Mag-log inวายุนั่งยิ้มจนแก้มแทบปริแตกตั้งแต่กลับมาถึงโต๊ะ ดวงตาคมจ้องมองโทรศัพท์มือถือสลับกับมองโต๊ะด้านล่าง เฝ้ารอข้อความตอบกลับจากสาวนิรนามที่เพิ่งได้คุยกันครั้งแรก แปลกจังที่เขารู้สึกคุ้นเคยกับเธอมาก่อน
อย่างนี้เรียกนางในฝันรึเปล่าวะ
เพื่อนสนิทจับสังเกตท่าทางของเสือซุ่ม สงสัยเหยื่อจะติดกับแล้ววายุถึงได้อารมณ์ดีขนาดนี้
ปิ๊ง!
เสียงข้อความดังขึ้นทำให้ชายหนุ่มละความสนใจจากทุกสิ่งมาที่เครื่องมือสื่อสาร เขารีบเปิดอ่าน ริมฝีปากหนาคลี่ยิ้มอย่างไม่ปกปิดเมื่อเห็นว่าเธอตอบรับคำชวน ก่อนที่ปลายนิ้วจะพิมพ์ข้อความยิก ๆ ส่งกลับไปหาอีกฝ่ายทันที
‘ถ้างั้นพี่เดินไปรับที่โต๊ะนะ’
‘ไปรถพี่’
แทนตัวเองว่าพี่ดูเป็นผู้ชายอบอุ่นอ่อนโยน สาวคนไหนเจอแบบนี้ต้องมีรักมีหลงบ้างแหละ
ปิ๊ง!
อีกฝ่ายตอบกลับอย่างรวดเร็วสงสัยเธอเองก็รอข้อความจากเขาอยู่เหมือนกัน
‘เจอกันหน้าร้านดีกว่าค่ะ ขี้เกียจตอบคำถามเพื่อน’
ไม่ไร้เดียงสาอย่างที่คิดแฮะ แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เขาจะได้ไม่ต้องเสียเวลาสอนนั่นสอนนี่
วายุยกยิ้มหลังกดถูกใจให้กับข้อความล่าสุดของเธอ ก่อนจะเก็บโทรศัพท์มือถือเข้ากระเป๋ากางเกง จากนั้นก็เงยหน้ามองเพื่อนแล้วขอตัวกลับ
“กูกลับนะ”
“กลับหรือไปไหนต่อ อย่าคิดว่าพวกกูไม่รู้สันดานมึงนะ” เจ้าขุนเอ่ยแซว
“พี่วายุนี่ร้ายใช่ย่อยเลยนะคะ”
น้ำหวานเผยรอยยิ้มน้อย ๆ ขณะพูด ตอนเจอวายุครั้งแรกเขาดูเป็นผู้ชายอ่อนโยน ใจดี และมีน้ำใจ ไม่คิดว่าภายใต้ใบหน้าละมุนละไมอย่างผู้ชายอบอุ่นจะมีไว้สำหรับหลอกล่อสาว ๆ ให้มาติดกับ
“น้ำหวานพูดซะพี่ไปไม่เป็นเลย”
คนถูกทักท้วงยิ้มเจื่อน ลูบท้ายทอยด้วยความขัดเขิน เพื่อนพูดไม่เคยสำนึกแต่พอถูกน้ำหวานทักทำเอาซะเสียความมั่นใจหมดเลย
พวกเพื่อนหัวเราะชอบใจ เห็นแล้วอยากตบกบาลพวกมันสักคนละทีสองที แต่วันนี้เขาจะปล่อยผ่านไปก่อนไม่อยากต่อปากต่อคำกับพวกรู้มาก ตอนนี้ต้องสนใจภารกิจสำคัญก่อน
ชายหนุ่มยกแขนขึ้นมาดูเวลา
ใกล้จะห้าทุ่ม ต้องรีบแล้วเพราะเวลามีน้อย
วายุยกแก้วเหล้าขึ้นมากระดกเพิ่มความกระชุ่มกระชวย แล้วลุกจากโซฟาโดยไม่สนใจเสียงพูดแซวของคนในโต๊ะ โบกมือให้เพื่อนสนิทแบบขอไปที จากนั้นก็รีบร้อนเดินออกไปนอกร้าน
“อย่าหักโหมจนพรุ่งนี้ไม่มีแรงแข่งรถนะเว้ย”
ออสตินตะโกนตามหลัง
@นอกร้าน
ดวงตาคมกวาดมองไปจนทั่วแต่กลับไม่เจอคนที่นัดหมายกันไว้อย่างดิบอย่างดี
เธอคงไม่เทเขาหรอกมั้ง
มือหนาล้วงโทรศัพท์มือถือออกจากกระเป๋ากางเกงแล้วส่งข้อความไปเร่งเร้าคนที่อยู่ด้านใน
‘ออกมารอแล้วครับ’
เงียบ! ไม่อ่านไม่ตอบซะด้วย ไม่เห็นอ่านเร็วเหมือนตอนแรกเลย
แต่มาถึงขนาดนี้แล้วยืนรอสักหน่อยละกัน ยังไงเวลาทั้งหมดของค่ำคืนนี้เขาก็ตั้งใจมอบให้เธออยู่แล้ว
ระหว่างยืนรอวายุก็หยิบซองบุหรี่ออกจากกระเป๋ากางเกง ดึงแท่งสีขาวออกมาคาบไว้ที่ปาก นิ้วมือเรียวยาวกดจุดไฟแช็ก เปลวไฟสีส้มวูบขึ้นสั้น ๆ ก่อนที่ปลายมวนจะลุกโชนด้วยแสงสีแดง
เขาสูบควันเข้าปอดอย่างเนิบช้า ก่อนจะพ่นมันออกมาเป็นสายบาง ๆ ควันที่ลอยคลุ้งอยู่รอบตัวกลับเพิ่มเสน่ห์บางอย่างให้กับบุคลิกของเขา
ดวงตาคมจับจ้องไปที่แสงตรงปลายมวน เขาใช้สองนิ้วคีบบุหรี่ไว้ในท่วงท่าผ่อนคลายโดยไม่พูดอะไร
ทุกการเคลื่อนไหวถูกจับจ้องด้วยดวงตาคู่สวยของคนที่เพิ่งเดินออกมานอกร้าน
พลอยชมพูเผลอมองเขาด้วยความหลงใหล ชายหนุ่มดูเท่บาดใจ ใบหน้าหล่อเหลาแถมรอยยิ้มของเขาก็มีเสน่ห์มาก ตอนสบตากันเธอแอบสังเกตเห็นจุดขี้แมลงวันเล็ก ๆ ตรงใต้ตาของเขาด้วย
สาวคนไหนที่ได้สบตาเข้าคงใจเหลวเป็นน้ำทุกรายสินะแม้จะนึกชื่นชมไม่หยุดแต่พลอยชมพูก็ต้องระงับความคิดเอาไว้ อย่าให้รูปลักษณ์ภายนอกมามีบทบาทกับความรู้สึก คนเจ้าชู้อย่างเขาไม่ควรค่าแก่ตำแหน่งลูกเขยแม่แม้แต่นิดเดียว
ขณะยืนมองร่างสูง ชายหนุ่มก็หันมาสบตากับเธอเข้า เมื่อเห็นหญิงสาววายุก็รีบกดบุหรี่ลงในถังทรายสำหรับทิ้งมวนบุหรี่
เขาส่งยิ้มหวานแล้วเป็นฝ่ายเดินเข้าไปหาเธอ
“ไปกันเลยไหม”
“ค่ะ”
มือหนายื่นมาจับกระเป๋าของเธอไปถือให้โดยไม่ได้บอกกล่าว ทำให้พลอยชมพูรู้สึกแปลกใจ
เป็นสุภาพบุรุษเสียจริงนะ
ชายหนุ่มเดินนำหน้าไปยังรถสปอร์ตคันงาม ซึ่งจอดไว้ตรงลานจอดรถสำหรับลูกค้าวีไอพี ช่างเป็นผู้ชายที่มีอภิสิทธิ์เหนือคนอื่น
เจ้าของรถเป็นคนเปิดประตูให้เธอ พลอยชมพูก็เล่นตามเกม
รถคันหรูแล่นออกจากร้านเหล้าด้วยความเร็วไม่มากนัก บรรยากาศในรถปกคลุมไปด้วยความเงียบงัน ต่างฝ่ายต่างไม่รู้จะเริ่มพูดคุยยังไงดี
ปกติวายุเป็นคนคุยเก่ง แต่วันนี้เขารู้สึกประหม่าอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
หญิงสาวนิรนามที่เขาดีลด้วยวันนี้ไม่เหมือนผู้หญิงคนอื่น นอกจากเธอจะนิ่งมาก แววตายังอ่านยาก เขาไม่รู้เลยว่าในใจของอีกฝ่ายกำลังคิดอะไรอยู่ เธอดูเหมือนกำลังปิดบังบางอย่างอยู่ตลอดเวลา
แต่เขาไม่ใส่ใจหรอก ยังไงซะ หลังจากพ้นคืนนี้ไปคงไม่ได้เจอกันอีกแล้ว
หลังทานข้าวอิ่มทั้งคู่ก็นั่งจิบไวน์ด้วยกันตรงริมระเบียง คิด ๆ แล้วเหตุการณ์ก็คล้ายกับวันนั้นไม่มีผิด ต่างกันตรงที่วันนี้เขาจะไม่หลับเหมือนวันนั้นเด็ดขาด ร่างสูงขยับเข้าไปยืนซ้อนด้านหลังหญิงสาว วงแขนกอดรัดเอวคอด ก่อนจะเกยคางไว้บนบ่าเล็กอย่างทะนุถนอม เขากดปลายจมูกลงบนแก้มนุ่มแล้วหอมดังฟอด กระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นอีกนิดหน่อย “พี่รักพลอยนะ” สุ้มเสียงนุ่มทุ้มกระซิบคำว่ารักข้างใบหู พลอยชมพูยิ้มพราย เธอวางแก้วไวน์ไว้จากนั้นก็กอดกุมมือหนาที่กอดกระชับรอบเอวเธอ ใบหน้าหวานเอี้ยวมาทางหลังเล็กน้อยเพื่อสบตากับคนตัวสูง “พลอยก็รักพี่ค่ะ” ริมฝีปากหนายักยิ้มก่อนจะค่อย ๆ บดจูบริมฝีปากจิ้มลิ้ม ปลายลิ้นตวัดโลมเลียอย่างนุ่มนวล เปลือกตาสองคู่ปิดลงพร้อมกัน เรียวลิ้นชื้นค่อย ๆ สอดแยงเข้าไปในโพรงปากนุ่ม เกี่ยวกระหวัดดูดดึงลิ้นเล็กด้านใน ก่อนจะจับให้ร่างเล็กหันหน้ามาทางเขา ฝ่ามือเคลื่อนไล้ไปตามแผ่นหลังบอบบางแผ่วเบา พลอยชมพูตวัดลิ้นตอบโต้ สอดส่วนปลายเข้าไปในโพรงปากของเขา แล้วดูดดึงอย่างเมามัน โพรงปากแทบจะละลายด้วยอุณหภูมิจา
เสียงเครื่องยนต์คำรามก้องไปทั่วสนามแข่ง รถสองคันจอดเคียงกันอยู่ตรงจุดสตาร์ต คนขับต่างส่งสายตาท้าทายกันผ่านกระจกหน้าต่าง วายุในชุดนักแข่งสีดำสลับแดงจับพวงมาลัยแน่น ขณะที่พลอยชมพูในชุดนักแข่งสีน้ำเงินแถบขาวกำลังส่งยิ้มเจ้าเล่ห์ให้เขา ทั้งคู่ต่างรู้ดีว่านี่ไม่ใช่แค่การซ้อมธรรมดา แต่เป็นเกมแห่งศักดิ์ศรีที่ไม่มีใครยอมใคร “พร้อมนะ?” เสียงเข้มดังผ่านวิทยุสื่อสาร “พร้อมอยู่แล้ว” พลอยชมพูดตอบกลับพร้อมรอยยิ้มหวาน หลังจากนั้นสัญญาณนับถอยหลัง สาม สอง หนึ่ง ก็ดังขึ้นพร้อมกันผ่านวิทยุสื่อสารเครื่องสีแดง เสียงเครื่องยนต์คำรามสนั่น รถทั้งสองคันพุ่งทะยานออกจากจุดสตาร์ต ล้อบดเบียดไปกับพื้นถนนเสียงดังก้อง สายตาทั้งคู่จับจ้องเส้นทางข้างหน้าด้วยแววมุ่งมั่น “โค้งแรกมาแล้ว” เสียงหวานจากคันที่ขึ้นนำเอ่ยขึ้นขณะคนขับหักพวงมาลัยเข้าโค้งอย่างแม่นยำ รถทั้งคันเหวี่ยงไปตามแรง แต่เธอประคองมันไว้ได้อย่างสวยงาม “เยี่ยม” วายุซึ่งขับตามมาติด ๆ ก็ไม่ยอมน้อยหน้า ใช้ทักษะขั้นสูงในการควบคุมรถให้ไถลไปตามแนวโค้ง โค้งหักศอกอยู่ข
“พลอย” เรียวปากหนาเผยรอยยิ้มกว้าง แค่เห็นหน้าเธอความหงุดหงิดงุ่นง่านก่อนหน้านี้ก็หายเป็นปลิดทิ้ง เชื่อแล้วว่าพลังแห่งความรักชนะทุกสิ่ง พลอยชมพูส่งยิ้มบาง ๆ ขณะยื่นเครื่องมือสื่อสารให้ชายหนุ่ม วายุรับโทรศัพท์จากมือของเธออย่างเชื่องช้าขณะดวงตายังจ้องเธอไม่กะพริบ เสียงโทรศัพท์มือถือยังดังต่อเนื่อง “ไม่รับสายเหรอคะ” เสียงของเธอช่วยเรียกสติเขา วายุรีบกดรับสายที่โทรเข้ามา “ฮัลโหล” [วันนี้พวกกูไม่ได้ไปเยี่ยมนะเว้ย พอดีมีงานค้างที่คณะว่ะ] เป็นเสียงออสตินที่โทรเข้ามาบอกว่าวันนี้มาเยี่ยมเหมือนทุกวันไม่ได้ แต่ใครอยากให้พวกมันมาล่ะ โดยเฉพาะเวลานี้ อย่าได้มีใครโผล่หน้ามาเชียว “เออ” ตอบเสียงห้วนแล้วกดวางสายทันที ตอนนี้เขาไม่มีอารมณ์จะคุยกับใคร อยากคุยแค่กับคนตรงหน้าคนเดียวเท่านั้น หลังวางสายวายุก็วางโทรศัพท์มือถือไว้ที่เดิม พลอยชมพูยังนั่งนิ่งไม่มีคำพูดใดเอื้อนเอ่ยออกมาจากปากของเธอ มีเพียงแววตาที่สื่อถึงความห่วงใยที่มีให้เขา หญิงสาวเคลื่อนกระเป๋าใบใหญ่ไปวางไว้ข้างโซฟา วายุเพิ่งสัง
บรรยากาศภายในห้องปกคลุมไปด้วยความเงียบงัน ทว่าลับหลังหนุ่มสาว ผู้เป็นแม่ของทั้งสองฝ่ายกำลังแสดงท่าทางกระดี๊กระด๊าอย่างออกนอกหน้า ก่อนที่แม่ของฝ่ายชายจะพูดขึ้นมาว่า “พลอย ป้าฝากพี่ไว้สักแป๊บนะจ๊ะ พวกป้ากับแม่ว่าจะลงไปหาอะไรทานหน่อย” “ได้ค่ะคุณป้า” ตอบรับอย่างเต็มใจก่อนจะหันกลับมาทางคนป่วยอีกครั้ง ตอนถูกส่งตัวมาโรงพยาบาลเธอกับวายุถูกแยกให้นั่งรถคนละคัน ตอนนั้นมันวุ่นวายมากจนเธอยังไม่มีโอกาสขอบคุณเขา หญิงสาวนั่งมองคนป่วยด้วยแววตาเศร้าสร้อย คนบนเตียงขยับตัวเล็กน้อย ก่อนที่เปลือกตาคู่หนาจะลืมขึ้นทีละนิด “พลอย” สิ่งแรกที่ได้ยินจากปากเขาคือชื่อเธอ ริมฝีปากเผยรอยยิ้มกว้างขณะมองคนที่นั่งอยู่ข้างเตียง เรียวปากบางคลี่ยิ้ม ก่อนจะรีบร้อนลุกขึ้นประคองคนที่ขยับตัวลุกนั่ง “พี่วายุอย่าขยับมากนะคะ แผลพี่ยังไม่หายดี” สุ้มเสียงอ่อนหวานที่เขาไม่ได้ยินมานาน ฟังแล้วมันชื่นหัวใจชะมัด วายุยิ้มกว้างจนปากจะฉีกถึงใบหู “ได้ยินแบบนี้ค่อยชื่นใจหน่อย” “ยังจะมายิ้มอีก ตอนพี่เข้าห้องผ่าตัดพลอยเป็นห่วงแทบแย่”
เสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด ขณะที่ไอด้าแกว่งปลายกระบอกอย่างสะเปะสะปะ กระสุนพุ่งตรงเข้าหัวไหล่ของวายุอย่างจัง ฝังลึกเข้าไปในเนื้อจนชายหนุ่มเซถอยไปหนึ่งก้าว วายุกัดฟันแน่น ความเจ็บแปลบแล่นปราดไปทั่วหัวไหล่ เลือดสีแดงสดซึมออกจากบาดแผลเปื้อนเสื้อช็อปสีเข้ม เขายกมือกดแผล แม้จะเจ็บเพียงใดแต่สายตายังคงจับจ้องพลอยชมพูด้วยความห่วงใย เสียงสะอื้นของพลอยชมพูสั่นเครือ เธอก็เป็นห่วงวายุไม่ต่างจากที่เขาเป็นห่วงเธอ “อื้อ!” พลอยชมพูพยายามดิ้นหนีแต่ไร้ผล ไอด้ากระชากตัวเธอเข้าใกล้ ริมฝีปากอวบอิ่มสั่นระริกอย่างคนทำอะไรไม่ถูก เธอไม่ได้ตั้งใจจะยิงวายุ “ยุ ด้าขอโทษนะ ด้าไม่ได้ตั้งใจ” “ยุรู้ว่าในใจลึก ๆ ด้าเป็นคนดี ปล่อยพลอยเถอะนะ ด้าอยากให้ยุทำอะไรยุยอมทุกอย่าง ขอแค่ด้ายอมปล่อยพลอย นะด้า” คำพูดของชายหนุ่มยิ่งตอกย้ำความเจ็บปวดให้กับไอด้า วายุรักพลอยชมพูมากจนยอมแลกทุกอย่าง ตอนนี้...ไม่มีวายุคนเดิมที่รักเธออีกต่อไปแล้ว แล้วเธอจะอยู่ไปทำไม... อยู่ดี ๆ ไอด้าก็หัวเราะร่าอย่างคนเสียสติ พร้อมกับดึงรั้งพลอยชมพูถอยหลังไปที
@ท่าเรือร้าง จังหวัดชลบุรี เสียงคลื่นกระทบฝั่งดังซ่า! ท่ามกลางบรรยากาศเย็นยะเยือกของยามค่ำคืน แสงสลัวจากเสาไฟที่ตั้งเป็นแนวยาวฉายลงบนพื้นปูนแตกร้าวของสะพานท่าเรือ พลอยชมพูถูกลากลงจากรถอย่างไร้ความปรานี เชือกที่มัดอยู่ตรงแขนเสียดสีเข้ากับผิวเนียนจนเป็นรอยแดงช้ำ เธอพยายามดิ้นขัดขืนสุดแรงเกิด แต่ยิ่งฝืนกลับยิ่งถูกกระชากแรงขึ้น ริมฝีปากที่ถูกปิดไว้ด้วยเทปผ้าทำให้เธอได้แต่ส่งเสียงอู้อี้เท่านั้น ไอด้าเดินนำหน้า เดรสสีดำสะบัดพลิ้วไปตามแรงลม เธอเหยียดยิ้มอย่างพึงพอใจที่เห็นเหยื่อจนมุม ปืนในมือยกขึ้นมาข่มขู่พลอยชมพูอยู่ตลอดเวลา “ลากมันมา” เธอสั่งเสียงแข็ง ชายฉกรรจ์ผลักพลอยชมพูให้เดินไปข้างหน้า หญิงสาวเซล้มลงไปกองกับพื้นปูนอย่างแรง ก่อนจะถูกกระชากให้ลุกขึ้นแล้วผลักเธอไปด้านหน้าอีกรอบ น้ำตาไหลออกมาคลอหน่วย ความหวาดกลัวแล่นพล่านไปทั่วร่าง หัวใจเต้นแรงราวกับจะหลุดออกมา พลอยชมพูรู้ตัวแล้วว่าเธอไม่มีทางหนีได้ ลมทะเลพัดแรงขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อไอด้าพาเธอมาหยุดตรงปลายสะพาน เบื้องล่างเป็นท้องทะเลมืดมิด ไอด้าค่อย ๆ หมุ







