Masukสายลมยามค่ำคืนของมหาสุทรอันดามันนั้นไม่ได้สงบดั่งความมืดมิดที่เป็นอยู่แม้คลื่นลมจะสงบแต่เสียงคลื่นก็ยังครวญไปกับแสงประกายของท้องฟ้ายามค่ำคืน
มีเพียงแสงสีเสียงบนดาดฟ้าเรือของ st.mareya เท่านั้นที่ส่องสว่างแข่งกับแสงดาวในค่ำคืนนี้ เหล่าเซเลบริตี้ ไฮโซ เศรษฐี เศรษฐิณี ทั้งหลายที่มาร่วมงานประมูลเครื่องเพชรในค่ำคืนนี้ต่างประดับกายด้วยเครื่องเคราอัญมณี ราวกับตู้เพชรเคลื่นที่ก็มิปาน " คืนนี้มีข่าวว่าเราจะได้ยลโฉมเเมร์รี่เพอร์รี่นั้นคงจะเป็นจริงนะคะคุณหญิง...ดูนู้น..คุณไลอาห์ ที่เป็นเจ้าของเครื่องเพชรที่ว่สกันว่างามที่สุดทีเดียว" คุณนายนางหนึ่งที่ประดับประดาด้วยเพชรจนแสบตากระซิบคุยกันอย่างตื่นเต้นพลางชี้ชวนให้คู่สนทนาดูชายหนุ่มในชุดสูทสุดหรูสีน้ำตาลขับผิวสีน้ำผึ้งให้โดดเด่น ดวงหน้าคมเข้มกับแพขนตาที่งอนหนาคล้ายชาวตะวันออกไกลดวงตาสีอำพันสุกสกาวราวกับแสงของดาวงดาวที่ประกายอนู่ในหน่วยตา ร่างสูงกำยำตึงแน่นที่แม้จะหลบซ่อนในชุดสูทก็มองออกว่ากล้ามนั้นแน่นตึงน่าขยำขนาดไหน นั่นทำให้หญิงสาวน้อยใหญ่ต่างพากันเหลียวมองชายหนุ่มหน้าตาดีดีกรีสูงคนนี้ไม่วางสายตากันทีเดียว อัญชันกับเพียงจันทร์เองที่ยืนหลบมุมอยู่ไกลๆ ก็อดชื่นชมความงดงามของชายหนุ่มนั้นด้วยไม่ได้ แต่ถึงอย่างนั้นสองสาวก็คิดเพียงว่าคนๆ นี้หล่อเท่านั้นไม่ได้คิดว่าน่าจับจ้องไปมากกว่าอาหารอันหรูหราที่เติมได้ไม่อั้นตรงหน้ามากกว่า " จริงๆ แล้วป้าหมี่บอกว่าพนักงานห้ามมางานประมูลเด็ดขาด...แต่ทำไมเราเข้ามาได้ล่ะพี่ดาว" อัญชันกระซิบพลางหยิบชอตเค้กขนาดพอดีคำเข้าปาก ชุดราตรีหรูหราเครื่องเพชรพลอยแสบตา มันช่างต่างกับเธอสองคนที่มีเพียงชุดเดรสธรรมดากับสร้อยจากร้านทุกอย่างร้อยเดียว "ไม่รู้สิ...ป้าอ้วนพาเรามานี่นา...เราไม่ผิดหรอก...รีบกินรีบกลับเถอะ...ขืนอยู่อีกนิดตาคงจะบอดแน่ๆ" เพียงจันทร์บอกพลางหยิบไก่อบเข้าปากไม่หยุดมือ " เพราะพวกแกต้องมาอยู่เป็นเพื่อนพี่ต่างหาก...ให้พี่มาเจออีพวกตู้เพชรเคลื่อนที่แบบนี้คนเดียว ได้ตาบอดจริงๆ แบบที่ยัยดาวว่า" เสียงอันคุ้นหูพูดเรียกให้สองสาวหันไปดูต้นเสียง ร่างอวบๆ อันคุ้นตาในชุดสูทยืนทำหน้ามุ่ยข้างหลังพวกเธอ "พี่ฟ้า!!!" สองสาวประสานเสียงดีใจจนแทบกระโดด " พี่มาได้ยังไง...ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน!!" อัญชันถามอย่างตื่นเต้น " มาเช็คงานหน่ะ...อีพวกถาดวางเครื่องเพชรนั่นไง...พี่เขยของพวกแกก็มาด้วยนะ...แต่ไปตกปลากับพวกลูกเรือที่ท้ายเรือนุ้น" นภัทธาทำหน้าเหนื่อยใจพลางส่ายหัว " พีคในพีคคือพี่แต่งตัวนี่แหล่ะ!!" เพียงจันทร์ มองอีกฝ่ายอย่างไม่เชื่อสายตา เพราะหญิงสาวตรงหน้าไม่แม้แต่จะชอบแต่งตัวแบบนี้ด้วยซ้ำไป " นานๆ ทีก็แต่งได้...แต่แบบตู้เพชรพวกนี้ก็ไม่ไหว...สะดุดล้มที เงินที่เอามาแขวนที่ตัวหายแน่ๆ แต่ละอัน...ฉันสร้างบ้านได้สิบหลังมั้ง" นภัทธาพูดพลางยกแก้วเครื่องดื่มขึ้นดื่มพลางทำหน้าปุเลี่ยนๆ ราวกับว่ากำลังดื่มยาอะไรสักอย่างลงไป ด้านหลังเวทีห้องพักของเหล่านางแบบที่ได้รับเกียตริให้เป็นพรีเซนต์เตอร์เครื่องเพชรน้ำงามราคาหลายสิบล้าน กำลังวุ่นวายเพราะเสียงโวยวายเอาแต่ใจของนางแบบชื่อดังกระฉ่อนโลกอย่าง มิสซูซี่ เซอร์เรสเทีย "ทำไมฉันถึงไม่ได้เดินฟินนาเล่ห์ แมร์รี่เพอร์รี่!!!" เสียงแสบแก้วหูของนางแบบสาวหวีดร้องอย่าอารมณ์เสีย " ต้องขอโทษด้วยนะคะซิส!!เป็นคำสั่งของท่านไลอาห์ให้มิสใส่ อาร์คซอว์ แทนค่ะ" ดีไซน์เนอร์ตอบเสียงสั่นเครือ เธอได้แต่อดกลั้นกับความงี่เง่าของหญิงสาว " งั้นฉันจะไม่ใส่!!!...หากคุณไลอาห์จะให้ฉันใส่...ให้เขาไปหาฉันที่ห้องเอาเองก็แล้วกัน" ว่าแล้วร่างบางก็เดินสะบัดกายออกจากห้องแต่งตัวออกไป โดยนึกกระหยิ่มใจไปว่าชายหนุ่มต้องไปตามหาเธอแน่นอน และการที่เขาไปตามหาเธอที่ห้องเท่ากับประกาศถึงความสัมพันธ์ของเธอและเขาจะเป็นที่โจษจันท์ไปทั่วโลกเป็นแน่นอน คิดไปแล้วเรียวปากอิ่มของนางแบบสาวก็กระหยิ่มยกขึ้นอย่างหยามใจ ดวงหน้ามนรูปไข่ ผิวขาวเนียนราวกับแสงของดวงจันทร์ เรียวปากกระจับได้รูป ยามเธอยิ้มนั้นราวกับแสงดาวที่ประปรายอยู่บนฟ้า เธอเปล่งประกายเมื่อเธอหัวเราะกับเพื่อนๆ ชุดเดรสธรรมดาๆ ของเธอแม้จะไม่หรูหราแต่กลับขับผิวขาวๆ นั้นให้เด่นออกมา เขามองเธออยู่นานแล้ว มองหญิงสาวที่ไม่โดดเด่นสำหรับใครๆ แต่กลับตรึงใจของเขาจนกระทั่งตอนนี้เขากลับไม่สามารถวางตาได้ลง " คุณไลอาห์...ขออภัยนะคะ..." ดีไซน์เนอร์กระซิบรายงานให้แก่ผู้เป็นเจ้านายเรื่องที่มิสซูซี่คัดค้านการใส่อาร์คซอว์และยืนยันที่จะใส่ แมร์รี่เพอร์รี่แทน " ไม่ใส่ก็ไม่ต้องใส่สิแมร์รี่เพอร์รี่มีคนที่เหมาะสมกว่า...อาร์คซอว์ก็ด้วย..." ใบหน้าคมพยักหน้าไปยังกลุ่มสาวๆ ที่อีกฝากของกาบเรือ พวกเธอยังคงมีความสุขกับอาหารตรงหน้าไม่ได้สนใจความวิบวับของเครื่องเพชรราคาแพงแต่อย่างใด " คุณหนูตระกูลธาราลัยหรือคะ" ดีไซน์เนอร์เพ่งมองร่างบางในชุดราตรีสีสดที่ยืนกระมิดกระเมี้ยนอยู่อีกฝั่งของกาบเรือ " ไม่ใช่...สามคนที่นั่งอยู่ตรงโน้นต่างหาก" เขาชี้เลยหญิงสาวคนนั้นไป ทางสามสาวที่นั่งทานอาหารกันอย่างอเร็จอร่อยและมีเพียงสามคนนั้นเท่านั้น ที่กำลังนั่งอยู่ " นั่น...ไม่ใช่นางแบบนะคะ...ดูๆ แล้วน่าจะเป็นพนักงานมากกว่า" ดีไซน์เนอร์คัดค้านเพราะความสลัวๆ ของแสงไฟและความวิวับของเหล่าไฮโซทั้งหลาย ทำให้เขาดูไม่ค่อยขาดว่าหญิงสาวที่เจ้านายของตนต้องการนั้นเหมาะกับเครื่องเพชรราคาหลายสิบล้านได้ยังไง " รีบไปจัดการสิ..." คำสั่งที่เป็นคำขาดนั้นทำเอาดีไซน์เนอร์ที่มากประสบการ์ณอย่าง เซรีนถึงกับถอนใจ แต่ก็ไม่อาจขัดขืนคำสั่งของเจ้านายของตนได้ "ไม่ว่าหน้าไหนๆ ก็เอาแต่ใจชะมัด...เห้อ!!!ชีวิตฉัน!!!" หญิงสาวบ่นกระปอดกระแปดสิบสี่สิบแปดไปจนสุดทาง แต่ยิ่งไปถึงกลุ่มของสามสาวเสียงบ่นก็เบาลง เธอเริ่มมองเห็นความงามที่คู่ควรกับแมร์รี่เพอร์รี่แล้ว รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความจริงใจใสซื่อนั้น และผิวราวกับจันทร์ฉายนั่นต้องทำให้แมร์รี่เพอร์รี่โดดเด่นขึ้นมาเป็นแน่นอน ส่วนอีกคนที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็เหมือนกับเธอเองก็ควรค่าแก่อาร์กซอว์ อัญมณีสีชมพูอ่อน " ขออภัยนะคะสาวๆ ที่มารบกวนเวลาสนุกของคุณ...ดิฉัน เซรีนค่ะ ดีไซน์เนอร์ของบริษัท โลอาห์จิลเวล ค่ะ คือ...ไม่ขออ้อมค้อมนะคะ...อยากจะขอให้พวกคุณช่วยเหลือเราหน่อยได้ไหมคะ" เซรีนยื่นนามบัตรให้แก่หญิงสาวทั้งสาม พลางเอ่ยขอความช่วยเหลือทันทีโดยไม่ปล่อยให้เวลานั้นเสียเปล่า ใบหน้าที่อมทุกข์นั้นทำเอาสามสาวอดที่จะเป็นกังวลไม่ได้ " มีอะไรให้เราช่วยเหรอคะ" นภัทธาออกหน้าถามอีกฝ่ายแทนน้องๆ " ตรงนี้ไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่ขอเชิญสาวๆ ทางนี้ได้ไหมคะ" เซรีนร้องขออีกครั้งพลางเดินนำสามสาวไปยังหลังเวทีที่เป็นห้องแต่งตัวของนางแบบ " พอดีว่านางแบบที่เราจ้างมาเดินแบบเกิดปัญหาเล็กน้อยทางเราเองก็ขาดคนพอดี อยากจะขอความช่วยเหลือของคุณมาเดินแบบให้เราได้ไหมคะ" เซรีนชักชวน แน่นอนว่าปฏิกริยาของสามสาวนั้นไม่ได้เป็นไปตามคาด สองสาวที่เธอหมายปองไว้ใบหน้าถอดสีพลางส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน เว้นเสียแต่อีกคนที่ขมวดคิ้วมุ่นเคร่งเครียด " พวกฉันเดินไม่ได้หรอกค่ะ" อัญชันปฏิเสธพลางถอยหลังหลบอยู่ด้านหลังของนภัทธา เพียงจันทร์นั้นไม่ได้พูดอะไรแต่ก็ถอยหลบไปกับอัญชันเช่นกัน " ต้องขอโทษด้วยนะคะคุณเซรีน...ของมีค่าพวกนี้พสกน้องๆ ของฉันไม่กล้าใส่หรอกค่ะหายขึ้นมาไม่ต้องเป็นหนี้หัวโตเลยหรือคะ...ต้องขอโทษด้วยนะคะ" นภัทธายกมือไหว้พลางรีบจูงมือสองสาวออกไปจากงาน พวกเธอทั้งสามเริ่มรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาทันที เครื่องเพชรราคาหลายร้อยล้านพวกเธอรับผิดชอบไม่ไหวหรอกหากทำของเขาหายไป สามสาวรีบก้าวเท้ากึ่งเดินกึ่งวิ่งจนมาถึงท้ายเรือ " ตอนแรกก็สนุกอยู่นะ...แต่มาเจออีแบบนี้น่ากลัวจะตายชัก" อัญชันทำท่าขนลุก พลางหอบน้อยๆ " นั่นสิ...ฉันเคยอ่านข่าวมานะที่ว่ามันมีกระบวนการขโมยเพชรอะไรกันแล้วคนที่ซวยก็คือนางแบบอะไรแบบนี้" เพียงจันทร์ทรุดกายลงบนเก้าอี้พลางหอบเพราะเหนื่อยจากการวิ่งกึ่งเดินมาตลอดทาง " พี่ว่าพวกเอ็งรีบไปพักเถอะอีแบบนี้อันตรายชะมัดเดี๋ยวพี่จะไปตามหาพี่ปีก่อนตีสี่พี่ก็ลงกลับขึ้นฝั่งกันแล้ว พวกเอ็งตั้งใจทำงานล่ะ" นภัทธาโบกมือลาน้องๆ พลางไล่ให้ทั้งคู่เข้าไปพักผ่อนให้เต็มที่ก่อนที่จะได้ทำงานกันอีกหลายต่อหลายวัน ส่วนตัวเองก็รีบเดินหายไปจากทางเดินเพื่อไปตามหาสามีของตนเสียงจากกองไฟลั่นเปรี๊ยะๆทำลายความเงียบในคืนที่ดึกสงัด อัญชันเหม่อมองท้องฟ้าที่ดาษดื่นไปด้วยดวงดาวที่ประกายพราวบนฟากฟ้า ร่างสูงกำยำที่นั่งเงียบๆอยู่ข้างๆใช้ไม้เขี่ยขี้เถ้าเล่นแก้เบื่อ เขาไม่อยากรบกวนเวลาของหญิงสาวแต่ก็ไม่อยากห่างจากเธอหลังจากอาบน้ำแล้วเขาก็รีบนำผ้าห่มมาให้เธอห่มกันหนาว อัญชันนั่งเงียบมานานกว่าสิบนาทีแล้วและเขาก็ไม่อยากรบกวนอะไรเธอจึงได้แต่นั่งเงียบๆ " ทำไมคุณยึดติดกับคนอย่างฉันนัก" อัญชันพูดทำลายความเงียบไลอาร์ชะงักเล็กน้อยที่เธอยอมเปิดปากพูดกับเขาเสียที " นั่นสิ...ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน..รู้แต่เพียงว่าผมมีความสุขทุกครั้งที่อยู่กับคุณและลูก" เขาตอบ " ฉันไม่ได้สวยเหมือนนางแบบงานก็ทำไม่ค่อยเป็นแถมไม่ได้มียศฐาอะไรติดตัว...ฉันจะอยู่ข้างๆคุณได้ไหม...คนอื่นๆจะไม่ดูถูกคุณเอาเหรอ" อัญชันถามเธอรู้สึกกระอักกระอ่วนใจที่อยากจะฟังคำตอบหากเขาบอกว่าเธอจะต้องเป็นเพียงนางในฮาเร็มหัวใจของเธอคงจะเจ็บปวดอีกเป็นแน่ " คุณก็ถามอะไรแปลกๆ...ที่คฤหาสน์ตะวันดาราเป็นคฤหาสน์ของนายหญิงแห่งฮาลันน่าร์คนที่ดำรงตำแหน่งนายหญิงเท่านั้นถึงจะอยู่ที่นั่นได้ นั่นหมายถึงว่าคุณคู่ควรที่จะอยู่ที่นั
แดดรอนๆยามทินกรจะลับเหลี่ยมเมฆา ท้องฟ้าเปล่งประกายสีแสดจ้าสวยสดงดงามดั่งภาพวาดที่ถูกจินตนาการขึ้น สานลมหนาวเริ่มพัดเอื่อยๆบ่งบอกว่าใกล้ถึงฤดูหนาวอย่างเต็มตัว บ้านไม้หลังเล็กบนยอดเขาในภาคเหนือของประเทศกลับอบอุ่นไปด้วยผู้คนมากมายที่กำลังเล่าเรื่องราวต่างๆรอบๆกองไฟกองเล็กๆที่ก่อขึ้น " เรื่องนี้น่ากลัวเกินไปแล้วนะคะคุณอัญ...ตัวแบบนั้นจะมีจริงๆหรือคะ" ริสากอดเด็กชายตัวอวบอ้วนเอาไว้ในอ้อมแขนรู้สึกสยดสยองไปกับเรื่องเล่าของอัญชัน " มีจริงสิริสา...ตอนเด็กๆฉันก็เคยเห็นมากับตานะ...มีแต่หัวกับเครื่องในลอยไปๆมาๆหน้าซีดๆขาวๆสยดสยองพิกล" อัญชันเล่าย้ำถึงอมนุษย์ชื่อดังที่คนทะ่วประเทศไทยได้รู้จัก เธอรู้สึกเหมือนโดนเบียดโดยคนร่างยักษ์กับร่างบางๆที่กอดลูกชายของเธอเอาไว้แน่นอก " ผีหรือวิญญาณมันต้องโปร่งแสงเป็นเงาขาวๆไม่ใช่หรือครับ" เรนดอลฉงนสงสัย " นั่นน่ะวิญญาณค่ะแต่อมนุษย์ที่ฉันเล่านั้นเป็นกึ่งผีหรือวิญญาณค่ะดวงไฟของมันจะส่องแสงแวววาวสุกๆเหมือนลูกไฟและชอบกินของสกปรกค่ะ" อัญชันเล่าขยี้ความน่ากลัวทว่า ใบหน้าของเรนดอลกลับเบิกโพลงดวงตาค้างเติ่งอยู่กับลูกไฟที่วับๆแวมๆตรงข้างนอกรั้ว "บะ...แบบนั้นเห
คำพูดของริสาทำให้อัญชันนั้นตกอยู่ในความคิดนานเเสนนานจนกระทั่งเสียงเล็กๆของลูกชายเรียกสติเธอให้กลับมา "แม่เป็นไอใยเหรอ...ภูผาเรียกตั้งนานแม่ก็เหม่ออยู่นั้นแหล่ะ" เขาถาม " แม่ไม่ได้เป็นอะไรครับ...แค่คิดไม่ตกว่าจะทำอะไรกินกันดี" เธอตอบลูกชายแม้ว่าความจริงแล้วเธอไม่ได้คิดแบบนั้นอยู่สักนิดเดียว " ภูผาอยากกินหมูกะทะ...อยากกินกับพวกคุณลุงคุนน้า...ได้ไหมครับแม่...นะนะนะ" เด็กชายออดอ้อนเขาคิดถึงช่วงเวลาแห่งความสุขที่เขาได้รับยามที่อยู่กับคุณลุงคุณน้าและอยากแบ่งปันช่วงเวลานั้นให้แม่ของเขาอีกอย่างช่วงเวลาหมูกระทะคือช่วงเวลาที่เขาเองก็โปรดปรานที่สุดเช่นกัน " ก็ได้ๆ...งั้นเราไปซื้อของกันเถอะ" อัญชันตอบตกลงพลางจูงมือลูกชายของตนขึ้นรถเพื่อไปจ่ายตลาด ริสาที่ตื่นเต้นกับหมูกระทะที่เด็กน้อยพูดถึงนั้นก็พลอยตื่นตาตื่นใจรอชิมเมนูที่เรียกได้ว่านิยมที่สุดในประเทศก็ได้ บ้านพักหลังเล็กๆถูกยกมาทั้งหลังแล้ววางบนรากฐานที่ปรับแต่งรออยู่ก่อนแล้วด้วยอำนาจของเงินตราจึงทำให้บ้านพักหลังเล็กๆใหญ่ๆผุดขึ้นบนที่ดินตรงข้ามบ้านของอัญชันไลอาร์ควบคุมดูแลการทำงานอย่างใกล้ชิดในทุกขั้นตอนโดยเฉพาะสนามเด็กเล่นขนาดย่อมที่
" แม่ครับๆคุณลุงคนนั้นมาแก้งแม่ใจ้ไหม" เสียงเล็กๆถามผู้เป็นแม่ขณะกำลังวาดรูปเล่นด้วยกันอยู่ เด็กชายตัวน้อยๆมองเห็นรถคันหรูจอดอยู่นอกรั้วบ้านมาหลายวันแล้วไกล้ๆกันเป็นเต้นท์หลังใหญ่ที่มีพี่ชายพี่สาวและคุณลุงอาศัยอยู่ ทุกๆวันเขาจะเห็นคุณลุงเดินตามแม่ของเขาประจำ ส่วนพี่สาวและพี่ชายก็มักจะเล่นกับเขาอยู่บ่อยๆทำไห้เขาไม่รู้สึกเหงาเหมือนแต่ก่อน ยางครั้งเขาก็จะได้กินขนมและได้ของเล่นเยอะแยะจากคนแปลกหน้านั้นถึงแม้แม่ของเขาจะเมินเฉยต่อกลุ่มคนเหล่านั้นแต่ก็ไม่ได้ห้ามให้เขาไปคลุกคลีกับคนเหล่านั้นแม้แต่น้อย " เขาไม่ได้แกล้งแม่หรอกลูก...แต่แม่แค่ไม่อยากคุยกับเขา " อัญชันตอบลูกชายเด็กน้อยนั้นไร้เดียงสาจนทำเอาอัญชันรู้สึกผิดที่ไม่ได้บอกลูกชายว่าคุณลุงที่เขาพูดถึงนั้นก็คือพ่อแท้ๆของเขา " แต่ภูผาชอบพวกเขานะ...แต่ถ้าเขาแก้งแม่ภูผาก็ไม่ชอบ" เด็กชายหันไประบายสีหุ่นยนต์ตัวโตต่อ คำพูดของเด็กชายภูผาวัยสี่ขวบทำเอาอัญชันถึงกับน้ำตารื้น เธอจูบหน้าผากลูกชายสุดที่รักแล้วกระเซ้าแหย่กันสนุกสนาน " ภูผาคิดถึงพ่อไหม" อัยชันถาม " ไม่รู้จิ..." เด็กน้อยตอบตามความรู้สึก เพราะตั้งแต่รู้ความได้เขาก็อยู่ด้
"แม่ครับๆดูสิๆภูผาสูงๆด้วยหล่ะครับ!!" เด็กชายตัวน้อยกระโดดโลดเต้นบนเครื่องเล่นปีนป่ายในสวนสาธารณะไกล้ๆโรงเรียน " ระวังตกนะลูก!!" " ค้าบบบบ" อัญชันร้องเตือนบุตรชายตัวน้อยของเธอและเขาก็ตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงเล็กๆน่าเอ็นดู อัญชันมองดูลูกชายของตนเล่นกับเพื่อนๆสนุกสนานเธอก็ปริ่มไปด้วยความสุขเช่นเดียวกับลูกชาย ไลอาร์เห็นร่างบางที่คุ้นเคยบนม้าหินอ่อน เธอคือคนที่เขาคิดถึงสุดหัวใจมาตลอดห้าปีที่ผ่านมามือหนากำสร้อยรูปผีเสื้อที่เคยเป็นของเธอเอาไว้แน่น เขาอยากเข้าไปกอดเธอและทวงถามถึงเหตุผลที่เธอหนีเขาไปทว่าบางสิ่งบางอย่างที่จุกอยูในอกนั้นต่างหากที่ยังคงรั้งเขาเอาไว้อยู่ที่เดิม เด็กชายตัวอ้วนอวบที่เรียกเธอว่าแม่ คือลูกชายของอัญชันไม่ผิดแน่ๆ แต่เขากลับไม่แน่ใจว่าหลังจากที่เธอจากเขามา ใจของเธอนั้นอยู่ที่ใครอีกหรือเปล่า กาลเวลามันเปลี่ยนผันใจคนก็อาจจะเปลี่ยนเช่นกัน ไลอาร์จำไม่ได้แล้วว่าเขามองหญิงสาวกับลูกชายของเธออยู่แบบนี้กี่วันแล้ว รู้เพียงแต่เขาดีใจทุกครั้งที่ได้เห็นเธอ " นายท่านไม่เข้าไปหานายหญิงเหรอครับ" เรนดอลถามใขข้อสงสัยเขารู้ดีว่าเจ้านายของเขานั้นคิดถึงนายหญิงของเขามากแค่ไหนแต่ที่เ
แสงแดดของประเทศไทยนั้นร้อนแรงเสียยิ่งกว่าอะไร แข่งกับสายลมจากทิศตะวันตกที่พัดแรงจนหมวกที่สวมอยู่บนหัวแทบจะปลิว ร่างบางยืนปาดเหงื่อสู้กับแสงแดดท่ามกลางหุบเขาที่รายล้อมไปด้วยทุ่งข้าวโพดสีเหลืองทอง อัญชันเหลือบมองรอบกายที่หลายๆ คนกำลังก้มหน้าก้มตาเก็บฝักข้าวโพดที่กำลังได้ที่ใส่กระสอบ เธอเห็นร่างเล็กๆ ที่กำลังนั่งเล่นอยู่ภายใต้ร่มเงาไม้ใหญ่" ภูผา!!! ตักน้ำให้แม่หน่อยสิ!!! " เธอตะโกนบอกร่างเล็กๆ นั้น เด็กชายตัวอ้วนกลมที่มีดวงตาสีอำพันมองตามเสียงเรียกของมารดาก่อนจะค่อยๆ คลานลงจากขนำท้ายไร่และวิ่งมาหาแม่ของเขาพร้อมกับน้ำเย็นๆ หนึ่งแก้ว มืออ้วนป้อมยื่นแก้วน้ำให้มารดา ใบหน้าอ้วนกลมเล็กๆ นั้นส่งยิ้มให้แก่เธอก่อนจะวิ่งกลับไปที่ขนำภูผา ลูกชายสุดที่รักของอัญชันดวงแก้วดวงใจของเธอนั้นหน้าตาคล้ายเธอมากเว้นเสียแต่ดวงตาที่คมและมีสีเดียวกับพ่อของเขา ไลอาร์ หลังจากที่เธอส่งไลอาร์กลับแคว้นฮาลัน เธอก็รีบหนีเขามายังแดนเหนือสุดในสยามเพื่อตัดความสัมพันธ์ของเธอกับเขาตามคำที่มหาราณีขอร้อง (ข่มขู่) อีกทั้งเธอเองก็ไม่ได้อยากผูกมัดกับเขาให้เขาต้องมาลำบากใจเพราะเธอสองคนแม่ลูก อัญชันใช้เงินที่มีทั้งหมดลงทุนทำส







