Mag-log inข่าวลือทั่วเมืองหลวง
เมืองหลวงต้าเยี่ยนไม่เคยขาดเรื่องซุบซิบนินทาโดยเฉพาะเรื่องของสตรีและหากสตรีผู้นั้นเกี่ยวข้องกับ “หยางเซียวหาน” ราชครูผู้เย็นชาราวเทพเซียน ข่าวลือนั้นยิ่งแพร่เร็วราวไฟลามทุ่ง เพียงข้ามคืน ชื่อของ “เวินซูฉี” ก็กลายเป็นเรื่องขบขันของคนทั้งเมือง ร้านน้ำชา โรงเตี๊ยม ตลาดสด แม้แต่ในเรือนคุณหนูตระกูลใหญ่ ต่างพูดถึงนางไม่หยุด
“ได้ยินหรือไม่ คุณหนูสามจวนเวินปีนเตียงราชครูจริง ๆ”
“สตรีเช่นนั้นยังมีหน้าอยู่ในเมืองหลวงอีกหรือ”
“ข้าได้ยินว่าราชครูรังเกียจนางจนไม่ยอมแม้แต่จะมองหน้า”
“สมควรแล้ว หญิงไร้ยางอายเช่นนั้น ต่อให้เปลือยกายอยู่ตรงหน้า บุรุษดี ๆ คนใดจะอยากแตะต้อง”
เสียงหัวเราะดังลั่นทั่วโรงเตี๊ยม บุรุษหลายคนยกจอกสุราขึ้นพลางหัวเราะเยาะ
“แต่เวินซูฉีก็หน้าตาดีอยู่ไม่น้อยนะ”
“หน้าตาดีแล้วอย่างไร หญิงที่ไร้ศักดิ์ศรีก็ไม่ต่างจากหญิงคณิกา”
“ได้ยินว่าราชครูเกือบจะส่งนางเข้าคุกด้วยซ้ำ”
“หากเป็นข้า ข้าคงให้คนตีจนตาย!”
เสียงเหล่านั้นดังลอดเข้าหูคนผู้หนึ่งที่นั่งอยู่มุมโรงเตี๊ยม ชายชุดดำยกถ้วยชาขึ้นดื่ม สีหน้าเย็นชาไม่เปลี่ยน โม่เฉินปรายตามองผู้คนรอบด้านอย่างรำคาญ คนพวกนี้กล้าพูดถึงราชครูเหมือนเป็นเรื่องสนุกจริง ๆ เขาหันกลับไปมองบุรุษตรงหน้า
“นายท่าน จะให้ข้าปิดปากพวกเขาหรือไม่ขอรับ”
หยางเซียวหานนั่งนิ่งริมหน้าต่าง ดวงตาคมทอดมองถนนด้านล่าง “ไม่จำเป็น”
โม่เฉินลังเล “แต่ข่าวลือเริ่มหนักขึ้นเรื่อย ๆ แล้วขอรับ”
หยางเซียวหานวางถ้วยชาลงช้า ๆ “ปากคน ปิดได้ทั้งหมดหรือ”
โม่เฉินเงียบ… นั่นก็จริง ยิ่งห้าม คนยิ่งพูด ทันใดนั้น เสียงโต๊ะข้าง ๆ ก็ดังขึ้นอีก
“พวกเจ้าว่าเวินซูฉีจะยังกล้ามีชีวิตอยู่ต่อหรือไม่”
“ถ้าเป็นข้า คงผูกคอตายไปแล้ว”
“ได้ยินว่านางยังหน้าด้านปฏิเสธการแต่งงานกับราชครูอีก!”
“ฮ่า ๆๆ เรื่องนี้ข้าไม่เชื่อเด็ดขาด นางคงเล่นละครยั่วราชครูมากกว่า”
“ถูกต้อง หญิงเช่นนั้นมีหรือจะไม่อยากแต่ง!”
เสียงหัวเราะดังขึ้นอีกครั้ง โม่เฉินขมวดคิ้วแต่สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจ คือหยางเซียวหานกลับไม่พูดอะไรบุรุษผู้เย็นชากำลังทอดสายตามองออกไปด้านนอกเงียบ ๆ ในหัวเขากลับปรากฏภาพหญิงสาวคนหนึ่ง
“ใครอยากแต่งกับท่านกัน?” น้ำเสียงนั้นยังคงชัดเจน ไม่ใช่การเสแสร้ง ไม่ใช่ความเขินอายแบบสตรีทั่วไป แต่มันคือความรำคาญจริง ๆ หยางเซียวหานหรี่ตาลง เขาไม่ชอบความรู้สึกนี้ ยิ่งคิดถึงเวินซูฉี เขายิ่งรู้สึกเหมือนตนกำลังถูกนางลากเข้าไปในเกมบางอย่างและเขาเกลียดการถูกควบคุมที่สุด อีกด้านหนึ่งภายในเรือนหลานเยว่ ชิงเอ๋อร์วิ่งเข้ามาอย่างร้อนรน
“คุณหนู! แย่แล้วเจ้าค่ะ!”
เวินซูฉีที่กำลังอ่านตำราเงยหน้าขึ้น “ไฟไหม้หรือ”
ชิงเอ๋อร์ชะงัก “มะ… ไม่ใช่เจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นอย่าเสียงดัง ข้าปวดหัว”
เวินซูฉีวางตำราลงอย่างสงบ ชิงเอ๋อร์แทบร้องไห้ “ตอนนี้ทั้งเมืองกำลังพูดถึงท่านอยู่เจ้าค่ะ!”
“อ้อ”
“อ้อหรือเจ้าคะ!” ชิงเอ๋อร์แทบกระโดด “พวกเขาพูดเสียหายมากนะเจ้าคะ!”
เวินซูฉีหยิบถ้วยชาขึ้นจิบ “ให้ข้าเดา… พวกเขาคงด่าว่าข้าไร้ยางอาย”
“ใช่เจ้าค่ะ!”
“บอกว่าข้าหน้าด้าน”
“ใช่เจ้าค่ะ!”
“และคงพูดว่าราชครูรังเกียจข้ามาก”
ชิงเอ๋อร์พยักหน้าหงึก ๆ เวินซูฉีพ่นลมหายใจเบา ๆ “ก็จริงทุกอย่างนี่”
ชิงเอ๋อร์อึ้ง “คุณหนู!”
เวินซูฉีหัวเราะเบา ๆ “เหตุใดเจ้าทำหน้าเหมือนโลกจะแตกเช่นนั้น”
“แต่พวกเขาดูถูกท่านนะเจ้าคะ!”
“แล้วอย่างไร” ชิงเอ๋อร์นิ่งไป เวินซูฉีวางถ้วยชา ดวงตาสงบนิ่งผิดกับหญิงสาวทั่วไป
“ปากอยู่ที่พวกเขา ข้าจะไปห้ามได้หรือ”
“แต่ว่า…”
“ยิ่งดิ้นรน คนยิ่งสนุก” นางยิ้มมุมปากราวสะใจบางอย่าง “บางครั้ง การไม่สนใจคือวิธีทำให้คนพวกนั้นอึดอัดที่สุด”
ชิงเอ๋อร์มองคุณหนูของตนอย่างไม่เข้าใจ หากเป็นเมื่อก่อน เวินซูฉีคงร้องไห้ฟูมฟาย หรือไม่ก็วิ่งออกไปอาละวาดใส่คนทั้งเมืองแล้วแต่ตอนนี้นางกลับสงบจนน่าประหลาด เวินซูฉีลุกขึ้นเดินไปที่หน้าต่าง สายลมเย็นพัดเส้นผมยาวของนางเบา ๆ ในโลกเดิม นางผ่านการถูกนินทามามากพอแล้ว ตอนเริ่มทำงานใหม่ ๆ ผู้หญิงในบริษัทเคยนินทาว่านางใช้หน้าตาไต่เต้าผู้บริหาร ทั้งที่ความจริง นางแทบไม่มีเวลานอนด้วยซ้ำ ตอนนั้นนางเคยร้องไห้ เคยโกรธ เคยอยากอธิบาย แต่สุดท้ายก็พบว่าคนที่อยากเกลียดเรา ต่อให้อธิบายอย่างไร เขาก็ยังเกลียด ดังนั้นเสียเวลาไปทำไม ทันใดนั้น เสียงหัวเราะดังขึ้นจากด้านนอกเรือน
เวินซูฉีมองมือของตนเอง “แต่ตอนนี้ข้ารู้แล้วว่า การเปลี่ยนชะตาไม่ใช่เพียงการทำลายศัตรู”“แล้วคืออะไร”“คือการเลือกว่าจะใช้ชีวิตที่เหลืออย่างไร”นางหันกลับมามองเขา “ข้าเลือกไม่อยู่กับความแค้น เลือกไม่ปล่อยให้อดีตตัดสินว่าข้าควรเป็นคนเช่นใด และเลือกอยู่กับคนที่ข้ารัก”แววตาของหยางเซียวหานอ่อนลงทันที“ข้าดีใจที่เจ้ากล่าวเช่นนี้”“ท่านเคยกลัวว่าข้าจะจากไปหรือ”เขาไม่ลังเล “กลัวสิ”“แม้ผ่านมาหลายปีแล้วหรือ”“ความกลัวบางอย่างไม่หายไปง่าย ๆ”เวินซูฉีมองเขาด้วยความเข้าใจ หลังจากวันที่นางเกือบตาย หยางเซียวหานไม่เคยลืมความรู้สึกสูญเสีย แม้เขาจะเรียนรู้ที่จะไม่ควบคุมนางมากเกินไป แต่ทุกครั้งที่นางออกจากเมืองหรือไปยังสถานที่เสี่ยง เขายังคงเงียบผิดปกติและรออยู่จนกว่านางจะกลับ นางจึงยกมือแตะแก้มเขา“ข้าจะไม่จากไปง่าย ๆ”“เจ้าสัญญาแล้ว”“ข้าจำได้”“เจ้าบอกว่าจะอยู่กับข้าจนผมขาว”เวินซูฉีมองเส้นผมของเขา ก่อนพบเส้นสีเงินเล็ก ๆ บริเวณขมับ“ท่านเริ่มมีผมขาวแล้ว”หยางเซียวหานชะงัก “ตรงไหน”นางยื่นมือไปแตะ “ตรงนี้”เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย เวินซูฉีหัวเราะ“ท่านกลัวแก่หรือ”“ไม่”“เช่นนั้นเหตุใดทำหน้าเช่นนี้”“ข้
“เช่นนั้นช่วงเช้าพักเสียบ้าง”“ข้ากำลังอ่านจดหมาย มิได้ทำงานหนัก”หยางเซียวหานเหลือบมองจดหมายบนโต๊ะ“เมืองเหนือมีเรื่องใด”“สถานพยาบาลแห่งใหม่เปิดสอนได้แล้ว เด็กสาวในเมืองนั้นจะมีโอกาสเรียนรู้วิชาแพทย์มากขึ้น”เวินซูฉียิ้ม “เมื่อก่อนสตรีจำนวนมากไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะอ่านตำรา แต่ตอนนี้พวกนางกำลังจะได้เรียนในสิ่งที่ต้องการ”หยางเซียวหานรินชาให้นาง “นี่คือสิ่งที่เจ้าสร้างขึ้น”“ไม่ใช่ข้าคนเดียว”“แต่หากไม่มีเจ้า เรื่องนี้คงไม่เกิด”เวินซูฉีมองไออุ่นที่ลอยขึ้นจากถ้วยชา“ข้าเพียงไม่อยากให้หญิงสาวคนอื่นต้องใช้ชีวิตอย่างที่ข้าเคยเผชิญ”หยางเซียวหานนั่งลงข้างนาง “เจ้าทำสำเร็จแล้ว”นางเงยหน้ามองเขา “ยังไม่ทั้งหมด”“เจ้าจะเปลี่ยนคนทั้งแผ่นดินหรือ”“หากเปลี่ยนได้ก็ดี”เขาหัวเราะเบา ๆ “สมกับเป็นเจ้า”เวินซูฉีเองก็ยิ้มตาม ลมพัดกลีบดอกเหมยตกลงบนโต๊ะหนึ่งกลีบ นางยื่นมือไปรับไว้ แล้วความทรงจำมากมายก็ไหลย้อนกลับมาในใจ ครั้งหนึ่ง นางเคยตื่นขึ้นมาในชีวิตที่เต็มไปด้วยข้อกล่าวหาชื่อเวินซูฉีในวันนั้นคือสัญลักษณ์ของความไร้ยางอาย ผู้คนหัวเราะเยาะนาง มองว่านางเป็นหญิงร้ายผู้คิดปีนขึ้นสู่ที่สูงด้วยเล่ห์เหลี่ยม แ
“ต่อให้วันหนึ่งข้าไม่มีตำแหน่ง ไม่มีอำนาจ และไม่เหลือสิ่งใด”“ท่านยังมีข้า”นางตอบโดยไม่ลังเล หยางเซียวหานกอดนางแน่นขึ้น“ใช่” เขากล่าว “เพียงมีเจ้า ข้าก็ไม่ต้องการสิ่งใดอีก”เวินซูฉีเงยหน้าขึ้นมองเขา “อย่าพูดเช่นนั้น ท่านยังต้องทำงานเพื่อแผ่นดิน”“ตอนนี้ยังพูดเรื่องงานอีกหรือ”“ข้าเพียงเตือนว่าท่านยังเป็นราชครู”“คืนนี้ข้าเป็นเพียงสามีของเจ้า”เวินซูฉีเลิกคิ้ว “แล้วท่านสามีต้องการสิ่งใด”หยางเซียวหานก้มลงจนหน้าผากแตะกับหน้าผากนาง “ขอจูบเจ้าได้หรือไม่”นางมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบเสียงเบา“ได้”เขาจึงประทับริมฝีปากลงมาอย่างอ่อนโยน จุมพิตนั้นไม่มีความรีบร้อน ไม่มีความหวาดกลัว และไม่มีความรู้สึกว่าทั้งสองอาจต้องจากกันในวันรุ่งขึ้น มันเป็นเพียงจุมพิตของสามีภรรยาคู่หนึ่ง ในคืนธรรมดาใต้ต้นเหมยที่กำลังผลิบาน เต็มไปด้วยความรัก ความเชื่อใจ และคำสัญญาว่าจะใช้ชีวิตที่เหลือร่วมกัน เมื่อทั้งสองแยกออกจากกัน เวินซูฉียังคงยืนอยู่ในอ้อมแขนเขา“กลับเข้าเรือนเถิด” หยางเซียวหานกล่าว“ท่านเริ่มเป็นห่วงว่าข้าจะหนาวอีกแล้วหรือ”“ใช่”“เมื่อครู่ยังพูดเสียซาบซึ้ง ตอนนี้กลับมาเป็นราชครูขี้กังวลเหมือนเดิม”“
เวินซูฉีหลุบตาลงชั่วครู่ เพื่อซ่อนความร้อนที่ขึ้นมาบริเวณขอบตา แต่หยางเซียวหานยังคงเห็น เขายกมือขึ้นแตะข้างแก้มนางอย่างอ่อนโยน“เมื่อก่อนข้าไม่เคยกลัวความตาย” เขากล่าว “แต่หลังจากมีเจ้า ข้ากลับกลัว”“เพราะเหตุใด”“เพราะข้ายังอยากใช้ชีวิตกับเจ้าอีกนาน”คำตอบเรียบง่ายนั้นบาดลึกเข้าไปในหัวใจของนาง“ข้าอยากเห็นดอกไม้ในสวนนี้บานทุกปี” เขากล่าวต่อ “อยากเถียงกับเจ้าเรื่องงานราชการ อยากถูกเจ้าตำหนิว่าเป็นคนหวงเกินไป อยากกินอาหารที่เจ้าตักให้ และอยากตื่นขึ้นมาเห็นเจ้าอยู่ข้างกายทุกเช้า”หยางเซียวหานหยุดไปชั่วครู่ ราวกับกำลังรวบรวมทุกความรู้สึกที่เก็บไว้ในใจมานาน“ข้าไม่ได้รักเจ้าเพราะเจ้าช่วยชีวิตฝ่าบาท ไม่ได้รักเพราะเจ้าฉลาดหรือกล้าหาญ ไม่ได้รักเพราะคนทั้งเมืองยอมรับเจ้า”เขามองนางด้วยสายตาที่มั่นคงที่สุด “ข้ารักเจ้าเพราะเจ้าเป็นเวินซูฉี”คำพูดนั้นทำให้เวินซูฉีไม่อาจซ่อนน้ำตาได้อีก หยดน้ำใสเอ่อขึ้นตรงขอบตา ก่อนจะไหลลงข้างแก้มช้า ๆ หยางเซียวหานใช้นิ้วเช็ดให้นางทันที“เหตุใดจึงร้องไห้”“เพราะท่านพูดมากเกินไป”“ข้าพูดผิดหรือ”“ไม่ผิด” นางส่ายหน้า “แต่ข้าไม่เคยคิดว่าท่านจะพูดคำเหล่านี้ได้”“ข้าเอ
“ข้าเพียงถามว่า หากเกิดโรคระบาดแล้วงบไม่พอรักษา เขาจะรับผิดชอบหรือไม่”เวินซูฉีหัวเราะ “นั่นเรียกว่ากดดัน”“ข้าพูดความจริง”“ได้ ข้าไม่เถียงกับท่าน”หยางเซียวหานมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถาม “เจ้าดีใจหรือไม่”“ดีใจสิ คนยากจนจะได้รับการรักษามากขึ้น”“เช่นนั้นก็ดี”เวินซูฉีสังเกตเห็นว่าเขาดูเงียบผิดปกติ แม้ปกติหยางเซียวหานจะพูดน้อย แต่คืนนี้คล้ายมีสิ่งใดอยู่ในใจ นางจึงถามตรง ๆ“ท่านมีเรื่องจะพูดกับข้าหรือ”เขาชะงักเล็กน้อย “เหตุใดจึงถาม”“ท่านมองข้ามาหลายครั้งแล้ว”“ข้ามองเจ้าไม่ได้หรือ”“ได้ แต่สายตาของท่านวันนี้ไม่เหมือนทุกวัน”หยางเซียวหานเงียบไป เวินซูฉีจึงหันมาเผชิญหน้าเขาเต็มตัว“เกิดเรื่องใดขึ้น”“ไม่มีเรื่องร้าย”“เช่นนั้นเหตุใดจึงลังเล”เขามองนางนิ่งอยู่นาน ก่อนก้มลงมองมือที่กุมกันอยู่“ข้าเพียงนึกถึงเรื่องหนึ่ง”“เรื่องใด”“ข้าไม่เคยบอกรักเจ้าอย่างที่ควรจะพูด”เวินซูฉีชะงัก “ท่านบอกแล้ว”“ไม่เหมือนกัน”“แตกต่างอย่างไร”หยางเซียวหานเงยหน้าขึ้นมองนาง“ทุกครั้งที่ข้าบอกรักเจ้า มักเป็นเวลาที่เกิดอันตราย หรือหลังจากเกือบสูญเสียเจ้าไป”เขากล่าวช้า ๆ “ครั้งแรก ข้าพูดขณะเจ้าหมดสติ ไม่รู
“เซียวหาน”“อืม”“ขอบคุณ”เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย “เรื่องใด”“ทุกเรื่อง”“ข้าไม่ต้องการคำขอบคุณจากเจ้า”“เช่นนั้นต้องการอะไร”หยางเซียวหานมองนางนิ่ง ก่อนตอบ “ต้องการให้เจ้าอยู่กับข้าเช่นนี้”เวินซูฉียิ้ม “ข้าจะอยู่”เขายื่นมือออกมา นางวางมือลงบนฝ่ามือนั้นอย่างคุ้นเคย ทั้งสองเดินกลับเรือนเคียงกัน แสงอาทิตย์ยามบ่ายทอดเงาของพวกเขาลงบนทางหินเป็นเงาสองสายที่เชื่อมต่อกัน เวินซูฉีมองเงานั้นแล้วรู้สึกสงบอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนนางไม่ได้กลัวว่าวันพรุ่งนี้จะเกิดอะไร ไม่ได้คิดว่าจะต้องต่อสู้กับผู้ใด และไม่ได้รู้สึกว่าความสุขตรงหน้าจะถูกพรากไปทุกเมื่อเหมือนแต่ก่อนเพราะนางเข้าใจแล้วว่า ความสงบไม่ได้หมายถึงชีวิตจะไม่มีพายุอีกเลย หากหมายถึงการมีที่ยืนมั่นคงแม้พายุจะหวนกลับมา นางมีบ้าน มีคนที่รัก มีงานที่มีความหมาย และมีหัวใจที่ไม่ต้องหลบซ่อนความรู้สึกอีกต่อไปเวินซูฉีเคยมีชีวิตอยู่เพื่อเอาตัวรอด เคยใช้ความแค้นเป็นแรงผลักดัน และเคยคิดว่าความอ่อนโยนคือจุดอ่อน แต่วันนี้นางสามารถยืนใต้ดอกเหมยที่ผลิบาน ยิ้มให้เด็กคนหนึ่ง และเดินจับมือสามีกลับบ้านโดยไม่ต้องสวมเกราะป้องกันหัวใจนี่คือความสงบที่นางแลกมาด้วยทุกสิ
รอยยิ้มของหลิวซื่อแข็งค้าง บรรยากาศเริ่มกดดันขึ้นเรื่อย ๆ ชิงเอ๋อร์มองคุณหนูของตนด้วยสายตาเป็นประกาย เมื่อก่อนคุณหนูสามไม่มีวันกล้าพูดเช่นนี้ แต่ตอนนี้…นางกลับกดดันฮูหยินรองจนพูดไม่ออก เวินซูฉีปิดสมุดบัญชีช้า ๆ“ข้าไม่สนว่าเมื่อก่อนเป็นอย่างไร” นางลุกขึ้นยืน “แต่ต่อจากนี้ เงินของเรือนหลานเยว่ ห้ามข
“แต่หากข้าได้ยินว่ามีคนพูดลับหลังอีก…” รอยยิ้มบนริมฝีปากค่อย ๆ จางลง “ข้าจะขายผู้นั้นออกนอกเมืองทันที”บ่าวทุกคนหน้าซีดเผือด เวินซูฉีหันหลังเดินออกจากเรือนครัวอย่างสงบ ชิงเอ๋อร์รีบตามไป พลางกระซิบด้วยความตื่นเต้น“คุณหนู ท่านเก่งมากเจ้าค่ะ! ดูสิ พวกมันกลัวจนหน้าขาวหมดแล้ว!”เวินซูฉีหัวเราะเบา ๆ “คน
เสียงหัวเราะดังขึ้นทันที ชายผู้นั้นหน้าแดงจัด“เจ้า… หญิงไร้ยางอาย!”เวินซูฉีเดินเข้าไปใกล้ สีหน้ายังคงสงบ “แล้วอย่างไร”ชายคนนั้นชะงัก เวินซูฉีมองเขาตรง ๆ“ข้าปีนเตียงราชครูแล้วไปหนักหัวเจ้าหรือ” คนทั้งตลาดเงียบกริบ ชิงเอ๋อร์แทบหยุดหายใจ คุณหนู! พูดออกมาตรง ๆ เช่นนี้เลยหรือ! เวินซูฉียกยิ้ม“หรือเจ้
“คุณหนูสามอยู่หรือไม่เจ้าคะ”ชิงเอ๋อร์หน้าเปลี่ยนทันที “เป็นคนของคุณหนูใหญ่เจ้าค่ะ”เวินซูฉียกคิ้ว “เชิญเข้ามา”ไม่นาน สาวใช้สองคนก็เดินเข้ามาพร้อมถาดผ้าไหมและกล่องเครื่องประดับ คนด้านหน้าคือ “หงซิ่ว” สาวใช้ข้างกายเวินเยว่หลัน นางยิ้มหวานพลางคำนับ“คารวะคุณหนูสาม”เวินซูฉีนั่งลงอย่างเกียจคร้าน “มีอ







