LOGINการต่อสู้เพื่อมูลนิธิ (The Battle for Integrity)
ศึกที่โต๊ะเจรจาความเยือกเย็นที่กลับมา 🧊
เมื่อการโจมตีจาก ลูคัส แบล็กเวลล์ ผ่านมือของทนายความ อลิเซีย มอร์แกน และข้อมูลส่วนตัวจาก โจนาธาน เฮย์สทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ดีแลน ก็รู้ว่าเขาไม่สามารถสู้ด้วยความอ่อนโยนเพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป
เขาต้องดึงเอา ความเยือกเย็น และ ความเฉียบขาดทางธุรกิจ ที่เคยเป็นคุณสมบัติของอดีตซีอีโอผู้ทรงอิทธิพลกลับมาใช้ แต่คราวนี้ไม่ใช่เพื่อแสวงหาผลกำไรหรืออำนาจ แต่เพื่อ ปกป้องความรักและความซื่อสัตย์ ที่เขาค้นพบ
ดีแลนจัดโต๊ะเจรจาครั้งแรกกับอลิเซีย โดยมีทนายความที่ปรึกษาของมูลนิธินั่งอยู่ด้วย การพบกันครั้งนี้เป็นเหมือนการดวลกันของสมองที่เต็มไปด้วยความทะเยอทะยานและสมองที่เต็มไปด้วยประสบการณ์ที่ถูกชำระล้างแล้ว
การอ่านคู่ต่อสู้ อลิเซีย มอร์แกน พยายามโจมตีด้วยการแสดงเอกสารทางการเงินที่บิดเบือนข้อเท็จจริง เธอชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าการใช้เงินชดเชยของอีวาในการบูรณะบ้านเป็นการ "ผ่องถ่ายทรัพย์สินส่วนตัว"
อลิเซีย"เงินชดเชยที่ได้รับจากความไม่ยุติธรรมในอดีต ควรถูกนำไปช่วยเหลือผู้เสียหายรายอื่น ๆ ทันที ไม่ใช่ถูกนำมาใช้ในการตกแต่งบ้านพักส่วนตัวให้หรูหราค่ะ คุณแบล็กเวลล์ การกระทำเช่นนี้แสดงให้เห็นว่าวัตถุประสงค์หลักของมูลนิธิคือ การสร้างภาพลักษณ์เท่านั้น"
ดีแลน(นั่งนิ่ง, สายตาคมกริบแต่สงบ) "การบูรณะบ้านหลังนี้เป็นส่วนหนึ่งของสัญญาทางกฎหมายที่ คุณลูคัส แบล็กเวลล์บิดาของผม ลงนามในศาลเพื่อคืนสิทธิ์และศักดิ์ศรีให้กับคุณอีวา คาร์เตอร์ การใช้เงินนั้นเป็นไปตามกรอบของ การเยียวยาทางจิตใจและทรัพย์สินที่ถูกละเมิด ไม่ใช่การแสวงหาผลประโยชน์ และหากคุณได้อ่านสัญญาฉบับเต็มอย่างละเอียด คุณจะพบว่าผมได้ใส่ข้อกำหนดที่ชัดเจนว่าการบูรณะนี้ต้องไม่เกินร้อยละห้าของเงินชดเชยทั้งหมด"
ดีแลนใช้ความรู้เชิงลึกด้านสัญญาและกฎหมายอสังหาริมทรัพย์ที่เขาเคยเชี่ยวชาญในการโต้กลับทันที เขาไม่ได้โต้กลับด้วยอารมณ์ แต่ด้วย ข้อเท็จจริงที่ไม่มีช่องโหว่ อลิเซียเริ่มมีสีหน้าไม่พอใจ เพราะเธอคาดหวังว่าดีแลนที่ทิ้งโลกธุรกิจไปแล้วจะอ่อนแอลง
การโจมตีความน่าเชื่อถือของอีวา (The Attack on Eva's Integrity)
การโจมตีที่รุนแรงที่สุดของอลิเซียคือการพยายามทำลาย ความน่าเชื่อถือของอีวา ในฐานะผู้บริหารมูลนิธิ โดยใช้ข้อมูลส่วนตัวที่ได้รับจากโจนาธาน
อลิเซียพยายามชี้ให้เห็นว่าอีวาเป็นเพียง เหยื่อที่ได้รับการชดเชย ไม่ใช่ผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ และความสัมพันธ์ของเธอกับดีแลนนั้นเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและความรุนแรงทางอารมณ์ในอดีต (ซึ่งเธอใช้คำว่า "ความสัมพันธ์ที่ถูกบังคับ")
อลิเซีย"ศาลต้องพิจารณาว่าบุคคลที่มีประวัติความสัมพันธ์ที่สั่นคลอนและเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์โดยตรงจากคู่ครอง... มีความสามารถในการนำองค์กรที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความยุติธรรมได้หรือไม่ ข้อมูลที่ปรากฏแสดงให้เห็นว่าคุณคาร์เตอร์ขาดประสบการณ์การบริหาร และยังอยู่ภายใต้อิทธิพลของอดีตนักธุรกิจที่ถูกกล่าวหาว่าฉ้อโกงอย่างคุณแบล็กเวลล์"
ดีแลนรู้ดีว่านี่คือการโจมตีที่ต้องการกระตุ้นอารมณ์ของอีวาโดยตรง เพราะเธอเกลียดการถูกมองว่าเป็นเหยื่อที่อ่อนแอ
ดีแลนตัดสินใจใช้ กลยุทธ์ที่ตรงไปตรงมาแต่ทรงพลัง เขาให้ อีวาเป็นผู้ตอบคำถามนี้ด้วยตัวเอง
อีวา: จุดยืนแห่งความแข็งแกร่ง 🌹แม้จะตั้งครรภ์แฝดและอ่อนเพลีย อีวา ก็ก้าวขึ้นมาที่โต๊ะเจรจาด้วยความสง่างามที่น่าเกรงขาม
อีวา(สบตาอลิเซียอย่างมั่นคง) "ฉันอาจจะขาดประสบการณ์ในการบริหารธุรกิจขนาดใหญ่ แต่ฉันมีประสบการณ์ในการเป็น เหยื่อของความไม่ยุติธรรมค่ะ นั่นคือเหตุผลที่ฉันสร้างมูลนิธินี้ขึ้นมา ฉันเข้าใจความเจ็บปวดของผู้ที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ ดีกว่าใครก็ตามที่เคยนั่งอยู่ในห้องประชุมบอร์ดบริหาร"
อีวา "ส่วนความสัมพันธ์ของฉันกับ คุณดีแลน แบล็กเวลล์เราได้เลือกที่จะ เปิดเผย ความจริงทั้งหมดต่อสาธารณชนแล้ว ทั้งความผิดพลาดในอดีต และการไถ่บาปในปัจจุบัน หากความรักที่ก่อกำเนิดจากความแค้นและความเจ็บปวด... และสามารถเปลี่ยนผู้ชายที่แข็งกระด้างให้กลายเป็นคนที่อุทิศตนเพื่อความยุติธรรมได้เช่นนี้... ฉันคิดว่านี่คือ หลักฐาน ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่แสดงให้เห็นถึง พลังแห่งการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นหลักการสำคัญที่สุดของมูลนิธิของเรา"
คำพูดของอีวาไม่เพียงแต่โต้กลับข้อกล่าวหาของอลิเซียเท่านั้น แต่ยังเป็นการเปลี่ยนจาก การโจมตีส่วนตัวให้เป็น คำแถลงการณ์ถึงพันธกิจของมูลนิธิ อลิเซียถึงกับตกตะลึง เพราะเธอไม่คาดคิดว่าอีวาจะใช้ความอ่อนแอในอดีตของตัวเองมาเป็น จุดแข็ง ได้อย่างชาญฉลาด
ดีแลน: ผู้พิทักษ์ด้วยความรู้ (The Defender with Knowledge)
ดีแลนไม่ได้ปล่อยให้การโต้ตอบทางอารมณ์ของอีวาเป็นเพียงการแสดง แต่เขาใช้มันเป็น กลไกในการยุติการตรวจสอบ
ดีแลนเริ่มเปิดเผยรายละเอียดทางการเงินของมูลนิธิที่โปร่งใสอย่างที่สุด ซึ่งเป็นสิ่งที่อลิเซียไม่สามารถหาข้อบกพร่องได้
ความโปร่งใสแบบเปิดผนึกดีแลนจ้างบริษัทตรวจสอบบัญชีอิสระที่ได้รับการยอมรับสูงสุดมาตรวจสอบบัญชีมูลนิธิทุกไตรมาสตั้งแต่เริ่มต้น และเขาสั่งให้นำรายงานการตรวจสอบบัญชีเหล่านั้นไปเผยแพร่ต่อสาธารณชนอย่างเปิดเผยบนเว็บไซต์ของมูลนิธิ
การใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพ ดีแลนใช้ความสามารถในการจัดสรรทรัพยากรของเขา เพื่อแสดงให้เห็นว่ามูลนิธิใช้เงินทุนในการช่วยเหลือผู้เสียหายอย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าองค์กรอื่น ๆ เขาแสดงตารางและกราฟที่ซับซ้อน (ตามที่เขาเคยทำในอดีต) เพื่อพิสูจน์ว่าเงินทุกบาททุกสตางค์ของมูลนิธิถูกใช้ไปอย่างสมเหตุสมผลที่สุด
ดีแลน(ยื่นรายงานการตรวจสอบบัญชีฉบับสมบูรณ์ให้อลิเซีย) "นี่คือรายงานการตรวจสอบบัญชีของมูลนิธิของเราครับ คุณมอร์แกนคุณจะเห็นว่าความโปร่งใสของเราอยู่ในระดับสูงสุดตามมาตรฐานสากล หากคุณต้องการจะโจมตีเรา คุณต้องหาหลักฐานที่แสดงถึงการทุจริตจริง ๆ ไม่ใช่เพียงแค่การใช้คำพูดที่บิดเบือนประวัติส่วนตัวของภรรยาผม"
การยอมแพ้ที่ไม่ใช่ความพ่ายแพ้ อลิเซียตระหนักว่าการโจมตีมูลนิธิด้วยข้อกล่าวหาทางการเงินเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ตราบใดที่ดีแลนยังคงใช้ความรู้และความเฉียบขาดของเขาในการปกป้องมันอย่างไม่ลดละ เธอรู้ว่าดีแลนไม่ได้เป็นเพียง "อดีตนักธุรกิจ" ที่ทิ้งทุกอย่างไปแล้ว แต่เป็น คู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งกว่าเดิม เพราะตอนนี้เขาต่อสู้เพื่อความรัก ไม่ใช่เพื่อเงิน
อลิเซียถอนตัวจากการเป็นทนายความหลักในคดีนี้ในที่สุด โดยอ้างว่าขาดหลักฐานเพียงพอ นี่ถือเป็นชัยชนะทางกฎหมายที่ยิ่งใหญ่ของดีแลนและอีวา
อย่างไรก็ตาม, ดีแลนรู้ดีว่าการยอมแพ้ของอลิเซียไม่ใช่การยอมแพ้ของ ลูคัส บิดาของเขายังคงอยู่เบื้องหลัง และความแค้นของเขาไม่ได้ลดลงเลยแม้แต่น้อย
ผลที่ตามมา: ความใกล้ชิดที่แข็งแกร่งขึ้น
แม้การต่อสู้จะเหน็ดเหนื่อยและทำให้ อีวาต้องเผชิญกับความเครียดอย่างหนัก แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับทำให้ความรักของพวกเขาลึกซึ้งยิ่งขึ้น
อีวาได้เห็นดีแลน แบล็กเวลล์กลับไปในโลกที่มืดมิดและสกปรกที่เขาเคยเป็น แต่คราวนี้เขาไม่ได้ถูกความมืดมิดกลืนกิน แต่เขากลับนำ แสงสว่าง และ ความจริงใจ ของความรักกลับออกมาด้วย
“ขอบคุณนะคะดีแลน” อีวากล่าวด้วยน้ำตาแห่งความซาบซึ้งในค่ำคืนหนึ่ง “คุณต่อสู้เหมือนปีศาจ แต่หัวใจของคุณคืออัศวินที่ปกป้องความบริสุทธิ์ของฉันและลูก ๆ ของเรา”
ดีแลนกอดเธอและลูกแฝดในครรภ์ไว้แน่น เขารู้ว่าชัยชนะที่แท้จริงของเขาคือการที่เขาสามารถใช้ความสามารถที่เขาเคยใช้ในทางที่ผิด เพื่อปกป้องสิ่งที่ถูกต้องที่สุดในชีวิตของเขาในตอนนี้ นั่นคือ ครอบครัว และ ความซื่อสัตย์ ที่พวกเขาร่วมกันสร้างขึ้น
แต่ดีแลนยังคงรู้สึกถึงภัยคุกคามที่ยังคงรอคอยอยู่เบื้องหลัง ลูคัส แบล็กเวลล์ยังไม่จบเกม และดีแลนรู้ดีว่าการโจมตีครั้งต่อไปจะรุนแรงและมุ่งเป้าไปที่
ความปลอดภัยส่วนตัวของครอบครัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
โนอาห์—การสร้างตัวตน (The Pursuit of Identity) เงาที่ต้องหลีกหนี (The Shadow to Evade)โนอาห์ แบล็กเวลล์ วัย 24 ปี เป็นแฝดคนหนึ่งที่แสดงความสามารถทางธุรกิจและเทคโนโลยีออกมาอย่างโดดเด่นตั้งแต่เด็ก เขามีความเฉียบขาด, มีสัญชาตญาณทางตลาด, และมีความมุ่งมั่นที่จะประสบความสำเร็จแบบ ดีแลน แบล็กเวลล์ แต่เป็นดีแลนในเวอร์ชันที่ทันสมัยและเร็วกว่าแต่สิ่งหนึ่งที่ โนอาห์ ปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงคือ มูลนิธิคาร์เตอร์-แบล็กเวลล์ เขามองว่าการทำงานด้านการกุศลเป็นเหมือนการยืนอยู่ใต้ เงา ของความสำเร็จที่พ่อแม่สร้างไว้ โนอาห์ต้องการพิสูจน์ว่าเขาสามารถประสบความสำเร็จด้วย ชื่อของตัวเอง โดยปราศจากมรดกที่ถูกไถ่บาปเขาได้ก่อตั้งบริษัทเทคโนโลยีสตาร์ทอัพที่เชี่ยวชาญด้าน ปัญญาประดิษฐ์สำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงิน (AI-Fi)ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว โนอาห์สร้างมันขึ้นมาตั้งแต่ศูนย์ โดยปฏิเสธเงินทุนจากครอบครัวความขัดแย้งภายในความมุ่งมั่นที่จะหลีกหนีจากเงาของพ่อแม่ทำให้ โนอาห์ เริ่มแสดงนิสัยที่คล้ายกับ ลูคัส แบล็กเวลล์ ในอดีต: เขาหมกมุ่นอยู่กับการแข่งขัน, มองว่าการเข้าซื้อกิจการเป็น การทำสงคราม และเชื่อว่า ประสิท
กำแพงแก้วแห่งความคาดหวัง (The Glass Wall of Expectation)อีธาน แบล็กเวลล์ ในวัย 25 ปี เป็นบุตรชายคนโตและเป็นภาพสะท้อนที่สมบูรณ์แบบที่สุดของความรักที่ได้รับการไถ่บาปของ ดีแลน และ อีวา เขาสูงสง่า มีความสุภาพอ่อนโยน และมีแววตาที่เต็มไปด้วยความจริงใจตามแบบฉบับของมารดา อีวาเขาเป็นผู้บริหารหลักของ มูลนิธิคาร์เตอร์-แบล็กเวลล์ และเป็นหัวหน้าโครงการยุติธรรมทางสังคม อีธานมีความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูลที่เฉียบคมเหมือนพ่อ แต่เขามักจะ ลังเล ที่จะตัดสินใจขั้นสุดท้ายด้วยตัวเอง เพราะความกลัวที่จะทำผิดพลาดอย่างรุนแรงความกลัวของอีธานอีธานไม่ได้กลัวความล้มเหลวทางธุรกิจ แต่เขากลัวที่จะ ทำลายมรดก แห่งความซื่อสัตย์ที่พ่อแม่สร้างขึ้นมาอย่างยากลำบาก เขารู้ว่าความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยของเขาจะถูกตีความว่าเป็น เงาของตระกูลแบล็กเวลล์ ที่กลับมาหลอกหลอน ด้วยเหตุนี้ ชีวิตส่วนตัวของเขาจึงถูก แช่แข็ง ไว้ เขาไม่เคยมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง ไม่เคยไปเที่ยวคลับ ไม่เคยทำอะไรที่เสี่ยงต่อการถูกวิพากษ์วิจารณ์เขามองเห็นความรักที่บริสุทธิ์ของพ่อแม่เป็นเหมือน งานศิลปะชั้นยอด ที่สมบูรณ์แบบเสียจนเขาไม่กล้าแตะต้องมัน จุดเริ่มต
สิบแปดปี ผ่านไปอย่างรวดเร็ว อีธาน, โนอาห์, และลินน์ แบล็กเวลล์ เติบโตขึ้นภายใต้แสงสว่างของ โรงเรียนกุหลาบขาว และหลักการของ มูลนิธิคาร์เตอร์-แบล็กเวลล์ พวกเขาคือภาพสะท้อนของความรักที่ได้รับการไถ่บาปของ ดีแลน และ อีวาแต่ความสมบูรณ์แบบที่พ่อแม่สร้างขึ้นกลับกลายเป็น กำแพง และ ความคาดหวัง ที่หนักอึ้งสำหรับคนรุ่นใหม่อีธาน (วัย 25 ปี) แบกรับภาระทางจริยธรรมของมูลนิธิ โนอาห์ (วัย 24 ปี) ใช้ความสามารถทางธุรกิจเพื่อสร้างชื่อเสียงของตัวเองให้ห่างจากเงาของพ่อแม่ และ ลินน์ (วัย 24 ปี) ค้นหาตัวตนที่แท้จริงในโลกของศิลปะเมื่อ ความลับจากอดีต ที่ถูกเก็บงำไว้ในยุคลูคัสถูกเปิดเผยอีกครั้ง และมี ตัวละครใหม่ ที่นำพาความเสี่ยงและความรักเข้ามาในชีวิตของพวกเขา ลูก ๆ ของดีแลนและอีวาจะต้องพิสูจน์ว่าพวกเขาสามารถสร้างความรักในแบบของตัวเองได้ โดยไม่ต้องอาศัยการไถ่บาปของคนรุ่นก่อน
โครงการสุดท้ายที่ยิ่งใหญ่ หลังจากผ่านพ้นความท้าทายทางกฎหมาย จริยธรรม และความท้าทายในครอบครัว ดีแลน แบล็กเวลล์ และ อีวา ก็ตัดสินใจที่จะใช้เงินทุนทั้งหมดจาก กองทุนแอนนา แบล็กเวลล์เพื่อความยั่งยืนและทรัพย์สินส่วนตัวที่เหลือของดีแลนในการสร้างโครงการที่สำคัญที่สุด นั่นคือ "โรงเรียนกุหลาบขาว"โรงเรียนนี้ไม่ได้เป็นเพียงอาคารเรียน แต่เป็นศูนย์การเรียนรู้ที่ไม่แสวงหาผลกำไรสำหรับเด็กและเยาวชนที่ขาดโอกาสทางการศึกษา โดยเฉพาะเด็กที่เติบโตในสภาพแวดล้อมที่เสี่ยงต่อการถูกชักจูงให้ทำผิดกฎหมายหรือขาดการชี้นำทางจริยธรรมปรัชญาของโรงเรียนโรงเรียนกุหลาบขาวจะเน้นการศึกษาที่ครอบคลุมสี่ด้านหลัก จริยธรรมและการไถ่บาปสอนความซื่อสัตย์ ความเห็นอกเห็นใจ และการรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง ศิลปะและการบำบัด ใช้ดนตรี ศิลปะ และการเขียนเป็นเครื่องมือในการเยียวยาบาดแผลทางอารมณ์ ความยั่งยืน การสอนเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และการใช้ชีวิตที่เป็นมิตรต่อโลก (จากกองทุนแอนนา) ความรู้ทางธุรกิจที่รับผิดชอบ การสอนพื้นฐานทางเศรษฐกิจและการเงินภายใต้หลักการความยุติธรร การมีส่วนร่วมของลูก ๆ (The Children's Contribution)การสร้างโ
เสียงกระซิบจากโลกภายนอก (Whispers from the Outside World)อีธาน แบล็กเวลล์ในวัยเจ็ดขวบ ไม่ใช่เด็กไร้เดียงสาอีกต่อไป เขาเป็นเด็กชายที่ช่างสังเกต, มีความรู้สึกอ่อนไหว, และมีความคิดที่ซับซ้อนตามแบบฉบับของ อีวา ผู้เป็นแม่ เขากำลังศึกษาอยู่ในโรงเรียนประถมที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง ซึ่งมีเพื่อนร่วมชั้นหลายคนที่มีพื้นเพมาจากครอบครัวชนชั้นสูงที่เคยรู้จักหรือเป็นคู่แข่งทางธุรกิจของตระกูลแบล็กเวลล์ในอดีตแม้ว่า ดีแลนและอีวาจะพยายามปกป้องลูก ๆ จากเงาของอดีต แต่กำแพงของบ้านก็ไม่สามารถกั้นคำพูดของคนภายนอกได้วันหนึ่ง อีธาน กลับมาถึงบ้านจากโรงเรียนด้วยสีหน้าที่เงียบผิดปกติ เขานั่งเล่นอยู่เงียบๆ ในห้องนั่งเล่น โดยมีหนังสือเล่มโปรดอยู่ในมือแต่ไม่ได้เปิดอ่าน ดีแลน สังเกตเห็นความผิดปกตินั้น และรู้ทันทีว่ามีบางอย่างที่รบกวนจิตใจของลูกชายอีธาน รอจนกระทั่ง โนอาห์ และ ลินน์ เข้านอนแล้ว เขาเดินเข้าไปหา ดีแลน ซึ่งกำลังนั่งตรวจเอกสารของมูลนิธิอยู่หน้าเตาผิงอีธาน (พูดด้วยเสียงเบาและสั่นเครือ) "คุณพ่อครับ... วันนี้เพื่อนที่โรงเรียนถาม อีธานว่า... คุณปู่ลูคัส... เป็นคนไม่ดีใช่ไหมครับ?"คำถามนั้นเหมือนเป็นระเบิดเวล
ความท้าทายด้านจริยธรรมในมูลนิธิ (The Ethical Crossroads)หลังจากที่ มูลนิธิคาร์เตอร์-แบล็กเวลล์ ได้รับความเชื่อถืออย่างสูงจากการเปิดโปงและจัดการกับมรดกที่ถูกซ่อนไว้ของ แอนนา แบล็กเวลล์ องค์กรก็เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วและเป็นที่รู้จักในฐานะผู้พิทักษ์ความยุติธรรมแต่ชื่อเสียงที่เพิ่มขึ้นก็นำมาซึ่งความท้าทายที่ยากจะปฏิเสธ วันหนึ่ง มูลนิธิได้รับคำร้องขอความช่วยเหลือจาก มาร์คัส เคนอดีตซีอีโอของบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านการลงทุนรายหนึ่ง ซึ่งถูกกล่าวหาว่า ฉ้อโกง และ ปั่นราคาหุ้น ซึ่งทำให้ผู้ถือหุ้นรายย่อยจำนวนมากต้องประสบกับความสูญเสียมาร์คัส เคนไม่ได้มาขอความช่วยเหลือเพื่อต่อสู้คดีในศาล แต่มาพร้อมกับ การสารภาพผิดอย่างสมบูรณ์และข้อเสนอที่ไม่เคยมีมาก่อน: เขาจะ มอบทรัพย์สินส่วนตัวเกือบทั้งหมด (ประมาณ 80% ของทรัพย์สินทั้งหมดของเขา) คืนให้กับเหยื่อและสังคม โดยมีเงื่อนไขว่ามูลนิธิฯ ต้องให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่เขาในการเจรจาโทษกับทางการ ซึ่งรวมถึงการขอโอกาสในการ ไถ่บาป ด้วยการทำงานเพื่อสังคมหลังจากพ้นโทษข้อเสนอของมาร์คัสทำให้บอร์ดบริหารของมูลนิธิและ ดีแลนกับ อีวา ต้องเผชิญกับทางแยกที่ยากลำบากที่สุดนับต







