ログインคามินพิงพนักเก้าอี้ มือสองข้างประสานกันอยู่บนโต๊ะ เขาหลุบตามองพื้นก่อนเงยหน้าขึ้นตอบเสียงนิ่ง
"ผมเข้าใจครับ ว่าภาพลักษณ์ของตระกูลสำคัญแค่ไหน แต่ทำไมถึงต้องให้เธอ"
สายตาของเขาเลื่อนจากพ่อไปยังปรางค์แก้วที่นั่งนิ่งเหมือนตุ๊กตา เธอช้อนตามามองเขาแวบหนึ่ง ก่อนหลุบลงเหมือนเดิม
"เพราะหนูปรางค์คือคนในครอบครัวของเราแล้วนะ คามิน" คุณนุชนารถพูดด้วยน้ำเสียงแน่วแน่
"ปรางค์แก้วไม่ใช่แค่ผู้หญิงที่พ่อกับแม่ให้ลูกแต่งงานด้วย หนูปรางค์เป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของลูกด้วยนะคามิน"
ปรางค์แก้วได้ยินดังนั้นก็รู้สึกเหมือนโดนบีบให้แน่นขึ้น เธอสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะพยายามพูดขึ้น แม้เสียงจะเบาหวิว
"ถ้าคุณพ่อคุณแม่ไว้ใจหนู หนูจะพยายามค่ะ แต่คุณคามินอาจไม่เห็นด้วย"
คามินหันมามองหน้าเธอทันที แววตาของเขาอ่านไม่ออก ราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรอยู่
"คุณไม่ต้องพยายาม ผมจัดการเองได้" เขาตอบห้วนๆ หันกลับไปทางพ่อแม่
"เธอไม่จำเป็นต้องยุ่งเรื่องของผม เธอแค่เล่นบทบาทตามที่ผมขอให้เล่นก็พอ"
คำพูดนั้นเหมือนคมมีดที่กรีดเข้าไปในใจปรางค์แก้ว เธอกำมือไว้แน่น แต่ยังพยักหน้ารับเบาๆ
"ได้ค่ะ ฉันจะทำตามบทที่คุณให้ฉันเล่น"
คุณเอนกถอนหายใจออกมาเบาๆ พยายามจะผ่อนคลายความตึงเครียดในห้อง
"คามิน แกอย่าพูดเหมือนผลักหนูปรางค์ออกไปแบบนั้น คนเราถ้าร่วมทางกันแล้ว ก็ควรช่วยกันเดิน ไม่ใช่เดินล้ำหน้าแล้วบอกให้คนอื่นตามมาเอง"
คุณนุชนารถเสริมด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนแต่จริงจัง
"คามิน แม่หวังว่าวันหนึ่งแกจะรู้ว่าอะไรที่สำคัญจริงๆ ไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์ หรือความเป็นตระกูลวัชรเกียรติ แต่เป็นคนที่อยู่ข้างแกในตอนนี้"
คามินสบตากับแม่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเบือนหน้าหนี "ครับ ผมจะจำไว้"
เมื่อการสนทนาจบลง คามินลุกขึ้นโดยไม่พูดอะไรเพิ่ม ก่อนจะเดินออกจากห้องไป ปรางค์แก้วมองตามแผ่นหลังของเขา
เธอลุกขึ้นตามไปอย่างลังเล แต่ก็ต้องหยุดเมื่อคุณนุชนารถเรียกไว้
"หนูปรางค์"
"คะ"
"แม่ฝากดูแลคามินด้วย แม้เขาจะดื้อไปบ้าง แต่ลึกๆ เขาเป็นคนดี"
รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าคุณนุชนารถ เธอยื่นมือไปแตะเบาๆ ที่แขนของปรางค์แก้วเป็นเชิงปลอบโยน
"แม่เชื่อว่าหนูทำได้"
ปรางค์แก้วได้แต่พยักหน้า ทั้งๆ ที่ในใจยังเต็มไปด้วยความสับสน
เธอกล่าวลาคุณนุชนารถอย่างสุภาพก่อนเดินออกจากห้องตามหลังคามินไป
ปรางค์แก้วเดินตามออกมาช้าๆ จนถึงบริเวณหน้าบ้าน สายลมยามเช้าพัดเอื่อยๆ
ทำให้เธอเงยหน้ามองแสงแดดที่ลอดผ่านกิ่งไม้ใหญ่ คามินยืนอยู่ไม่ไกล
หันหลังให้เธอ มือข้างหนึ่งล้วงกระเป๋ากางเกง อีกข้างถือโทรศัพท์เหมือนกำลังรอใคร
ปรางค์แก้วตัดสินใจเดินเข้าไปใกล้ พลางพูดเสียงเบา “คุณจะออกไปข้างนอกเหรอคะ”
คามินหันมองเธอเพียงแวบเดียวก่อนกลับไปมองที่หน้าจอโทรศัพท์ “ใช่ ผมมีนัดกับเพื่อนที่มางานเมื่อคืนนี้”
เธอพยักหน้าเล็กน้อย น้ำเสียงคล้ายลังเล “คุณจะกลับมาทานข้าวเย็นที่นี่หรือเปล่าคะ เผื่อฉันจะช่วยเตรียมไว้ให้”
คามินชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบเรียบๆ
“ไม่ต้องหรอก คุณไม่ต้องทำอะไรแบบนั้น แค่เป็นหน้าฉากให้พ่อกับแม่พอใจ ผมไม่ได้คาดหวังอะไรมากกว่านี้”
คำพูดของเขากระแทกใจเธอจนจุก เธอพยายามฝืนยิ้มบางๆ พลางตอบ “เข้าใจแล้วค่ะ ถ้าคุณไม่อยากให้ยุ่ง ฉันจะไม่เข้าไปก้าวก่าย”
คามินถอนหายใจอย่างไม่พอใจนัก “ผมพูดแค่ว่าคุณไม่ต้องพยายามทำตัวเป็นภรรยาดีสำหรับผม ทุกอย่างมันจบตั้งแต่เราเริ่มต้นแล้ว”
ปรางค์แก้วหลุบตาลง เธอพยายามระงับความรู้สึกที่พลุ่งพล่านในอก
“แล้วแต่คุณจะคิดเถอะค่ะ ฉันก็แค่ทำในสิ่งที่คิดว่ามันสมควรเท่านั้น”
เสียงรถคันหนึ่งแล่นเข้ามาจอดบริเวณหน้าบ้าน คามินมองแล้วก้าวยาวๆ
ไปยังรถทันที “ผมไปก่อน ถ้าพ่อแม่ถาม ก็บอกว่าผมไปทำธุระ”
ปรางค์แก้วยืนมองเขาขึ้นรถไปอย่างเฉยเมย ราวกับเธอเป็นอากาศธาตุ
เขาขึ้นรถกับเพื่อนสองสามคนที่หัวเราะร่าเริง และในเวลาไม่นาน รถก็แล่นออกไปจากบ้าน
เธอมองตามแผ่นหลังของเขาจนรถลับไปจากสายตา ก่อนสูดลมหายใจเข้าลึกๆ
หันหลังกลับไปยังบ้านที่ยังคงเงียบสงบ แต่ในใจของเธอนั้นเต็มไปด้วยความว่างเปล่า
เช้าวันใหม่มาถึงพร้อมกับบรรยากาศอึมครึมภายในบ้าน ปรางค์แก้วแต่งกายเรียบร้อยในชุดกระโปรงทรงสุภาพ
โทนสีครีม เธอตัดสินใจตรงไปยังห้องนั่งเล่นซึ่งคามินกำลังนั่งจิบกาแฟอยู่
ชายหนุ่มอยู่ในชุดสูทสีเทาเข้ม ดูสุขุมและเยือกเย็นเหมือนเคย
เธอสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนพูดขึ้น “คุณแม่บอกว่าฉันต้องไปที่บริษัทกับคุณวันนี้ ฉันเตรียมตัวพร้อมแล้วค่ะ”
คามินมองเธอผ่านกรอบแว่นตา แววตาที่จ้องมองมีแต่ความเฉยเมย “งั้นก็ตามมาให้ทัน อย่าให้ผมต้องรอ”
คำพูดนั้นเรียบง่ายแต่กดดันจนปรางค์แก้วต้องยืดตัวตรง เธอเพียงพยักหน้าเบาๆ “ฉันพร้อมแล้วค่ะ”
เมื่อทั้งคู่มาถึงบริษัท รถยนต์คันหรูจอดสนิทบริเวณหน้าอาคารสำนักงานใหญ่ของตระกูลวัชรเกียรติ
พนักงานมากมายก้มหัวเคารพขณะที่ทั้งสองเดินเข้าไปในอาคาร บรรยากาศโดยรอบเงียบกริบจนได้ยินเสียงรองเท้ากระทบพื้น
“จำไว้นะ” คามินพูดเสียงเรียบขณะเดินข้างเธอ
“หน้าฉากคุณต้องเป็นภรรยาที่ดี จะทำให้ผมเสียหน้าไม่ได้ ถ้ามีคำถามจากใคร คุณแค่ยิ้มและพูดให้น้อยที่สุด”
ปรางค์แก้วเหลือบมองเขา ความรู้สึกเจ็บลึกที่ถูกพูดเหมือนเป็นเครื่องมือหนึ่งในชีวิตของเขาทำให้เธอเงียบ
เธอเพียงพยักหน้าแทนคำตอบ
“คุณคามิน! ยินดีต้อนรับค่ะ” เสียงหญิงสาวในชุดพนักงานต้อนรับดังขึ้น เธอโค้งให้อย่างสุภาพ ทันทีที่ทั้งสองเข้าไปในล็อบบี้
“นี่คุณปรางค์แก้ว ภรรยาผม”
คามินแนะนำเธอด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเหมือนกำลังเล่าความจริงข้อหนึ่งมากกว่าแสดงความภาคภูมิใจในตัวเธอมาก
“สวัสดีค่ะ” ปรางค์แก้วยิ้มสุภาพพลางพยักหน้าทักทาย
สายตาของพนักงานหลายคนจับจ้องมาที่พวกเขาด้วยความสนใจและคาดเดาเรื่องราวมากมาย
แต่ปรางค์แก้วก้าวเดินต่อไปข้างเขาอย่างสงบนิ่ง
เมื่อถึงห้องทำงานใหญ่ของคามิน ปรางค์แก้วถูกจัดให้นั่งตรงมุมเล็กๆ ซึ่งมีโต๊ะเล็กวางไว้
“คุณต้องจัดเอกสารพวกนี้ให้เรียบร้อยก่อนเที่ยง” เขาบอกโดยไม่มองเธอ
เธอก้มมองกองเอกสารตรงหน้า แล้วตอบเสียงเบา “ฉันจะจัดการให้ค่ะ”
คามินไม่พูดอะไรต่อ เขาหันกลับไปที่โต๊ะทำงานใหญ่และเริ่มทำงานของตัวเอง
ปรางค์แก้วแอบมองแผ่นหลังของเขา ความรู้สึกปะปนกันในใจ ทั้งตัดพ้อและท้าทาย
วันนี้ดูเหมือนจะเป็นอีกวันที่ยากลำบากสำหรับเธอ
ปรางค์แก้วนั่งลงที่โต๊ะเล็กซึ่งถูกจัดให้เป็นที่ประจำของเธอในห้องทำงานกว้างขวางของคามิน
เธอเริ่มลงมือจัดการกองเอกสารที่เขามอบหมาย ความเงียบภายในห้องมีเพียงเสียงพลิกหน้ากระดาษ
และเสียงปากกาขีดเขียนของคามินที่โต๊ะทำงาน
หลังจากเวลาผ่านไปพักใหญ่ คามินเงยหน้าขึ้นจากจอคอมพิวเตอร์
มองเห็นปรางค์แก้วกำลังก้มหน้าเรียงเอกสารอย่างขะมักเขม้น เขาถอนหายใจเล็กน้อยก่อนถามเสียงเรียบ
“คุณเคยทำงานอะไรแบบนี้มาก่อนหรือเปล่า”
ปรางค์แก้วเงยหน้าขึ้น ชะงักเล็กน้อยกับคำถามของเขา ก่อนจะพยักหน้าพร้อมรอยยิ้มบางๆ
“เคยค่ะ แต่ไม่มาก งานส่วนใหญ่ที่ฉันเคยทำมักเป็นเรื่องเกี่ยวกับการประสานงานเล็กๆ น้อยๆ”
คามินพยักหน้าเบาๆ “งั้นถ้าไม่เข้าใจอะไรก็ถาม อย่าทำผิดแล้วปล่อยผ่านไปล่ะ ผมไม่ชอบความผิดพลาด”
“ค่ะ ฉันจะระวัง” เธอตอบรับเรียบง่าย แต่ลึกๆ ในใจรู้สึกเหมือนเขากำลังตำหนิเธอทางอ้อม
ไม่นานนัก ประตูกระจกก็เปิดออกโดยไม่ต้องเคาะ ผู้หญิงรูปร่างสูงสง่าในชุดสูทสีดำสนิทก้าวเข้ามาในห้อง
เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นเป็นจังหวะ พนักงานสาวหน้าคมที่ก้าวเข้ามาพูดขึ้นด้วยเสียงมั่นใจ
“คุณคามิน สาเอาสัญญาของโปรเจกต์ใหม่มาให้ค่ะ”
คามินเงยหน้าจากคอมพิวเตอร์และพยักหน้าให้เธอวางเอกสารลงบนโต๊ะโดยไม่แสดงอารมณ์ใดๆ
“ขอบใจ คุณอริสา”
อริสาหันไปมองปรางค์แก้วด้วยแววตาที่แฝงด้วยความสงสัย เธอหันกลับมาทางคามินแล้วถามด้วยน้ำเสียงติดแฝงแววเย้ยหยันเล็กน้อย
“ภรรยาของคุณเหรอคะ ไม่คิดว่าคุณจะพาเธอมาที่นี่ด้วย”
คามินเหลือบมองปรางค์แก้วด้วยสายตาเรียบเฉย ก่อนจะพูดเสียงเย็น “ใช่ นี่ปรางค์แก้ว เธอจะมาช่วยงานผม”
ปรางค์แก้วยิ้มสุภาพ แต่สัมผัสได้ถึงแรงกดดันจากสายตาของอริสา เธอเพียงแค่ก้มหน้าลงต่อและหันกลับไปจัดการงานของตัวเอง
“งั้นฉันไม่กวนแล้วค่ะ” อริสาพูดพลางหมุนตัวเดินออกจากห้อง ทิ้งไว้แต่บรรยากาศหนักอึ้ง
"ฉันไม่ได้อยากเป็นแบบนี้ซะหน่อย!"เขามองเธอที่นั่งทำหน้าหงอยๆ แล้วก็ได้แต่ยิ้มขำ เดินเข้ามายืนห่างๆ ก่อนจะพูดด้วยเสียงอ่อนโยน "โอเค งั้นเดี๋ยวผมไปอยู่ห้องข้างๆ ก่อนละกัน จะได้ไม่รบกวนคุณ"พอได้ยินแบบนั้น ปรางค์แก้วเงยหน้าขึ้นมองเขา หัวใจรู้สึกวูบโหวงอย่างบอกไม่ถูก"แต่ถ้าคุณต้องการอะไร แค่เรียกผมนะ" คามินยิ้มให้ ก่อนจะเดินออกไปจริงๆปรางค์แก้วมองตามหลังเขาไป รู้สึกทั้งโล่งใจและว้าเหว่นิดๆ อย่างประหลาดเขาจะย้ายไปนอนห้องอื่นจริงๆ เหรอเธอถอนหายใจ พลิกตัวลงนอน ดึงผ้าห่มคลุมตัวเองไว้ แต่ไม่รู้ทำไม อยู่ๆ ก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอีกแล้ว!ขณะที่พ่อแม่ของปรางค์แก้วและพ่อแม่ของคามินกำลังคุยกันด้วยความตื่นเต้น คามินก็เดินออกมาจากห้องของภรรยาอย่างหมดสภาพเขาทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาพลางถอนหายใจเฮือกใหญ่ สีหน้าดูเหนื่อยล้าแต่ก็เต็มไปด้วยความรักและห่วงใย"เป็นไงบ้างล่ะลูก" คุณนุชนารถหันไปถามลูกชายด้วยรอยยิ้ม "หนูปรางค์แพ้ท้องมากเลยเหรอ"คามินพยักหน้าช้าๆ "มากเลยครับแม่ เห็นผมแล้วอ้วกเลย"คุณอเนกหัวเราะขำ "อ้าว แล้วไปทำอะไรให้เขาเหม็นล่ะ""เปล่าเลยครับพ่อ แค่เดินเข้าไปเฉยๆ ยังโดนไล่ออกจากห้องเลย" คามินทำ
คามินที่เพิ่งตื่นขึ้นมาเห็นปรางค์แก้ววิ่งเข้าห้องน้ำไปอย่างเร่งรีบก็ตกใจ เขารีบลุกจากเตียงเดินตามไป"ปรางค์!" เขาเคาะประตู "เป็นอะไรหรือเปล่า"ภายในห้องน้ำ ปรางค์แก้วยืนพิงอ่างล้างหน้าด้วยอาการมึนหัว มือบางแตะหน้าท้องตัวเองโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะรีบเปิดน้ำล้างหน้าให้สดชื่น"ฉันไม่เป็นไร" เธอตอบเสียงเบาๆ พลางสูดลมหายใจเข้าลึกๆแต่คามินไม่เชื่อ เขาผลักประตูเข้าไปทันทีที่เห็นว่าเธอไม่ได้ล็อก และพบว่าภรรยาของเขาดูซีดกว่าปกติ"ทำไมหน้าซีดแบบนี้" เขาขมวดคิ้วเข้ม "เมื่อคืนยังดีๆ อยู่เลย"ปรางค์แก้วเม้มริมฝีปาก พลางเบือนหน้าหนีสายตาจับผิดของเขา "ฉันแค่เวียนหัวนิดหน่อย ไม่มีอะไรหรอก""เวียนหัวแต่เช้าแบบนี้" คามินนิ่งไป ก่อนที่ดวงตาของเขาจะเป็นประกายขึ้นมาแวบหนึ่ง"หรือว่า"ปรางค์แก้วชะงัก หัวใจเธอเต้นแรงขึ้นมาทันทีเมื่อเห็นแววตาลุ้นระทึกของเขา"หรือว่าคุณกำลังท้อง" คามินถามออกมาเสียงเบาราวกระซิบ แต่เต็มไปด้วยความหวังปรางค์แก้วเงียบไป เธอเองก็เริ่มคิดถึงความเป็นไปได้นั้นเช่นกันคามินมองปรางค์แก้วที่นอนซมอยู่บนเตียงด้วยสีหน้าเป็นกังวล เธอดูอ่อนเพลียจนแทบไม่มีแรง ขนาดน้ำเปล่าแค่ไม่กี่อึก เธอยังอาเจ
แม่ของคามินมองภาพตรงหน้าแล้วอดหัวเราะไม่ได้“ตายจริง! นี่ลูกชายฉันหรือเด็กสามขวบกันแน่” เธอพูดกลั้วหัวเราะ ขณะที่คามินยังคงกอดปรางค์แก้วแน่นไม่ยอมปล่อยพ่อของปรางค์แก้วกระแอมเบาๆ มองชายหนุ่มตรงหน้าที่เคยวางมาดขรึมตลอด ตอนนี้กลับทำตัวเหมือนเด็กขี้อ้อนเสียอย่างนั้น“ นี่มันบ้านพ่อแม่นะ จะมากอดกันกลางบ้านแบบนี้ไม่อายหรือไง”พ่อของปรางค์แก้วพูดเสียงเข้ม แต่แววตากลับเต็มไปด้วยความเอ็นดูคามินไม่สะทกสะท้าน ยังคงซบไหล่ปรางค์แก้วและพูดเสียงอ้อน“ไม่อายครับพ่อ ผมแค่อยากให้ปรางค์กลับบ้านด้วย”แม่ของปรางค์แก้วหัวเราะเบาๆ ก่อนจะหันไปพูดกับสามี “เห็นไหมคะ พ่อ ดูสิ ลูกเขยเราเป็นเอามาก”“ใช่เป็นเอามากจริงๆ” พ่อของปรางค์แก้วตอบเสียงเรียบ “อยากจะง้อเมียก็ต้องพยายามหน่อย”แม่ของคามินหัวเราะคิก “นั่นสิ พ่อแม่ช่วยอะไรไม่ได้หรอก ต้องแล้วแต่ยายปรางค์แล้วล่ะ ว่าจะใจอ่อนหรือเปล่า”ปรางค์แก้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะผลักอกคามินเบาๆ “ปล่อยก่อนค่ะ นี่พ่อกับแม่ฉันมองอยู่นะ”“ไม่ปล่อย” คามินพูดเสียงอู้อี้ “ผมจะรอจนกว่าคุณจะบอกว่าจ
คามินเปิดประตูเข้ามาในบ้านด้วยสภาพเหนื่อยล้า แอลกอฮอล์ที่ดื่มเข้าไปเมื่อคืนเริ่มจางหาย ทิ้งไว้เพียงความหนักอึ้งในใจบ้านเงียบสนิทจนผิดปกติเขาขมวดคิ้ว เดินเข้าไปด้านในแล้วมองไปรอบๆ ทุกอย่างยังคงอยู่ที่เดิม แต่กลับให้ความรู้สึกว่างเปล่าอย่างบอกไม่ถูก“ปรางค์” เขาเรียกชื่อเธอเสียงเบา ก่อนจะเดินไปยังห้องนอนพอเปิดประตูเข้าไป เขากลับพบว่าตู้เสื้อผ้าถูกเปิดทิ้งไว้โล่งๆ บางส่วน เสื้อผ้าของเธอหายไป!คามินยืนนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินไปเปิดลิ้นชัก เธอเอาของใช้ส่วนตัวไปเกือบหมดหัวใจเขาหล่นวูบไปอยู่ตาตุ่ม“บ้าชะมัด” เขาพึมพำกับตัวเอง พลันรู้สึกถึงความผิดพลาดที่ก่อขึ้นเมื่อคืนเขาพูดอะไรออกไปบ้างนะเขาพูดว่าหย่าใช่ไหม มือหนากำแน่น ดวงตาคมสะท้อนความรู้สึกสับสนและเสียใจเขาหันหลังกลับ เดินออกจากห้องด้วยจิตใจร้อนรน ไม่สนใจความมึนงงจากฤทธิ์เหล้าอีกแล้วเขาต้องไปหาเธอ!หัวใจของคามินอ่อนวูบราวกับถูกบีบรัดด้วยมือที่มองไม่เห็นเขามองไปรอบๆ ห้องอีกครั้ง หวังว่าบางทีนี่อาจเป็นเพียงภาพลวงตา หรือเธออาจจะแค่
"ใช่ ในเมื่อคุณไม่เชื่อในตัวผมเราก็หย่ากันเถอะ!" เขากล่าวเสียงเย็นชา ก่อนจะหันหลังเดินออกไปเสียงประตูปิดลงอย่างแรง ปรางค์แก้วสะดุ้ง เธอยืนตัวสั่น หัวใจเต้นรัวด้วยอารมณ์ที่อัดแน่นอยู่ภายใน น้ำตาที่กลั้นไว้ก็เอ่อขึ้นมาเขาไปแล้วไปโดยไม่หันกลับมามองแม้แต่นิดเดียวปรางค์แก้วทรุดตัวลงนั่งกับพื้น มือบางกำแน่นข้างลำตัว ความรู้สึกทั้งโกรธ ทั้งน้อยใจ ทั้งเจ็บปวดแล่นเข้ามาจุกอยู่ที่อก"ทำไม คามินคุณอยากหย่ากับฉันมากขนาดนี้เลยเหรอ" เธอพึมพำกับตัวเอง น้ำตาไหลลงมาอาบแก้มโดยไม่รู้ตัวเธอรู้ว่าคามินโกรธ รู้ว่าเขาหงุดหงิดที่เธอไม่เชื่อใจเขา แต่การที่เขาเอ่ยปากขอหย่าแบบนี้ มันเกินไปไหมเสียงฝนด้านนอกดังขึ้นเรื่อยๆ เธอเดินไปยืนที่หน้าต่าง มองเห็นแสงไฟท้ายรถของคามินค่อยๆ หายไปในความมืด ความรู้สึกว่างเปล่าถาโถมเข้ามาเธอไม่คิดว่ามันจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ขนาดนี้เธอแค่อยากให้เขาพูดอะไรสักอย่างที่ทำให้เธอมั่นใจ ไม่ใช่พูดคำว่าหย่าออกมาแบบนั้น"คุณอยากหย่า ใช่ไหม"ปรางค์แก้วถามตัวเอง แต่กลับไม่มีคำตอบใดๆ มีเพียงเสียงฝนที่กระหน่ำลงมาเหมือนจะซ้ำเติมหัวใจของเธอให้ยิ่งปวดร้าวมากขึ้นปรางค์แก้วตัดสินใจแน่วแน่ เธอ
ในออฟฟิศที่เต็มไปด้วยเสียงคีย์บอร์ดดังคลอไปกับการพูดคุยของพนักงาน อริสานั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานของตัวเองอย่างเงียบๆ สายตาของเธอเหลือบมองไปยังมุมห้องทำงานที่คามินยืนอยู่ คามินกำลังยิ้มให้กับปรางค์แก้วขณะพวกเขาคุยกันเรื่องงาน ดูเหมือนทุกอย่างจะลงตัวไปหมด ทั้งพูดคุยกันอย่างมีความสุข มือของคามินยกขึ้นแตะเบาๆ ที่แขนปรางค์แก้ว พร้อมกับสายตาที่เต็มไปด้วยความอบอุ่น"ปรางค์คุณคิดว่างานนี้โอเคไหม" คามินถามปรางค์แก้วด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ขณะที่เขาหันไปมองปรางค์แก้วอย่างใกล้ชิด เธอเหลือบตามองเขาด้วยรอยยิ้มหวาน ก่อนตอบกลับ"ก็โอเคนะคะฉันคิดว่าเราน่าจะทำตามแผนนี้นะคะ ถ้าเป็นไปได้มันน่าจะดีที่สุดนะคะคามิน"อริสาไม่สามารถข่มความรู้สึกในใจได้อีกต่อไป เธอมองทั้งคู่ด้วยความหึงหวง จับตามองทุกการเคลื่อนไหวของคามินและปรางค์แก้ว หัวใจของเธอเริ่มรู้สึกเหมือนมีบางสิ่งกดดันจนหายใจไม่ออก แต่ในขณะเดียวกัน ความคิดที่รุนแรงก็เริ่มก่อตัวขึ้นในหัวอริสามองเห็นความรักที่คามินมีต่อปรางค์แก้วอย่างลึกซึ้ง เธอรู้สึกเจ็บปวดและโกรธแค้นที่ไม่สามารถเอาชนะใจเขาได้ จึงเริ่มวางแผนบางอย่าง เพื่อให้คามินหันกลับมาสนใจเธอแทนที่จะเ
"สวัสดีค่ะคุณผู้หญิง สายเองค่ะ" เสียงของป้าสายเต็มไปด้วยความยินดีเมื่อเธอโทรหาคุณนุชนารถ แม่ของคามิน"สายเหรอ มีอะไรหรือเปล่า" คุณนุชนารถพูดปลายสาย เสียงนุ่มนวลปนความสนใจ"สายแค่จะรายงานเรื่องของคุณคามินกับคุณปรางค์แก้วค่ะ ดูเหมือนความสัมพันธ์ของทั้งคู่จะเริ่มดีขึ้นมากแล้วนะคะ สายเห
เย็นวันนั้น หลังจากเสร็จสิ้นจากการประชุมอันยาวนาน ปรางค์แก้วตั้งใจว่าจะเก็บเอกสารในห้องประชุมให้เรียบร้อยก่อนกลับบ้าน แต่เมื่อเดินออกจากห้อง เธอสังเกตว่าห้องทำงานของคามินยังคงมีแสงไฟเปิดอยู่ เธอคิดว่าเขาจะไปรอเธอที่รถแล้ว"เขายังทำงานอยู่เหรอเนี่ย" เธอคิดในใจ ก่อนจะตัดสินใจนำรายงานที่ต้องเซ็นต์มาใ
บรรยากาศในที่ทำงานเสียงเครื่องพิมพ์ดังต่อเนื่องผสมกับเสียงพูดคุยของพนักงานในแผนกช่วยเติมชีวิตชีวาให้กับวันทำงาน คามินเดินเข้ามาในออฟฟิศด้วยท่าทางสง่างาม ชุดสูทของเขาดูเนี้ยบทุกกระเบียดนิ้ว ขณะที่ปรางค์แก้วกำลังก้มหน้าตรวจสอบเอกสารอยู่ที่โต๊ะเล็กมุมห้องของเธอไม่นานนัก อริสา เลขาฯ ส่วนตัวของคามิน
แสงอาทิตย์ยามเช้าส่องทะลุผ่านหน้าต่างกระจกบานใหญ่ในห้องอาหารหรูหรา โต๊ะไม้สักกลางห้องถูกจัดไว้อย่างเรียบร้อยด้วยจานชามและชุดอาหารเช้าสไตล์ตะวันตก กลิ่นขนมปังอบใหม่และกลิ่นกาแฟคละเคล้าอยู่ในอากาศปรางค์แก้วนั่งนิ่งอยู่ฝั่งหนึ่งของโต๊ะ หญิงสาวอยู่ในชุดเรียบง่ายแต่ดูสง่างาม เธอพยายามนั่งตัวตรงในท่า







