เข้าสู่ระบบ4. ขอโทษ
"ขับเร็ว ๆ"
"โอ๊ย จะเร่งอะไรนักหนา พี่มิ้งค์ไม่เห็นเหรอว่าเตบิดสุดแล้ว หนีเจ้าหนี้มาเหรอถามจริง"
หลังจากกลับถึงบ้านมาริษาก็รีบลงกลอนประตูและหน้าต่าง เตวิชมองพี่สาวไปด้วยซดน้ำบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไปด้วย ปกติพี่สาวกลับมาถึงบ้านมักชอบมาแย่งของกินน้องเป็นประจำแต่วันนี้รู้สึกว่าเธอมีอาการแปลกไปอย่างเห็นได้ชัด
"ถามว่าเป็นอะไรก็ไม่ตอบ ตกลงพี่มิ้งค์ติดหนี้รายวันจริงปะ"
"คนอย่างพี่ไม่มีเจ้าหนี้"
"อ้าว ก็เห็นผู้หญิงสมัยนี้ชอบใช้แบรนด์เนมกัน เผื่อพี่มิ้งค์ไปกู้เงินมาซื้อพวกกระเป๋าหรู กำไล สร้อยคอ เอ๊ะ...หรือกู้มาผ่อนมือถือรุ่นล่าสุด"
"แล้วเห็นเคยมีของแบบนั้นป้ะล่ะ"
"ไม่อะ ซอมซ่อแล้วยังจ๊นจน"
สำรวจจนแน่ใจแล้วว่าล็อกทุกจุดอย่างแน่นหนาไม่น่าจะมีใครเข้ามาได้แน่ ๆ มาริษาก็เข้าไปที่ห้องนอนของตนเอง คืนนี้เธอหลับ ๆ ตื่น ๆ เพราะกังวลและหวาดระแวง กระทั่งสาย ๆ หลังจากตื่นนอนเดินงัวเงียออกจากห้องเห็นเตวิชกำลังเสียบกาน้ำร้อนเตรียมต้มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอีก
"ใจคอจะกินแต่มาม่าแต่เช้าเลยเหรอ"
"เช้าที่ไหนสิบโมงละ แล้วนี่ไม่ไปทำงานเหรอ อ๋อลืมไปพี่มิ้งค์เข้างานห้าโมงเย็น"
"ห้าโมงเย็นก็ไม่ไป"
เตวิชเบ้ปาก หมุนตัวไปหยิบกาน้ำร้อนมาลวกบะหมี่ จากนั้นยกชามมาวางไว้บนโต๊ะต่อหน้าพี่สาว
"อ้ะ ทำให้"
"ถามจริง ?"
"จริงดิ เนี่ยอุตส่าห์ทำให้ เห็นเมื่อวานพี่มิ้งค์แปลก ๆ ข้าวเย็นก็ไม่กิน"
"ขอบใจนะ"
"อืม ว่าแต่เป็นไรมีเรื่องเครียด ?"
"มีเสี่ยมาถูกใจพี่"
"ฮ่า ๆ เสี่ยตาบอดแถวไหน อายุต้องเจ็ดสิบไม่งั้นก็แปดสิบเพราะพวกคนแก่มักจะตาฟาง"
มาริษากลัวจนอุจจาระขึ้นสมองแต่น้องชายกลับเห็นเป็นเรื่องขบขัน แบบนี้มันน่าฟาดด้วยไม้หน้าสามสักห้าทีไหมละ ถ้าไม่ติดว่าวันนี้เตวิชเป็นเด็กดีอุตส่าห์ต้มบะหมี่ให้กิน ก็คงมีด่าสวนกลับไปบ้าง
"เต..."
"หืม"
"เมื่อวานนี้พี่เกือบ..."
อีกใจอยากปรึกษาหารือแต่อีกใจคิดว่าเรื่องไม่ดีเมื่อวานมันก็น่าจะผ่านไปแล้ว ก่อนหน้านั้นเคยได้ยินเตวิชบอกว่ามีสอบจึงไม่อยากพูดอะไรให้น้องต้องเป็นห่วงกลัวว่าจะไม่มีสมาธิทำข้อสอบ
"มีอะไร"
"ไม่มี จะไป ม.แล้วเหรอ"
"อืม"
"ตั้งใจสอบล่ะ"
"รู้แล้ว ๆ เส้นอืดละ กินแล้วล้างชามด้วย ถ้าเตกลับมาเห็นพี่มิ้งค์แช่ชามไว้ให้เตล้างจะโทร.ไปฟ้องพ่อกับแม่"
ตกลงมันเป็นน้องหรือเป็นพ่อ มาริษามองบนก่อนจะก้มซดบะหมี่ พอพ้นหลังเตวิชแล้วก็รีบวิ่งไปปิดประตูหน้าบ้านขังตัวเองอยู่ในห้อง คิดว่าถ้าเก็บตัวเงียบ ๆ ไม่ออกจากบ้านสักอาทิตย์รอให้เสี่ยเสรีลืมหน้าเสียก่อนทุกอย่างก็คงจะดีขึ้น
ระหว่างวันก็เปิดดูคลิปหมาแมวแก้เบื่อ พอหิวก็ลงมาหาของกินเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้คลายหิว ตอนเย็นกะว่าจะโทร.ให้เตวิชซื้อของกินมาเพิ่ม ขณะที่กำลังง่วง ๆ ซึม ๆ เสียงโทรศัพท์มือถือได้ดังขึ้น ควานหามือถือที่ไม่รู้วางมุมไหนของเตียงพอคลำมาได้แล้วก็ขยี้ตาเพ่งมองหน้าจอ
เบอร์ที่โทร.เข้ามาไม่ได้บันทึกไว้ ชั่งใจอยู่นานว่าจะรับหรือไม่รับดี แต่ถ้าหากไม่รับก็กลัวว่าเป็นบริษัทไหนสักแห่งโทร.มาให้ไปสัมภาษณ์งานสุดท้ายแล้วก็ต้องกดรับ
"สวัสดีค่ะ"
(สวัสดีค่ะ โทร.จากโรงพยาบาลXXXค่ะ ใช่เบอร์คุณมาริษาพี่สาวคุณเตวิชรึเปล่าคะ)
"ค่ะ มีอะไรเหรอคะ"
(คุณเตวิชได้รับบาดเจ็บตอนนี้อยู่ที่โรงพยาบาลค่ะ)
"อะไรนะคะ! แล้วน้องชายของฉันเป็นอะไรมากมั้ยคะ"
(คุณเตวิชถูกทำร้ายร่างกายค่ะ ตอนนี้ยังไม่ได้สติ คุณมาริษาสะดวกมาโรงพยาบาลตอนนี้ไหมคะ)
"ค่ะ เดี๋ยวจะรีบไปตอนนี้เลย"
ถูกทำร้ายร่างกาย? คนอย่างเตวิชอัธยาศัยดีไม่เคยมีปัญหากับใคร ถ้าเทียบกับมาริษายังเป็นประเภทดึงดูดภัยมากกว่า หรือว่าจะเป็นเพราะ...
พอคิดมาถึงตรงนี้มาริษายกมือขึ้นมาแตะริมฝีปากที่สั่นเทา ไอ้เสี่ยเสรีชั่วมันคงเข้าใจผิดคิดว่าเตวิชคือแฟนหนุ่มของเธอก็เลยสั่งให้คนมากระทืบปางตาย มาริษาเริ่มสติแตกวิ่งไปทั่วบ้าน พอตั้งสติได้ก็หยิบเอาของที่จำเป็นยัดใส่กระเป๋าเดินทางมาถึงโรงพยาบาลในเวลาหนึ่งชั่วโมงต่อมา
เธอหยุดอยู่หน้าห้องผู้ป่วย แอบส่องดูน้องชายที่นอนหมดสภาพผ่านช่องกระจกขาทั้งสองแทบไม่มีแรงก้าวเดิน ยืนตัวแข็งทื่ออยู่ตรงนั้นเกือบสามนาที เห็นว่าเตวิชเริ่มขยับตัวและลืมตาขึ้นจึงเปิดประตูเดินเข้าไปพร้อมด้วยน้ำตาที่ไหลอาบทั้งสองแก้ม
"พี่มิ้งค์ เตนึกว่าจะตายแล้ว" เสียงของน้องชายแหบพร่า ใบหน้ายังสะลึมสะลือเหมือนสติยังไม่กลับมาเต็มที่
"พี่ขอโทษ"
"พวกมันถามหาพี่มิ้งค์ เตไม่ได้บอกมันว่าพี่มิ้งค์อยู่ไหน มันตามหาพี่มิ้งค์ทำไม มันเป็นใคร"
"มันคือคนของเสี่ยเสรี ที่บอกว่ามีคนถูกใจพี่คนนั้นคือเสี่ยเสรี"
ได้ยินชื่อนี้สีหน้าของเตวิชเป็นกังวลอย่างเห็นได้ชัด แม้ว่าในยามปกติจะชอบต่อล้อต่อเถียงกับพี่สาวแต่เมื่อถึงยามมีภัยกลับรู้สึกเป็นห่วงใจแทบขาด
เสถียรได้รับอนุญาตให้กลับบ้านในอีกสองวันต่อมา ยังเป็นธีร์ทาวัตที่รับกลับจากโรงพยาบาล ในตอนหัวค่ำยุพินได้ทำกับข้าวมื้อใหญ่เพื่อเป็นการเลี้ยงขอบคุณ บรรยากาศในบ้านเป็นไปด้วยความอบอุ่น หลังจากอิ่มหนำสำราญแล้วทั้งคู่ก็เดินออกมาหย่อยที่สวนหลังบ้าน "ขอบคุณนะคะ""ไม่เป็นไร วันนั้นจำได้ไหมว่ามีอีกเรื่องที่ผมยังไม่ได้คำตอบ""เรื่องอะไรคะ""คุณทำยังไงให้ผมเลิกละเมอ""อยากรู้เหรอคะ"รอยยิ้มหวานล้ำประดับบนใบหน้า มาริษาก้าวเข้ามาใกล้เขาหนึ่งก้าว"ถ้าอยากรู้จะบอกให้ก็ได้ แต่คุณต้องหลับตาก่อน"ชายหนุ่มปิดเปลือกตาลงช้าๆ ชั่วครู่สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นจากอ้อมกอด ฝ่ามือเล็กตบที่แผ่นหลังของเขาเบาๆ หลังจากหยุดมือมาริษเขย่งปลายเท้าจุมพิตที่หน้าผากแผ่วเบา"ลืมตาค่ะ""ทำแบบนี้เหรอ""แค่ทำแบบนี้เองคุณก็เลิกละเมอแล้วหลับต่อตลอดทั้งคืนเลย เก่งใช่มั้ยคะ""เก่ง""คงต้องจดลิขสิทธิ์แล้วค่ะ คิดค่าบริการครั้งละล้านไปเลยจะได้รวยไวๆ"มาริษาส่งเ
น้ำฝนหนึ่งในพนักงานของแผนกเอ่ยขึ้น มาริษายิ้มเจื่อนๆ ก่อนหย่อนก้นลงที่เก้าของตนเอง เธอกับเขาไม่เกี่ยวข้องกันสักหน่อย คิดแล้วปวดหัวตุบๆ ทีนี้จะแก้ต่างอย่างไรดีหลังเลิกงานเขาไม่ได้ตื้อจะไปส่งเหมือนก่อนหน้านี้แล้ว เพราะรู้ว่าถึงจะเสนอไปมาริษาก็คงไม่เต็มใจจะนั่งรถเขาอยู่ดี ดังนั้นธีร์ทาวัตจึงตรงไปหาเสถียรและยุพินที่บ้าน แต่ก็ไม่ได้ไปทุกวันเพราะยังมีความเกรงใจผู้ใหญ่ทั้งสองอยู่ อาจจะเว้นสองวันหรือสามวันไปที วันนี้ก็เช่นกัน มาริษากลับถึงบ้านเห็นรถหรูจอดอยู่ เธอกอดอกยืนมองพร้อมกับบ่นพึมพำ"มาอีกแล้วเหรอ ข้าวบ้านตัวเองไม่มีกินรึไง"ยังไม่ทันจะได้เปิดประตูเข้าบ้าน ธีร์ทาวัตก็แบกเสถียรขึ้นหลังวิ่งพรวดออกมา มาริษายืนมองภาพนั้นด้วยความตกใจจนทำอะไรไม่ถูก ยุพินร้องไห้โหตามหลังมาติดๆ พอเห็นหน้าลูกสาวก็หยุดเขย่าไหล่ทั้งสองข้างพูดไม่ได้ศัพท์"มิ้งค์พ่อเป็นอะไรไม่รู้ รีบไปล็อกประตูบ้านเร็ว คุณธีร์กำลังจะพาพ่อไปโรงพยาบาล"ไม่มีเวลาให้คิดนาน มาริษ
ผู้เป็นพ่อเดินมาดู เห็นหนุ่มสาวกอดกันอยู่ก็หยุดมองอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถอยออกไปเงียบๆ โดยที่ไม่ทักท้วง นั่นเป็นเพราะสังเกตุอยู่นานแล้วว่าลูกสาวของตนกับชายหนุ่มจะต้องมีอะไรแน่ๆ ถึงจะอยากรู้แต่ไม่อยากคาดคั้น เสถียรเป็นพ่อที่ให้อิสระลูกพอสมควร บางครั้งดุบ้างอบรมบ้างแต่ทุกอย่างยังคงอยู่ในขอบเขตของความเป็นห่วงเป็นใย"พี่เถียรลูกอยู่ในสวนรึเปล่า"ยุพินที่เห็นว่าลูกสาวหายไปนานจึงอยากเดินมาตาม ยังไม่ทันถึงสวนก็ถูกสามีดึงให้ถอยออกไปก่อน"พี่จะลากฉันออกมาทำไม ตกลงลูกอยู่ในสวนไหม""อืม อย่าไปยุ่งกับลูกเลย""เอ้า!"มาริษาขืนตัวออก เขายอมปล่อยเธอออกจากอ้อมกอดโดยง่าย "อย่าทำแบบนี้อีกนะคะ เราไม่ได้เป็นอะไรกัน รักษาระยะห่างไว้ในฐานะนายจ้างกับลูกจ้างดีกว่า""เข้าใจแล้ว แต่...กอดในฐานะนายจ้างกับลูกจ้างไม่ได้เหรอ"มีนายจ้างกับลูกจ้างที่ไหนเขากอดกัน มาริษาสะบัดหน้าเดินหนีเข้าบ้านไม่อยากต่อปากต่อคำกับเขาอีก เขาเดินตามเธอเข้ามาข้างใน เสถียรกับยุพินก
เขาดึงเอกสารที่เธอกำลังกรอกข้อมูลอยู่มาแล้วบอกให้เธอไปนั่งกินข้าวที่โต๊ะข้างๆ หลังจากนั้นธีร์ทาวัตก็ทำการคีย์ข้อมูลเข้าในระบบ มาริษามองด้วยแววตาประหลาดใจ เขาพิมพ์ข้อมูลได้รวดเร็วมากไม่ถึงยี่สิบนาทีก็เกือบเสร็จ"กินข้าว"เขาหันมาสั่งอีกครั้ง เธอจึงเปิดข้าวกล่องออกดู อาหารข้างในเป็นข้าวหมูทอดกระเทียมง่ายๆ กลิ่นหอมโชยเข้าจมูกจนต้องปิดฝากล่องไว้ตามเดิม"สั่งของที่มีกลิ่นแรงขนาดนี้มาให้ถ้าเพื่อนร่วมงานกลับมาแล้วได้กลิ่นต้องถูกมองแรงแน่ๆ""งั้นเอาไปกินในห้องผมมั้ยละ""ไม่เอาค่ะ หนูรู้กาลเทศะ"พลั้งปากแทนตัวเองว่าหนูอีกจนได้ มาริษาเม้มปากกลอกตาไปมา เขาไม่ได้พูดอะไรแค่อมยิ้มน้อยๆ"จะเอาไปกินในห้องพักเบรกพนักงานค่ะ คุณก็เลิกทำงานแทนเถอะเดี๋ยวคนอื่นกลับมาแล้วจะเห็นเข้า""ไปเถอะจะเสร็จละ ไม่มีใครเห็นหรอก"มาริษาพยักหน้าเบาๆ แล้วลุกขึ้นยืน ก่อนไปเธอยังไม่เลิกมองเขา ที่มองนานๆ เพราะไม่เคยเห็นเขาในมุมนี้มาก่อน ภาพที่เห็นจนชินตาเมื่อก่อนคือเขานั่งไขว่ห้างวางมาดสูบบุหรี่จิบบรั่นดี ทำหน้าหยิ่งๆ เชิดๆ จนใครเห็นต้อง
"ไม่ได้มาส่งค่ะแค่จะมาปิดประตูรั้ว" เขายังไม่ทันได้เอ่ยถามมาริษาก็รีบบอกอย่างร้อนตัว"อ๋อ งั้นผมกลับแล้ว""เดี๋ยวค่ะ ฉันได้ยินคุณพูดกับพ่อของฉัน เหตุการณ์ครั้งนั้นสำหรับเด็กเจ็ดแปดขวบคงจะน่ากลัวมาก เอ่อ...บางคืนคุณชอบฝันร้ายแล้วละเมอบ่อยๆ ที่แท้คงเป็นเพราะเรื่องนี้สินะคะ""ผมละเมอเหรอ" เขาขมวดคิ้วแน่น"ค่ะ ชอบละเมอพูดว่าช่วยด้วย ช่วยด้วย แต่พักหลังมาอาการนั้นก็หายไปแล้วเพราะว่าหนู เอ่อ..."เผลอใช้สรรพนามเดิมที่เคยแทนตัวเอง ดีที่ยั้งปากทัน"คุณทำยังไงผมถึงเลิกฝันร้าย"มาริษาก้มหน้าเอาไว้ ไม่อยากให้เขาเห็นพวงแก้วที่กำลังแดงก่ำ ถ้าพูดออกไปก็เหมือนเป็นการทบทวนเรื่องเก่าคราวหลัง"ไม่บอกค่ะ คุณกลับไปได้แล้ว""เดี๋ยววันหลังผมถามใหม่ ถามจนกว่าคุณจะตอบ รู้ไหมตอนที่ผมบอกพ่อของคุณว่าไม่กลัวที่จริงผมกลัวมากนะ ในชีวิตของผมมีเรื่องให้กลัวอยู่สองเรื่อง เรื่องแรกผมกลัวพ่อผมจะหายไป เรื่องที่สองผมกลัวคุณจะหายไปเหมือนพ่อของผม ดีจริงๆ ที่คุณยังอยู่ตรงนี้ ดีใจที่ได้พบกันอีก ผมไม่ได้อยากบีบให้คุ
อีกไม่กี่นาทีจะเลิกงานแล้ว หลังห้าโมงเย็นมาริษารีบไปแตะบัตรเลิกงาน เดินออกมาหน้าบริษัทหันกลับไปมองว่ามีคนตามมาหรือไม่ กลัวว่าธีร์ทาวัตจะขับรถตามก่อกวนอีก แต่ไม่เห็นแม้แต่เงาของเขาจึงถอนหายใจอย่างโล่งๆพอเมื่อกลับถึงบ้านวินาทีแรกที่ก้าวขาเข้าไปเสียงหัวเราะของเสถียรดังลั่น คล้ายว่าผู้เป็นพ่อกำลังพูดคุยอยู่กับใครบางคน และดูเหมือนจะพูดคุยกันถูกคอทีเดียว เธอคิดไปว่าบางทีเพื่อนพ่ออาจจะมาที่บ้าน จึงเข้าไปเพื่อทักทายสวัสดีแต่ทว่าเมื่อเห็นหน้าแขกผู้มาเยือนชัดๆ มาริษาถึงกับอ้าปากค้าง"คุณธีร์! คุณมาอยู่นี่ได้ไง"เขายิ้มตาหยีแล้วหันไปหัวเราะขำขันเรื่องที่คุยค้างไว้กับเสถียรต่อ ซึ่งนั่นก็หนีไม่พ้นเรื่องของมาริษา พ่อเล่าเป็นฉากๆ ตั้งแต่เด็กยันโตอย่างภาคภูมิใจ เล่าตั้งแต่ตอนเป็นเด็กหกล้มตะครุบขี้วัวไปจนถึงตอนเรียนจบรับปริญญา ซึ่งบางเรื่องไม่ต้องเล่าก็ได้ แค่นี้มาริษาก็อายจะแย่อยู่แล้ว"นี่ไงลูกสาวผมที่เล่าให้ฟัง เรียนจบแล้วกลับมาทำงานที่บ้าน เหมือนจะทำงานที่บริษัทของคุณด้วย
"บอกแล้วว่าให้อาบอีกรอบ""ตัวหนูไม่ได้สกปรกสักหน่อย"เธอทำหน้าบึ้ง ใช้สองแขนกอดตัวเองไว้เพราะรู้สึกว่าชุดนอนผ้าซาตินที่สวมอยู่แนบเนื้อเกินไป แต่ก็ไม่รอดพ้นสายตาของเขา ยอดอกที่ชูชันมองผ่าน ๆ ยังสะดุดตาชายหนุ่มยกยิ้ม ซุกจมูกลงกับซอกคอ มาริษาหลับตาแหงนหน้าขึ้น สองแขนที่เคยกอดอก
"พักเที่ยงแล้วมิ้งค์ไปกินข้าวเถอะ"เมษาหนึ่งในพนักงานพูดขึ้น มาริษายิ้มรับแล้วถามกลับ"แล้วคนอื่นไม่ไปกินข้าวเหรอคะ""ต้องสลับกันเบรก แต่เห็นจอมขวัญบอกว่าจะไดเอตส่วนเฟิร์นเตรียมของกินมาแล้ว""งั้นมิ้งค์ไปก่อนนะคะ"เดินออกมาจนเกือบจะถึงศูนย์อาหาร คิดขึ้นได้ว่าลืม
เธอหลุบมองพื้นไม่กล้าสบตาเพราะเขาเดาได้ถูกต้อง กำลังคิดแบบที่เขาว่ามาจริง ๆ หากไม่มีเสี่ยเสรีเธอก็อาจจะไป"ในเมื่ออยากรู้มากผมก็จะบอกให้" เอียงหน้ามากระซิบข้างหู ทั้ง ๆ ที่ในห้องนี้มีกันอยู่แค่สองคน "ยัง ยังอยู่ดีด้วยเพราะฉะนั้นเลิกฝันซะ คราวนี้ควรจะดีใจหรือเสียใจที่เสี่ยเสรียังไม่ตายดีล่ะ
มาริษานั่งคิดแล้วก็เหม่อ เธอใช้เวลาอยู่บนโต๊ะอาหารเกือบครึ่งชั่วโมง ได้ยินเสียงทีวีที่แก้วตาเปิดไว้ดึงความสนใจให้หันไปมอง ในทีวีมีนักข่าวกำลังรายงานเหตุชายปริศนาตกตึก พบร่างของเขาตอนเช้ามืดของวันนี้ พอเห็นภาพสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ที่มุมล่างของหน้าจอมาริษาก็เบิกตาโตด้วยความตกใจ"ทิวทัศน์"







