LOGINเสียงฝีเท้าที่แว่วมาแต่ไกลเริ่มดังใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ เหยียนลั่วหลีหลับตาลงรวบรวมสมาธิ ดูเหมือนว่าประสาทสัมผัสของนางช่วงหลายวันนี้จะเฉียบคมขึ้นไม่น้อย ไม่เสียแรงที่หมั่นวิ่งขึ้นลงเขาเพื่อฝึกฝนร่างกาย แม้ยามนี้จะยังไม่อาจเทียบเคียงกับความเร็วในอดีตได้ ทว่าการจะสังหารคนเหล่านี้ก็ถือว่าเกินพอ ในป่าทึบเช่นนี้ เหยียนลั่วหลีผู้นี้แหละคือนักล่าโดยกำเนิด
นางไม่เคยประมือกับนักฆ่าในยุคโบราณมาก่อน ทว่าจากการสังเกตในช่วงหลายวันนี้ ก็พอจะเดาทาง และประเมินฝีมือของพวกมันได้คร่าว ๆ หากนางสามารถฟื้นฟูพละกำลังให้กลับมาอยู่ในจุดสูงสุดได้ คนพวกนี้ก็เป็นได้เพียงแค่มดปลวกเท่านั้น เพียงแต่ยามนี้พละกำลังของนางยังฟื้นฟูได้ไม่ถึงครึ่ง ระมัดระวังตัวไว้ก่อนจะดีกว่า
เหยียนลั่วหลีไม่เคยประมาทคู่ต่อสู้คนใด นี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้นางสามารถเอาชีวิตรอด และถอนตัวออกมาได้อย่างปลอดภัยตลอดระยะเวลาสิบปีที่ผ่านมา
หลายวันมานี้นางลอบปั่นหัวพวกมัน แถมยังสั่งสอนไปบ้างเล็กน้อย เหตุใดถึงไม่รู้จักประเมินกำลังตนแล้วล่าถอยไปเสียเล่า เดิมทีนางวางดาบละเว้นการฆ่าฟันแล้วเชียว ทว่านี่กลับมีคนมารนหาที่ตายเอง
ทันใดนั้นเสียงบางอย่างก็ดังขึ้น เหยียนลั่วหลีเบิกตากว้าง ประกายตาวาววับกระหายเลือด ในเมื่อไม่อยากกลับไป ก็จงทิ้งชีวิตเอาไว้ที่นี่เสียเถอะ
“หัวหน้าขอรับ ยอดฝีมือที่คอยช่วยเหลือเซียวเย่หยางผู้นี้ร้ายกาจนัก”
ชายชุดดำพูดด้วยน้ำเสียงแหบพร่า สองตากวาดมองรอบด้านอย่างหวาดระแวง เกรงว่าศัตรูที่ผลุบ ๆ โผล่ ๆ ราวกับภูตผีผู้นั้นจะปรากฏตัวขึ้นมาอีก
พวกเขาถูกศัตรูผู้นี้ปั่นหัวมาหลายวัน ยิ่งเวลาผ่านไปก็ยิ่งอกสั่นขวัญแขวน ไฉนพวกมันถึงไม่เคยรู้เลยว่าในยุทธภพมียอดฝีมือเช่นนี้อยู่ด้วย เดิมทีพรรคพวกเหลืออยู่สี่คน แต่ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา กลับถูกอีกฝ่ายปั่นหัวจนตกตายไปหนึ่ง บาดเจ็บสาหัสอีกหนึ่ง ยามนี้ผู้ที่ยังพอขยับเขยื้อนได้ก็เหลือเพียงหัวหน้าของพวกเขาเท่านั้น
ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าศัตรูเป็นบุรุษหรือสตรี เพราะพวกเขามักจะตามหลังอีกฝ่ายอยู่ก้าวหนึ่งเสมอ
ศัตรูที่ไม่อาจล่วงรู้ตัวตนเช่นนี้แหละคือสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวที่สุด เพราะไม่อาจระวังป้องกันอันใดได้เลย
เหยียนลั่วหลีได้ยินเข้าก็แทบอยากหัวเราะให้ฟันร่วง ตามหลังก้าวเดียวที่ใดกัน หากไม่ใช่เพราะอยากจะดูงิ้วฉากสนุก นางคงหนีไปไกลนับพันลี้แล้ว จะมายืนรอให้พวกเจ้าจับตัวอยู่เช่นนี้หรือ
บุรุษหน้าที่สวมกากดำเองก็ระแวดระวังความเคลื่อนไหวรอบกาย ครั้งนี้พวกเขาได้พบคู่ต่อสู้ที่ตึงมือเข้าให้แล้ว แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังแอบรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี เซียวเย่หยางผู้นี้ก็เป็นเพียงคุณชายตกอับของสกุลเซียวที่พอมีวรยุทธ์ติดตัวอยู่บ้างเล็กน้อย ไปผูกมิตรกับยอดฝีมือเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน
หากทำภารกิจครั้งนี้ไม่สำเร็จ พวกเขาที่เหลืออยู่เพียงสามคน ต่อให้รอดชีวิตกลับไปได้ หากไม่มีหัวของเซียวเย่หยาง ติดมือไปด้วยก็ไม่อาจรอดพ้นความตายไปได้อยู่ดี
“หาให้พบ ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องเอาหัวของเซียวเย่หยาง กลับไปด้วยให้ได้ หาไม่แล้วพวกเราเองก็ไม่อาจมีชีวิตรอด”
น้ำเสียงเย็นเยียบของบุรุษหน้ากากดำเอ่ยออกมา นี่มันตั้งใจหยามเกียรติหอพญายมของพวกเขาชัด ๆ ชายชุดดำไม่อาจขัดขืนคำสั่ง ได้แต่กัดฟันรับคำสั่งอย่างจำยอม คู่ต่อสู้ผู้นี้ช่างมีวิธีการที่โหดเหี้ยมอำมหิตเหลือเกิน
เจ้าลองจินตนาการดูสิว่า คนที่เพิ่งจะยืนคุยอยู่กับเจ้าเมื่อครู่ เพียงชั่วพริบตาเดียวก็หัวหลุดจากบ่าแล้ว เลือดอุ่น ๆ สาดกระเซ็นขึ้นสู่อากาศสูงถึงสามฉื่อ กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่ว ในขณะที่ศีรษะร่วงหล่นลงพื้น ร่างกายที่ยังไม่ทันรับรู้ถึงความตายก็ยังคงก้าวเดินต่อไปอีกสองสามก้าว ก่อนจะล้มลง
แม้แต่พวกเขาที่คุ้นชินกับการเข่นฆ่าสังหาร และวางเพลิงก็ยังอดไม่ได้ที่จะหนาวสั่นไปถึงขั้วหัวใจ หากเป็นพวกเขาที่ขืนก้าวเดินต่อไปอีกเพียงไม่กี่ก้าว จุดจบก็คงมีสภาพไม่ต่างกันใช่หรือไม่
ส่วนอีกคนหนึ่งก็ถูกกับดักกระชากแขนขาดสะบั้นไปทั้งอย่างนั้น ความเจ็บปวดปางตายนั้นไม่ต่างอันใดกับการถูกม้าห้าตัวแยกร่าง คนผู้นี้นี่แหละคือพญามัจจุราชตัวจริง
เหยียนลั่วหลีไม่รู้ว่าคนพวกนั้นกำลังคิดอันใดอยู่ นี่มันเป็นเรื่องบังเอิญแท้ ๆ นางก็แค่ทำกับดักไว้สองสามอันเพื่อสั่งสอนให้รู้จักหลาบจำ และล่าถอยไปเอง แต่ใครจะไปรู้ว่าคนพวกนี้จะดวงซวยไปเหยียบโดนกับดักที่อันตรายที่สุดเข้าให้
กับดักที่นางทำไว้กะจะให้พวกมันแค่พิการแขนขาด ขาขาด แต่ใครใช้ให้เจ้ารีบร้อนยื่นหัวเข้าไปให้บ่วงรัดเล่า เช่นนั้นก็ถือว่าคราวซวยของเจ้าก็แล้วกัน
ในเมื่อเรื่องราวบานปลายมาถึงขั้นนี้ ดูท่าคงต้องจัดการให้คนพวกนี้หุบปากไปตลอดกาลเสียแล้ว
“ฟิ้ว ตึง”
ชายชุดดำเหยียบพลาดไปโดนก้อนหินบนพื้น ทันใดนั้นท่อนไม้ที่ถูกเหลาจนแหลมคมหลายท่อนก็พุ่งทะยานเข้าใส่ ทำให้ต้องตวัดกระบี่ฟาดฟัน และตีลังกาหลบหลีกท่อนไม้เหล่านั้นได้หวุดหวิด
ธนูไม้ไผ่อีกดอกพุ่งแหวกลมมาจากด้านหลัง หมายจะปลิดชีพในครั้งเดียว มือสังหารพลิกข้อมือตวัดกระบี่ต้านรับเสียงดังเคร้ง เคร้ง เคร้ง
ชายชุดดำเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง เมื่อเห็นว่าท่อนไม้ท่อนสุดท้ายกำลังจะพุ่งทะลุร่าง และเขากลับขว้างอาวุธลับออกไปไม่ทัน
“เคร้ง”
บุรุษหน้ากากดำที่ตามมาสมทบรีบซัดกระบี่คมกริบเข้าสกัดกั้นท่อนไม้นั้นไว้ได้ทันท่วงที ทั้งสองคนยังคงอกสั่นขวัญแขวนยามมองท่อนไม้ถูกฟันขาดเป็นสองท่อนที่ร่วงหล่นลงพื้น
แม้จะมีหน้ากากปิดบังใบหน้า ทว่าก็เดาได้ไม่ยากว่าสีหน้าของพวกเขายามนี้คงจะดูไม่จืดเป็นแน่
เมื่อได้ยินความเคลื่อนไหวไม่ไกลนัก เหยียนลั่วหลีก็หรี่ตาลง ดูเหมือนว่าจะยังหลบพ้นไปได้สินะ เมื่อสัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิตที่แผ่ซ่านมาจากเบื้องหลัง นางก็กระตุกยิ้มมุมปาก นี่กะจะทุบหม้อข้าวลุยสู้ตายแล้วหรือ
นางหยัดกายลุกขึ้น กระโดดทิ้งตัวลงมาจากต้นไม้ที่สูงหลายจั้ง
ฉึก! ดาบใหญ่เล่มเขื่องปักลึกลงไปในพื้นดินที่แตกระแหง ก่อนที่ร่างของนางจะหายไปในชั่วพริบตา
เวลาผ่านไปเพียงหนึ่งจิบชา ทั้งสองคนก็ไล่ตามมาถึงใต้ต้นไม้ บุรุษหน้ากากดำมองดูร่องรอยบนพื้นดิน เขาแทงกระบี่ลงไปก่อนจะดึงขึ้นมา เมื่อสังเกตความลึกของเศษดินบนใบกระบี่ เขาก็หรี่ตาลงอย่างเคร่งเครียด คนผู้นี้เกรงว่าแม้แต่ตัวเขาเองก็คงไม่ใช่คู่ต่อสู้ พละกำลังมหาศาลปานนี้ ทั้งยังใช้ดาบใหญ่อีกด้วย เขามองดูร่องรอยที่อีกฝ่ายจงใจทิ้งไว้ นี่ตั้งใจจะหลอกล่อให้พวกเขาตามไปเช่นนั้นหรือ
“ตามข้ามา”
พูดจบบุรุษหน้ากากดำก็พุ่งทะยานไปเบื้องหน้า เขาอยากจะรู้เสียจริงว่าอีกฝ่ายเป็นพญามัจจุราชมาจากที่ใด
“อึก”
ชายชุดดำที่ไล่ตามหลังมาติด ๆ จู่ ๆ ก็ส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด
บุรุษหน้ากากดำตกใจสุดขีด เขารีบกระโดดขึ้นไปบนต้นไม้ เมื่อหันกลับไปมองก็เห็นผู้ติดตามของเขายังคงยืนนิ่ง ทว่าที่หน้าอกกลับมีมีดสั้นปักคาอยู่มิดด้าม
“พรวด”
ชายชุดดำกระอักเลือดสีดำคล้ำออกมา ผิวหนังที่โผล่พ้นเสื้อผ้าแปรเปลี่ยนเป็นสีดำเทาอย่างรวดเร็ว
มีดสั้นอาบยาพิษร้ายแรง!
บุรุษหน้ากากดำมองดูพวกพ้องที่ตายตาไม่หลับพลางกำด้ามดาบในมือแน่น ดวงตาที่โหดเหี้ยมกวาดมองไปรอบ ๆ
“ขอเชิญยอดฝีมือปรากฏตัวออกมาประลองกันสักตั้งเถิด”
บอกให้ปรากฏตัวก็ต้องปรากฏตัวหรือ เหยียนลั่วหลีนอนไขว่ห้างอยู่บนต้นไม้ แกว่งขาไปมาอย่างสบายอารมณ์ นางเกลียดการลงแรงที่สุด ในเมื่อสามารถสังหารคนได้อย่างเงียบเชียบ แล้วเหตุใดนางต้องออกไปเองด้วยเล่า นางไม่ออกไปหรอก
พวกเขาต่างพบจุดหมายปลายทางของตนเอง เหยียนลั่วหลีเองก็ได้ตั้งรกรากในต่างโลกแห่งนี้ ความทรงจำในอดีตเริ่มเลือนลางลงทุกที ปีจิ้งจงที่ยี่สิบสามเมื่อได้ยินว่าทางตอนใต้เกิดความวุ่นวาย มีผู้อพยพมากมายและซากศพเกลื่อนกลาด แดนเหนือก็ประกาศปิดกั้นเส้นทางสัญจรอย่างเป็นทางการ แม้จะมีเมืองหลวงขวางอยู่เบื้องหน้า แต่ก็ยังมีผู้อพยพจำนวนไม่น้อยเดินทางมาถึงก่อนเข้าฤดูหนาว พวกเขาเคยได้ยินว่าแดนเหนือมีชื่อเสียงว่าเป็นเจียงหนานแห่งตอนเหนือ การคมนาคมเชื่อมต่อเหนือใต้ ประชาชนมีชีวิตมั่งคั่ง เมื่อเห็นว่าเมืองหลวงและที่อื่นๆ เข้าไปไม่ได้ จึงเดินอ้อมมายังแดนเหนือเหยียนลั่วหลีคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าและได้รับจดหมายจากเซียวเฉิน จึงตั้งด่านตรวจและวางกำลังคนป้องกันไว้อย่างแน่นหนาแต่เนิ่นๆ ผู้อพยพกลุ่มใหญ่ถูกขวางไว้ที่ด่าน เข้าไม่ได้และไม่อยากจากไป สุดท้ายก็กลายเป็นศพเกลื่อนกลาดไม่มีใครกล้าทำตัวใจบุญให้ผู้อพยพเหล่านี้เข้ามา แม้แต่คนที่เคยเป็นผู้อพยพแล้วถูกเกณฑ์มาบุกเบิกที่ดินจนกลายเป็นชาวแดนเหนือต่างก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอกโชคดีที่พวกตนมาเร็ว ไม่อย่างนั้นจะมีกินมีใช้แบบไม่ขัดสนอย่างวันนี้ได้หรือ ทุกครอบครัวต้
เหล่าขุนนางตกตะลึง ฤดูหนาวจะปลูกธัญพืชอะไร เวลานี้จะปลูกอะไรขึ้น เหลวไหล ขุนนางที่รักความสบายบางคนพากันถวายฎีกาขอให้ฮ่องเต้ถอนรับสั่ง ทว่าราชโองการออกไปแล้วจะถอนคืนได้อย่างไรหลังจากประหารแกะอ้วนไปสองสามคน ขุนนางต่างก็เริ่มลงมืออย่างไม่เต็มใจ พวกเขาระดมคนทุกบ้านทุกเรือนในทุกพื้นที่เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับสงครามรอบใหม่แม้ชาวบ้านจะโอดครวญแต่ก็ขัดราชโองการไม่ได้ ในฤดูหนาวพวกเขาจุดไฟละลายหิมะจนเห็นผืนดิน สร้างโรงเรือนปลูกเมล็ดพันธุ์และรอคอยการเก็บเกี่ยวภายในโรงเรือนมีคนคอยเฝ้าตลอดเวลา มีการสุมไฟรักษาอุณหภูมิ แม้ช่วงแรกจะยากลำบาก แต่พอถึงเวลาเก็บเกี่ยวและได้กินผักผลไม้สดใหม่ที่หาได้ยากในฤดูหนาว ทุกคนก็ปิดปากเงียบฤดูหนาวไม่มีกิจกรรมบันเทิงใดๆ บางทีการปลูกผักปลูกหญ้าก็ไม่เลว ทั้งยังได้กินผักผลไม้สดหวานๆ อีกด้วยชาวบ้านที่ได้ลิ้มรสผลประโยชน์พากันไปที่ศาลาว่าการเพื่อขอวัสดุสำหรับสร้างโรงเรือน ทุกพื้นที่เกิดกระแสการปลูกผักอย่างบ้าคลั่ง ต่างพากันอวดว่าโรงเรือนของตนวันนี้เก็บเกี่ยวอะไรได้บ้างและปลูกอะไรลงไปใหม่สิ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้ก็คือภูมิปัญญาของชาวบ้าน หลังจากใช้วัสดุที่ได้มาจากทางการแล้ว พ
ระหว่างทาง กองทัพหามสินสอดทองหมั้นและสัมภาระสามร้อยแปดหีบเคลื่อนตัวไปอย่างเชื่องช้า บนท้องฟ้านอกจากลมหนาวที่พัดโชยและเกล็ดหิมะที่โปรยปรายแล้ว ยังมีเหยี่ยวไห่ตงชิงโบยบินอยู่ด้วยเมื่อเข้าสู่เขตแดนเหนือ เหยี่ยวไห่ตงชิงก็หายลับไป ส่วนชาวหมู่บ้านเป่ยซานก็ได้รับข่าวแล้วเช่นกันผู้ที่มารอต้อนรับนอกจากชาวหมู่บ้านแล้ว ยังมีคหบดีและผู้มีอิทธิพลจากเมืองใหญ่หลายแห่งในแดนเหนือ เจ้าเมือง ตลอดจนแม่ทัพอย่างฝูอวี่เมืองโยวโจวย่อมได้รับบัตรเชิญเช่นกัน หลังจากคิดดูแล้วก็ส่งคนมาเป็นตัวแทน ตอนนี้หิมะตกหนัก กระทั่งหมาป่าหรือเสือดาวก็ยังไม่ออกจากรัง ปลอดภัยหายห่วง“มาแล้ว มาแล้ว”“กองทัพ กองทัพมาแล้ว ดูเหมือนว่าราชโองการนั่นจะเป็นเรื่องจริง”เมื่อสองวันก่อน เจ้าเมืองในแดนเหนือต่างได้รับราชโองการด่วน เนื้อหาระบุว่านับจากนี้แดนเหนือจะเป็นดินแดนศักดินาของโหวเซียว ผู้ใดฝ่าฝืนจะถูกลงโทษฐานกบฏตอนที่เพิ่งได้รับข่าว ทุกคนต่างก็ตื่นตระหนก แต่เมื่อเห็นชื่อของโหวเซียวผู้นี้ก็ถึงกับกระจ่างแจ้ง ที่แท้ก็เป็นชู้รักของเหยียนลั่วหลีนี่เองเช่นนั้นแดนเหนือก็ยังคงอยู่ในกำมือของเหยียนลั่วหลีไม่เปลี่ยนแปลง ขุมอำนาจที่เคยคิดจะก
บ่าวไพร่เมื่อได้ยินว่าจะต้องย้ายไปแดนเหนือ มีทั้งคนที่อยากตามไปและไม่อยากไป คนที่ไม่อยากไป เซียวเย่หยางก็มอบเงินตั้งตัวให้แล้วส่งออกจากจวน ส่วนคนที่เหลือ ตอนนี้กำลังวุ่นอยู่กับการจัดเตรียมและบรรจุสมบัติของซื่อจื่อลงหีบจนกระทั่งเซียวเย่หยางนำเทียนแดงและกระดาษแดงสำหรับงานแต่งงานมาให้จัดเตรียม ทุกคนถึงได้กระจ่างแจ้ง ซื่อจื่อมีสตรีในดวงใจแล้วและกำลังจะแต่งงานเสิ่นเมิ่งซียังคงพักอยู่ในจวน เมื่อเห็นการเตรียมการนี้ก็รู้สึกประหลาดใจ นางรีบวิ่งไปที่ห้องหนังสือ ไม่รู้ว่าทั้งสองคนคุยอะไรกัน เสิ่นเมิ่งซีเดินออกมาด้วยท่าทางเหม่อลอยคุณชายเหยียนกลับเป็นสตรีงั้นหรือ ในเวลานี้ นอกจากเสิ่นเมิ่งซีที่ตกตะลึงแล้ว บรรดาผู้นำในแดนเหนือก็รู้สึกหวาดหวั่นไม่แพ้กันวันนี้คหบดีและผู้มีอิทธิพลตามหัวเมืองต่างๆ ล้วนได้รับบัตรเชิญ ตอนแรกพวกเขาไม่ได้ใส่ใจนัก แต่เมื่อเปิดดูชื่อแล้วก็ถึงกับนั่งไม่ติด นี่คือบัตรเชิญงานแต่งของเหยียนลั่วหลีฝ่ายหญิงเขียนชื่อเหยียนลั่วหลี ฝ่ายชายเขียนชื่อเซียวเย่หยาง แม้พวกเขาจะไม่รู้จักเซียวเย่หยาง แต่เมื่อคิดว่าคนระดับเหยียนลั่วหลีไม่มีทางเลือกคนไร้ชื่อเสียง ย่อมต้องเป็นคนที่คู่ควร พว
เซียวเย่หยางกำลังอารมณ์ดี ตั้งแต่ได้สาวงามมาครอบครอง รอยยิ้มก็ไม่เคยจางหายไปจากมุมปาก เมื่อใกล้ถึงทางแยกที่ต้องแยกจากกัน เขาก็เริ่มรู้สึกอาลัยอาวรณ์ เขาพูดด้วยสีหน้าหม่นหมอง“ข้ายังต้องกลับไปจัดการธุระที่เมืองหลวง เมื่อข้ากลับมาถึง ก็จะได้..”เขารู้สึกกลุ้มใจนัก เหตุใดตอนออกมาถึงไม่จัดการเรื่องพวกนี้ให้เรียบร้อยเสียก่อน ยังต้องให้เดินทางไกลกลับไปอีกยิ่งใกล้ชิดลั่วหลี เขาก็ยิ่งรู้สึกไม่อยากจากนางไป แม้จะรู้จักกันเพียงไม่กี่วัน แต่กลับรู้สึกราวกับผูกพันกันมาหลายปี เหยียนลั่วหลีจับความรู้สึกหม่นหมองของชายหนุ่มข้างกายได้จึงยิ้มตอบ “ข้าจะรอเจ้ากลับมา”สองวันนี้คล้ายกับนางเปลี่ยนไปมาก ปล่อยวางความคาดหวังและความยึดติดในใจลง ทุกอย่างเริ่มมีความหวังมากขึ้นและการเปลี่ยนแปลงนี้ ก็เกิดจากบุรุษที่อยู่เคียงข้างนางหากจะบอกว่ารักจนยอมตายแทนกันได้คงไม่ใช่ เพียงแต่เขาคือคนที่นางปรารถนาจะใช้ชีวิตร่วมกันไปตลอดในเมื่อยังไม่คุ้นเคย ก็ใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อเรียนรู้กันไปเถิด“จะให้ข้าทิ้งคนไว้ดูแลหรือไม่ เผื่อพวกเขารู้ความจริงแล้วคิดจะก่อกบฏ”เซียวเย่หยางกังวลว่าคนพวกนั้นจะลุกฮือขึ้นต่อต้าน“ไม่ต้องหรอก” เห
ฐานะของนางในสายตาของชาวแดนเหนือและราษฎรทั่วไปนั้นคือผู้นำที่สูงส่งที่สุด เป็นบุรุษผู้เก่งกาจและไร้เทียมทาน หากความจริงที่ว่านางเป็นเพียงสตรีบอบบางผู้หนึ่งถูกเปิดเผยและแพร่งพรายออกไปสู่สาธารณชนจู่ๆ เซียวเย่หยางก็รู้สึกตระหนักได้ว่าตนเองช่างมีความคิดที่เห็นแก่ตัวยิ่งนัก การดึงรั้งนางให้ก้าวลงมาจากบัลลังก์แห่งอำนาจและต้องมาตกระกำลำบากเผชิญกับคำครหา เพียงเพื่อตอบสนองความรักและความปรารถนาส่วนตัวของเขา ไม่ใช่สิ่งที่เขาตั้งใจหรืออยากให้เกิดขึ้นตั้งแต่แรกคนที่มีความสามารถและเสียสละเช่นนาง สมควรที่จะได้ยืนหยัดอยู่บนจุดสูงสุดของแผ่นดิน เป็นเขาเองที่ดึงนางลงมาจากแท่นบูชาอันสูงส่ง ชาวแดนเหนือและทหารใต้บังคับบัญชาจะมองนางด้วยสายตาเช่นไรเมื่อรู้ความจริงทั้งหมดเขาเสนอทางออกด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิด ว่าบางทีพวกเราอาจจะไม่ต้องจัดงานพิธีมงคลสมรสอย่างเอิกเกริกหรือประกาศให้ผู้คนรับรู้ก็ได้ หากมันจะสร้างความลำบากใจและส่งผลกระทบต่ออำนาจของนาง เขาไม่อยากให้นางต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากหรือเผชิญกับอันตรายจากความขัดแย้งของขั้วอำนาจต่างๆเขารู้ซึ้งเป็นอย่างดีว่านางต้องอดทน เสียสละ และทุ่
“ท่านพี่ นึกไม่ถึงเลยว่าในภูเขาแห่งนี้จะมีของกินมากมายถึงเพียงนี้”เหยียนหยาจื่อกัดผลไม้สีเขียวในมือดังกร้วม ช่างหวานกรอบอร่อยนัก เขาไม่เคยคาดคิดเลยว่าจะมีวันสุขสบายเช่นนี้ ก่อนหน้านี้ยามที่หนีภัยแล้ง แค่มีของตกถึงท้องก็นับว่าดีมากแล้ว ผลไม้สดใหม่หอมหวานเยี่ยงนี้ยิ่งไม่ต้องคิดว่าจะไปหามากินได้จากที
รุ่งสาง บนถนนสายหลักพลันมีเสียงแผดร้องโหยหวนดังขึ้น จากนั้นก็บังเกิดความโกลาหลวุ่นวายขึ้น ทว่ายามนี้ ภายในป่าทึบอันเงียบสงบ ร่างเล็กจ้อยสองร่างกำลังนอนหลับใหลเอาศีรษะอิงแอบกัน เสียงวิหคยามเช้าส่งเสียงร้องสลับสูงต่ำขับขาน“ติ๋ง” เสียงหยดน้ำหล่นกระทบดังก้องอยู่ข้างหูเหยียนลั่วหลีลืมตาอันคมกริบขึ้นมา
ผู้เฒ่าเหยียนมือไม้สั่นเทา ล้วงเอากระบอกไม้ไผ่บรรจุน้ำออกมาจากสาบเสื้อขาดวิ่นที่สวมซ้อนทับกันหลายชั้น เขาดื่มนำไปก่อนหนึ่งอึก แล้วจึงส่งต่อให้หญิงชรา หญิงชราดื่มเสร็จก็ส่งต่อให้บิดาไม่ได้เรื่อง ถัดจากบิดาไม่ได้เรื่องจึงตกถึงมือเหยียนหยาจื่อ และสุดท้ายก็คือเหยียนลั่วหลีเหยียนลั่วหลีรู้ดีแก่ใจว่า กา
ยามมองดูคนรอบกายที่ค่อย ๆ หลับใหลไปทีละคน เหยียนลั่วหลีกลับไร้ซึ่งความง่วงงุนใด ๆ นั่นก็เพราะนางมิใช่เหยียนลั่วหลีคนเดิมอีกต่อไป แม้จะใช้ชื่อแซ่เดียวกัน ทว่าแท้จริงแล้วนางคือดวงวิญญาณที่ทะลุมิติมา เมื่อมองดูสภาพแวดล้อมรอบกาย เหยียนลั่วหลีได้แต่นิ่งอึ้งไปเนิ่นนาน เรื่องบัดซบเยี่ยงนี้ตกมาใส่หัวนางได้







