เข้าสู่ระบบ
“นี่สินะบ้านนิธิรา”
ว่านดาว หญิงสาววัย20ปีรูปร่างค่อนผอมดวงตากลมโตสูงประมาณร้อยหกสิบห้าเซ็น ยืนเบิกตากลมโตของเธอจ้องไปยังบ้านหลังใหญ่หรูหราที่อยู่เบื้องหน้าด้วยความประหม่า ก่อนจะละสายตาเมื่อเห็นหญิงแม่บ้านกำลังเดินตรงเข้ามาหา“คุณหนูว่านดาวใช่มั้ยคะ”
“ค่ะ”
“คุณท่านรออยู่ข้างในบ้านค่ะ เดี๋ยวฉันพาคุณหนูไปพบท่านนะคะ”
“ป้าไม่ต้องเรียกหนูว่าคุณหนูหรอกค่ะ เรียกหนูว่าว่านเฉยๆ ก็ได้” หญิงสาวยิ้มรับก่อนจะเดินตามผู้เป็นแม่บ้านไป
ว่านดาวรู้ดีว่าคุณท่านที่ป้าแม่บ้านเอ่ยถึงคือศราวิตร์ผู้เป็นเจ้าของบ้านหลังใหญ่โตนี้ และยังเป็นเพื่อนรักเพื่อนสนิทของบรรจงผู้เป็นพ่อของเธออีกด้วย ช่วงที่เธอยังเป็นเด็กพ่อของเธอเล่าเรื่องของศราวิตร์ให้ฟังอยู่บ่อยครั้ง แม้แต่ช่วงสุดท้ายของชีวิตก่อนที่พ่อของเธอจะจากโลกนี้ไปก็ยังฝากฝังเธอไว้กับเขา ถ้าจะให้พูดกันตามจริง ตั้งแต่ว่านดาวได้ลืมตาดูโลกใบนี้ศราวิตร์ก็ได้มอบแหวนประจำตระกูลเพื่อหมั้นหมายเธอให้กับลูกชายคนโตของเขาไว้แล้ว เพราะฉะนั้นการปรากฏตัวของว่านดาวที่บ้านนิธิราในครั้งนี้ก็มาในฐานะคู่หมั้นของศิลา ลูกชายคนโตของบ้านนั่นเอง
“มาแล้วเหรอหนูว่าน มานั่งใกล้ๆ ป้าสิ” แสงรวี ภรรยาของศราวิตร์กวักมือเรียกว่านดาวที่พึ่งมาถึงให้เขามานั่งใกล้ๆ ความนอบน้อมถ่อมตนรู้กาลเทศะของเธอทำสองสามีภรรยาเอ็นดูนัก ถึงแม้ว่าสายตาที่ทั้งสองมองมาที่เธอจะดูอ่อนโยนและอบอุ่น แต่หญิงสาวก็รู้สึกได้ถึงความอึดอัดที่ทั้งสองซ่อนไว้ภายใต้รอยยิ้มนั้นอยู่ดี
“ยินดีต้อนรับหนูว่านมาเป็นครอบครัวเดียวกันกับเรานะ” แสงรวียังคงแสดงความจริงใจต่อหญิงสาวที่พึ่งมาถึง ปัญหาเรื่องอื่นๆ หลังจากนี้ก็ค่อยว่ากันอีกที
“เรื่องหมั้น…”
“เรื่องนี้เอาไว้ก่อนนะ หนูพึ่งมาถึงเดี๋ยวลุงให้แม่บ้านพาหนูไปพักผ่อนที่ห้องดีกว่า เรายังมีเวลาคุยกันอีกเยอะ อีกอย่างตอนนี้พี่ศิลาก็ยังประชุมงานอยู่ที่ฮ่องกง ไว้ให้พี่เขากลับมาก่อนค่อยคุยกันนะ” ศราวิตร์พูดตัดบทเมื่อเห็นหญิงสาวกล่าวถึงเรื่องหมั้นหมาย ว่านดาวเองเห็นเช่นนั้นก็ไม่ได้รบเร้าต่อยอมทำตามที่ศราวิตร์ขอไว้ เธอเดินตามแม่บ้านไปยังห้องนอนของเธอที่ได้จัดเตรียมไว้โดยไม่ลังเล
ว่านดาวหันกลับไปมองสองสามีภรรยาด้วยความอึดอัดใจ ถึงปากจะบอกว่าเอ็นดูเธอแต่ภายในความรู้สึกกลับดูกังวลไปหมด บ่อยครั้งที่ทั้งสองมองหน้ากันเพื่อสื่อสารทางสายตา หญิงสาวเข้าใจดีว่าการปรากฏตัวของเธอมันดูไม่สมเหตุสมผลเท่าไหร่ เธอเองก็ไม่ได้สนิทสนมกับครอบครัวนี้ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ตลอดหลายปีที่ผ่านมาต่างคนก็ต่างใช้ชีวิต เพียงแต่ว่าพ่อของเธอรู้ตัวว่าจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นานเลยหาทางติดต่อกับศราวิตร์ทวงสัญญาในอดีตที่เคยตกลงกันไว้ เพื่อจะฝากฝังลูกสาวคนเดียวให้มีที่พึ่งพิงต่อไป ถึงมันจะดูเห็นแก่ตัวไปสักหน่อยแต่หญิงสาวกลับเข้าใจเจตนาของพ่อเป็นอย่างดี พ่อของเธอก็แค่ต้องการให้เธอได้มีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างไม่ยากลำบากก็แค่นั้น
ว่านดาวกวาดสายตามองทั่วห้องนอนใหม่ของเธอด้วยความว่างเปล่าก่อนจะหยิบแหวนประจำตระกูลนิธิราขึ้นมา เธอมองไปยังแหวนวงนั้นด้วยความลำบากใจ
“พ่อคะ ว่านควรจะคืนแหวนให้พวกเขาดีมั้ย ดูเหมือนพวกเขาไม่อยากรับว่านเป็นลูกสะใภ้เลย พ่อคิดถูกใช่มั้ยที่ให้ว่านมาอยู่ที่นี่” หญิงสาวพึมพำหลั่งน้ำตาถึงพ่อผู้ล่วงลับด้วยความอัดอั้น เมื่อนึกถึงคำสั่งเสียครั้งสุดท้ายของพ่อไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ให้เธออดทนอยู่ที่บ้านหลังนี้ เพราะมีเพียงแค่ตระกูลนิธิราเท่านั้นที่จะปกป้องเธอได้
แสงรวีหลังแน่ใจว่าว่านดาวขึ้นห้องนอนไปแล้วก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมา เธอรู้ว่าการปรากฏตัวของว่านดาวนั้นจะทำให้ครอบครัวของเธอเจอความยุ่งยากขึ้น และลูกชายคนโตของเธอไม่มีทางยอมรับการหมั้นหมายนี้อย่างแน่นอน
“ทีนี้จะทำไงดีคะ เราเองก็ดันไปคุยกับคุณอำนาจไว้ว่าจะให้ศิลากับหนูไพลินหมั้นหมายกันหลังจากที่หนูไพลินเรียนจบ อยู่ๆ กลับมีคู่หมั้นอีกคนโผล่มาซะได้ แถมยังมีแหวนประจำตระกูลเป็นของหมั้นหมายอีกด้วย จะปฏิเสธก็ไม่ได้สิทีนี้”
“ผมก็ไม่คิดว่าเรื่องจะเป็นแบบนี้ บรรจงเองก็หายไปเกือบ20ปีเจอกันอีกทีก็เป็นวาระสุดท้ายแล้ว ถ้าตอนตึกถล่มบรรจงไม่เสี่ยงชีวิตเพื่อช่วยผมไว้จนตัวเองต้องเจ็บหนักผมเองก็คงไม่มีชีวิตยืนยาวมาถึงตอนนี้หรอก ไม่ว่ายังไงผมก็จะดูแลหนูว่านดาวให้ดีที่สุดจะในฐานะอะไรก็ตาม”
“แต่คุณก็อย่าลืมนะคะว่าคุณอำนาจก็ช่วยเหลือครอบครัวเรามากเหมือนกัน ครอบครัวเราผ่านวิกฤตครั้งใหญ่มาได้ก็เพราะคุณอำนาจยื่นมือเข้าช่วย”
“ผมรู้ อีกอย่างเรื่องหมั้นระหว่างศิลากับหนูไพลินก็เป็นแค่การคุยกันเล่นๆ ยังไม่จริงจังสักหน่อย ไว้ศิลากลับมาก่อนเดี๋ยวผมจะคุยเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นหนูว่านดาวหรือหนูไพลินก็ให้ศิลาเลือกเองแล้วกัน” ศราวิตร์ลูบมือภรรยาเบาๆ ยังไงเรื่องนี้ก็ต้องให้เจ้าตัวเป็นคนตัดสินใจ ไม่ว่าศิลาจะเลือกใครคนที่ไม่ถูกเลือกเขาเองก็จะชดเชยให้อย่างเต็มที่ ไม่ให้ขาดตกบกพร่องอย่างแน่นอน
ช่วงดึกของวัน
ว่านดาวใช้เวลาช่วงดึกสงัดลงมายังชั้นล่างของตัวบ้าน เธอรู้สึกหิวเพราะตั้งแต่เที่ยงยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลย พอมาถึงบ้านนิธิราก็ไม่อยากทำตัววุ่นวายเลยได้แต่บอกปัดว่าทานข้าวจากข้างนอกมาแล้ว หญิงสาวพยายามเดินย่องมาในครัวให้เบาเสียงที่สุด เธอเปิดตู้เย็นหยิบกล่องนมออกมาค่อยๆ เทใส่แก้วด้วยความระมัดระวัง
“นั่นใคร!” เสียงทุ้มที่ทักขึ้นมานั้นทำว่านดาวสะดุ้งอย่างแรง ด้วยความตกใจจึงสาดนมที่อยู่ในแก้วไปยังต้นเสียงดังกล่าวในทันที
“อะไรเนี่ย!” ศิลารีบเช็ดใบหน้าที่เต็มไปด้วยน้ำนมพร้อมตะโกนต่อว่าหญิงสาวอย่างไม่พอใจ
“คุณเป็นใคร? แล้วมาทำลับๆ ล่อๆ อะไรที่บ้านคนอื่นเวลานี้ จะมาขโมยของใช่มั้ย” ว่านดาวตะเบ็งเสียงโต้กลับด้วยความขุ่นข้อง เธอรีบหยิบมีดที่อยู่ใกล้มือที่สุดชี้ไปยังชายหนุ่มทันที
“นี่บ้านของฉัน ฉันต้องถามเธอมากกว่าว่าเธอน่ะเป็นใคร แล้วมาทำอะไรที่บ้านฉัน”
“บ้านคุณ? คุณคือคุณศิลาเหรอคะ”
“ถ้าฉันบอกว่าใช่ล่ะ”
พอได้คำตอบหญิงสาวก็รีบวางมีดลง ใบหน้าของเธอก็แสดงความกังวลขึ้นมา ชายหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงหน้าก็คือศิลาคู่หมั้นของเธอเองงั้นหรือ เจอกันครั้งแรกเธอก็ทำให้เขาไม่ประทับใจแล้ว จากที่อึดอัดใจอยู่ก่อนหน้านี้ก็ยิ่งทำให้อึดใจมากขึ้นไปกว่าเดิมอีก
“ขอโทษค่ะฉันไม่รู้จริงๆ ว่าคุณคือคุณศิลา ฉันขอโทษนะคะ”
“จะรีบไปไหน” ศิลาดึงคอเสื้อหญิงสาวเอาไว้เมื่อเห็นว่าจะวิ่งหนีจากไป เรื่องอะไรที่เขาจะยอมปล่อยเธอไปง่ายๆ อย่างน้อยเขาต้องรู้ว่าเธอเป็นใครทำไมถึงมาปรากฏตัวอยู่ที่บ้านของเขา แต่ไม่ทันจะซักไซ้ไล่ถามผู้เป็นแม่ก็ปรากฏตัวขึ้นมาเสียก่อน
“ปล่อยน้องเดี๋ยวนี้นะศิลา” แสงรวีเข้ามาตำหนิผู้เป็นลูกชายที่ดึงคอเสื้อหญิงสาวเอาไว้ ความกระตือรือร้นของผู้เป็นแม่ทำชายหนุ่มเคลือบแคลงนัก มือที่ดึงคอเสื้ออยู่ก็คลายลงในทันที
“เธอเป็นใครครับ”
“น้องชื่อว่านดาว…ไว้แม่จะเล่าให้ฟัง ว่าแต่หนูว่านมาทำอะไรที่ครัวเวลานี้ล่ะจ๊ะ”
“ว่านรู้สึกหิวค่ะเลยว่าจะลงมาหาอะไรกินสักหน่อย” หญิงสาวตอบกลับอย่างไร้เดียงสา
“ก็อย่างว่าแหละเนาะเด็กกำลังโตนี่กินเยอะเป็นเรื่องธรรมดา งั้นตามสบายเลยนะเดี๋ยวป้าขอพาพี่ศิลาไปเช็ดเนื้อเช็ดตัวก่อน” แสงรวียิ้มรับก่อนจะดึงมือผู้เป็นลูกชายเข้าไปคุยที่ห้องนอนของตัวเอง
แสงรวีกับศราวิตร์เล่าเรื่องของว่านดาวให้ศิลาฟังทั้งหมด รวมถึงเรื่องในอดีตที่ศราวิตร์เป็นหนี้บุญคุณชีวิตบรรจงด้วย ศิลารู้สึกซึ้งถึงน้ำใจที่บรรจงเคยช่วยเหลือพ่อของเขาไว้ แต่เรื่องหมั้นหมายนั้นเขาไม่มีทางเห็นด้วยเด็ดขาด
“พ่อจะตอบแทนบุญคุณยังไงก็ได้แต่ต้องไม่ใช่ให้ผมไปหมั้นกับเด็กคนนั้น เท่าที่ผมฟังมาพ่อกับเขาก็ขาดการติดต่อกันไปนานแล้วนี่ครับ แต่พอโผล่มากลับมาทวงบุญคุณยัดเยียดลูกสาวตัวเองให้ผมซะงั้น มันไม่เห็นแก่ตัวไปหน่อยเหรอ”
“พ่อเข้าใจว่าลูกรู้สึกยังไง ต้นเรื่องทั้งหมดก็เกิดจากพ่อนี่แหละที่ขอหมั้นหนูว่านดาวให้ลูก แหวนประจำตระกูลก็ให้ไปแล้วจะขอคืนดื้อๆ ก็น่าเกลียด”
“ผมเองก็คิดว่าพ่ออยากให้ผมกับไพลินลงเอยกันซะอีก”
“ที่ลูกพูดมาก็ใช่ พ่อเองก็คิดมากเรื่องนี้อยู่นี่แหละ งั้นพ่อถามลูกหน่อยสิ ถ้าพ่อจะให้ลูกหมั้นกับหนูไพลินลูกจะว่าอะไรมั้ย”
“ถ้าไพลินเรียนจบแล้วผมก็โอเคครับ”
“ที่ตกลงเพราะลูกชอบหนูไพลินใช่มั้ย”
“ชอบสิครับ ไพลินเองก็น่ารักดี”
“พ่อหมายถึงชอบแบบหนุ่มสาว ชอบแบบคนรักน่ะ”
“พ่อครับ ผมยี่สิบแปดแล้วนะครับส่วนไพลินก็พึ่งจะยี่สิบเอง ความรู้สึกหนุ่มสาวแบบนั้นผมไม่มีหรอก แต่หลังจากที่เธอเรียนจบก็ไม่แน่ หรือต่อให้ท้ายที่สุดผมจะไม่ได้ชอบไพลินแบบคนรักแต่ผมก็ยังยินดีจะแต่งงานกับเธออยู่ดี บุญคุณที่อาอำนาจมีต่อครอบครัวเราผมไม่มีวันลืม ไพลินเองก็เป็นคนน่ารักผมเชื่อว่าถ้าจะตกหลุมรักเธอก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร แต่กับเด็กที่ชื่อว่านดาว…ผมบอกพ่อตรงนี้เลยว่าผมไม่มีวันชอบเธอแน่ จะเอาแค่เรื่องช่วยชีวิตครั้งเดียวมาทวงบุญคุณผมว่ามันเกินไปหน่อย แล้วก่อนหน้านี้ที่พ่อลำบากเขาหายไปไหนล่ะ ผมไม่เห็นว่าเขาจะโผล่หัวมาเลยสักครั้ง ถ้าวันนั้นอาอำนาจไม่เข้ามาช่วยพวกเราก็คงไม่มาถึงจุดนี้ หายไปเป็นยี่สิบปีพอรู้ว่าตัวเองจะตายก็มาทวงบุญคุณ ก็คงหวังเงินจากพ่อนั่นแหละ” ชายหนุ่มตอบกลับด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ความแข็งกระด้างของศิลาทำผู้เป็นพ่อกับแม่หวั่นใจอย่างบอกไม่ถูก
ศิลา ชายหนุ่มวัย28ปีลูกชายโตของบ้านนิธิรา มีน้องชายหนึ่งคนคือภูผากำลังเรียนต่อปริญญาโทอยู่ที่ฟินแลนด์ ศิลาเป็นเรี่ยวแรงสำคัญของนิธิรา ไม่ว่าจะเป็นรูปลักษณ์หรือฐานะทางสังคมก็ดูจะสมบูรณ์แบบครบทุกอย่าง ไม่ว่าตระกูลไหนต่างก็อยากได้ศิลาไปเป็นลูกเขยกันทั้งนั้น แต่โอกาสที่จะเป็นไปได้มากที่สุดคงหนีไม่พ้นตระกูลพินิจน์ของอำนาจ เพราะสองตระกูลก็มีการเกริ่นเรื่องหมั้นหมายของศิลากับไพลินไว้บ้างแล้วเหมือนกัน
วันต่อมา
ว่านดาวเปิดประตูห้องนอนออกมาก็เห็นศิลายืนอยู่ หญิงสาวค่อยๆ เผยยิ้มเพื่อทักทายก่อนจะหุบยิ้มลงเมื่อชายหนุ่มตรงหน้าเอาแต่จ้องมาที่เธออย่างเคลือบแคลง
“เอาแหวนประจำตระกูลฉันคืนมา เรื่องหมั้นที่พ่อเธอกับพ่อฉันตกลงกันฉันไม่เห็นด้วย แผนตื้นๆ ของพ่อเธอฉันไม่หลงกลหรอก ยัดเยียดลูกสาวตัวเองเพื่อทวงหนี้บุญคุณแบบนี้น่าเกลียดชะมัด”
“อย่ามาลามปามถึงพ่อฉันนะ แล้วคุณไม่คิดบ้างหรือไงถ้าพ่อฉันไม่ช่วยพ่อคุณไว้แล้วคุณจะได้มายืนด่าพ่อฉันแบบนี้มั้ย อยากได้แหวนคืนใช่มั้ย…ฝันไปเถอะ ถ้าคุณมาว่าพ่อฉันอีก ฉันเอาแหวนตระกูลของคุณไปขายที่ตลาดมืดแน่ๆ”
“เธอกล้าเหรอ?”
“กล้าสิ ฉันมันตัวคนเดียวแล้วนี่จะทำอะไรทำไมต้องสนใจคนอื่นด้วย” หญิงสาวโต้กลับอย่างขุ่นเคืองพร้อมกับผลักอกศิลาให้ออกห่างก่อนจะปิดประตูห้องใส่ คำพูดดูแคลนของชายหนุ่มที่มีต่อพ่อเธอนั้นทำเธอขุ่นเคืองเป็นอย่างมาก
“เธอกล้าก็ลองดู ฉันเอาเธอตายแน่” ศิลาตะโกนทุบไปที่ประตูห้องนอนด้วยความโกรธก่อนจะเดินจากไป ท่าทีก้าวร้าวของว่านดาวทำเขาไม่สบอารมณ์นัก
3 วันต่อมา บริษัท Accessories Designอารันเข้ามาทำงานที่ออฟฟิศตั้งแต่เช้า พอมาถึงก็เห็นกล่องขนมคุกกี้ที่คุ้นเคยวางอยู่บนโต๊ะทำงานของตัวเองจึงรีบกวาดสายตามองไปรอบๆ ก่อนจะถอนหายใจออกมา“คิดอะไรอยู่เนี่ยอารัน” ชายหนุ่มพึมพำกับตัวเอง พอนั่งลงที่เก้าอี้ก็ถูกเพื่อนสาวที่ทำงานเอ่ยแซวขึ้นมา“คุกกี้หน้าตาเหมือนปีที่แล้วเลยนะคะ คนเอามาให้ก็คนเดิมด้วย”“ว่าไงนะ! ไพลินมาที่นี่เหรอ” อารันอุทานออกมาอย่างเสียงดัง ใจก็เริ่มเต้นแรงไม่เป็นจังหวะ“ที่แท้คนสวยคนนั้นชื่อไพลินนี่เอง ไปหาเธอสิคะ เธอรอพี่อยู่สวนข้างออฟฟิศนี่เอง”พอได้ยินว่าไพลินอยู่ที่ไหนชายหนุ่มก็ไม่รอช้ารีบวิ่งออกไปหาทันที พอไปถึงก็เห็นหญิงสาวกำลังยืนยิ้มให้อยู่ก็เผยยิ้มกว้างออกมาด้วยความดีใจ“กลับมาแล้วเหรอ” ชายหนุ่มถามอย่างเหนียมอาย การเจอกันครั้งนี้แตกต่างจากครั้งก่อนนัก“ค่ะกลับมาแล้ว พึ่งถึงเมื่อคืนนี่เอง ต่อไปมีอะไรก็คุยต่อหน้าไม่ต้องโทรหากันแล้วเนาะ” คำพูดของไพลินทำอารันยิ้มกว้างออกมาในทันที ทั้งสองต่างรู้ดีว่าความรู้สึกที่มีให้อีกคนพิเศษมากแค่ไหน เพียงแค่ก่อนหน้านี้เป็นความสัมพันธ์ระยะไกลแค่นั้น แต่เมื่อหญิงสาวกลับมาแล้วอารันก็พร้อ
1 ปีต่อมาเสียงของนาฬิกาปลุกดังจนรบกวนว่านดาวที่ยังคงนอนไม่อยากตื่น หญิงสาวรีบเลื่อนมือควานหาต้นตอของเสียงที่ยังคงดังอยู่เพื่อปิดเสียงเตือนไว้ พอจะเคลิ้มหลับอีกครั้งเสียงเรียกเข้าของมือถือก็ดังขึ้นมาอีก ดูเหมือนว่าเธอต้องจำใจต้องลุกจากที่นอนแล้ว พอหยิบมือถือขึ้นมาเห็นเป็นเบอร์ของพอลล่าผู้เป็นเจ้านายก็รีบกดรับ“พี่พอลล่าวันนี้วันหยุดว่านนะคะ” หญิงสาวน้ำเสียงงัวเงีย แม้แต่วันหยุดก็ยังถูกโทรตามงาน“ว่านลืมแล้วเหรอวันนี้ต้องไปหาลูกค้าคุยเรื่องออกแบบแปลนบ้านน่ะ ตอนนี้ลูกค้าเขาโทรมาเร่งพี่แล้ว” ว่านดาวเบิกตาโตด้วยความตกใจ ดูเหมือนเธอจะลืมจริงๆ ว่าวันนี้มีนัดสำคัญ พอรู้ตัวก็รีบวางสายอาบน้ำแต่งตัวไปหาลูกค้าที่รออยู่ทันทีว่านดาวมาถึงสถานที่นัดหมายยืนกดกริ่งหน้าบ้านสักพักก็มีคนมาเปิดประตู พร้อมกับเชิญเธอเข้าไปในบ้านเพื่อพบกับลูกค้าของเธอ หญิงสาวเข้ามาก็เผยยิ้มให้กับบรรยากาศอบอุ่นภายในบ้าน พอเดินดูรอบๆ แปลนบ้านหลังนี้จะดูคุ้นตาหญิงสาวมากนัก ระหว่างที่ครุ่นคิดอยู่นั้นศิลาก็เข้ามาสวมกอดเธอไว้จากด้านหลัง“คุณว่านดาวปล่อยให้ลูกค้ารอนานเกินไปแล้วนะ” ศิลากระซิบที่ข้างหูก่อนจะจูบฟอดใหญ่ไปที่แก้มของหญิ
“เธอจะกลับพร้อมฉันหรือจะอยู่กับเขาต่อ”“กลับกับคุณค่ะ พี่รันถ้าชมพู่มาแล้วฝากบอกด้วยนะคะว่าฉันกลับก่อน” ว่านดาวเลือกที่จะกลับกับศิลา เธอไม่อยากให้เรื่องราวบานปลายไปมากกว่านี้ และก็รู้สึกผิดต่ออารันและเพื่อนสาวของเธอด้วยที่ทำเรื่องยุ่งยากใจให้หลังออกมาจากสถานเริงรมย์ศิลาก็ขับรถมาส่งว่านดาวที่คอนโด ระหว่างทางชายหนุ่มเอาแต่นิ่งเงียบไม่พูดไม่จาทำว่านดาวอึดอัดเป็นอย่างมาก ขึ้นมาส่งที่หน้าห้องก็ยังชักสีหน้าไม่สบอารมณ์ต่ออีก“คุณโกรธฉันเหรอคะ ฉันไม่ได้ไปกับพี่รันแค่สองคนจริงๆ ถ้าคุณรออีกหน่อยชมพู่ก็กลับมาแล้ว หรือถ้าคุณไม่เชื่อฉันโทรหาชมพู่ตอนนี้เลยก็ได้”“ฉันไม่ได้โกรธที่เธออยู่กับเขา อ๊ะก็ยอมรับนั่นแหละว่าไม่พอใจบ้าง แต่ฉันไม่ชอบที่เธอโกหกมากกว่า เธออยู่ที่ไหน ทำอะไรหรืออยู่กับใครเธอก็บอกมาเลยไม่เห็นต้องโกหกนี่ ฉันไม่ได้งี่เง่าที่จะไม่ฟังเธอสักหน่อย” ชายหนุ่มตำหนิไปที่หญิงสาว ว่านดาวเองพอถูกศิลาว่าให้ก็หน้างอคิ้วขมวดรีบตอกกลับชายหนุ่มในทันที“ทำท่าอะไรของคุณ จริงๆ แล้วฉันจะทำอะไรอยู่กับใครไม่ได้เกี่ยวกับคุณสักหน่อย คุณอย่าลืมสิว่าฉันยังไม่ตอบตกลงคบกับคุณเลย แล้วคุณมาจุกจิกเรื่องของฉันทำไม
“เธอว่าอะไรนะ” อารันย้ำคำถามของไพลินอีกครั้ง เห็นหญิงสาวเอาแต่จ้องเขาก็รู้สึกแปลกใจ“อ่อ…เปล่าค่ะ ว่าแต่พี่มาหาฉันทำไมคะ”“ก็ช่างที่อู่โทรหาเธอไม่ติดก็เลยมาหาฉันช่วยตามเธอให้หน่อย รถเธอซ่อมเสร็จแล้วไปเอาได้เลย”“ฉันลืมไปเลยขอบคุณนะคะที่มาบอก ตั้งแต่พ่อเข้าโรงพยาบาลฉันก็ไม่ได้จับมือถือสักครั้งเอาแต่กังวลเรื่องของพ่อ งั้นเดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าฉันไปเอารถค่ะ”“อืม ฉันจะมาบอกแค่นี้แหละ งั้นกลับก่อนนะ” เมื่อเสร็จธุระแล้วก็ต้องบอกลา แต่เดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็ต้องหันกลับมาหาหญิงสาวอีกครั้ง“อย่ากังวลไปเลยพ่อเธอไม่เป็นอะไรหรอก เธอก็ต้องดูแลตัวเองป่วยไปอีกคนจะทำยังไง ต่อให้ไม่หิวเธอก็ต้องฝืนกิน…เข้าใจมั้ย”“ฉันถือว่าเป็นคำปลอบใจแล้วกันนะคะ ขอบคุณมากนะคะสำหรับเรื่องรถ เสียดายที่พรุ่งนี้ฉันต้องบินกลับอเมริกาแล้วไม่งั้นคงได้เลี้ยงข้าวตอบแทนพี่สักมื้อ”“จะกลับแล้วเหรอ”“ค่ะ อีกเทอมก็จะจบแล้วทิ้งไปตอนนี้ก็เสียดาย”“งั้นก็เดินทางปลอดภัยนะ เธอไปหาพ่อเถอะฉันจะกลับแล้ว” ชายหนุ่มบอกลาอีกครั้งก่อนจะเดินจากไปไพลินเผยยิ้มมองแผ่นหลังอารันที่เดินจากไปก็ได้แต่สงสัย ทำไมอารันตอนนี้ถึงได้ดูอบอุ่นมีน้ำใจซึ่งต่างจากอาร
“คุณมาทำไม” ว่านดาวกลั้นยิ้มมองไปทางอื่นไม่ให้ศิลาจับได้ว่าเธอกำลังดีใจที่ได้เจอเขา“เห็นเธอยิ้มนึกว่าดีใจซะอีกที่ฉันมา"“ฉันยิ้มตอนไหนกัน”"ไม่ยิ้มก็ไม่ยิ้ม ฉันเข้าไปหน่อยได้มั้ยมีเรื่องจะคุยด้วยน่ะ”“ก็เข้ามาสิมาได้มัดขาไว้สักหน่อย”ว่านดาวเดินไปหยิบน้ำที่ตู้เย็นเอามาให้กับศิลาที่นั่งรออยู่ที่โซฟา เธอเริ่มสังเกตเห็นว่าใบหน้าของชายหนุ่มมีความอึดอัดซ่อนอยู่ หรือจะมีปัญหาบางอย่างเกิดขึ้น“ฉันไม่ได้ทำงานที่Accessories Designแล้วนะ ฉันขายหุ้นให้เพื่อนไปแล้วเดี๋ยวพี่พอลล่าก็คงจะบอก ฉันเองก็ไม่เข้าใจเรื่องดีไซน์ออกแบบอยู่แล้วฝืนทำไปก็เป็นตัวถ่วงบริษัทเปล่าๆ ให้คนที่เขาเก่งเรื่องนี้มาทำต่อดีกว่า”“ถ้ารู้ว่าไม่มีใจรักตั้งแต่แรกจะฝืนทำไม”“นี่เธอบ่นให้ฉันอยู่เหรอ” ศิลาเผยยิ้มมองไปที่ว่านดาวด้วยความเอ็นดู เห็นชัดๆ ว่าหญิงสาวกำลังตำหนิเขาอยู่“ฉันก็พูดรวมๆ ถ้าคุณไม่ใช่คนแบบนั้นก็อย่าใส่ใจสิ”“แต่ที่ฉันซื้อหุ้นAccessories Designก็เพราะใจรักนี่แหละ ฉันยอมรับว่าเอาเรื่องงานมาอ้างเพื่อจะได้เจอเธอทุกวัน ที่ยอมซื้อหุ้นทั้งๆ ที่ตัวเองทำงานไม่เป็นก็เพราะอยากอยู่กับเธอไง”“เพราะฉันเหรอคะ?” ว่านดาวไม่อยา
“ทำไมเขามาอยู่นี่” ศิลาถามว่านดาวด้วยความเคลือบแคลง อารันเองก็ไม่อยากให้ศิลาเข้าใจผิดจึงรีบตอบคำถามนั้นแทนหญิงสาว“ผมแค่มาส่งว่าน…"“ฉันไม่ได้ถามนาย ว่าไงว่านดาวบอกได้หรือยังว่าทำไมเขามาอยู่ที่ห้องเธอ” ศิลาตวาดไปที่อารันก่อนจะหันมาย้ำถามว่านดาวอีกครั้ง“พี่รันจะมาอยู่ที่ห้องฉันได้ยังไง เราจะทำอะไรกันก็ไม่เห็นเกี่ยวกับคุณสักหน่อย” หญิงสาวตวาดกลับ แม้ในใจจะกังวลว่าศิลาจะเข้าใจผิด แต่เธอก็ไม่เข้าใจตัวเองอยู่ดีว่าทำไมต้องประชดชายหนุ่มด้วย“ฉันคงมาผิดเวลาสินะ งั้นเชิญพวกเธอตามสบายเลย” ศิลาแสยะยิ้มให้คนทั้งคู่ก่อนจะเดินจากไปว่านดาวเห็นสีหน้าที่ไม่พอใจของศิลาก็ถอนหายใจออกมาด้วยความสับสน ในเมื่อเธอเองที่ต้องการให้มันเป็นแบบนี้แล้วทำไมถึงกลับรู้สึกแย่นัก“ว่านไม่ไปอธิบายกับคุณศิลาหน่อยเหรอว่าพี่แค่มาส่ง” อารันเสนอความเห็น เมื่อสักครู่คำพูดของหญิงสาวอาจทำศิลาเข้าใจผิดได้“ไม่ต้องหรอกค่ะเขาจะคิดยังไงก็ช่าง”“แล้วประชดแบบนี้มีความสุขมั้ย คำพูดของว่านเมื่อกี๊มันชวนเข้าใจผิดได้เลยนะ”“จะเข้าใจยังไงว่านไม่เห็นสนใจเลย ถ้าเห็นแค่นี้คิดไปเองเป็นตุเป็นตะก็ไม่รู้จะว่ายังไงแล้ว”“ว่านอย่าลืมสิว่าคุณศิลาต







