เข้าสู่ระบบ'ภีม ภวัต' หนุ่มหล่อ นักดนตรีสุดเท่ ขวัญใจสาว ๆ ทั้งโรงเรียน เขามีดีกรีเป็นถึงนักกีฬาด้วยแถมยังหน้าตาดีมาก ทุกอย่างมันเลยดูเพอร์เฟคไปหมด และด้วยที่เป็นคนเฟรนลี่ ก็ย่อมมีคนมาชอบและเข้าหาเยอะ
ปกติแล้วเขาก็ไม่ได้สนใจใครเลย เพียงแต่มีวันนั้นที่เกิดสดุดตาเพื่อนต่างห้องที่เข้าใจว่าเธอมาจีบ อย่าง 'น้ำชา นรีกุล' จนทั้งคู่ได้สถานะคู่รักมา ด้วยความบังเอิญ ก็เป็นที่น่าอิจฉากับคนทั้งโรงเรียน เพราะทั้งคู่ดูสวยหล่อเหมาะสมกันมาก จนตอนนี้ก็คบกันได้หลายเดือนแล้ว ณ คาเฟ่แห่งหนึ่ง "ตัวทางนี้" หญิงสาวโบกมือไว ๆ ให้แฟนหนุ่ม ที่กำลังหันซ้ายหันขวาหาเธออยู่ "รอเค้านานไหม" เขาถามพร้อมกับยิ้มเจื่อน ๆ ให้เธอ "ไม่นานเท่าไหร่ เค้าสั่งเครื่องดื่มกับเค้กไปแล้วนะ ตัวจะเอาอะไรอีกไหม" ความจริงเธอก็มารอเขาได้สักพักแล้ว ซึ่งปกติก็จะเป็นแบบนี้เสมอ เพราะเขาค่อนข้างจะมาช้า "ไม่เป็นไร ตัวชอบอะไรเค้าก็ชอบอันนั้นแหละ" มือหนาก็เอื้อมไปบีบแก้มเธอเบา ๆ "อื้อ ภีมมม" เมื่อโดนจับแก้มแบบนี้ก็หน้าแดงซ่านเพราะความเขิน "แฟนเค้านี่แก้มนิ่มจังเลย" ชอบมากเวลาได้อยู่กับเธอตามลำพังแบบนี้ "ไม่ต้องมาพูดดีเลย รีบกินเร็ว เค้าจะได้รีบกลับ" "รีบไปไหน เรามาเดทกันนะ" ชายหนุ่มพูดพร้อมกับเอื้อมมือหนาไปจับมือบางเธอไว้ "ภีม..." "เราเป็นแฟนกันนะชา" "กะ...ก็ใช่" แก้มสาวก็แดงระเรื้ออีกครั้ง พร้อมกับกำลังดึงมือตัวเองกลับ แต่เขากับดึงไว้แน่นกว่าเดิม "เป็นแฟนกันก็จับมือกันถูกแล้ว แต่ความจริงก็ทำมากกว่านี้นะ" เขาพูดพร้อมกับโน้มใบหน้าหล่อเข้ามาพูดเบา ๆ ให้ได้ยินกันแค่สองคน "บ้าพูดอะไร รีบกินเลย" "ก็ได้แต่ถ้ากินเสร็จ เราต้องไปเดินเล่นกันต่อนะ" "ได้ยังไงล่ะ เค้าบอกแม่ว่ามาแป๊บเดียวเองนะ" "หื้มมมม ตัวไม่คิดถึงเค้าเหรอ ไม่เจอกันตั้งหลายวันเลยนะ" เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่ออดอ้อน พร้อมกับสายตาที่ตัดพ้อ "ก็ใครบอกให้ตัวติดเพื่อนล่ะ" เธอดึงมือกลับทันทีที่พูดจบ ก็เป็นแบบนี้จริง ๆ ตอนนี้เขาค่อนข้างจะติดเพื่อน ติดเที่ยว เวลาของเขากับเธอก็ไม่ค่อยมี ทั้งช่วงนี้แม่ของเธอยิ่งเคร่ง เพราะอยู่ในช่วงที่กำลังสอบเพื่อเรียนต่อมหาลัย "ชา..." เขาก็รู้ตัวดีเหมือนกันว่าตัวเองเป็นคนติดเพื่อน ด้วยที่เริ่มโตและมีสังคม ก็มักอยากทำอะไรที่มันท้าทาย "เค้าไม่ได้ว่าอะไรตัวเลยนะ ถ้าจะติดเพื่อน ติดเที่ยว แต่เค้าอยากให้ตัวใส่ใจ การเรียนกว่านี้หน่อยได้ไหม อีกนิดเดียวเราก็จะเรียนจบกันแล้ว เค้าอยากให้เราสองคน มีอนาคตที่ดีไปด้วยกัน" "..." เขามองใบหน้าสวยของแฟนสาวอย่างครุ่นคิด นี่เขาทำตัวแย่เกินไปใช่ไหม "ตัวทำเพื่อตัวเองได้ไหม" เธอพูดด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง "อืม" เขาตอบรับพร้อมกับฝืนยิ้มให้เธอ หลังจากกินขนมหวานเสร็จ ทั้งคู่ก็ออกมาเดินเล่นกันต่อ และเขาก็ไม่วายฉวยโอกาสจับมือเธออีก เนื่องด้วยปกติจะไม่ได้มีโอกาสนี้บ่อย ๆ เพราะส่วนมากแล้วจะมีกลุ่มของเพื่อน ๆ ไปด้วยตลอด วันนี้เลยเป็นวันพิเศษที่ได้อยู่กันสองต่อสอง "ตัวรู้ไหมตั้งแต่เราคบกันมา เค้าชอบเวลาแบบนี้ที่สุดเลย" "หืม" เธอเงยหน้าขึ้นถามอย่างไม่เข้าใจ เขาตัวสูงกว่าเธอมาก แล้วเวลาที่เขาก้มลงมามองเธอ เขาโคตรหล่อเลย "ก็เวลาที่ได้อยู่กับแฟนตามลำพังไง" "พูดอะไรอ่ะตัว" "ก็จริง ปกติเราก็ไม่ได้อยู่กันสองต่อสองแบบนี้ไม่ใช่เหรอ ไปไหนมาไหนมีแต่เพื่อน ๆ เต็มไปหมดเลย" "แล้วไม่ดีหรือไง มีเพื่อนเยอะสนุกจะตาย" เธอพูดออกไปแบบคนที่ไม่คิดอะไร "มันก็ดี แต่คนที่มีแฟนแล้ว ก็อยากอยู่กับแฟนสองต่อสองกันทั้งนั้นแหละ อย่างเค้าเองก็อยากอยู่กับตัวสองต่อสอง แบบนี้นาน ๆ รู้ไหม" "อือ แต่เขายังไม่ชินเลย" "เดี๋ยวก็ชิน อันดับแรกต้องจับมือกันบ่อย ๆ เค้าชอบสกินชิพ" "สกินชิพ?" เธอถามอย่างไม่เข้าใจความหมาย "ก็ใกล้ชิดสนิทกันแบบนี้ไง อยากจับมือ อยากกอด อยากหอม อยาก..." "ภีม" คนบ้าอะไรพูดจาตรงไปตรงมาแบบนี้ ไม่มีความเขินอายบ้างหรือไง "หึ เดี๋ยวก็ชิน" พูดจบเขาก็จับมือเธอแบบขยับมือตัวเองเข้าไป ประสานกับมือนุ่มของเธอ ด้วยสัมผัสนั้นมันทำให้ทั้งคู่รู้สึกใจสั่นขึ้นมา "..." ณ บ้านนรีกุล "ทำไมกลับมาบ้านมืดค่ำอย่างนี้ละชา" พอลูกสาวเดินเข้ามาภายในบ้าน คนเป็นแม่ก็พูดขึ้นด้วยความไม่พอใจทันที "เอ่อ... พอดีเดินเล่นกับเพื่อนเพลินไปหน่อยอะแม่" เธอก็จำใจต้องโกหกคำโต เพราะรู้ดีว่าแม่เธอเข้มงวดกับเรื่องนี้มากแค่ไหน แม้จะรู้สึกผิดมากก็บอกความจริงไม่ได้ "ไม่ได้ไปแอบมีแฟนที่ไหนใช่ไหม ดูไม่ค่อยมีเวลาเลยนะ" ชลดายังคงมองลูกสาว ด้วยสายตาที่เอาเรื่องอยู่ "ไม่หรอกแม่ ช่วงนี้ชาเรียนเยอะ อีกไม่กี่เดือนก็จะสอบแล้วด้วย" เธอก็ได้แต่ก้มหน้าลงด้วยความรู้สึกผิด "ก็ดี ทำอะไรก็มีสติ แล้วก็คิดเยอะ ๆ ด้วยนะ จะคบกับใครก็ดูดี ๆ อย่าให้ผิดพลาดเหมือนแม่" "ชารู้ แม่ก็เลิกคิดมากได้แล้วนะ ไม่ต้องคิดมากแล้ว" เธอก็เดินเข้าไปสวมกอดผู้เป็นแม่อย่างรักใคร่ เพราะก็รับรู้ร่วมกันดีว่าแม่เธอเจออะไรมาบ้าง ซึ่งก็เป็นเรื่องราวแย่ ๆ ในชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่ง "อือ พ่อเขามาขอร้องแม่ ว่าอยากให้ชาไปเจอกับคนบ้านนั้น ชาว่ายังไงแม่แล้วแต่ชานะ" "เอ่อ..." "ความจริงพ่อเขาก็ขอร้องแม่หลายครั้งแล้ว เขาบอกว่า ทางนั้นอยากเจอลูกจริง ๆ" "แล้วถ้าทางนั้นเขาโกรธเกลียดเราล่ะแม่ ถ้าเขาไม่ได้เข้าใจในแบบที่เราเข้าใจ เขาจะทำอะไรไม่ดีไหม" "แม่ก็รู้สึกผิด แต่แม่เองก็ไม่ได้ผิด ชาเองก็ไม่ได้ผิด คนบ้านนั้นเขาก็ไม่ผิดถ้าเขาจะเกลียดเรา ความผิดมันเกิดจากผู้ชายที่เห็นแก่ตัวคนนั้นคนเดียว" "แม่..." "แม่แล้วแต่ชานะ อยากไปก็ไป ชามีพี่น้องไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว ไม่ใช่ลูกคนเดียว ไปรู้จักกันไว้ก็คงไม่เสียหายอะไร" "แต่ชาก็เป็นห่วงความรู้สึกของแม่นะ" "แม่ไม่เป็นไร ชาปฏิเสธเขาบ่อยไปแล้วนะ ไปรู้จักกันไว้ ก็ไม่เสียหายอะไร อย่างที่แม่บอกนั่นแหละ แต่ยังไงก็แล้วแต่ชานะ" พูดจบก็ลูบหัวลูกสาวเบา ๆ เพื่อเป็นการปลอบโยน "..." แล้วเธอก็คิดตามในแบบที่แม่เธอบอก เธอหลีกหนีไม่ไปพบคนบ้านนั้น มาหลายปีแล้วด้วยความรู้สึกที่กลัว แล้วก็ไม่รู้ว่า ครอบครัวของพ่อเธอ เขาจะรู้สึกยังไงกับการที่มีอยู่ของเธอ จะยินดีหรือว่าจะรังเกียจ แต่ด้วยที่ถึงขนาดนี้แล้ว ก็คงต้องไปเจอสักครั้ง เพื่อให้ปลดล็อคความรู้สึกตัวเองอีกขั้น เป็นกิจวัตรประจำวันของทุกวันก่อนจะนอน ที่ต้องคุยโทรศัพท์กับแฟนหนุ่ม (ภีม : พรุ่งนี้เราไปเดินเล่นกันอีกนะตัว เค้าอยากซื้อตุ๊กตาให้ตัว) "ช่วงนี้คงไม่ได้แล้ว แม่เค้าเข้มงวดมาก เพราะเรื่องที่ชอบกลับค่ำบ่อย ๆ ถ้ามีอีกโดนบ่นยาวแน่ ๆ กลับมาวันนี้ก็ยังบ่น" (ภีม : งั้นเหรอ เสียดายจัง ว่าแต่เค้าได้ยินแค่ตัวพูดถึงแม่ ไม่เคยพูดถึงพ่อเลย พ่อตัวไม่ดุเหรอ) "เอ่อ...ไม่หรอก พ่อเค้าไม่ยุ่งด้วยเท่าไหร่" เธอพูดด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา (ภีม : อ่อ ดีเหมือนกันนะ) ด้วยที่พ่อเธอมีอีกครอบครัวเลยไม่ได้มายุ่งเกี่ยว ทำให้เรื่องนี้เธอไม่ได้เปิดปากบอกเขาหรือว่าใคร แค่ความรู้สึกแม่เธอแย่ เธอก็รู้สึกแย่ตามมากพอแล้ว แล้วทั้งคู่ก็คุยกันนานกว่าชั่วโมง ก่อนจะวางสายเมื่อถึงเวลานอน เขาก็มักจะคุยพูดจาน่ารักแบบนี้กับเธอเสมอทุกวัน มีแฟนอ้อนเก่งแบบนี้ จะไม่ให้หลงรักได้ยังไงณ เขาใหญ่หลังจากเคลียร์ทุกอย่างที่กรุงเทพฯ เสร็จแล้ว ทั้งคู่ก็เดินทางกลับมาที่เขาใหญ่ต่อ เพราะหลังจากสร้างบ้านเสร็จแล้ว ก็ต้องเริ่มวางแปลนสร้างรีสอร์ทต่อทางผู้ใหญ่เลยตกลงกันว่า จะให้ทั้งคู่หมั้นและแต่งงานกันก่อน เพื่อที่ทั้งคู่จะอยู่ด้วยกันได้โดยไม่มีข้อคอรหาจากคนอื่นทั้งคู่มองบ้านหลังสีดำ ที่ตอนนี้เสร็จเรียบร้อยแล้ว ด้วยความรู้สึกที่ดีใจ ที่นี่คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้กลับมาเจอกันอีกครั้ง และต่อไปบ้านหลังนี้ก็คือบ้านของเราสองคน ที่เธอและเขาเป็นคนช่วยกันสร้างขึ้นมา ความฝันที่เคยอยากมีบ้านแบบนี้อยู่ด้วยกัน ตอนนี้มันเป็นจริงแล้วฟอดดดด“เค้ารักตัวนะที่รัก”“เค้าก็รักตัวมาก” เมื่อโดนกอดจากด้านหลัง เธอก็พลิกตัวกลับไป หันหน้าไปจ้องหน้าเขา มือบางก็โอบคอหนาวไว้ พร้อมกับหอมแก้มเขาเหมือนกัน“เรามีลูกกันไหมตัว”“...” ลูกเหรอ เธอก็ลืมเรื่องนี้ไปสนิทเลย แต่ที่ผ่านมาเธอก็ไม่เคยป้องกันเลยสักครั้ง จนลืมนึกถึงเรื่องนี้ไป“เค้าอยากมีลูกกับตัว”“เอ่อตัว...”“ตัวยังไม่พร้อมเหรอ” เมื่อเห็นสีหน้าดูตกใจของเธอ เขาก็ถึงกับหน้าถอดสี“เค้าไม่ได้ป้องกัน เลยสักครั้ง”“จริงเหรอ”“อือ เค้าลืมนึกถึงด้วยแหละ แต่นี่ก
ณ ร้านดอกไม้ Happy flower Cหลังจากเสร็จสิ้นความต้องการที่โรงแรมแล้ว ทั้งคู่ก็เดินจุงมือกัน มาหาแม่ของเธอที่ร้านดอกไม้ต่อ หญิงสาวยิ้มระรื่นอย่างอารมณ์ดี เดินเข้าไปสวมกอดผู้เป็นแม่จากด้านหลัง“อ้าว จะมาทำไมไม่บอกแม่ก่อน” เมื่อเห็นลูกสาวคนสวย ชลดาก็หันไปกอดเหมือนกัน“ไม่บอกที่ไหนล่ะ แม่ได้อ่าน LINE ไหม”“จริงสิ วันนี้แม่ยุ่งทั้งวันเลย แล้วนี่...” เมื่อหันไปเห็นผู้ชายที่อยู่ข้างหลังลูกสาว ชลดาก็ถึงกับขมวดคิ้ว“สวัสดีครับ ผมชื่อภีม เป็น...”“เอ่อ...แม่คะ นี่ภีมค่ะแฟนชา”“แฟน?”“คะ...เอ่อ”“แล้วไปมีแฟนตอนไหน ไปเจอกันได้ยังไง รู้จักกันนานหรือยัง” ชลดาถามอย่างต้องการคำตอบ“เอ่อ...”“แม่ อย่าถามรัวขนาดนั้นสิ ภีมหน้าซีดหมดแล้ว” พูดจบก็จับมือแฟนหนุ่มไว้ เพราะรู้ว่าตอนนี้เขากำลังประหม่า“ก็แม่อยากรู้ไง ชาไปทำงานตั้งหลายเดือนแล้ว แล้วเอาเวลาที่ไหนไปมีแฟน”“นี่คือภีม เจ้าของโครงการที่ชาไปทำงานให้ค่ะ”“เจ้าของโครงการเนี่ยนะ”“ครับแม่ เอ่อ...คือผมกับน้ำชา เราเคยเป็นแฟนกันช่วงมัธยม แล้วก็กลับมาเจอกันอีกครั้ง ตอนที่น้ำชาไปทำบ้านให้ผม แล้วเราสองคนก็...”“ดะ...ได้เจอกันที่นั่นค่ะแม่ ก็เลยตกลงกลับมาคบกัน
[“นี่คุณ! คุณจะให้น้ำชา ไปทำงานที่เขาใหญ่ได้ยังไง วิศวกรอยู่กันเต็มบริษัท สมองคุณ มันเพี้ยนไปแล้วหรือไง คุณคิดอะไรอยู่!”“ผมอยากให้ ผู้บริหารคนอื่นเห็น ว่าน้ำชาเก่งแค่ไหน จะได้เป็นที่ยอมรับกับทุกคนในอนาคต”“ไม่ฉันไม่ยอมนะ ให้ภาคไปทำเลย ฉันไม่ยอมให้ น้ำชาไปอยู่ไกล ๆ แบบนั้นหรอกนะ”“คุณ”“ถ้าลูกเป็นอะไรไป คุณจะทำยังไง ใครจะรับผิดชอบ”“...” ภาคที่นั่งฟังอยู่ ก็ลอบยิ้มด้วยความพอใจ เพราะเขากับพ่อและน้องชาย ก็ต่างรู้ดีว่าแม่ของพวกเขา รักและหวงน้ำชามากแค่ไหน เพียงแต่ไม่แสดงออกแค่นั้น“ใจเย็น ๆ ก่อนนะคุณ ผมรู้ว่าคุณรักน้ำชามาก แต่ลูกก็โตแล้วนะคุณ แล้วโปรเจคนี้ก็เป็นโปรเจคที่ใหญ่มาก ผมอยากให้ไปทำให้เต็มที่ แล้วอีกอย่าง โครงการนี้ก็เป็น โครงการของมาดามวารี อย่างน้อยก็คนกันเอง แล้วลูกหลานบ้านนั้น ก็มีแต่คนดี ๆ ด้วย”“...” จริงด้วย ถ้าได้ไปรู้จักกับคนดี ๆ ก็คงไม่เสียหายอะไร แต่ก็ยังรู้สึกห่วงมากอยู่ดี“นะคุณ ให้ลูกได้ลงมือทำด้วยตัวเองบ้าง ทุกวันนี้คุณก็แอบคอยช่วยอยู่ตลอด แบบนี้ลูกก็ไม่ถึงไหนสักทีสิ”“แต่ฉันก็ห่วงอยู่ดี งานที่บริษัทมีเยอะแยะไป ภาคควรไปไหม แกเป็นผู้ชายนะ จะให้น้องที่เป็นแค่ผู้หญิงต
นักข่าวที่อยู่ในงานตอนนี้ก็ต่างตกใจ ทำไมทั้งคู่ถึงกล้าควงกันมางานนี้ ทั้งที่กระแสสังคมกำลังโจมตีอย่างหนักหน่วงอยู่“ขอสัมภาษณ์หน่อยนะครับ” แล้วนักข่าวก็กู่เข้าไปขอสัมภาษทั้งสองคนด้วยที่ทั้งคู่ไม่ใช่ดาราหรือคนดัง ก็มองหน้ากันอย่างทำอะไรไม่ถูก ก็ไม่คิดว่านักข่าวจะมาเยอะกันขนาดนี้“ชา เข้าไปในงานก่อนนะ เดี๋ยวตรงนี้ภีมจัดการเอง” ด้วยที่เขารู้ว่าเธอไม่อยากให้ครอบครัว ทางพ่อของเธอต้องเดือดร้อน เขาก็เลยจะเป็นคนรับหน้า จัดการเรื่องนี้ด้วยตัวเอง“น้ำชา นี่มันเรื่องอะไรกัน” คุณหญิงจันทราที่อยู่ตรงนั้นก็เดินเข้ามาถาม ด้วยสีหน้าที่ตึงเครียด“เอ่อ...” เธอก็ได้แต่ก้มหน้า ด้วยความรู้สึกผิด งานวันนี้ต้องมาพังไม่เป็นท่าเพราะเรื่องของเธอแบบนี้หรือ“สวัสดีครับ ผมชื่อภีม พวกคุณอยากรู้เรื่องอะไรกันบ้าง วันนี้ผมจะตอบ” เมื่อเห็นสีหน้าที่ไม่ดีของแฟนสาว ที่กำลังมองมาอยู่ เขาก็รู้สึกไม่สบายใจเป็นอย่างมาก“นักข่าว : ขอเข้าเรื่องเลยครับ เรื่องมือที่สามนี่จริงไหมครับ”“ไม่จริงครับ เพราะผมกับแพรวเราไม่ได้เป็นอะไรกัน”“นักข่าว : อ้าว จะเป็นแบบนั้นไปได้ยังไงคะ ในเมื่อน้องแพรวเพิ่งให้สัมภาษณ์ไป”“อันนั้นผมไม่ทราบครั
“...” หญิงสาวตกใจจนอึ้งไป เมื่อรับรู้เรื่องนี้ เธอเองก็ไม่รู้มาก่อนเลย ว่าเขามีดีกรีการศึกษาถึงระดับนี้แล้วเสียงปรบมือก็ดังขึ้น หลายคนที่ยังจงรักภักดี ก็มองสองพ่อลูกอย่างปลื้มใจ ส่วนคนที่แปรพรรค ก็ก้มหน้าลงด้วยความรู้สึกละอายใจ“ทำให้เต็มที่นะภีม ทั้งบริษัทนี้ และสมบัติทุกอย่างของพ่อ มันเป็นของภีมแล้ว”แล้วเสียงปรบมือในห้องประชุมก็ดังขึ้น ทุกคนต่างต้อนรับท่านประธานคนใหม่ ที่ถูกแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ ในวันนี้เมื่อเข้ามาภายในห้องทำงาน สองพ่อลูกก็ต่างมองกัน ต่างคนต่างรู้สึกผิดไม่ต่างกัน“นี่แฟนภีมเหรอ” ดนัยจ้องหน้าว่าที่ลูกสะใภ้ อย่างไม่วางตา“ครับพ่อชื่อน้ำชา” เขาตอบรับพร้อมกับจับมือเธอแน่น“สวย น่ารักดีนะ”“ขอบคุณค่ะ” นรีกุลก็ตอบรับพร้อมกับยิ้มให้“เดี๋ยวพ่อจะให้คนเปลี่ยนห้องทำงานใหม่ให้หมดเลย ไม่ต้องอยู่ห้องที่มันเป็นเสนียด”“พ่อ...”“พ่อขอโทษนะลูก ทุกอย่างควรเป็นของภีมตั้งนานแล้ว พ่อไม่น่าโง่แบบนี้เลย”“อย่าโทษตัวเองเลยครับพ่อ ความจริงผมก็ไม่อยากได้อะไรหรอก แค่พ่อหายดีผมก็ดีใจมากแล้ว”“ก็ต้องหายสิ ได้พยาบาลพิเศษที่ใครก็ไม่รู้ จ้างให้มาดูแลทั้งที”“...”“ขอบใจมากนะลูก สำหรับทุกอย่า
ในบริษัทของดนัยวันนี้ เป็นวันประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น ซึ่งผู้บริหารแต่ละคนก็เข้ามาประชุมอย่างพร้อมเพรียง กว่าสี่ปีแล้วที่ดนัยป่วย และชนัชก็ขึ้นมาเป็น ผู้มีอำนาจแทนทุกอย่าง ตั้งแต่เขาเข้ามาทำ บริษัทก็เละเทะมาก ระบบทุกอย่างพังไปหมด ผู้บริหารส่วนหนึ่งก็ได้แต่คัดค้าน แต่สุดท้ายก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี ภวัตถูกให้เชิญ มาร่วมประชุมในวันนี้ด้วย เขาก็เลยถือโอกาสพานรีกุลมาด้วยเลย เนื่องจากผู้บริหารคนอื่น ก็เห็นว่าเขากลับมาแล้ว เขาควรจะมามีส่วนร่วมด้วย และเมื่อเป็นแบบนั้น เขาก็มาจริง ๆ เพราะก็อยากรู้เหมือนกัน ว่าคนที่พ่อเขาไว้ใจนักไว้ใจหนา จะใช้อำนาจบาดใหญ่กับคนอื่นได้ขนาดไหน “สวัสดีทุกคนครับ” เมื่อเข้ามาในห้องเขาก็ทักทายพร้อมกับยิ้มให้ เขาทำทุกอย่างเหมือนเดิม เหมือนคนที่เป็นเด็กไม่เอาไหนในวันนั้น จนผู้บริหารคนอื่นที่ไม่ชอบเขาอยู่แล้ว ก็มองอย่างไม่ชอบใจ เพราะบางส่วนโอนเอนไปทางชนัชกับชะเอม “สวัสดีค่ะ” นรีกุลก็ยกมือไหว้ทุกคนอย่างนอบน้อม “พี่ว่า นายมาก็เสียเวลานะ นี่กำลังคุยเรื่องงานกัน ประชุมผู้ถือหุ้น นายคงไม่รู้เรื่องอะไรแบบนี้” ชะเอมพูดอย่างเย้ยหยัน “ไม่เป็นไรครับ กล้าเชิญ ผมก็กล้ามา ผมแค่อย
จากนั้นเขาก็ผละใบหน้าหล่อออก ลุกขึ้นรีบถอดเสื้อผ้าที่สวมอยู่ออกอย่างรวดเร็ว จนเผยกร้ามหน้าท้องเป็นลอนสวย ดูสุขภาพดีของคนที่ออกกำลังกายอย่างหนัก“...” เธอได้แต่มอง ด้วยความรู้สึกที่หลงใหล ทุกเรื่องราวก่อนหน้านี้ เหมือนวางมันไว้หมดแล้วเขามองร่างกายแสนสวยที่ตัวเองโหยหา ก็นึกไม่ถึงเลยว่าจะมีวันนี้ วัน
คนบ้าอย่างเขาชักจะเยอะเกินไปแล้ว เธอจะไปไหนก็เรื่องของเธอไหม“เข้าใจไหม”“อือ! แล้วเรื่องงานมีอะไรอีก”“ไว้มีอีกจะบอกก็แล้วกัน”“หึ!” เธอก็ถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย เป็นแค่นายจ้าง ชักจะทำตัวเยอะอย่างเกินไปแล้ว“ตอนนี้ฉันก็ง่วงแล้วด้วย”“กะ...ก็นอนไปสิ นายจะนอนเตียงหรือนอนโซฟา” เมื่อเหลือบตาไปเห็นโซฟา
แล้วเขาก็ตั้งใจดูแบบบ้าน ทั้งยังอ่านสัญญาฉบับนั้น จนเวลาล่วงเลยกว่าชั่วโมง ก่อนจะจรดปลายปากกาเซ็น เขาลอบมองใบหน้าสวยของเธออีกครั้ง ทำไมใจเขามันเอาแต่โหยหาเธอแบบนี้ ทั้งที่ตอนนี้เธอมีคนอื่นไปแล้ว เขาก็ยังอยากจะทำเรื่องที่ผิด สั่งห้ามใจตัวเองไว้ไม่ได้จริง ๆ“ขอบคุณค่ะ พรุ่งนี้ถ้าคุณคุยกับคุณเอกภพเรีย
“ค่ะ เหนื่อยมากเพราะฉันยังไม่ชินทาง จะขับรถไปกลับแต่ละทีก็ยุ่งยาก” นรีกุลพูดอย่างมีเหตุผล และยิ่งวันนี้กว่าจะคุยงานกับเขาเสร็จ แล้วเธอต้องขับรถกลับตอนมืดอีก ก็ยังคิดไม่ตกเลยว่าจะน่ากลัวขนาดไหน“อ่อ งั้นเหรอ” แล้วเขาก็ยิ้มร้ายกาจออกมาอีกครั้ง“...” เธอมองหน้าเขาอย่างไม่เข้าใจ ยิ้มแบบนี้คืออะไร“ไหนง







