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย" สายตาของท่านอาเหลือบมองซองหนังใหญ่ที่บรรจุคันศร และลูกศรสีทอง มือหนึ่งกุมบังเหียนม้ากระชับแน่น อีกมือหนึ่งลูบจี้ห้อยคอที่ทำจาก เขี้ยวหมาป่า และเขี้ยวสุนัขจิ้งจอกที่ปริแตก... เหมือนจะบอกเหตุว่า เจ้าของเขี้ยวนั้นคงไม่ปลอดภัยเสียแล้ว รถม้าเก่าซอมซ่อวิ่งฝ่าพายุหิมะบนหุบเขาหายไปในม่านหมอกขาวโพลน เห
รถม้าวิ่งไปเรื่อยๆไม่ช้าไม่เร็วจนเกินไปนัก จากท่ามกลางป่าเขาอันแสนอึมครึมของเทือกเขาสูง ออกสู่ทุ่งกว้างตีนเขา มุ่งสู่ที่นาทุ่งเกษตรกรรมเพื่อตรงไปยังประตูด่านสู่นอกอาณาจักร คนที่นั่งมาภายในรถม้าบัดนี้ยังพูดคุยกันไม่หยุด นับตั้งแต่รุ่งสางฟ้ายังไม่ทันสว่างจนกระทั่งบ่ายคล้อย แสงอาทิตย์เริ่มลดลวต่ำกว่ายอดไม้แล้ว ภายในรถม้าที่คับแคบนั้น อวี้หลงนั่งขัดสมาธิอยู่ เขารู้สึกถึงไอร้อนอุ่นที่คอยปะทุขึ้นมาบริเวณท้องน้อยเป็นระยะๆ นึกว่าเป็นเพียงความหิว หรือการกินอะไรบนรถในยามเดินทางทำให้ท้องไส้ผิดสำแดง เขาจ้องมองออกไปนอกหน้าต่างรถม้า... เห็นเพียงทิวเขาที่ถอยหลังไปอย่างรวดเร็ว "ท่านเหนื่อยหรือไม่" เด็กหนุ่มวัยสิบแปดเอ่ยเสียงเบา ด้วยเห็นว่านางที่นั่งอยู่ตรงข้ามหลับตาด้วยท่าทางระโหยโรยแรง "ท่านอาขับรถม้ามาแทบไม่หยุดพักตั้งแต่รุ่งสาง ราวกับว่าหากช้าไปเพียงอึดใจเขาลูกใหญ่เบื้องหลังจะถล่มทับพวกเรากระนั้น" สตรีอายุราวสามสิบปลายยิ้มบางๆ มือที่เคยนิ่มนุ่มเริ่มหยาบหนาจากการทำงานในเรือนมาเกือบยี่สิบปี นางยกมือโบกเบาๆ "ข้าไม่เหนื่อยหรอกอวี้หลง... แต่ข้าเพียงแปลกใจ เจ้าไม่ถามข้าสักคำหรือว
ในดินแดนห่างไกลจุดศูนย์กลางความเจริญราวหนึ่งพันสองร้อยลี้มาทางทิศอีสาน เทือกเขาสลับซับซ้อนที่สุดขอบแผ่นดินไร้ซึ่งผู้คน หมู่บ้านสุดท้ายที่มีคนใช้ชีวิตอยู่กลางหุบเขามีเพียงไม่กี่หลังคาเรือน ปลูกผักหญ้า หาของป่า ล่าสัตว์ ใช้ชีวิตสันโดษไม่ข้องเกี่ยวกับผู้คนภายนอก ใครเล่าจะรู้ว่าอีกไม่กี่เพลาความเงียบสงบนี้จะเปลี่ยนไป วันคืนดีๆอาจจะไม่หลงเหลืออีกแล้ว... ชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งควบม้าเหยาะย่างฝ่าป่าดงมาพร้อมอาวุธครบมือ ประเมินจากอาภรณ์ที่สวมใส่แล้วน่าจะเดินทางรอนแรมมาเป็นเวลานานมิใช่น้อย เสบียงกรังที่หอบหิ้วกันมาก็ร่อยหรอจนไม่น่าจะเดินทางออกจากหุบเขาแห่งนี้ไปได้ง่ายนัก พวกมันฝ่าป่าดงพงไพรมาเพื่อสิ่งอันใด ชายร่างเล็กผู้ขับม้าอยู่ตรงกลางขบวนยกมือขึ้นให้สัญญานหยุดการเคลื่อนไหว มันชี้มือไปที่ควันไฟเบื้องหน้า นั่งคือสิ่งที่บอกว่ามีคน... และนั่นอาจเป็นเป้าหมายของพวกมัน... ความเงียบสงัดปกคลุมผืนป่า มันเงี่ยหูฟังเสียงจากทิศทางของควันไฟ มิมีสิ่งใดขยับเคลื่อนไหว มีเพียงเสียงลมพัดยอดไม้ไหวไปมา เสียงนกร้องแมลงบิน แลใบไม้แห้งกลิ้งตามสายลมบนพื้น กราว...กราว... "หรือมันจะรู้ตัวว่าพวกเรามาถึงแ







