LOGIN"ห้องทำงานงั้นเหรอคะอคิน? “
ริมฝีปากที่แต่งแต้มด้วยลิปติกแดงขยับขึ้นแบบเหยียด ๆ
“ฉันเห็นแต่ 'โรงเชือด' ที่คุณใช้พู่กันแทนมีดโกนเท่านั้นแหละ"
เธอเอ่ยกลั้วหัวเราะในลำคอพลางหยุดยืนเบื้องหน้าภาพพอร์ตเทรตนั้น นิ้วเรียวยาวที่เคลือบด้วยสีแดงสดราวกับหยดเลือดขยับไล้ไปในอากาศ ใกล้กับใบหน้าของเรมี่ในภาพวาดจนเกือบจะสัมผัส
เธอมองลึกเข้าไปในดวงตาที่อคินบรรจงวาดให้ดูอึดอัด แล้วหันกลับมาสบตากับอคินด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหยันแกมสมเพช
"สวยดีนะคะ... สวยจนฉันอดสงสัยไม่ได้ว่า ถ้าวันหนึ่ง 'เหยื่อ' ของคุณตื่นขึ้นมาแล้วรู้ว่าความเจ็บปวดของเขา กลายเป็นแค่เครื่องประดับบนฝาผนังบ้านคุณ... เขาจะยังมองคุณด้วยสายตาแบบเดิมอยู่ไหม?"
คำพูดของจีจี้เปรียบเสมือนการโยนคบไฟลงในกองน้ำมัน เธอจงใจเหยียบลงบน จุดเปราะบาง ของอคินอย่างเลือดเย็น ท้าทายให้เขาระเบิดอารมณ์ที่กักขังไว้ออกมาใส่เธอแทนที่รูปวาดนั้น
ท่ามกลางบรรยากาศที่หนักอึ้งด้วยกลิ่นสีและไอระเหยของกามารมณ์ที่คุกรุ่น อคิน ไม่ปล่อยให้คำถากถางของจีจี้ลอยนวลอยู่ในอากาศนานนัก โทสะที่เคยถูกกักขังไว้ในปลายพู่กันบัดนี้ได้ระเบิดออกเป็นสัญชาตญาณดิบ
เขาขยับกายเพียงชั่วพริบตาประดุจเสือล่าเนื้อที่ตะครุบเหยื่อ มือหนาคว้าหมับเข้าที่ลำคอระหงก่อนจะดันร่างของจีจี้ให้ถอยกรูดไปปะทะกับ โต๊ะทำงานตัวใหญ่ กลางห้องวาดภาพ
เสียงข้าวของระเกะระกะหล่นกระจายลงพื้นดังโครมคราม ทว่าไม่มีสิ่งใดหยุดยั้งความบ้าคลั่งนี้ได้
"คุณอยากรู้รสนิยมของผมในรูปวาดนักใช่ไหมจีจี้..."
เขารวบข้อมือทั้งสองข้างของเธอไว้เหนือศีรษะด้วยมือเพียงข้างเดียว ส่วนอีกมือหนึ่งปัดกวาดจานสีและพู่กันทิ้งอย่างไม่ใยดี ก่อนจะยกร่างของจีจี้ขึ้นไปวางบนโต๊ะไม้เนื้อแข็ง สายตาของอคินที่จ้องมองเธอนั้นไม่มีความปรานี มีเพียงความ เร่าร้อน ที่จะใช้เรือนร่างของหญิงสาวเป็นที่ระบายอารมณ์ที่ค้างคามาจากภาพวาด
“คุณอยากให้ผมพูดว่า..คุณมาได้เวลาที่พอเหมาะนักใช่ไหม? จีจี้”
อคินกระซิบเสียงพร่าชิดใบหู ขณะที่มือกดร่างเธอลงกับโต๊ะจนแผ่นหลังบางแนบสนิทกับความเย็นเยียบของไม้
"งั้นก็ลองดูว่าความทรมานในโลกความจริง... มันจะงดงามกว่าบนผืนผ้าใบแค่ไหน!"
เขาบดเบียดริมฝีปากลงไปอย่างรุนแรงและหิวกระหาย สัมผัสที่ได้รับไม่ใช่ความอ่อนหวาน แต่คือการ หักหาญ และเอาชนะ จีจี้เองก็ไม่ได้ขัดขืน เธอตอบรับความดิบเถื่อนนั้นด้วยการจิกเล็บลงบนแผ่นหลังของเขา ราวกับจะตอกย้ำว่าเธอคือผู้ที่รับมือกับความมืดมิดในใจของเขาได้ดีที่สุด
เขาระดมจูบลงไปอย่างดุดัน บดขยี้ริมฝีปากที่จองหองนั้นจนห่อเลือด จีจี้ไม่ได้หวาดกลัวแต่กลับครางรับในลำคอด้วยความกระสันพึงใจ
เธอจิกเล็บลงบนบ่ากว้างของเขาจนห่อเลือดพลางกระซิบสวนกลับอย่างท้าทาย
"แรงกว่านี้สิอคิน... บดขยี้ฉันให้เหมือนที่คุณทำกับเด็กคนนั้นในจินตนาการของคุณสิ!"
เสียงลมหายใจหอบกระเส่าผสานไปกับเสียงเนื้อกระทบเนื้อที่ดังก้องไปทั่วห้องศิลปะอันสลัวลาง
อคินโหมกระพือไฟราคะเข้าใส่เธออย่างบ้าคลั่ง ท่วงท่าที่เร่าร้อนบิดเกลียวดุจเส้นสายพู่กันที่ตวัดอย่างรุนแรงบนผืนผ้าใบ ทุกจังหวะที่เขาส่งมอบให้คือการระบายความอัดอั้นจากภาพวาดที่ยังไม่เสร็จสิ้น
"อ๊ะ... อคิน... คุณมันปีศาจ..."
จีจี้ครางระงม ร่างกายสั่นสะท้านภายใต้การควบคุมของเขา
"แล้วปีศาจตนนี้ไม่ใช่เหรอ... ที่คุณโหยหาจนตัวสั่น!"
ท่ามกลางกลิ่นอายของสีน้ำมันและน้ำมันสนที่ตลบอบอวล แสงเทียนวูบไหวสะท้อนเงาของร่างทั้งสองที่บิดเกลียวพัวพันกันประดุจเถาวัลย์เพลิงบนโต๊ะไม้ตัวหนา อคิน บรรเลงบทรักดั่งจิตรกรผู้บ้าคลั่ง มือหนาฟอนเฟ้นเคล้าคลึงไปตามส่วนสัดโค้งเว้าของจีจี้อย่างหนักหน่วง ราวกับกำลังปั้นแต่งรูปสลักที่มีชีวิต ทุกสัมผัสที่เขามอบให้เต็มไปด้วยความกระหายและโทสะที่ยังกรุ่นอยู่ไม่จางหาย
จีจี้ แอ่นกายรับสัมผัสอันจาบจ้วงนั้นด้วยความซ่านสยิว เสียงครางกระเส่าของเธอดังระงมสอดประสานไปกับเสียงลมหายใจที่หอบถี่กระชั้น อคินก้มลงฝังใบหน้ากับซอกคอหอมกรุ่น สูดกลิ่นกายสาวผสานกลิ่นน้ำหอมฉุนกึกพลางขบเม้มทิ้งรอยรักประทับไว้ดุจตราประทับของเจ้าชีวิต จังหวะรักเริ่มทวีความรุนแรงและรวดเร็วขึ้นทุกขณะ ดั่งคลื่นยักษ์ที่โถมเข้าหาฝั่งอย่างไม่หยุดยั้ง เนื้อตัวที่ชุ่มโชกไปด้วยเหยื่อกาฬบดเบียดเข้าหากันจนไร้ซึ่งช่องว่าง เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังก้องสะท้อนไปถึงภาพวาดที่มุมห้อง
"อคิน... แรงอีก... เอาให้ฉันแหลกคามือคุณ!"
เสียงกระซิบปนสะอื้นไห้ด้วยความกำหนัดของจีจี้ ยิ่งจุดไฟในกายชายให้ลุกโชน เขาเร่งจังหวะสุดท้ายอย่างดุดันและเผด็จการ กระแทกกระทั้นทุกอารมณ์ดิบเถื่อนลงไปในห้วงกามารมณ์ที่ล้ำลึก
ในวินาทีที่หยาดธารแห่งความปรารถนาพุ่งพล่านถึง จุดสุดยอด ร่างของทั้งคู่เกร็งกระตุกสอดประสานกันแน่นสนิท ประหนึ่งดนตรีที่บรรเลงมาถึงโน้ตตัวสุดท้ายที่สูงระหงและแผดจ้า ก่อนจะร่วงหล่นลงสู่ความเงียบงันที่แสนทรมาน ทิ้งไว้เพียงหยดเหงื่อและแววตาที่ว่างเปล่าของอคินที่เผลอเหลือบไปสบเข้ากับดวงตาของ เรมี่ในภาพวาด ซึ่งดูเหมือนจะกำลังหลั่งน้ำตาให้แก่ความอัปยศที่เกิดขึ้นเบื้องหน้า
หลังพายุราคะสงบลง เหลือเพียงเสียงหอบหายใจพร่าที่สอดประสานกับความเงียบเย็นเยียบของห้องศิลปะ อคิน ค่อยๆ ถอนกายออกอย่างเชื่องช้า ทว่ามือหนายังคงรั้งเอวบางของจีจี้ให้แนบชิดกับขอบโต๊ะไม้ที่ระเกะระกะ เขาโน้มใบหน้าลงไปซุกไซ้ซอกคอที่ชุ่มเหงื่อ สูดกลิ่นคาวเสน่หาที่ปะปนกับกลิ่นสีน้ำมันอย่างพึงใจ
"คุณนี่มัน... บ้าคลั่งได้ใจผมจริง ๆ จีจี้"
เขาพูดด้วยน้ำเสียงต่ำทุ้มที่สั่นพร่า ร่องรอยแห่งความต้องการยังคงตกค้างอยู่ในดวงตาที่วาวโรจน์
"ไม่มีใครรองรับแรงอารมณ์ที่รุนแรงขนาดนี้ของผมได้เท่าคุณอีกแล้ว...”
เขากดมูกซุกไซร้ไปตามซอกคอแบบอ้อยอิ่งพร้อมพึมพำ
“รสชาติของคุณมันช่างดิบเถื่อนและถึงใจ จนผมเกือบจะลืมไปเลยว่ากำลังวาดรูปใครอยู่"
เขากระซิบประโยคนั้นชิดริมฝีปากที่บวมเจ่อของเธอ มือลูบไล้ไปตามรอยแดงที่เขาฝากไว้บนผิวเนียนอย่างทะนุถนอมทว่าน่าขนลุก จีจี้หลับตาพริ้ม ดื่มด่ำกับคำชมที่ดูเหมือนจะยกย่องเธอให้เหนือกว่าใคร
แต่สิ่งที่จีจี้ไม่อาจสัมผัสได้ คือ คมมีดโกนอาบยาพิษ ที่ซ่อนอยู่ในถ้อยคำเหล่านั้น อคินไม่ได้รักเธอที่ตัวตน แต่เขารักที่เธอเป็น "ภาชนะ" ที่รองรับความวิปริตและอารมณ์ขยะของเขาได้โดยไม่แตกสลาย
คำพูดที่ว่าเธอให้เขาได้คนเดียวนั้น แท้จริงคือการตีตราจองเพื่อไว้ใช้ระบายความอัดอั้นในครั้งต่อไปเขาเพียงแค่ใช้เธอเพื่อรักษาความบริสุทธิ์ผุดผ่องของ เรมี่ในภาพวาด เอาไว้ในจุดที่สูงส่งที่สุดเท่านั้นเอง
"คืนนี้คุณทำหน้าที่ได้ดีมาก..."
อคินทิ้งท้ายพร้อมรอยยิ้มเย็นที่ไปไม่ถึงดวงตา
"ดีจนผมชักจะอยากรู้แล้วว่า... ครั้งหน้าคุณจะทนทานแรงบีบคั้นของผมได้มากกว่านี้อีกไหม?"
จีจี้พริ้มตาหลับ ดื่มด่ำกับสัมผัสรุ่มร้อนที่ยังหลงเหลืออยู่อย่างกะปลิดกะปรอย เธอยกแขนเรียวขึ้นคล้องคออคินพลางโน้มใบหน้าเขาลงมาใกล้ จนลมหายใจที่ยังร้อนผ่าวรดรินกันและกัน
“อื้อ...ปากหวานจริง ๆ นะคะ...”
เธอผงกศีรษะขึ้นจูบที่ปลายจมูกโงของเขาอย่างเย้ายวน หาได้เฉลียวใจไม่ว่าถ้อยคำยกยอที่ได้ยินนั้นคือ คมมีดโกนอาบยาพิษ ที่กรีดลึกเข้านิรยภูมิแห่งตัณหา
“แต่จี้ชอบนะ ไม่เคยได้ยินคำแบบนี้ออกจากปากคุณเลยค่ะ อคินขา....”
หญิงสาวใช้ขาที่เปล่าเปลือยทั้งสองข้างยกขึ้นโอบรัดเอวกำยำของเขาให้แนบชิดเข้ามาสัมผัสเนื้อนุ่มของตนให้แน่นขึ้นอีก
“จะรุนแรงแค่ไหนเชียวคะ”
จีจี้กระซิบตอบ เสียงของเธอพร่าสั่นด้วยความระคนสุขสม
“สุดแม็กแค่นี้เองเหรอคะ อคิน” เธอท้าทาย "รุนแรงให้สมกับที่เป็นคุณสิคะอคิน..."
นิ้วเรียวกรีดไล้ไปตามแผ่นหลังกว้างที่มีรอยเล็บของเธอกาฝากไว้
"ฉันรู้ว่าร่างกายของฉันคือ 'ผืนผ้าใบเดียว' ที่รองรับพายุอารมณ์ของคุณได้โดยไม่ฉีกขาด ไม่เหมือน 'แม่ตุ๊กตากระเบื้อง' ในรูปนั่นที่คงจะแหลกสลายเพียงแค่คุณแตะต้องแรงๆ"
เธอกดจูบเบา ๆ ที่สันกรามของเขาอย่างผู้ชนะ หลงระเริงในคำลวงที่ว่าเธอคือ "หนึ่งเดียว" ที่คู่ควรกับความดิบเถื่อนนี้ ในขณะที่อคินเหยียดยิ้มเย็นเยียบ นัยน์ตาที่วาวโรจน์ด้วยความหิวกระหายยังคงจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่ฉ่ำปรือของหญิงสาว
"นั่นสิ... เพราะคุณมัน 'อึด' และ 'เร่าร้อน' จนผมแทบหยุดมือไม่ได้ จีจี้...”
เขาตอบสนองเธอด้วยการกำขยี้ที่ปลายถันไปมาในอุ้งมือทำให้จีจี้หดร่างเข้าหากันก่อนจะแอ่นอกขึ้นรับทุกครั้งที่มือให้น้ำหนักกดลงมาที่อวกอวบขาวนวนของเธอ
“ความดิบในตัวคุณมันกระตุ้นให้ผมอยากบีบคั้นคุณให้มากกว่านี้”
เขาไม่พูดเปล่ายังแสดงให้เห็นด้วยมืออันเรียวสวยของเขาด้วยการปล่อยจากหน้าอกไล่ลงมาบีบที่เนินมหัศจรรย์ของเธอ ขณะเดียวกันปลายนิ้วเรียวสวยของจีจี้กรีดกรายไปตามแผงอกแกร่ง ลากไล้ผ่านมัดกล้ามที่เต้นตุบตามจังหวะหัวใจที่บ้าคลั่งของเขา พลางกระซิบตอบด้วยน้ำเสียงพร่าสั่นที่ข้างหู
“ถ้าหยุดไม่ได้... ก็ไม่ต้องหยุดค่ะอคิน”
เธอขบเม้มติ่งหูเขาเบา ๆ ร่างกายเบียดเสียดเข้าหาความแข็งขึงอย่างจงใจ
“ฟาดฟันฉันด้วยความดิบเถื่อนของคุณให้หนำใจ... ฉันอยากรู้เหมือนกันว่า ระหว่างไฟในตัวคุณ กับความกระหายของฉัน สิ่งไหนจะเผาไหม้อีกฝ่ายจนมอดไหม้ก่อนกัน”
อคินครางต่ำในลำคออย่างพึงพอใจ ฝ่ามือหนาที่ร้อนดั่งไฟรวบเอวคอดกิ่วเข้าหาตัว พลางบีบเฟ้นสะโพกมนอย่างหนักหน่วงจนเกิดรอยจาง ๆ เขาซุกใบหน้าลงกับซอกคอหอมกรุ่น สูดดมกลิ่นกายที่เขารุ่มหลงราวกับคนขาดอากาศหายใจ
“คุณมันนางมาร... ที่รู้ดีที่สุดว่าต้องล่อลวงผมยังไง”
เขาเอ่ยรอดไรฟันขณะที่มือเริ่มซุกซนต่ำลงไป
“ถ้างั้นก็เตรียมรับผิดชอบความคลั่งนี้ซะ เพราะคืนนี้... ผมจะไม่เหลือแม้แต่ซากให้คุณได้หยิ่งผยองอีก”
เสียงลมหายใจที่สอดประสานกันเริ่มถี่กระชั้นพอ ๆ กับสัมผัสที่จาบจ้วงรุนแรงขึ้น ทุกตารางนิ้วบนผิว
แสงไฟสลัวสาดผ่านม่านหน้าต่างเข้ามาเป็นเงาไหวระริกไปตามผนังห้อง ราวกับปีศาจที่ร่ายรำเฝ้ามองการห้ำหั่นของคนทั้งคู่ อากาศรอบกายดูจะเบาบางและร้อนระอุขึ้นทุกขณะจนผิวเนื้อสัมผัสได้ถึงไอความร้อนที่แผ่ออกมา จีจี้จิกเล็บลงบนบ่ากว้าง กดน้ำหนักลงไปจนเห็นรอยแดงเด่นชัดแทนคำท้าทาย
“รับผิดชอบเหรอคะ?” เธอเค้นเสียงหัวเราะในลำคอที่แห้งผาก
“ดูเหมือนคุณจะลืมไปนะอคิน... ว่ายิ่งคุณรุนแรง ฉันยิ่ง ‘ละลาย’ และยิ่งคุณคลั่ง... ฉันก็ยิ่ง ‘เป็นสุข’”
อคินกระชากร่างบางให้พลิกกลับมาสบตาที่วาวโรจน์ของเขา มือข้างหนึ่งตรึงข้อมือเธอไว้เหนือหัว ส่วนอีกข้างเลื่อนขึ้นมาบีบปลายคางมนอย่างย่ามใจ แรงกดนั้นทำให้หัวใจของเธอเต้นกระดอนแทบหลุดจากอก
“งั้นก็ ‘กลืน’ ความดิบเถื่อนของผมเข้าไปให้หมด!”
อคินรามใส่ข้างหูเธอ เสียงของเขาทุ้มพร่าดุดันจนคนฟังขนลุกซ่าน
“อย่าเผลอร้องขอชีวิตล่ะ เพราะต่อให้คุณขาดใจตายคาอกผม... ผมก็ไม่หยุด!”
“ใครบอกว่าฉันจะร้องขอชีวิต?”
จีจี้เชิดหน้าขึ้น นัยน์ตาที่ฉ่ำปรือเปลี่ยนเป็นความท้าทายที่ไร้ความกลัว
“ฉันจะร้องเรียกชื่อคุณต่างหาก... เรียกให้คุณคลั่งตายไปพร้อมกับฉัน!”
“อยากรู้เหลือเกินว่าถ้าผมใส่ 'ความรุนแรง' ลงไปอีกนิด คุณจะครางเรียกชื่อผมได้ดังแค่ไหน"
"งั้นก็พิสูจน์สิคะ..."
จีจี้ท้าทายด้วยสายตาฉ่ำกามพลางแอ่นกายเข้าหาเขาอย่างไม่รู้จักพอ
"บดขยี้ฉันให้จมไปกับโต๊ะตัวนี้ ให้ฉันเป็นความมันพยางค์เดียวกระชากใจที่คุณจะไม่มีวันลืม"
ทั้งคู่ต่างตกอยู่ในวังวนของ ราคะที่หิวกระหาย ฝ่ายหนึ่งหลงเชื่อว่าตนคือคนสำคัญ แต่อีกฝ่ายกลับมองเห็นเพียง "เครื่องมือระบายแค้น" ที่ยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่เขาเคยหาได้
พายุที่เคยคลั่งไคล้พลันแปรเปลี่ยนเป็นสายลมพัดเอื่อยที่แสนรัญจวนใจ อคินช้อนร่างของจีจี้ลงจากโต๊ะทำงานอย่างถะนุถนอม ราวกับว่าเธอคือชิ้นงานล้ำค่าที่เขาเพิ่งค้นพบวิธีชโลมรักษา เขาประคองเธอลงบนพื้นพรมหนานุ่มหน้าผืนผ้าใบรูปเรมี่ ที่ซึ่งแสงเทียนรำไรทาบทับลงบนร่างของทั้งคู่ให้ดูนวลตา เขาหันมองใบหน้าของเรมี่บนผืนผ้าใบ ซึ่งมันทำให้อารมณืของเขาเปลี่ยนไป
คราวนี้อคินไม่ได้ใช้ความรุนแรงหักหาญ แต่กลับใช้ปลายนิ้วและริมฝีปากลูบไล้ไปตามผิวกายของจีจี้อย่างแผ่วเบาละมุนละไม สัมผัสที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงนี้ทำให้จีจี้ถึงกับลืมหายใจไปชั่วขณะ เธอประหลาดใจในความอ่อนโยนที่อคินมอบให้ แววตาของเขาที่จ้องมองมานั้นเต็มไปด้วยความอาทรที่ซ่อนเร้น จนเธออดไม่ได้ที่จะมองตามสายตาของเขาไปยังรูปวาดข้างหลัง แต่เธอก็เลือกที่จะสลัดความสงสัยนั้นทิ้งไป เพื่อดื่มด่ำกับบทรักชวนฝันที่กำลังแผ่ซ่านไปทั่วร่าง
"อคิน... คุณทำแบบนี้... ฉันจะขาดใจตายเสียก่อน"
ริมฝีปากของอคินยังคงพรมจูบอย่างแผ่วเบาที่หน้าท้องแบนราบ ลากไล้ผ่านผิวเนียนละเอียดราวกับกำลังชื่นชมงานศิลปะชิ้นเอก ทว่านัยน์ตาที่จ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาฉ่ำปรือของจีจี้นั้นกลับเย็นเยียบและเต็มไปด้วยเล่ห์กล เขาจงใจหยุดจังหวะที่ปลายนิ้ววนเวียนอยู่ตรงจุดยุทธศาสตร์ กระตุ้นให้เธอสั่นสะท้านด้วยความกระสันอยากที่ทวีคูณ
“หึ... ขาดใจตายงั้นเหรอจีจี้? คุณมันหนังเหนียวเกินกว่าจะตายเพราะสัมผัสแค่นี้...”
เขาเอ่ยเสียงพร่าพลางขยับกายขึ้นมาทาบทับ แขนแกร่งค้ำยันข้างศีรษะเธอ
“จำได้ไหม... คืนที่เราช่วยกัน ‘จัดวาง’ เวทีให้แขกผู้มีเกียรติคนล่าสุดของเราน่ะ? งานนั้นคุณ ‘เก็บกวาด’ ได้สะอาดสะอ้านจนผมอดทึ่งไม่ได้จริง ๆ”
จีจี้ครางกระเส่า มือที่บีบเฟ้นสะโพกเขาเริ่มจิกเกร็งเมื่ออคินจงใจกดสะโพกเบียดเน้นลงมาแต่ยังไม่ยอมสอดใส่
“อคิน... อย่าเพิ่งพูดเรื่อง... อ๊ะ... เรื่องงานสิคะ...”
“ทำไมล่ะ? ก็ความรุ่มร้อนของคุณในคืนนั้นมันทำให้ผม ‘ตื่นตัว’ ยิ่งกว่าตอนนี้เสียอีก”
เขาโน้มลงมากระซิบชิดริมฝีปากที่เผยอค้าง
“ปลายนิ้วที่เคยประคอง ‘ของสำคัญ’ ชิ้นนั้นอย่างใจเย็น... มือที่ช่วยผม ‘ปิดฉาก’ การแสดงละครชีวิตของคนพวกนั้นอย่างแนบเนียน... คุณรู้ไหมว่ามันทำให้คุณดู ‘น่ากิน’ ขนาดไหน”
เขาเริ่มขยับโยกคลึงวนเบา ๆ สร้างความรัญจวนจนจีจี้ต้องแอ่นกายรับอย่างลืมตัว
“คุณมันโรคจิต... อคิน... แต่ฉันก็เกลียดไม่ลง...”
“ไม่ใช่แค่ไม่เกลียด แต่คุณ ‘หลงรัก’ มันต่างหาก”
อคินยิ้มเหี้ยมเกรียมขณะที่นัยน์ตาตวัดไปมองภาพวาดด้านหลังแวบหนึ่ง ราวกับกำลังส่งซิกให้กับวิญญาณที่ถูกจองจำอยู่ในนั้น
“เหมือนกับตอนที่เรา ‘ส่งแขก’ กลับบ้านนั่นแหละ... ยิ่งพวกเขาดิ้นรน คุณยิ่งมีความสุข... และตอนนี้ คุณก็กำลังดิ้นรนอยู่ใต้ร่างผม... เหมือนพวกเขาวันนั้นไม่มีผิด”
เสียงลมหายใจหอบถี่สอดประสานไปกับคำพูดและกลิ่นคาวของกามารมณ์ อคินคุมเกมได้อย่างเบ็ดเสร็จ เขาสนุกที่เห็นจีจี้ลุ่มหลงในรสสัมผัสจนลืมไปว่าเธอก็เป็นเพียง ‘หมาก’ ตัวหนึ่งในเกมล่าที่เขากำลังสนุกอยู่เช่นกัน
ความร้อนผ่าวจากการสัมผัสเป็นเพียงฉากหน้าของความคิดที่เยือกเย็นกว่านั้น เสียงกระซิบของเขาแผ่วเบาแต่ชัดเจนข้างใบหู ขณะที่เขากำลัง "ทบทวน" แผนการผ่านถ้อยคำที่ดูเหมือนการชื่นชมศิลปะ
"จีจี้...คุณก็รู้ว่างานประมูลที่กำลังจะมาถึงของเรามีศิลปินผู้มีชื่อเสียงระดับโลกมา มันไม่ใช่แค่การโชว์ภาพวาดและการประมูลภาพธรรมดา"
เขาลากปลายนิ้วไปตามแผ่นหลังของเธออย่างเชื่องช้า
"ผลงานชิ้นเอกของเขาที่ชื่อว่า 'รอยพู่กันสุดท้าย”(The Final Stroke' ) มันมีจุดบกพร่องที่มองไม่เห็นอยู่... เหมือนกับจังหวะการเต้นของหัวใจที่ผิดเพี้ยนไปเพียงเสี้ยววินาที"
จีจี้พริ้มตาลง ตอบรับสัมผัสและรหัสลับนั้นด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่า
"แล้วเราจะ 'แก้ไข' จุดบกพร่องนั้นยังไงดีคะอคิน?"
อคินแย้มยิ้มที่มุมปาก
"เราจะใช้ 'ตัวทำละลายสีสูตรพิเศษที่ผมเตรียมไว้ ในช่วงเวลาที่แสงไฟในแกลเลอรีส่องสว่างที่สุด... เมื่อเขายืนอยู่หน้าภาพวาดนั้นเพื่อกล่าวเปิดภาพงานของเขา นั่นคือวินาทีที่ศิลปะกับศิลปินจะกลายเป็นเนื้อเดียวกันอย่างสมบูรณ์แบบ"
เขากดจูบที่ซอกคอของเธอ แฝงคำสั่งสุดท้ายในบทสนทนา
"หน้าที่ของคุณคือทำให้แน่ใจว่า 'กรอบรูป' แข็งแรงพอที่จะไม่ให้ใครหลุดลอดออกไปได้... ทันทีที่พู่กันด้ามนั้นหักลง ทุกอย่างต้องจบลงด้วยความเงียบสงบ"
ท่ามกลางเสียงหอบหายใจและจังหวะของความใคร่ แผนการถูกสลักไว้ในจิตใจของทั้งคู่อย่างแยบยล เป็นการเตรียมพร้อมสู่ 'โชว์' ครั้งสุดท้ายที่โลกจะต้องจารึก
“เราซ้อมเตรียมงานกันมามากพอแล้วนะคะ เรามาซ้อมเรื่องเราสองคนซะทีเถอะค่ะอคิน”
“ผมพยายามย้ำไม่ให้คุณลืม และนี่...”
เขากดร่างเข้าหาเธออย่างแนบแน่นแซ่นิ่งเอาไว้ในห้วงแห่งความโอบอ้อมที่รัดรึงอบอุ่นชั่วอึดใจแล้วค่อย ๆโยก
จีจี้ครางระรัวพยายามซึมซับความรัญจวนที่สดใหม่ในทุกอณูผิว
“ผมก็ไม่อยากให้คุณผมลืมเช่นกัน”
เสียงครางของเธอเปลี่ยนจากความเจ็บปวดเป็นความซาบซ่านที่ยาวนานกว่าเดิม
“ไม่มีแม้แต่วินาทีเดียวที่จะลืมคุณค่ะ อคนขา...”
เธอหลับตาพริ้มปล่อยให้อคินนำพาเธอไปสู่ห้วงแห่งภวังค์ที่แสนหวาน
เมื่อความรัญจวนพุ่งขึ้นจนถึงขีดสุด จีจี้ก็ไม่อาจอยู่เฉยได้อีกต่อไป เธอพลิกกายกลับมาเป็นฝ่ายคุมเกม พลิกร่างของอคินลงไปบ้างแล้วเริ่มใช้บทปรนนิบัติที่สยิวที่สุดเท่าที่เธอจะจินตนาการได้ เพื่อจะรัดร้อยความพึงพอใจของศิลปินหนุ่มเอาไว้ให้ได้นานที่สุด
เธอพรมจูบและใช้ความนุ่มนวลเย้ายวนกระตุ้นทุกโสตประสาทของเขา จนได้ยินเสียงพึมพำอย่างลืมตัวหลุดออกมาจากปากของชายหนุ่มผู้เย็นชา
"อืมม... จีจี้... พอเถอะ..."
อคินครางแผ่วเมื่อเธอจงใจหยุดปลุกเร้าในจังหวะที่เขากำลังจะคลุ้มคลั่ง
"ทำไมล่ะคะ? ไม่อยากให้ฉันทำต่อเหรอ?"
จีจี้เอ่ยถามพร้อมรอยยิ้มของผู้ชนะที่ผุดขึ้นบนใบหน้า
"อย่าหยุด... ลงมือทำต่อสิ... ผมสั่งให้คุณทำ!" อคินเร่งเร้าเสียงพร่าด้วยความกระสันที่ปิดไม่มิด
จีจี้ยิ้มกว้างอย่างพึงใจที่เห็นศิลปินผู้ถือดีพ่ายแพ้ต่อสัมผัสของเธออย่างราบคาบ เธอจึงบรรเลงบทรักรัญจวนใจนั้นต่อไปอย่างไม่ลดละ จนกระทั่งห้องทำงานศิลปะแห่งนั้นอบอวลไปด้วยเสียงแห่งความสุขสมที่ลากยาวไม่รู้จบ ทิ้งให้เรมี่ในภาพวาดจ้องมองภาพความรัญจวนนั้นเป็นเพียงพยานในเงามืดเพียงลำพัง
ในวงจรชีวิตที่เต็มไปด้วยสีสันอันบิดเบี้ยวของอคิน "จีจี้" จันธิมา พรมศรรัตน์ คือผลงานชิ้นเอกที่เขายังไม่ยอมโยนทิ้งลงถังขยะ เธอคือภาพลักษณ์ของความโฉบเฉี่ยว เซ็กซี่ชนิดที่ชายใดสบตาเป็นต้องหลอมละลาย ทุกครั้งที่เจนตาเธอจะอยู่แต่ภายใต้ชุดเดรสรัดรูปแบรนด์เนมที่เผยสัดส่วนเย้ายวน จีจี้มีความฉลาดหลักแหลมในฐานะฝ่ายประชาสัมพันธ์มือหนึ่งที่คอยจัดการ "ภาพลักษณ์" ของศิลปินแห่งชาติให้ดูใสสะอาดอยู่เสมอ และจะเป็นภาพรัญจวนใจน่าลูบไล้หลงไหลแบบไร้เสื้อผ้ามีใบหน้าของศิลปินผู้เลื่องชื่อซบบนอกนุ่มโตๆละมุนของเธอตลอดไป
จีจี้ยิ้มกับตัวเองเมื่อเหลือบมองใบหน้าที่หลับใหลหมดแรงบนอกเปลือยของเธอ!
ภาพวาดกับของจริงที่เด้งได้อะไรมันจะมีเสน่ห์กว่ากัน ให้มันรู้ไป!
ธีร์หันมาสบตากับรองผู้กำกับกองปราบตรง ๆ แววตาของนักล่าข่าวกรองคู่นั้นดูลึกซึ้งจนยากจะหยั่งถึง "แต่เครือข่ายที่เหลือ... และ 'หมากตัวใหม่' ที่กำลังจะหมุนเวียนขึ้นมาแทนที่นายพลอิทธิพลต่างหาก คือสิ่งที่สำนักข่าวกรองกำลังจับตาดู"สายตาของธีร์เหลือบมองผ่านกระจกเข้าไปในงาน แล้ว เขาหันกลับมามองรังสิมันต์อีกครั้ง ราวกับเขารู้ดีว่า 'กับดัก' และ 'เหลี่ยมรัก' ครั้งใหม่กำลังจะเกิดขึ้นโดยมีคนกลุ่มนี้เป็นศูนย์กลางเรื่องราวทวีความเข้มข้นขึ้นเมื่อหน่วยงานระดับชาติอย่าง สขช. มาร่วมวงด้วย!“ดื่มอะไรหรือยังเซลีน” รังสิมันต์หันไปทางเซลีนและอาตี้“อย่าห่วงฉันเลยค่ะบอส ห่วงคนโน้นเถอะ”เซลียพยักหน้าไปทางเรมี่ที่อยู่ในงาน ท่ามกลางผู้นำระดับสูงที่เนืองแน่น สายตาของธีร์ที่มองผ่านกระจกเข้าไปยังไม่ทันได้ละไปไหน ร่างบางของ เรมี่ ในชุดเดรสสีสุภาพก็เดินเลี่ยงฝูงชนมุ่งตรงมายังระเบียงเงียบ ๆ แววตาของเธอไม่ได้มีความตื่นกลัวเหมือนตอนที่อยู่บ้านพักอีกต่อไป“ดีกันยังบอส”จีนถามขึ้นลอย ๆ ทำให้สามคนหัวเราะพร้อมกัน อาตี้ดูงง ๆ เซลีนหันมาบอกเขาว่า“คุณรู้ไหมน้องสาวคุณตบหน้าบอสเรานะ”“เซลีน....”“เรื่องจริงนี่คะหัวหน้า ““ย
รังสิมันต์ผู้ดูสุขุมคนนี้แท้จริงแล้วคือสิงห์เหนือเสือใต้แห่ง กองบังคับการปราบปราม (บก.ป. หรือ "กองปราบ") หน่วยงานระดับพระกาฬแห่งกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ที่ขึ้นชื่อเรื่องการส่งสายสืบนอกเครื่องแบบออกไปฝังตัวทลายซุ้มมือปืนและมาเฟียทั่วประเทศไทย โดยมีอำนาจสืบสวนสอบสวนคร่อมได้ทุกจังหวัดอย่างไร้ขีดจำกัด ยศพันตำรวจโทของเขาในหน่วยนี้จึงเต็มไปด้วยบารมีที่ใครก็ไม่อาจมองข้าม"ยินดีด้วยครับพี่รังสิมันต์ งานนี้ถ้าไม่ได้สายข่าวลึกของกองปราบช่วยชี้เป้า พวกเราคงควานหาตัวไอ้พวกสมุนยากแน่"นายตำรวจหนุ่มยศร้อยตำรวจเอกเดินเข้ามาชนแก้ว"ต้องยกเครดิตให้ทีมสนับสนุนด้วยครับ"รังสิมันต์ยิ้มรับเบา ๆ ก่อนสายตาจะเหลือบไปมองอีกด้านของห้อง ซึ่งมีกลุ่มนายตำรวจจาก กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) กำลังนั่งคุยกันอยู่ หน่วยนี้เด่นที่สุดเรื่องการส่ง "สายลับ" แฝงตัวเข้าไปในเครือข่ายค้ายาเพื่อล่อซื้อและสืบหาตัวหัวหน้าขบวนการใหญ่ ซึ่งในคดีของนายพลอิทธิพล เส้นทางการเงินส่วนหนึ่งก็ถูกลากยาวไปพัวพันกับเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติจนทำให้ บช.ปส. ต้องส่งมือดีมาร่วมทีมทางลับเช่นกันไม่ไกลกันนัก หมวดอาตี้ ในชุดสูทสากลดู
เรมี่ตาค้าง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจสุดขีด เธอหลุดปากเรียกชื่อพี่ชายเสียงหลง“ทำไมพี่อาตีทำอย่างนี้คะ?” สมองเบลอจนทำอะไรไม่ถูก ไม่คิดว่าพี่ชายจะรู้เรื่องนี้และเอามาพูดต่อหน้ารังสิมันต์ในสถานการณ์แบบนี้ในขณะที่รังสิมันต์ค่อย ๆ ยื่นมือไปรับใบเอกสารนั้นมาดู “จุ๊ จุ๊ เธอไม่ต้องต่อว่าพี่ยัยเร..”อาตี้รีบขัด”คนที่จะต่อว่าเธอควรเป็นพี่ที่เธองุบงิบพูดไม่จริงกับพี่”สายตาคมกริบกวาดอ่านตัวอักษรบนกระดาษแผ่นนั้น ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาสบตากับเรมี่“วันที่เธอบอกไม่ค่อยสบายพี่ถามเธอแล้วแต่เธอบอกจะรีบกลับไปพัก”รังสิมันต์นิ่งขึงไป สมองของเขาคล้ายจะสตั้นและหยุดทำงานไปหลายวินาที แววตาที่เคยอ่านยากกลับสั่นไหวด้วยความรู้สึกที่ท่วมท้นจนไร้คำพูดท่าทางนิ่งงันของเขาทำให้เรมี่จ้องมองด้วยความประหลาดใจแกมหวาดหวั่น เธอทำตัวไม่ถูกและเริ่มลนลาน จึงรีบหันไปประท้วงพี่ชายทันที"พี่อาตี้คะ! เรจัดการเรื่องนี้เองได้นะคะ”“แค่เรื่องที่เธฮแวะไปตรวจแบบไม่บอกพี่นี่ก็ไม่เข้าท่าแล้วยัยเร..”อาตี้พูดเสียงขึงขัง“แถมยังแวะไปบ้านของอคินไปต่อสู้กันแบบนั้น เด็กจะเป็นยังไง...”“ เรื่องนี้เรจัดการเองได้ ไม่จำเป็นต้อง...""ไม่ได้!"
เรมี่เงยหน้าขึ้นมองใบหน้าคมคายของชายหนุ่มในขณะที่เขากำลังพยุงเธอเดินไปตามระเบียงทางเดินยาว ความสงสัยที่ค้างคาอยู่ในใจทำให้เธออดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามออกมา"คุณรู้ได้ยังไงคะว่าฉันอยู่ที่นี่... หมวดอาตี้เป็นคนบอกคุณเหรอ?"รังสิมันต์คลี่ยิ้มบางเบา นัยน์ตาคู่นั้นทอประกายความเอ็นดูผสมผสานกับความโล่งใจ เขาชะงักฝีเท้าลงเล็กน้อยก่อนจะตอบเสียงทุ้ม"ไม่ใช่หรอกครับ... หมวดอาตี้ไม่ได้บอกชายหนุ่มละมือข้างหนึ่งมาจับข้อมือบางของเธอขึ้นมา แล้วใช้นิ้วโป้งลูบไล้ไปที่ตัวเรือนนาฬิกาข้อมือเรือนสวยที่เธอสวมอยู่เบา ๆ"ผมแอบเอาเครื่องติดตามขนาดจิ๋วติดไว้ที่นาฬิกาของคุณ ตั้งแต่คืนที่ผมไปนอนพักกับคุณแล้วต่างหากล่ะ"“เหลี่ยมเยอะนะคะ”เรมี่เบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ แต่อกแกร่งของรังสิมันต์ยังคงโอบรัดเธอไว้แน่นราวกับจะปลอบประโลม"เครื่องนี้มันไม่ได้แค่บอกพิกัด แต่มันลิงค์ระบบเสียงทุกอย่างกลับไปที่ศูนย์บัญชาการของธีร์ทั้งหมดตลอดเวลา เพราะฉะนั้นคำสารภาพของไอ้อคินเมื่อกี้... หลักฐานมัดตัวมันแน่นหนาจนดิ้นไม่หลุดแน่นอน ถึงมันจะไม่ตายวันนี้ มันก็ไม่มีวันได้เห็นแสงเดือนแสงตะวันอีก"เมื่อเห็นหญิงสาวอ้าปากเตรียมจะประท้วงแล
เสียงปืนที่สาดกระหน่ำติดต่อกันหลายนัดจนแสบแก้วหู แรงปะทะทำให้อคินต้องผละหงายหลังออกจากจีจี้ในวินาทีที่เศษไม้และปลอกกระสุนปลิวว่อน ท่ามกลางความโกลาหลที่เกิดขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัวนั้นเอง มีเงาร่างแกร่งพุ่งทะยานมาจากทางประตูที่เปิดอ้า วงแขนอันแข็งแรงและคุ้นเคยตวัดโอบกอดรัดรอบร่างของเรมี่เอาไว้แน่น ก่อนจะพากลิ้งหลบวิถีกระสุนเข้าไปยังมุมแผ่นผืนผ้าใบกลิ่นอายและอ้อมกอดที่คุ้นเคยนั้นทำให้หัวใจของเรมี่ที่เกือบจะหยุดเต้นกลับมาพองโตอีกครั้ง"หมอบลง!"เสียงตะโกนกร้าวของชายหนุ่มผู้มาพร้อมวงแขนอันแข็งแกร่งดังแหวกอากาศขึ้นมา เขาและกลุ่มชายฉกรรจ์ในชุดดำที่กรูตามเข้ามายังคงยิงเปิดทางส่งควันโขมงทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ของคนจำนวนมากก็วิ่งกรูดังก้องสะท้อนไปทั่วทั้งคฤหาสน์ความโกลาหลแผ่ขยายไปทุกตารางนิ้ว เสียงปืนระเบิดซ้ำขึ้นอีกหลายนัดจากทางโถงทางเดินด้านนอกและภายในห้อง สลับกับเสียงกระจกหน้าต่างระเบียงที่แตกกระจายจากการจู่โจมรอบทิศทางเรมี่ที่ปลอดภัยอยู่ภายใต้การปกป้องของวงแขนแกร่งของรังสิมันต์..ความมืดมิดและแสงสีนวลโกเมนอันลึกลับก็ถูกทำลายลงโดยสิ้นเชิงพรึบ!ระบบควบคุมไฟทั้งหมดของคฤหาสน์ถูกกระชากเ
“จำคืนที่เราสองคนสัญญาจะร่วมมือกันตลอดไปได้ไหม...เมียผม”คำพูดนั้นสะท้อนก้องในหัว หัวใจที่เคยเต็มไปด้วยความแค้นดิ่งวูบและสั่นคลอนไปกับคำหวานที่เธอเคยโหยหามาตลอดเจ็ดปีเต็ม แววตาของเธอสั่นระริกขณะที่พยายามเค้นความเด็ดเดี่ยวปนเสียงสะอื้น ขณะที่เรมี่เธอพยายามเคลื่อนไหวให้แผ่วเบาที่สุดราวกับสายลม สายตาจับจ้องไปที่ปืนพกกระบอกเล็กของเธอที่นอนนิ่งอยู่บนพื้นไม้ห่างออกไปสามก้าวเรมี่ค่อย ๆ คืบคลานมือไปตามพื้นอย่างระมัดระวัง เพื่อใช้จังหวะนี้แย่งชิงอาวุธของเธอกลับคืนมาขณะเดียวกัน แรงกดดันระหว่างอคินและจีจี้ยังคงตรึงเครียด ปลายกระบอกปืนในมือของจีจี้ยังคงสั่นระริก"อย่าเข้ามานะอคิน!" จีจี้ตวาดเสียงหลง แววตาสับสนปนเปจนดูน่าสงสาร "หยุดอยู่ตรงนั้น! เลิกเล่นละครตบตาฉันสักที 7 ปีที่ผ่านมาฉันยังโง่ไม่พออีกเหรอ!"อคินหยุดเท้าลงตามคำสั่ง แต่ใบหน้าของเขายังคงประดับด้วยรอยยิ้มอบอุ่นนุ่มนวล ราวกับชายหนุ่มที่กำลังง้อคนรักในวันวาน“ผมพูดความจริงที่อยู่ในใจผม จีจี้”เขาค่อย ๆ ยกมือทั้งสองข้างขึ้นเสมออกเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ และเริ่มใช้เสียงทุ้มต่ำหลอมละลายความโกรธของเธอ เหมือนอย่างที่เขาเคยทำสำเร็จมานับครั
บรรยากาศภายในห้องนั่งเล่นกว้างขวางของคฤหาสน์”ศิลาจันทร์”ที่หรูหลังงามของ อคิน ถูกตกแต่งด้วยเครื่องเรือนสไตล์โมเดิร์นคลาสสิกที่ขับเน้นความมั่งคั่งและอำนาจมืด แสงไฟสีวอร์มไวท์จากโคมระย้าคริสตัลส่องกระทบลงบนร่างของเจ้าของบ้านที่เอนกายอยู่บนโซฟาหนังแท้สีดำสนิท อคิน หมุนแก้ววิสกี้ในมือช้า ๆ สายตาคมปลาบ
ความตึงเครียดของการสืบสวนจางลงแทนที่ด้วยกระแสไฟบางอย่างที่แล่นผ่านระหว่างคนสองคน รังสิมันต์ขยับเข้ามายืนซ้อนหลังเธอจนลมหายใจอุ่น ๆ ราดรดรินที่ต้นคอขาวระหง “เรามาตกลงกัน... ผมจะให้คุณเข้าถึงข้อมูลทั้งหมดที่ผมมี ส่วนคุณ... ต้องมาเป็น ‘สมอง’ คู่กับผมจนกว่าเราจะจับมันได้”เรมีหันกลับมาสบตาเขาอย่างช้า
“แผลสวยดีนะคะ...”เรมีกระซิบเสียงพร่า แววตาเต็มไปด้วยความเหนือกว่า“ ดูเหมือน ‘ลายเซ็น’ ของฆาตกรคนนี้จะประทับอยู่บนตัวคุณนานกว่ารอยสักของฉันเสียอีก” รังสิมันต์นิ่งงันไปครู่หนึ่ง ดวงตาคมกริบไหวระริกด้วยความรู้สึกที่ก้ำกึ่งระหว่างความโกรธและความถูกใจอย่างรุนแรง“คำถามคือ... คุณเป็นผู้รอดชีวิตที่โชคด
เสียงเพลงคลาสสิกคลอเบาๆ ในโถงจัดเลี้ยงหรูหรา ท่ามกลางแสงระยิบระยับของโคมไฟคริสตัลขนาดยักษ์ที่ห้อยระย้าลงมาจากเพดานสูงระฟ้าของโรงแรมแกรนด์รอยัล กลิ่นน้ำหอมราคาแพงและเสียงหัวเราะต่อกระซิกของเหล่าชนชั้นสูงอบอวลไปทั่วงานเลี้ยงการกุศลระดับประเทศ"เรมี่" ก้าวเข้ามาในงานด้วยท่วงท่าที่สะกดทุกสายตา ชุดราตรี







