Home / แฟนตาซี / เลือดสีทอง จันทร์ที่สาบสูญ / บทที่ 3: กรงทองแห่งพันธสัญญา

Share

บทที่ 3: กรงทองแห่งพันธสัญญา

last update publish date: 2026-08-31 15:00:58

บทที่ 3: กรงทองแห่งพันธสัญญา

ท่ามกลางความเงียบงันที่กดดันจนแทบหยุดหายใจ ท้าวทศรถผายพระหัตถ์ไปยังม่านมุกที่ค่อยๆ ถูกเปิดออก เผยให้เห็นหญิงสาวผู้มีใบหน้าสะสวยหมดจด ผิวพรรณเปล่งประกายดุจทองคำนพคุณ นางคือ พระธิดาฉายวรรณ แห่งเมืองกนกกินรีทอง ผู้เป็นพระธิดาของท้าวกินนรเอกภพและมเหสีพรรณสร

นางก้าวออกมาด้วยท่วงท่าที่อ่อนช้อยงดงามสมกับเป็นกินรีชั้นสูง ดวงตากลมโตคู่นั้นทอประกายเมื่อได้สบสายตากับชัญษร ความหล่อเหลาองอาจของพญาครุฑหนุ่มที่ดูแตกต่างจากชายอื่นที่นางเคยพบ ทำให้หัวใจของฉายวรรณสั่นไหว นางรู้สึกถึงแรงดึงดูดที่อยากจะครอบครองชายผู้นี้ให้มาเคียงคู่

"ชัญษร..." สุรเสียงของท้าวทศรถดังขึ้นอีกครั้ง ทำลายความเงียบ "นี่คือพระธิดาฉายวรรณ ผู้ที่เจ้าควรจะได้อภิเษกด้วยตามคำมั่นสัญญาของสองตระกูลที่ทำไว้ตั้งแต่เยาว์วัย ข้าเรียกเจ้ามาวันนี้ เพื่อให้เจ้าได้ทำความรู้จักกับนางให้ดีขึ้น ก่อนที่จะถึงงานมงคลที่กำลังจะจัดขึ้นในเร็ววัน"

ชัญษรยืนนิ่ง แววตาของเขาเย็นชาและว่างเปล่า เขาไม่ได้มองเห็นความงามของฉายวรรณแม้แต่น้อย ภาพที่ติดอยู่ในใจเขามีเพียงดวงหน้าอ่อนหวานของหญิงสาวในกระท่อมปลายป่าที่กำลังเฝ้ารอการกลับไปของเขา

"เสด็จพ่อ... ลูก..." ชัญษรพยายามจะเอ่ยปฏิเสธ

แต่ทว่า ฉายวรรณกลับเดินตรงเข้ามาใกล้เขาเสียก่อน นางส่งยิ้มหวานที่แฝงไปด้วยความมั่นใจในศักดิ์ศรีของตน "เราได้ยินกิตติศัพท์ของท่านมานานนัก ท่านชัญษร... หวังว่าเราจะได้ทำความรู้จักกันให้มากกว่านี้"

ชัญษรทำเพียงโค้งคำนับอย่างไว้ตัว แต่ในใจเขากลับเต้นระรัวด้วยความกังวล มือที่ซ่อนอยู่ภายใต้เสื้อคลุมกำแน่นจนสั่น เขารู้ดีว่าหากเขายังคงนิ่งเฉย หรือแสดงท่าทีปฏิเสธออกไปต่อหน้าธารกำนัลและบิดาเช่นนี้ ความลับเรื่อง ‘แสงจันทร์’ และ ‘บุตรในครรภ์’ อาจจะถูกเปิดโปงออกมาได้ง่ายขึ้น

เขาต้องจำใจเล่นบทบาท 'ว่าที่คู่หมั้น' ที่เชื่อฟัง... แต่ในสมองของเขากลับครุ่นคิดหาวิธีหนีออกไปจากกรงทองแห่งนี้ให้เร็วที่สุด เพื่อกลับไปหาหญิงเดียวที่เป็นเจ้าของหัวใจเขาทั้งดวง

ในขณะที่เหล่าพี่น้องต่างมารดาที่เฝ้ามองอยู่มุมห้อง ต่างก็เหยียดยิ้มอย่างสมน้ำหน้า พวกเขารู้ดีว่าความอึดอัดที่ชัญษรกำลังเผชิญอยู่ตอนนี้ คือจุดเริ่มต้นของหายนะที่พวกเขาเฝ้ารอคอย

เมื่อถึงเวลาค่ำคืนภายในห้องบรรทมอันวิจิตรตระการตาของ พระธิดาฉายวรรณ บรรยากาศไม่ได้มีความนุ่มนวลอ่อนหวานสมกับเป็นกุลสตรีแม้แต่น้อย นางนั่งอยู่บนตั่งทองคำ ให้เหล่าสนมปรนนิบัติถอดเครื่องประดับออกทีละชิ้นด้วยท่าทีที่เอาแต่ใจ ใบหน้าที่เคยดูอ่อนหวานในโถงเข้าเฝ้า บัดนี้กลับเผยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน

"พวกเจ้าเห็นสายตาของชัญษรหรือไม่? แม้เขาจะดูเย็นชาไปบ้าง แต่เมื่อได้เป็นมเหสีของเขาแล้ว ข้าจะทำให้เขากลายเป็นเพียงนกที่เชื่องในกำมือข้าคนเดียว" ฉายวรรณเอ่ยพลางหัวเราะร่ากับเหล่าสนมคนสนิท

นางถูกปลูกฝังมาแต่เล็กแต่น้อยว่านางคือผู้ที่สูงส่งที่สุด ความงามของนางคืออาวุธที่ไม่มีชายใดจะปฏิเสธได้ และนางไม่เคยรู้จักคำว่า 'ไม่ได้' ในพจนานุกรมของชีวิต

"พระธิดาเจ้าคะ พระองค์งดงามปานนี้ ไม่มีชายใดในผืนป่าหิมพานต์นี้หรอกเจ้าค่ะที่จะกล้าปฏิเสธ" สนมนางหนึ่งประจบประแจง

ฉายวรรณแค่นหัวเราะในลำคอ นางลุกขึ้นเดินไปส่องกระจกทองเหลืองขัดมัน มองดูใบหน้าและปีกอันงดงามของตนด้วยความหลงใหล "แน่นอน... ข้าไม่เพียงจะได้ชัญษร แต่ข้าจะได้ครองบัลลังก์ฉิมพลีเคียงคู่เขา เราทั้งสองจะเป็นใหญ่เหนือป่าหิมพานต์ทั้งหมด ส่วนชัญษร... ก็แค่หมากตัวหนึ่งที่ข้าจะใช้สร้างอำนาจให้ตัวเองเท่านั้น ใครที่ริอาจขวางทางข้า หรือหญิงใดที่แอบทำตัวตีเสมอข้า... ข้าจะทำให้มันไม่ได้ผุดไม่ได้เกิด!"

นางพูดด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาดและดื้อรั้น ไม่สนว่าสิ่งนั้นจะถูกหรือผิด เพราะสำหรับนาง 'สิ่งที่อยากได้ต้องได้' และ 'สิ่งที่ขวางหน้าต้องถูกกำจัด'

ในขณะที่ฉายวรรณกำลังวาดฝันถึงการเป็นมเหสีผู้ยิ่งใหญ่ โดยหารู้ไม่ว่าพญาครุฑที่นางหมายปองนั้น กำลังนั่งนับเวลาถอยหลังอยู่ในวังฉิมพลี ใจของเขาไม่ได้อยู่ที่บัลลังก์ทองหรืออำนาจวาสนาที่นางกำลังโอ้อวด แต่มันอยู่ที่กระท่อมปลายป่า... ที่ซึ่งเขาทิ้ง 'หัวใจ' ของเขาเอาไว้ และเขากำลังหาทางพังประตูแห่งกรงทองนี้ออกไปให้ได้ก่อนที่ความลับจะแตก

ในอีกด้านหนึ่ง ณ ห้องบรรทมส่วนองค์ของชัญษร... แม้จะกว้างขวางและวิจิตรตระการตาเพียงใด แต่บัดนี้มันกลับไม่ได้ต่างอะไรไปจากกรงขังที่ไร้ทางออก

บรรยากาศภายในห้องเงียบเชียบทว่าตึงเครียดจนน่าอึดอัด ชัญษรยืนนิ่งอยู่ริมหน้าต่างบานใหญ่ สายตาคมกริบทอดมองออกไปภายนอก แต่สิ่งที่เขาเห็นกลับไม่ใช่ทิวทัศน์อันงดงามของอุทยานสวรรค์ หากแต่เป็นเงาร่างของทหารครุฑชั้นผู้น้อยหลายนายที่ยืนประจำการอยู่ตามมุมมืดรอบตำหนัก พวกเขาคอยขยับตามและเฝ้าจับตาดูเขาทุกฝีก้าวไม่ให้คลาดสายตา แม้กระทั่งยามที่เขาขยับกาย ทหารเหล่านั้นก็ยังก้มหน้าแต่สายตากลับลอบมองอยู่ตลอดเวลา

ชัญษรกำหมัดแน่นภายใต้แขนเสื้อยาวจนเส้นเลือดปูดโปน เขารู้ดีแก่ใจว่าทหารครุฑเล็กๆ เหล่านี้ไม่มีทางกล้าทำตัวเป็นงูเงี้ยวคอยสอดแนมเขาเช่นนี้ หากไม่มีคำสั่งเด็ดขาดโดยตรงจากท้าวทศรถผู้เป็นบิดา...

เสด็จพ่อกำลังระแวง และวิธีนี้คือการกักบริเวณอย่างลับๆ เพื่อไม่ให้เขาบินหนีกลับไปยังกระท่อมปลายป่าอันเป็นดั่งชีวิตและจิตวิญญาณของเขาได้อีก

ยิ่งเวลาค่ำคืนคืบคลานเข้ามา ใจของพญาครุฑหนุ่มยิ่งร้อนรนดุจถูกไฟอเวจีแผดเผา ยิ่งคิดถึงแสงจันทร์ที่กำลังตั้งครรภ์และต้องอยู่ตามลำพังในกระท่อมไม้ไผ่ ความกังวลก็ยิ่งทวีคูณจนแทบกระอักออกมาเป็นเลือด แม้เขาจะร่ายอาคมพิทักษ์และให้นกนางคู่คอยเฝ้าไว้ แต่การต้องห่างจากนางในเวลาที่นางอ่อนแอที่สุดเช่นนี้ มันทำให้เขาแทบคลั่งตายอยู่ตรงนี้

"อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันงานแล้ว..." ชัญษรพึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่าทว่าดุดัน

สมองของเขาขบคิดอย่างหนักเพื่อหาทางหนีทีไล่ งานวิวาห์ที่กำลังจะเกิดขึ้นกับพระธิดาฉายวรรณคือโซ่ตรวนที่กำลังจะลากเขาและผู้หญิงที่เขารักไปสู่ความตาย เขาต้องหาอุบายอันแยบยลเพื่อยกเลิกงานแต่งงานครั้งนี้ให้ได้โดยเร็วที่สุด หรือไม่... เขาก็อาจจะต้องยอมแตกหัก พังป้อมปราการของวังฉิมพลีแห่งนี้เพื่อโผบินกลับไปรับดวงใจของเขาแล้วหนีไปให้ไกลแสนไกล ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินแก้

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • เลือดสีทอง จันทร์ที่สาบสูญ    บทที่ 12: หัวใจที่แตกสลายและความผิดพลาดที่ไม่อาจแก้ไข

    บทที่ 12: หัวใจที่แตกสลายและความผิดพลาดที่ไม่อาจแก้ไข แสงจันทร์ค่อยๆ ปิดตาลงอย่างแผ่วเบา มือบางที่เคยกำแน่นเสียจนขาวซีดคลายลงจากอกของนาง เลือดสีแดงฉานยังคงไหลทะลักเปื้อนมือและร่างกายของชัญษรที่โอบอุ้มนางแนบอกอย่างหมดหวัง ลมหายใจสุดท้ายของนางจางหายไปท่ามกลางความเงียบงันอันน่าสลดของท้องฟ้าในขณะนั้นเอง ร่างจริงของชัญษรที่กำลังต่อสู้กับท้าวทศรถอยู่กลางเวหา พลันรับรู้ถึงความสูญเสียบางอย่างที่ยิ่งใหญ่จนหัวใจแทบขาดสลาย เขารู้สึกราวกับถูกมีดกรีดแทงเข้าไปที่กลางอก ความเจ็บปวดที่ไม่อาจบรรยายได้ท่วมท้นจนเขาแทบหมดแรง ร่างกายสั่นระริกอย่างรุนแรง ท่วงทีการต่อสู้ที่เพิ่งจะมุ่งมั่นเมื่อครู่พลันอ่อนล้าลงทันที ท้าวทศรถแม้จะกำลังเผชิญหน้ากับบุตรชาย แต่พระองค์ก็ทรงสังเกตเห็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับลูกชายของพระองค์ได้ทันที แม้พระองค์มีเจตนาจะจับกุมตัวบุตรชายกลับไป แต่พระหทัยก็รับรู้ได้ว่าตอนนี้จิตวิญญาณของลูกชายกำลังพังทลายลงไปพร้อมกับบางสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิต"ชัญษร!" ท้าวทศรถร้องเรียกด้วยพระสุรเสียงที่สั่นเครือ แต่บุตรชายไม่ได้หันมาสนใจ ร่างจริงของชัญษรพลันละทิ้งการต่อสู้ทั้งหมด รีบพุ่งลงมายังพื้น

  • เลือดสีทอง จันทร์ที่สาบสูญ    บทที่ 11: มิตรภาพที่ยิ่งใหญ่กว่าความตาย

    บทที่ 11: มิตรภาพที่ยิ่งใหญ่กว่าความตายวิเชียรไม่รอช้า ฉวยโอกาสที่หินเพิ่งถูกคำสาปกัดกินพลังจนหมดแรง พุ่งเข้าโจมตีด้วยดาบอาคมสีดำฟาดลงมาอย่างจัง! หินไร้เรี่ยวแรงจะป้องกันหรือหลบเลี่ยง ร่างยักษ์ค่อยๆ หดเล็กลงจนกลับคืนสู่ร่าง นกนางคู่ ขนาดธรรมดาเหมือนดังที่ถูกสาปมาตลอดชีวิต ขนที่เคยเปล่งประกายสีทองพลันซีดจางลง ปีกที่เคยแกร่งกล้าพับลงอย่างอ่อนเพลีย เขาแทบจะไม่อาจขยับตัวได้อีกต่อไป ร่างกายทรุดลงกับพื้นดินอย่างหมดหนทาง"จบกันแล้วสินะ พญาหงส์เพลิงอันดับหนึ่ง..." วิเชียรหัวเราะเยาะเย้ย "ดูท่าพลังที่ว่ายิ่งใหญ่นั้น ก็ไม่อาจเอาชนะคำสาปได้เสียที"ทันใดนั้นเอง! ร่างของชัญษรที่ทรุดลงกับพื้นดินไม่ไกลนัก พลันรวบรวมกำลังที่เหลืออยู่ลุกขึ้นมาอย่างลำบาก แม้บาดแผลที่แผ่นหลังยังคงเจ็บปวดแทบจะแยกย้ายกันไป แต่เมื่อเห็นเพื่อนรักเพียงคนเดียวของตนกำลังตกอยู่ในอันตราย ชัญษรก็ไม่อาจยืนดูเฉยได้ เขารีบพุ่งตัวเข้ามาขวางหน้าวิเชียรไว้ก่อนที่ดาบอาคมจะตกลงบนร่างของหินได้"ห้ามแตะต้องเขา!" ชัญษรตะโกนก้อง ดวงตาฉายแววเด็ดเดี่ยวแม้ร่างกายจะอ่อนเพลียจนแทบจะล้มลง "หินคือเพื่อนรักของข้า... เขาคือเพื่อนคนเดียวที่ข้ามี! พวก

  • เลือดสีทอง จันทร์ที่สาบสูญ    บทที่ 10: ความกล้าหาญของคู่สหายผู้ภักดี

    บทที่ 10: ความกล้าหาญของคู่สหายผู้ภักดีวิเชียรยืนมองร่างของชัญษรที่ทรุดลงกับพื้นด้วยรอยยิ้มแห่งชัยชนะที่เหี้ยมเกรียม เขาเพิ่งทำร้ายพี่ชายต่างแม่จนบาดเจ็บสาหัสสำเร็จแล้ว และเมื่อมองเห็นอรพินแปลงร่างบินหนีไปพร้อมกับทารกน้อย เขาจึงหันสั่งกองทัพพญาครุฑที่เหลืออยู่ทันทีด้วยสุรเสียงที่ดังก้องและบงการ"พวกเจ้า! รีบไล่ล่านางนกนางคู่ตัวนั้นให้ถึงที่สุด! ไม่ว่านางจะหนีไปซ่อนอยู่ที่ใด ก็จงตามไปจับตัวนางและเด็กน้อยกลับมาให้ได้! หากขาดตัวใครตัวหนึ่ง อย่ากลับมา!"ทหารครุฑนับสิบตนตอบรับด้วยเสียงกึกก้อง ก่อนจะสยายปีกบินกระจัดกระจายตามเส้นทางที่อรพินบินหนีไป มุ่งสู่ถ้ำทองอันเป็นที่ซ่อนที่ปลอดภัยที่สุดท้ายแผ่นดินวิเชียรยังคงยืนเฝ้ามองร่างของชัญษรและแสงจันทร์ด้วยสายตาเหี้ยมโหด มือยังถือดาบอาคมสีดำทมิฬที่เปื้อนเลือดสีทองของพี่ชายไว้อย่างแน่นหนา พร้อมจะปลิดชีพทั้งคู่ทันทีที่มีโอกาส ทว่าทันใดนั้นเอง! เสียงร้องกึกก้องของนกยักษ์ดังขึ้นจากท่ามกลางหมู่เมฆ ก่อนที่ร่างยักษ์สีเพลิงทองคำจะโฉบลงมาขวางหน้าเขาไว้อย่างรวดเร็วจนลมกระชากแรงจนพื้นดินสะเทือนนั่นคือ หิน นกนางคู่ตัวผู้ สามีของอรพินเอง! เขาแยกออกมาจากกองท

  • เลือดสีทอง จันทร์ที่สาบสูญ    บทที่ 9: ความภักดีและคำขอที่แสนเจ็บปวด

    บทที่ 9: ความภักดีและคำขอที่แสนเจ็บปวดร่างรองของชัญษรพาแสงจันทร์และมณีวรรณบินรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว ทว่าก่อนจะถึงจุดหมาย บังเอิญมาพบกับนกนางคู่ทั้งสองตัวที่เพิ่งหลบหนีรอดจากการไล่ล่าของกองทัพครุฑมาได้หวุดหวิด พวกมันบินโฉบลงมาขวางหน้า ร่างกายยังสั่นระริกด้วยความเหนื่อยล้าและบาดเจ็บ แต่เมื่อเห็นนายหญิงและทารกน้อยปลอดภัย พวกมันจึงพลันเปลี่ยนร่างกลับมาเป็นอรพินในร่างหญิงสาวดังเดิมอรพินรีบบินลงมาทันที น้ำตาแห่งความดีใจและความเป็นห่วงไหลอาบแก้มเมื่อเห็นแสงจันทร์ "นายหญิง! ขอบคุณฟ้าดินที่ท่านปลอดภัยดี!"แสงจันทร์เมื่อเห็นสหายผู้ภักดีจึงรีบเอ่ยถึงภารกิจที่เหลืออยู่ ท่ามกลางความตัดสินใจที่หนักหน่วง นางมอบมณีวรรณน้อยให้กับอรพินพร้อมกับไข่หงส์เพลิงสีทองที่ติดตัวมาด้วย มือนางสั่นเทาแต่ก็แน่วแน่เมื่อส่งมอบสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตของนางไป"อรพิน... ข้าขอฝากลูกสาวของข้าไว้กับเจ้า" แสงจันทร์กล่าวด้วยเสียงสั่นเครือแต่หนักแน่น "จงนำนางและไข่ทองคำใบนี้ไปไว้ในถ้ำทองตามที่ท่านชัญษรเตรียมไว้ ที่นั่นมีอาคมปกป้อง แม้ไม่มีข้าก็จะคุ้มครองพวกเจ้าได้ ขอให้เจ้าจงดูแลมณีวรรณแทนข้าด้วย... ข้าไว้ใจเจ้าที่สุด"อรพิ

  • เลือดสีทอง จันทร์ที่สาบสูญ    บทที่ 8: ศึกระหว่างพ่อลูกและทางเลือกที่เจ็บปวด

    บทที่ 8: ศึกระหว่างพ่อลูกและทางเลือกที่เจ็บปวด ความเงียบงันกลางเวหาคงยืนนานเพียงชั่วครู่ ก่อนที่ท้าวทศรถจะถอนพระหายใจออกมาอย่างหนักหน่วง พระองค์จ้องมองบุตรชายด้วยสายตาที่ผสมผสานระหว่างความโกรธและความปรารถนาดีที่ซ่อนเร้นอยู่ ก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างช้าๆ แต่หนักแน่นราวกับก้อนหินกลิ้งลงภูเขา "ดีแล้วที่เจ้ากล้าพูดออกมาตรง... ถ้าอย่างนั้นข้าจะให้เจ้าเลือก" พระองค์กางปีกยักษ์ขยับเข้ามาใกล้ขึ้น ทว่าท่าทีกลับไม่ได้เข้าประชิดตัวเหมือนดั่งที่คาดคิด "ทางเลือกมีเพียงสองทางเท่านั้น ชัญษร..." พระองค์ชี้ลงไปที่ร่างของแสงจันทร์ที่ซ่อนอยู่ภายใต้ปีกของบุตรด้วยปลายขนปีกที่แกร่งกล้า "ทางหนึ่ง... เจ้าจะละทิ้งนางผู้นี้เสียเดี๋ยวนี้ เพื่อความปลอดภัยของนางและลูกที่เพิ่งเกิด หากเจ้ายอมรับข้อตกลงของข้า ข้าจะไม่แตะต้องชีวิตของพวกนางแม้แต่ปลายขนเดียว แต่เจ้าต้องห้ามมาพบปะหรือแอบเห็นนางอีกต่อไป ต้องกลับไปยังวังฉิมพลี เพื่อเข้าพิธีอภิเษกกับฉายวรรณตามพันธสัญญาเดิมให้จงได้" สิ้นเสียงนั้น แสงจันทร์ถึงกับชะงักนิ่ง ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจสุดขีด นางมองขึ้นไปที่รูปทรงของสามีด้วยมือที่กำแน่นเสียจนขาวซีด

  • เลือดสีทอง จันทร์ที่สาบสูญ    บทที่ 7: ปีกแห่งความลับและการหลบหนีสุดระทึก

    บทที่ 7: ปีกแห่งความลับและการหลบหนีสุดระทึก เสียงร้องแหลมสูงของนกนางคู่ที่บินมาเกาะขอบหน้าต่างปลุกชัญษรให้ตื่นจากภวังค์แห่งความสุขโดยพลัน ร่างนกนั้นสั่นระริกด้วยความตื่นตระหนกก่อนจะส่งเสียงบอกด้วยความรีบร้อนว่า "ท่านต้องหนีเดี๋ยวนี้! กองทัพครุฑมาใกล้ถึงที่นี่แล้ว... ที่สำคัญ พ่อของท่านก็มาด้วย!" คำว่า 'พ่อ' ราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางใจชัญษร เขาไม่มีเวลาแม้แต่จะอธิบาย เขารีบโอบคว้าแสงจันทร์และมณีวรรณทารกน้อยขึ้นแนบอกในทันที ความเร่งรีบทำให้แสงจันทร์ต้องตกตะลึงเมื่อสัมผัสได้ถึงพละกำลังมหาศาลของชัญษรที่มากกว่ามนุษย์ธรรมดาหลายเท่าตัว แสงจันทร์ยังไม่ทันจะตั้งตัว นกนางคู่ทั้งสองตัวก็ส่งเสียงร้องกึกก้องพร้อมกับขยายร่างใหญ่โตขึ้นจนเต็มสายตา ก่อนจะตะโกนลั่น "ข้าจะล่อพวกมันไปทางอื่น! ท่านรีบหนีไป!" ก่อนที่แสงจันทร์จะสิ้นสงสัย ชัญษรก็ตัดสินใจเปิดเผยความลับที่เก็บงำมาตลอด เขาโอบกอดนางไว้แน่นแล้วขยายร่างกระโจนทะยานขึ้นสู่เวหา ร่างกายของเขากลายร่างเป็น พญาครุฑยักษ์ สง่างามและทรงพลัง แสงจันทร์เบิกตากว้างด้วยความช็อกและตื่นตระหนกจนตัวแข็งทื่อ นางไม่เคยล่วงรู้มาก่อนเลยว่าสามีที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขมาตลอด

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status