LOGIN“คุณ… คุณหนู!” เวลานั้นนางแทบเป็นลม เวินซูฉีจำได้ทันทีจากความทรงจำ สาวใช้คนนี้ชื่อ “ชิงเอ๋อร์” เป็นคนเดียวในจวนที่จริงใจกับเจ้าของร่าง ชิงเอ๋อร์รีบคุกเข่า
“บ่าวผิดเองเจ้าค่ะ บ่าวดูแลคุณหนูไม่ดี…” เวินซูฉีรีบเข้าไปพยุงนางขึ้น
“ลุกเถอะ ไม่เกี่ยวกับเจ้า”
ชิงเอ๋อร์ชะงัก คุณหนู… พูดกับนางดี ๆ เช่นนั้นรึ? ก่อนที่เด็กสาวจะทันคิดต่อ เสียงเย็นของหยางเซียวหานก็ดังขึ้น
“พาคุณหนูสามกลับจวนเดี๋ยวนี้” ชิงเอ๋อร์ตัวสั่นทันที ข่าวนี้ถ้าหลุดออกไป คุณหนูสามจบสิ้นแน่! เวินซูฉีเองก็รู้ ในยุคโบราณ ชื่อเสียงผู้หญิงสำคัญยิ่งกว่าชีวิต แต่แปลกตรงที่นางไม่รู้สึกอะไรเลย อาจเพราะนี่ไม่ใช่ชีวิตเดิมของนาง หญิงสาวหันกลับไปมองหยางเซียวหาน
“เรื่องเมื่อคืน หากท่านไม่พูด ข้าก็ไม่พูด”
“…”
“ถือว่าไม่เคยเกิดขึ้น” พูดจบ นางก็เดินออกจากห้องทันที ทิ้งให้หยางเซียวหานยืนนิ่งอยู่ที่เดิม สายตาคมมองตามแผ่นหลังนั้นอย่างครุ่นคิด ผิดปกติ มันผิดปกติเกินไป หญิงอย่างเวินซูฉีไม่มีทางยอมถอยง่าย ๆ แน่ หรือว่านางกำลังเล่นละครใหม่? ชายหนุ่มหรี่ตาลง
“โม่เฉิน” ขณะนั้นเงาดำปรากฏตัวขึ้นเงียบ ๆ ชายร่างใหญ่ในชุดคลุมสีทมึนปรากฏตัวขึ้นขณะค้อมตัวลงช้า ๆ
“นายท่าน”
“เจ้าจงไปสืบมาให้ข้าเดี่ยวนี้”
“ขอรับ”
หยางเซียวหานมองประตูที่ปิดลงช้า ๆ “ข้าอยากรู้… นางกำลังคิดอะไรกันแน่”
อีกด้านหนึ่ง เวินซูฉีกำลังนั่งอยู่ในรถม้ากลับจวนเวิน ชิงเอ๋อร์ลอบมองผู้เป็นนายอย่างหวาด ๆ
“คุณหนู…”
“หืม?”
“ท่าน… ไม่เป็นอะไรจริงหรือเจ้าคะ”
เวินซูฉียิ้มบางก่อนตอบ “ข้าเหมือนคนเป็นอะไรหรือ”
ชิงเอ๋อร์อึ้ง คุณหนูสามในอดีตเอาแต่ร้องไห้ โวยวาย และอาละวาด แต่ตอนนี้กลับสงบนิ่งจนเหมือนคนละคน เวินซูฉีถอนหายใจเบา ๆ แล้วเปิดม่านรถม้าออก เมืองหลวงโบราณอันคึกคักปรากฏต่อสายตา ผู้คนแต่งชุดฮั่นโบราณ ร้านค้าเรียงราย เสียงพ่อค้าแม่ค้าดังระงม ทุกอย่างเหมือนความฝัน แต่เวินซูฉีรู้ดี นี่คือความจริง นางตายแล้ว และกำลังเริ่มชีวิตใหม่… ในร่างหญิงร้ายที่คนทั้งเมืองเกลียดชัง หญิงสาวยกมือขึ้นแตะหน้าอกตนเอง หัวใจยังเต้นแรง ไม่ใช่เพราะกลัวแต่เป็นความรู้สึกเหมือนกำลังจะได้เริ่มเกมใหม่อีกครั้ง ริมฝีปากแดงค่อย ๆ ยกยิ้ม
“น่าสนุกดีนี่…”
รถม้าของจวนเวินแล่นผ่านถนนหินในเมืองหลวงอย่างเชื่องช้า เสียงล้อบดกับพื้นดังกรอดแกรด สลับกับเสียงผู้คนสองข้างทางที่เริ่มตื่นจากยามเช้า ร้านค้าเปิดประตู แม่ค้าเริ่มตั้งแผง คนขายซาลาเปาร้องเรียกลูกค้า ทว่าภายในรถม้ากลับเงียบจนได้ยินแม้แต่เสียงลมหายใจ เวินซูฉีนั่งพิงผนังรถม้า ดวงตาหลุบต่ำมองฝ่ามือของตนเอง มือคู่นี้เรียวเล็ก ขาวนวล นุ่มนิ่มเหมือนคนไม่เคยจับงานหนัก ไม่ใช่มือของนาง แม้จะผ่านมาระยะหนึ่งแล้ว แต่นางก็ยังรู้สึกประหลาดอยู่ดี
เมื่อคืนก่อนนางยังเป็นหญิงสาวจากโลกปัจจุบัน ผู้ทำงานหนักจนแทบไม่มีเวลาหายใจ วัน ๆ ต้องวิ่งไล่ตามงาน เอกสาร ลูกค้า และหัวหน้าที่เหมือนเกิดมาเพื่อดูดพลังชีวิตผู้อื่น แต่วินาทีถัดมา นางกลับลืมตาขึ้นบนเตียงของบุรุษแปลกหน้า ไม่ใช่บุรุษธรรมดาเสียด้วย แต่เป็น “หยางเซียวหาน” ราชครูแห่งแคว้นต้าเยี่ยน
บุรุษผู้ทรงอำนาจ เย็นชา และเกลียดชังเจ้าของร่างนี้เข้าไส้ เวินซูฉีหลับตาลงช้า ๆ ความทรงจำของร่างเดิมยังคงปะปนอยู่ในหัวราวกับเศษกระจกแตก เจ้าของร่างเดิมเป็นคุณหนูสามแห่งจวนเวิน บุตรสาวภรรยาเอกผู้ล่วงลับ แต่หลังมารดาตาย นางก็ถูกฮูหยินรองกดขี่ ถูกพี่สาวต่างมารดาหลอกใช้ และถูกทั้งเมืองมองว่าเป็นหญิงไร้ยางอาย
ความโง่เขลาหลายอย่างของนาง ไม่ใช่เพราะนางเลวโดยกำเนิด แต่เพราะไม่มีใครสอน ไม่มีใครปกป้อง และไม่มีใครรักนางจริง เวินซูฉีถอนหายใจเบา ๆ
“ชีวิตเจ้านี่… หนักไม่เบาเลยนะ”
ชิงเอ๋อร์ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ สะดุ้งเมื่อได้ยินคุณหนูพูดคนเดียว
“คุณหนูว่าอะไรนะเจ้าคะ”
เวินซูฉีลืมตา มองสาวใช้น้อยตรงหน้า ชิงเอ๋ออายุราวสิบหกสิบเจ็ด ใบหน้ากลมเล็ก ดวงตาแดงก่ำเพราะร้องไห้มาตลอดทาง นางกำชายกระโปรงแน่น สีหน้าทั้งกังวล ทั้งหวาดกลัว เวินซูฉีถามเสียงเรียบ
“เจ้ากลัวอะไรกัน”
ชิงเอ๋อร์เม้มปาก “บ่าว… บ่าวกลัวว่าพอกลับถึงจวนแล้ว นายท่านจะลงโทษคุณหนูเจ้าค่ะ”
เวินซูฉีเลิกคิ้ว “ลงโทษรึ?”
“เรื่องเมื่อคืน…” ชิงเอ๋อร์พูดเสียงเบาลง “หากนายท่านรู้ว่าคุณหนูไปค้างคืนที่จวนราชครู ข่าวลือจะต้อง…”
เวินซูฉีมองมือของตนเอง “แต่ตอนนี้ข้ารู้แล้วว่า การเปลี่ยนชะตาไม่ใช่เพียงการทำลายศัตรู”“แล้วคืออะไร”“คือการเลือกว่าจะใช้ชีวิตที่เหลืออย่างไร”นางหันกลับมามองเขา “ข้าเลือกไม่อยู่กับความแค้น เลือกไม่ปล่อยให้อดีตตัดสินว่าข้าควรเป็นคนเช่นใด และเลือกอยู่กับคนที่ข้ารัก”แววตาของหยางเซียวหานอ่อนลงทันที“ข้าดีใจที่เจ้ากล่าวเช่นนี้”“ท่านเคยกลัวว่าข้าจะจากไปหรือ”เขาไม่ลังเล “กลัวสิ”“แม้ผ่านมาหลายปีแล้วหรือ”“ความกลัวบางอย่างไม่หายไปง่าย ๆ”เวินซูฉีมองเขาด้วยความเข้าใจ หลังจากวันที่นางเกือบตาย หยางเซียวหานไม่เคยลืมความรู้สึกสูญเสีย แม้เขาจะเรียนรู้ที่จะไม่ควบคุมนางมากเกินไป แต่ทุกครั้งที่นางออกจากเมืองหรือไปยังสถานที่เสี่ยง เขายังคงเงียบผิดปกติและรออยู่จนกว่านางจะกลับ นางจึงยกมือแตะแก้มเขา“ข้าจะไม่จากไปง่าย ๆ”“เจ้าสัญญาแล้ว”“ข้าจำได้”“เจ้าบอกว่าจะอยู่กับข้าจนผมขาว”เวินซูฉีมองเส้นผมของเขา ก่อนพบเส้นสีเงินเล็ก ๆ บริเวณขมับ“ท่านเริ่มมีผมขาวแล้ว”หยางเซียวหานชะงัก “ตรงไหน”นางยื่นมือไปแตะ “ตรงนี้”เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย เวินซูฉีหัวเราะ“ท่านกลัวแก่หรือ”“ไม่”“เช่นนั้นเหตุใดทำหน้าเช่นนี้”“ข้
“เช่นนั้นช่วงเช้าพักเสียบ้าง”“ข้ากำลังอ่านจดหมาย มิได้ทำงานหนัก”หยางเซียวหานเหลือบมองจดหมายบนโต๊ะ“เมืองเหนือมีเรื่องใด”“สถานพยาบาลแห่งใหม่เปิดสอนได้แล้ว เด็กสาวในเมืองนั้นจะมีโอกาสเรียนรู้วิชาแพทย์มากขึ้น”เวินซูฉียิ้ม “เมื่อก่อนสตรีจำนวนมากไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะอ่านตำรา แต่ตอนนี้พวกนางกำลังจะได้เรียนในสิ่งที่ต้องการ”หยางเซียวหานรินชาให้นาง “นี่คือสิ่งที่เจ้าสร้างขึ้น”“ไม่ใช่ข้าคนเดียว”“แต่หากไม่มีเจ้า เรื่องนี้คงไม่เกิด”เวินซูฉีมองไออุ่นที่ลอยขึ้นจากถ้วยชา“ข้าเพียงไม่อยากให้หญิงสาวคนอื่นต้องใช้ชีวิตอย่างที่ข้าเคยเผชิญ”หยางเซียวหานนั่งลงข้างนาง “เจ้าทำสำเร็จแล้ว”นางเงยหน้ามองเขา “ยังไม่ทั้งหมด”“เจ้าจะเปลี่ยนคนทั้งแผ่นดินหรือ”“หากเปลี่ยนได้ก็ดี”เขาหัวเราะเบา ๆ “สมกับเป็นเจ้า”เวินซูฉีเองก็ยิ้มตาม ลมพัดกลีบดอกเหมยตกลงบนโต๊ะหนึ่งกลีบ นางยื่นมือไปรับไว้ แล้วความทรงจำมากมายก็ไหลย้อนกลับมาในใจ ครั้งหนึ่ง นางเคยตื่นขึ้นมาในชีวิตที่เต็มไปด้วยข้อกล่าวหาชื่อเวินซูฉีในวันนั้นคือสัญลักษณ์ของความไร้ยางอาย ผู้คนหัวเราะเยาะนาง มองว่านางเป็นหญิงร้ายผู้คิดปีนขึ้นสู่ที่สูงด้วยเล่ห์เหลี่ยม แ
“ต่อให้วันหนึ่งข้าไม่มีตำแหน่ง ไม่มีอำนาจ และไม่เหลือสิ่งใด”“ท่านยังมีข้า”นางตอบโดยไม่ลังเล หยางเซียวหานกอดนางแน่นขึ้น“ใช่” เขากล่าว “เพียงมีเจ้า ข้าก็ไม่ต้องการสิ่งใดอีก”เวินซูฉีเงยหน้าขึ้นมองเขา “อย่าพูดเช่นนั้น ท่านยังต้องทำงานเพื่อแผ่นดิน”“ตอนนี้ยังพูดเรื่องงานอีกหรือ”“ข้าเพียงเตือนว่าท่านยังเป็นราชครู”“คืนนี้ข้าเป็นเพียงสามีของเจ้า”เวินซูฉีเลิกคิ้ว “แล้วท่านสามีต้องการสิ่งใด”หยางเซียวหานก้มลงจนหน้าผากแตะกับหน้าผากนาง “ขอจูบเจ้าได้หรือไม่”นางมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบเสียงเบา“ได้”เขาจึงประทับริมฝีปากลงมาอย่างอ่อนโยน จุมพิตนั้นไม่มีความรีบร้อน ไม่มีความหวาดกลัว และไม่มีความรู้สึกว่าทั้งสองอาจต้องจากกันในวันรุ่งขึ้น มันเป็นเพียงจุมพิตของสามีภรรยาคู่หนึ่ง ในคืนธรรมดาใต้ต้นเหมยที่กำลังผลิบาน เต็มไปด้วยความรัก ความเชื่อใจ และคำสัญญาว่าจะใช้ชีวิตที่เหลือร่วมกัน เมื่อทั้งสองแยกออกจากกัน เวินซูฉียังคงยืนอยู่ในอ้อมแขนเขา“กลับเข้าเรือนเถิด” หยางเซียวหานกล่าว“ท่านเริ่มเป็นห่วงว่าข้าจะหนาวอีกแล้วหรือ”“ใช่”“เมื่อครู่ยังพูดเสียซาบซึ้ง ตอนนี้กลับมาเป็นราชครูขี้กังวลเหมือนเดิม”“
เวินซูฉีหลุบตาลงชั่วครู่ เพื่อซ่อนความร้อนที่ขึ้นมาบริเวณขอบตา แต่หยางเซียวหานยังคงเห็น เขายกมือขึ้นแตะข้างแก้มนางอย่างอ่อนโยน“เมื่อก่อนข้าไม่เคยกลัวความตาย” เขากล่าว “แต่หลังจากมีเจ้า ข้ากลับกลัว”“เพราะเหตุใด”“เพราะข้ายังอยากใช้ชีวิตกับเจ้าอีกนาน”คำตอบเรียบง่ายนั้นบาดลึกเข้าไปในหัวใจของนาง“ข้าอยากเห็นดอกไม้ในสวนนี้บานทุกปี” เขากล่าวต่อ “อยากเถียงกับเจ้าเรื่องงานราชการ อยากถูกเจ้าตำหนิว่าเป็นคนหวงเกินไป อยากกินอาหารที่เจ้าตักให้ และอยากตื่นขึ้นมาเห็นเจ้าอยู่ข้างกายทุกเช้า”หยางเซียวหานหยุดไปชั่วครู่ ราวกับกำลังรวบรวมทุกความรู้สึกที่เก็บไว้ในใจมานาน“ข้าไม่ได้รักเจ้าเพราะเจ้าช่วยชีวิตฝ่าบาท ไม่ได้รักเพราะเจ้าฉลาดหรือกล้าหาญ ไม่ได้รักเพราะคนทั้งเมืองยอมรับเจ้า”เขามองนางด้วยสายตาที่มั่นคงที่สุด “ข้ารักเจ้าเพราะเจ้าเป็นเวินซูฉี”คำพูดนั้นทำให้เวินซูฉีไม่อาจซ่อนน้ำตาได้อีก หยดน้ำใสเอ่อขึ้นตรงขอบตา ก่อนจะไหลลงข้างแก้มช้า ๆ หยางเซียวหานใช้นิ้วเช็ดให้นางทันที“เหตุใดจึงร้องไห้”“เพราะท่านพูดมากเกินไป”“ข้าพูดผิดหรือ”“ไม่ผิด” นางส่ายหน้า “แต่ข้าไม่เคยคิดว่าท่านจะพูดคำเหล่านี้ได้”“ข้าเอ
“ข้าเพียงถามว่า หากเกิดโรคระบาดแล้วงบไม่พอรักษา เขาจะรับผิดชอบหรือไม่”เวินซูฉีหัวเราะ “นั่นเรียกว่ากดดัน”“ข้าพูดความจริง”“ได้ ข้าไม่เถียงกับท่าน”หยางเซียวหานมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถาม “เจ้าดีใจหรือไม่”“ดีใจสิ คนยากจนจะได้รับการรักษามากขึ้น”“เช่นนั้นก็ดี”เวินซูฉีสังเกตเห็นว่าเขาดูเงียบผิดปกติ แม้ปกติหยางเซียวหานจะพูดน้อย แต่คืนนี้คล้ายมีสิ่งใดอยู่ในใจ นางจึงถามตรง ๆ“ท่านมีเรื่องจะพูดกับข้าหรือ”เขาชะงักเล็กน้อย “เหตุใดจึงถาม”“ท่านมองข้ามาหลายครั้งแล้ว”“ข้ามองเจ้าไม่ได้หรือ”“ได้ แต่สายตาของท่านวันนี้ไม่เหมือนทุกวัน”หยางเซียวหานเงียบไป เวินซูฉีจึงหันมาเผชิญหน้าเขาเต็มตัว“เกิดเรื่องใดขึ้น”“ไม่มีเรื่องร้าย”“เช่นนั้นเหตุใดจึงลังเล”เขามองนางนิ่งอยู่นาน ก่อนก้มลงมองมือที่กุมกันอยู่“ข้าเพียงนึกถึงเรื่องหนึ่ง”“เรื่องใด”“ข้าไม่เคยบอกรักเจ้าอย่างที่ควรจะพูด”เวินซูฉีชะงัก “ท่านบอกแล้ว”“ไม่เหมือนกัน”“แตกต่างอย่างไร”หยางเซียวหานเงยหน้าขึ้นมองนาง“ทุกครั้งที่ข้าบอกรักเจ้า มักเป็นเวลาที่เกิดอันตราย หรือหลังจากเกือบสูญเสียเจ้าไป”เขากล่าวช้า ๆ “ครั้งแรก ข้าพูดขณะเจ้าหมดสติ ไม่รู
“เซียวหาน”“อืม”“ขอบคุณ”เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย “เรื่องใด”“ทุกเรื่อง”“ข้าไม่ต้องการคำขอบคุณจากเจ้า”“เช่นนั้นต้องการอะไร”หยางเซียวหานมองนางนิ่ง ก่อนตอบ “ต้องการให้เจ้าอยู่กับข้าเช่นนี้”เวินซูฉียิ้ม “ข้าจะอยู่”เขายื่นมือออกมา นางวางมือลงบนฝ่ามือนั้นอย่างคุ้นเคย ทั้งสองเดินกลับเรือนเคียงกัน แสงอาทิตย์ยามบ่ายทอดเงาของพวกเขาลงบนทางหินเป็นเงาสองสายที่เชื่อมต่อกัน เวินซูฉีมองเงานั้นแล้วรู้สึกสงบอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนนางไม่ได้กลัวว่าวันพรุ่งนี้จะเกิดอะไร ไม่ได้คิดว่าจะต้องต่อสู้กับผู้ใด และไม่ได้รู้สึกว่าความสุขตรงหน้าจะถูกพรากไปทุกเมื่อเหมือนแต่ก่อนเพราะนางเข้าใจแล้วว่า ความสงบไม่ได้หมายถึงชีวิตจะไม่มีพายุอีกเลย หากหมายถึงการมีที่ยืนมั่นคงแม้พายุจะหวนกลับมา นางมีบ้าน มีคนที่รัก มีงานที่มีความหมาย และมีหัวใจที่ไม่ต้องหลบซ่อนความรู้สึกอีกต่อไปเวินซูฉีเคยมีชีวิตอยู่เพื่อเอาตัวรอด เคยใช้ความแค้นเป็นแรงผลักดัน และเคยคิดว่าความอ่อนโยนคือจุดอ่อน แต่วันนี้นางสามารถยืนใต้ดอกเหมยที่ผลิบาน ยิ้มให้เด็กคนหนึ่ง และเดินจับมือสามีกลับบ้านโดยไม่ต้องสวมเกราะป้องกันหัวใจนี่คือความสงบที่นางแลกมาด้วยทุกสิ
ตื่นในร่างคุณหนูสามเสียงฟ้าร้องดังสนั่นราวกับฉีกท้องนภาออกเป็นสองส่วน ความเจ็บปวดแล่นขึ้นมาจากท้ายทอย ก่อนที่หญิงสาวจะค่อย ๆ ลืมตาขึ้นอย่างยากลำบาก กลิ่นไม้จันทน์หอมเย็นลอยอวลอยู่ในอากาศ ผ้าม่านสีดำปักดิ้นทองไหวเบา ๆ ตามแรงลมยามค่ำคืน เวินซูฉีขมวดคิ้ว“ที่นี่… ที่ไหน…” เสียงของนางแหบพร่าอย่างคนขาดน
รอยยิ้มของหลิวซื่อแข็งค้าง บรรยากาศเริ่มกดดันขึ้นเรื่อย ๆ ชิงเอ๋อร์มองคุณหนูของตนด้วยสายตาเป็นประกาย เมื่อก่อนคุณหนูสามไม่มีวันกล้าพูดเช่นนี้ แต่ตอนนี้…นางกลับกดดันฮูหยินรองจนพูดไม่ออก เวินซูฉีปิดสมุดบัญชีช้า ๆ“ข้าไม่สนว่าเมื่อก่อนเป็นอย่างไร” นางลุกขึ้นยืน “แต่ต่อจากนี้ เงินของเรือนหลานเยว่ ห้ามข
“แต่หากข้าได้ยินว่ามีคนพูดลับหลังอีก…” รอยยิ้มบนริมฝีปากค่อย ๆ จางลง “ข้าจะขายผู้นั้นออกนอกเมืองทันที”บ่าวทุกคนหน้าซีดเผือด เวินซูฉีหันหลังเดินออกจากเรือนครัวอย่างสงบ ชิงเอ๋อร์รีบตามไป พลางกระซิบด้วยความตื่นเต้น“คุณหนู ท่านเก่งมากเจ้าค่ะ! ดูสิ พวกมันกลัวจนหน้าขาวหมดแล้ว!”เวินซูฉีหัวเราะเบา ๆ “คน
เสียงหัวเราะดังขึ้นทันที ชายผู้นั้นหน้าแดงจัด“เจ้า… หญิงไร้ยางอาย!”เวินซูฉีเดินเข้าไปใกล้ สีหน้ายังคงสงบ “แล้วอย่างไร”ชายคนนั้นชะงัก เวินซูฉีมองเขาตรง ๆ“ข้าปีนเตียงราชครูแล้วไปหนักหัวเจ้าหรือ” คนทั้งตลาดเงียบกริบ ชิงเอ๋อร์แทบหยุดหายใจ คุณหนู! พูดออกมาตรง ๆ เช่นนี้เลยหรือ! เวินซูฉียกยิ้ม“หรือเจ้







