LOGINเปิดเทอมได้ไม่นาน ช่วงเทศกาลวาเลนไทน์ ทางบ้านก็มารับเพื่อพาลูก ๆ ออกไปเที่ยวพักผ่อน ก่อนจะมีการสอบปลายภาคเพื่อจบภาคการศึกษาในปีสุดท้าย
“มากันแค่นี้เหรอคะ” เรย์เน่สำรวจมองทั่วรถ ก่อนจะพบว่ามีเพียงคนขับรถ พ่อแม่ และพวกพี่น้องของเธอเท่านั้น ไม่มีคนที่เธอเฝ้ารอว่าจะได้เจอเลย... “พี่หมายความว่ายังไงว่ามาแค่นี้ ปกติตอนไปเที่ยวก็มีพวกเราสี่คนแล้วก็พ่อแม่อยู่แล้วหนิ” เคย์ลิสถามขึ้น สีหน้าดูสงสัยไม่ต่างจากไลเอนน์ที่พยักกหน้าเห็นด้วยกับคำถามของคู่แฝดตัวเอง “อะ...เปล่า...ไม่มีอะไรหรอก” “พี่ชาร์ลไม่ได้มาด้วยเหรอครับ” เป็นเจย์เนส พี่ชายคนโตซึ่งเป็นคู่แฝดของเธอเปรยขึ้นมาให้ ราวกับอ่านใจน้องสาวตัวเองได้อย่างไรอย่างนั้น เรย์เน่ได้ยินแบบนั้นก็ปรายสายตาดุ ๆ ส่งไปทางเขา เพราะกลัวว่าความลับจะถูกเปิดโปง แต่จริง ๆ ก็รู้สึกขอบคุณอยู่หรอกนะ เพราะใจจริงแล้ว เธอเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าพี่ชาร์ลหายไปไหน “ชวนมาแล้ว แต่เจ้านั่นบอกว่าติดธุระ” เจย์เดนหันบอกลูกชายคนโต ก่อนจะบ่นพึมพำกับตัวเองต่อ “สงสัยเจ้านั่นคงนัดสาวที่ไหนไว้ล่ะสิท่า” คำพูดนั้นทำให้ใจเรย์เน่เต้นระส่ำไม่เป็นท่า ความรู้สึกวาบหวิวเข้าก่อกุมจิตใจอย่างบอกไม่ถูก มือเรียวกำโทรศัพท์ของตัวเองแน่น ทางด้านเจย์เนสที่หลังจากช่วยถามให้น้องสาวตัวเองแล้ว เขาก็ถอนหายใจอออกมาเหมือนมีเรือ่งไม่ได้ดั่งใจเช่นกัน ไม่ใช่เพราะพี่ชาร์ลหรอกนะ แต่ตอนนี้เองเขาก็มีปัญหากับเพื่อนสาวคนนั้นของตัวเองอยู่เช่นกัน เมื่อมาถึงสถานที่ท่องเที่ยว เรย์เน่ก็พยายามดึงอารมณ์ตัวเองให้เป็นปกติที่สุด ทั้งที่ในใจนั้นว้าวุ่นราวกับจะไม่มีวันพรุ่งนี้ให้ได้อยู่ต่อแล้ว ให้ตายเถอะ อยากจะรัวแชทไปถามจังเลยว่าอยู่ที่ไหน ทำอะไร อยู่กับใคร แต่ติดตรงที่ว่าไม่ได้เป็นเจ้าข้าวเข้าของเนี่ยสิ T_T เรย์เน่ดึงสีหน้าให้เป็นปกติที่สุด ก่อนจะเห็นว่าพวกน้อง ๆ พากันเดินเข้าไปในร้านขายช็อกโกแลต ในตอนนั้นเอง สายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นป้ายโฆษณาโปรโมชั่นที่แปะเอาไว้อยู่ข้างร้าน ‘จริงสิ ใกล้จะถึงวันวาเลนไทน์แล้วสินะ’ อล้วอยู่ ๆ สองขาเรียวก็ก้าวเดินตามน้อง ๆ เข้าไปในร้านนั้นพร้อมกับพี่ชายอย่างเจย์เนส ตาเจย์เนสนี่...มีคนให้ซื้อไปฝากอยู่แล้วสินะ ติดอยู่แค่เธอเนี่ยแหละ เพราะคนที่เธอต้องการจะให้ คงไม่มีทางยอมรับช็อกโกแลตอันนี้ของเธอแน่ ๆ ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจแล้วแท้ ๆ แต่ทำไมเหมือนหัวใจและร่างกายจะไม่ยอมฟังเลยนะ รู้ตัวอีกทีเธอก็มายืนจ่ายเงินอยู่ต้องหน้าแคชเชียร์เข้าซะแล้ว ‘ก็ได้แต่หวังว่าคงมีโอกาสจะได้ให้...’ กลับจากสถานที่ท่องเที่ยวก็มุ่งตรงสู่คฤหาสน์ ทันทีที่รถเคลื่อนเข้าไปจรงบริเวณลานจอดรถ ก็เป็นจังหวะเดียวกับที่สายตาของเรย์เน่เหลือบไปเห็นร่างสูงหล่อสง่าของคนที่เธออยากจะพบมากที่สุดเข้าพอดี เขากำลังยืนอยู่ในห้องโถง ซึ่งหากมองจากตรงนี้ด้วยสายตาของแวมไพร์แล้ว มันก็พอมองเห็นได้ชัดเจนอย่างไม่ต้องสงสัยเลยล่ะ และท่าทางของเขาก็ดูเหมือนกำลังจะออกไปที่ไหนสักแห่งก็ไม่รู้ ดูจากการแต่งตัวที่เป็นทางการและที่สำคัญ ในมือยังช่อดอกไม้ขนาดใหญ่อยู่อีก นี่หรือว่า...เขาจะไปเดท!!! หญิงสาวเริ่มใจระส่ำมากขึ้นกว่าครั้งไหน เมื่อรถจอดลงแล้วเธอก็รีบก้าวเดินเข้าไปข้างในคฤหาสน์ และมุ่งตรงสู่โถงใหญ่ทันที ชาร์ลที่เห็นร่างบางเดินเข้ามา ในตอนแรกเขาก็มีท่าทีชะงักไปเล็กน้อย เหมือนทำตัวไม่ถูก ทั้งคู่สบตากันอยู่ไม่กี่วินาที ก่อนที่เขาจะเป็นฝ่ายยกมือขึ้นขยับแว่นแก้เก้อหน่อย ๆ แล้วเป็นฝ่ายทักทายก่อน “สวัสดีครับ ยินดีต้อนรับกลับบ้านครับคุณหนู” ระหว่างที่พูด สายตาภายใต้กรอบแว่นก็ดูจะเลิ่กลั่ก ไม่รู้ว่าควรจะวางสายตาไว้ที่ตรงไหนดี กลัวจะเผลอไปวางที่คนตรงหน้าโดยไม่ตั้งใจ แต่เรย์เน่ไม่มัวรีรอ เธอน้อมศีรษะให้เขาก่อนจะรีบถามสิ่งที่ค้างคาใจออกไปตรง ๆ “พี่จะออกไปไหนเหรอคะ” ชาร์ลยกมือขึ้นกุมหน้าอกตัวเองเหมือนกำลังระวังตัว แต่สุดท้ายก็ตอบกลับไปอย่างเรียบง่าย “ไปงานแต่งเพื่อนครับ” อยู่ ๆ เธอก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกเมื่อได้ยินคำตอบจากเขา เพราะอย่างน้อยก็ไม่ใช่เรื่องที่เธอกำลังเป็นกังวล “เพื่อนสนิทเหรอคะ” เรย์เน่ถามต่อ แต่เมื่อได้ยินเสียงหวานถามแบบนั้น ชาร์ลก็ดูจะชะงักไป ด้วยความที่คำว่า สนิท นั้นเหมือนจะไปสะกิดกระแทกเข้าที่ใจของเขาอย่างจัง “เคยสนิทครับ” “เคยสนิท...ถ้าอย่างนั้นตอนนี้ก็ไม่ได้สนิทแล้ว จำเป็นต้องไปด้วยเหรอ” เรย์เน่พึมพำกับตัวเองเบา ๆ แต่อีกฝ่ายก็ยังพอได้ยินอยู่แล้ว ด้วยความที่ประสาทการรับรู้ของแวมไพร์นั้นไวกว่ามนุษย์ แม้เสียงกระซิบหากไม่ระวัง อีกฝ่ายก็สามารถได้ยินได้สบาย “ผมคิดว่าควรไปครับ เขาก็อุตส่าห์เชิญมาแล้ว” พูดพร้อมยกการ์ดเชิญในมือขึ้นมา ได้ยินแบบนั้นเรย์เน่ก็ก้มหน้าหลบตาอีกฝ่ายด้วยความอาย เธอไม่ได้ตั้งใจจะระราบระล้วงหรอก อันที่จริงเรื่องนี้มันไม่ได้เกี่ยวกับตัวเธอเลย ก็แค่...อยากลองเช็คดูว่าคนตรงหน้าไม่ได้จะหนีไปเดทจริง ๆ “ถ้าอย่างนั้น ขอไปด้วยได้ไหมคะ พอดีต้องออกไปทำธุระข้างนอกพอดี” ไม่ใช่หรอก เธอตั้งใจจะไปกับเขานั่นแหละ ก็รู้อยู่หรอกว่าทำแบบนี้มันดูจะล้ำเส้นเกินตัวไปหน่อย แต่จะให้ทำยังไงได้ล่ะ ก็คนนี้...เธอจองแล้วหนิ...ก็ต้องหาโอกาสและจังหวะที่จะได้อยุ่กับเขาแบบสองต่อสองบ่อย ๆ สิ สายตาของหญิงสาวดูมาดมั่นขณะที่จ้องใบหน้าหล่อเหลาของอีกฝ่าย “มันไม่ได้น่าสนุกหรอกนะครับ” เสียงทุ้มเอ่ยเหมือนกำลังตั้งใจจะไกล่เกลี่ย ด้วยความที่รู้ทันว่าเธอจงใจจะตามไปด้วยนั่นแหละ ไม่ได้มีธุระอะไรจริง ๆ หรอก “แล้วใครบอกว่าฉันอยากไปหาความสนุกกันล่ะ” เรย์เน่ไม่ยอมง่าย ๆ เธอหมุนตัวหันหลังแล้วเดินกลับขึ้นไปบนห้องนอนเพื่อแต่งองค์ทรงเครื่องแล้วกลับลงมาหาเขาอีกครั้ง ซึ่งก็ถือว่ายังดีที่เขายังยืนรอ ร่างบางในชุดเดรสสีชมพูอ่อน ผมที่ถูกแต่งทรงม้วนเป็นลอนและใบหน้าที่แต่งแต้มสีจากเครื่องสำอางอย่างเบาบาง แต่เพียงเท่านั้นก็ทำให้เธอเหมือนหลุดออกมาจากในเทพนิยายแล้วล่ะ สายตาภายใต้กรอบแว่นดูจะตกอยู่ในภวังค์ไปชั่วขณะ จนเธอต้องมาสะกิดเข้าให้ “ไปกันเถอะค่ะ” ว่าจบก็เดินนำไปที่ลานจอดรถ โดยไม่ลืมจะบอกท่านแม่อย่างลินินว่าจะออกไปพบปะเพื่อน โดยมีพี่ชาร์ลไปส่ง ซึ่งเธอก็ไม่ได้ติดใจอะไรอยู่แล้ว ขณะที่ทั้งคู่ก้าวออกจากคฤหาสน์และมุ่งหน้าตรงไปยังโรงรถนั้น เจย์เดนที่ยืนพิงราวระเบียงชั้นสองก็มองดูทั้งคู่อยู่ไกล ๆ ก่อนจะขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ เพราะท่าทีของทั้งคู่ดูจะสนิทกันมาก ‘เจ้าสองคนนั้น ไปคุ้นเคยกันตั้งแต่เมื่อไหร่กัน...’ แต่ก็ไม่ได้ติดใจอะไรนักหรอก ระหว่างทางบนรถ ตั้งแต่ออกจากบ้านมาจนถึงตอนนี้ ต่างฝ่ายต่างเงียบ อย่างชาร์ลคงไม่ใช่เรื่องน่าแปลก แต่กับคนที่ช่างพูดอย่างเรย์เน่นั้นมันดูน่าผิดปกติในสายตาของชายหนุ่มเป็นยิ่งนัก ‘ทำไมเธอเงียบไปล่ะ’ เขาคิดในใจ นี่หรือว่าเขาต้องเป็นฝ่ายเอ่ยปากพูดก่อนเพื่อทำลายบรรยากาศความเงียบนี้ดีล่ะ แต่ยังไม่ทันจะได้ทำอะไร เรย์เน่ก็ฮัมเพลงขึ้นมา ถึงแม้สายตาของเธอจะมองออกไปนอกหน้าต่างรถอยู่ตลอด แต่เพียงได้ยินเสียงของเธอ ก็ทำให้เขารู้สึกอุ่นใจขึ้นมาเปราะหนึ่งแล้ว ฟังเสียงหวานฮัมเพลงไปเรื่อย มุมปากของเขาก็แอบกระตุกยกขึ้นโดยไม่รู้ตัว เหมือนกับสายรุ้งเลยนะว่าไหม จะสดใสอะไรจะขนาดนั้น ตั้งแต่เกิดมา จะเข้าสี่ร้อยปีอยู่รอมร่อ สารภาพตามตรงเลยว่าเพิ่งเคยเจอความสดใสแบบสายรุ้งเป็นครั้งแรกเลย แต่เอ๊ะ นี่มันใช่เรื่องที่เขาจะต้องเก็บมาคิดหรือไงกัน ไม่สมกับเป็นตัวเขาเอาซะเลย ชาร์ลส่ายหน้าไปมาเหมือนต้องการสลัดความคิดนั้นออกจากหัวอย่างไรอย่างนั้น ตั้งใจขับรถสิ...อย่ามัวคิดเรื่องไม่เป็นเรื่องอยู่ได้ ไม่นานรถก็เคลื่อนมาจอดเทียบตรงหน้าโรงแรมหรูแห่งหนึ่ง ชาร์ลเปิดประตูก้าวลงจากรถ ก่อนจะเดินอ้อมมาเปิดประตูอีกฝั่งให้เรย์เน่ก้าวลงมา พร้อมส่งกุญแจให้พนักงานโรงแรมเป็นฝ่ายขับนำไปจอด ทันทีที่เดินเข้าสู่ห้องจัดงานเลี้ยง บรรยากาศหรูหราก็โอบล้อมพวกเขาไว้ด้วยแสงไฟนุ่มนวล กลิ่นหอมของดอกไม้นานาชนิดลอยอวลในอากาศ แขกเหรื่อที่แต่งตัวสวยงามจับกลุ่มพูดคุยกันเบา ๆ เรย์เน่เดินเคียงข้างชาร์ล พลางชำเลืองมองไปรอบ ๆ เหมือนกำลังสำรวจ และไม่นานนักเธอก็เริ่มจับได้ว่า… คนที่ชาร์ลบอกว่าเคยสนิทนั้น เป็นฝั่งเจ้าสาว ด้วยความที่เมื่อร่างสูงของชาร์ลปรากฎขึ้นในงาน เสียงซุบซิบจากบรรดาแขกเหรื่อก็เริ่มลอยมากระทบหูมากขึ้นเรื่อย ๆ “นั่น แฟนเก่าเจ้าสาวไม่ใช่เหรอ เห็นว่าเคยคบหากันตอนอยู่ต่างประเทศ” “อ๋อ ใช่ ๆ เห็นว่าเป็นนายน้อยจากตระกูลคลินตันน่ะ” “ตอนคบกันน่ารักมากเลยนะ คิดว่าจะได้แต่งกันซะอีก” “นั่นสิ ทุกคนเขาก็ลุ้นกันใหญ่เลยนะ แต่ว่าสุดท้ายเจ้าสาวก็เลือกแต่งกับตระกูลที่ใหญ่กว่า” ‘ไอ้คนพวกนี้นี่...ไม่รู้หรือไงว่าต่อให้กระซิบแค่ไหนก็ได้ยินอยู่ดีน่ะ!’ เสียงกระซิบกระซาบนั้นลอยเข้ามากระทบหูของเรย์เน่อย่างช่วยไม่ได้ ดวงหน้าสวยมีสีหน้าขึงขังขึ้นมา ไม่ใช่เพราะอะไรหรอก แต่การที่คนพวกนั้นนินทาคนอื่นในระยะเผาขนแบบนี้ มันเป็นเรื่องที่สมควรทำแล้วเหรอ แล้วเมื่อกี้นี้พูดว่ายังไงนะ แฟนเก่าเหรอ! เหอะ ยิ่งน่าหงุดหงิดเข้าไปใหญ่! ร่างบางเม้มปากแน่นก่อนจะรีบหันขวับไปมองชาร์ลที่อยู่ข้างกายแทบจะทันทีเพราะกลัวว่าเขาจะรู้สึกไม่ดี ทั้งที่ตัวเองนั้นดูเหมือนจะรู้สึกไม่ดียิ่งกว่าอีกนะ ร่างสูงไม่ได้สังเกตเธอเลยสักนิด เพราะตอนนี้สายตาคมกำลังจับจ้องไปยังหญิงสาวที่อยู่ในชุดสีขาวยาวสยาย เรย์เน่รีบมองตามไปยังจุดเดียวกัน พลางสลับมองหน้าใบหน้าหล่อของเขาไปด้วย อะไรกัน แววตาแบบนั้น มันดูอ่อนโยนกว่าตอนที่เขามองทุกสิ่งอย่างบนโลกนี้เลยก็ว่าได้ และมันก็ยิ่งทำให้ใจของเรย์เน่กระตุกวูบไปหมด ความรู้สึกน้อยใจท่วมท้นขึ้นมาอย่างห้ามไม่ไหว แม้เธอพยายามทำหน้าตาเรียบเฉยที่สุดแล้วก็ตาม แต่ก็รู้ตัวดีว่าตอนนี้สีหน้าตัวเองคงเจื่อนไม่น้อย หญิงสาวรับหันหน้าทำเป็นมองไปทางอื่นแทน อยู่ ๆ ก็อยากจะเอาตัวเองออกไปจากที่นี่ซะเดี๋ยวนี้เลย ทั้งที่เขาก็เตือนแล้วแท้ ๆ ว่ามันไม่ได้สนุกอย่างที่คิดหรอก แต่พวกสายเม้าท์ก็ยังไม่ยอมจบแค่นั้น ยังคงพูดไปเรื่อยอยู่นั่นแหละ และเรื่องราวพวกนั้นก็ยิ่งตอกย้ำทำให้เรย์เน่ทั้งโกรธและเสียใจไปในเวลาเดียวกันจนแทบจะคุมตัวเองไม่อยู่แล้วนะ! “ก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอที่เจ้าสาวเลือกตระกูลอื่น ไม่งั้นชีวิตคงลำบากแน่” “นั่นสินะ ถ้าแต่งกับทายาทของตระกูลที่ล่มสลายไปแล้วอย่างตระกูลคลินตันนะ ฉันไม่อยากจะคิดเลย อย่างเขาน่ะ ถ้าไม่ได้ตระกูลแบรดฟอร์ดช่วยไว้ คงไม่มีหัวนอนปลายเท้าแล้ว ฮ่า ๆ” ‘ไอ้พวกปากพล่อยนี่’ เรย์เน่กำหมัดแน่น ความโกรธแล่นพล่านไปทั่วร่าง บรรยากาศรอบกายเริ่มเย็นยะเยือก พลังแวมไพร์เริ่มหลอมรวมอยู่บนฝ่ามือเรียว ก่อนจะถูกสะบัดออกไปอย่างแนบเนียน จนเกิดเป็นมวลอากาศกระแทกศีรษะของคนที่พูด ปึง! เสียงดังฉับพลันทำให้แขกในงานล้วนหันไปมองเป็นตาเดียว แต่ก็เห็นเพียงแค่คนที่ฟุบหน้าลงกับโต๊ะเหมือนว่าเมาจนหมดสติไปก็เท่านั้น จึงไม่มีใครนึกสงสัยอะไรเลย แต่การกระทำทั้งหมดนั้นกลับอยู่ในสายตาของร่างสูงที่ยืนอยู่ข้างกัน อันที่จริงต้องบอกว่าเขาสังเกตเธอตลอดเวลาที่ก้าวเข้ามาในงานเลยล่ะ แต่เป็นเธอเองนั่นแหละที่คงมองไม่ออกว่าสายตาเขาไปหยุดอยู่ตรงไหน แล้วการกระทำของเธอเมื่อครู่ก็ทำเอามุมปากของเขาแอบกระตุกยิ้มอย่างช่วยไม่ได้ ‘เป็นคนที่ดุซะด้วย…’ เขาคิดในใจเงียบ ๆ พร้อมความรู้สึกอุ่นวาบอย่างน่าประหลาดที่ปะทุขึ้นมากลางอก หลังจากเดินไปนั่งที่โต๊ะแล้ว เรย์เน่ก็ยังหน้าตึงไม่หาย จนกระทั่งคู่บ่าวสาวเดินวนมายังโต๊ะที่พวกเขานั่งอยู่ “สวัสดีชาร์ล” หญิงสาวในชุดสีขาวกล่าวทักทายพร้อมโบกไม้โบกมือด้วยท่าทางที่ดูประหม่าเกินบรรยาย สารภาพกันตามตรงว่าการปรากฎตัวของเขาทำให้เธอนึกถึงคืนวันก่อน ๆ อย่างเสียอดไม่ได้ ชาร์ลยิ้มบางก่อนจะโบกมือทักทายกลับ “สวัสดีครับ” เขารีบลุกขึ้นยืนแล้วน้อมศีรษะให้อีกฝ่าย เฮ้อ ช่างเป็นคนที่น่ารักแสนดีจนใจเจ็บอะไรอย่างนี้ เพราะจากข่าวที่บรรดาแขกลือกันปากต่อปาก ล้วนเป็นเรื่องจริงทั้งสิ้น ดังนั้นตัวชาร์ลเองจึงรับบทผู้ถูกกระทำมาโดยตลอด แต่เขาก็ยังมาแสดงความยินดีให้กับเจ้าสาวได้อีก แต่นั่นก็เป็นเพียงสายตาที่คนอื่นมองจากภายนอกก็เท่านั้น แท้จริงแล้วใครจะหยั่งลึกได้ว่าข้างในมันพังแทบไม่เหลือชิ้นดีตั้งแต่วันที่โดนบอกเลิกเพื่อที่เธอจะไปแต่งงานกับคนอื่นแล้วล่ะ ต่อให้มีเหตุผลมาลองรับ ว่าเป็นการแต่งงานเพื่อความอยู่รอดของตระกูล แต่เขาต้องยอมรับเหตุผลนั้นด้วยความยินดีหรือไง ก็เข้าใจได้ว่าเธอต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเองและตระกูล แต่ตัวเขาเองก็มีความรู้สึกเหมือนกัน เพราะแบบนั้น เขาจึงไม่ได้เจอเธอมาเกือบสองปีแล้วล่ะ ถึงแม้ว่าสาวเจ้าเขาจะคอยส่งข้อความมาถามไถ่อยุ่ตลอด แต่เขาก็เลือกที่จะบล็อครายชื่อผู้ติดต่อนั้นไป จนกระทั่ง มีการ์ดเชิญให้มาเข้าร่วมงานแต่งไปส่งถึงที่ อันที่จริงเขาเองก็ไม่อยากมาสักเท่าไหร่หรอก แต่เธออุตส่าห์เชิญมาแล้ว ก็ไม่อยากให้เสียน้ำใจ หากกล้าเชิญเขาเองก็กล้ามาเผชิญหน้าอยู่แล้ว เอาเป็นว่าการมางานในครั้งนี้ได้ เป็นเพราะความรู้สึกเก่า ๆ มันจางหายไปหมดสิ้นแล้วนั่นแหละ ถึงมายืนอยู่ต่อหน้าเธอโดยที่ไม่รู้สึกอะไรได้แล้ว ทางด้านเรย์เน่ เธอเพิ่งเห็นหน้าของเจ้าสาวชัด ๆ และเป็นเรื่องปกติที่สาว ๆ จะวิเคราะห์ศัตรูหัวใจตัวเอง ‘อืม...จะว่ายังไงดีล่ะ ก็สวยดีนะ แต่ก็ไม่ได้สวยขนาดนั้นสักหน่อย อาจจะนิสัยดีถึงครองใจพี่ชาร์ลได้อย่างนั้นเหรอ’ ยิ่งคิดก็ยิ่งเจ็บแปลบกลางใจอย่างจัง แต่ก่อนที่บรรยากาศจะยิ่งแย่ไปกว่านี้ ชาร์ลก็ผายมือมาทางร่างบางที่นั่งอยู่ข้าง ๆ พร้อมแนะนำให้เธอรู้จักกับทุกคน “เชอรีน นี่ เรย์เน่ แบรดฟอร์ด ลูกสาวของท่านชายเจย์เดน” จากนั้นก็หันไปบอกเรย์เน่ว่า “คุณหนูครับ นี่เชอรีน เพื่อนผม” เสียงตอนท้ายประโยคเหมือนจะแผ่วลงไปนิดหน่อย เพราะเขาเข้าใจดีว่าเรย์เน่คงรู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างตัวเองกับเจ้าสาวตั้งแต่เดินเข้ามาในงานแล้วล่ะ เชอรีนเหลือบมองเรย์เน่ ก่อนจะสลับสายตาหันไปมองชาร์ล และเมื่อนั้นความหงุดหงิดก็ก่อตัวขึ้นในใจของเจ้าสาวดาวเด่นของงานจนแทบจะเก็บสีหน้าไม่อยู่ สายตาแบบนั้นของชาร์ลและสีหน้าของคุณหนูน้อยนี่ ระหว่างสองคนนี้จะต้องมีบางอย่างไม่ปกติแน่! แต่เมื่อรู้ตัวว่าสายตาของตัวเองกำลังแข็งกร้าว เธอก็รีบน้อมศีรษะให้อีกฝ่ายแล้วยกยิ้มให้ทำท่าทีเหมือนเป็นมิตร “สวัสดีค่ะ” ด้วยความที่อีกฝ่ายมาจากตระกูลแบรดฟอร์ด ซึ่งเป็นที่เลื่องลือในหมู่ชนชั้นสูงของแวมไพร์ แล้วมีหรือเธอจะอาจหาญแสดงกิริยาไม่ดีใส่เรย์เน่ได้ แต่สำหรับเรย์เน่แล้ว ถึงไม่ได้แสดงกิริยาอะไรไปมากกว่านั้น แต่เธอก็พอจะมองออกว่าลึก ๆ แล้วคุณเจ้าสาวเหมือนจะไม่ค่อยพอใจเธอสักเท่าไหร่นัก ซึ่งบอกตามตรง เธอเองก็ไม่ได้ชอบเจ้าหล่อนนักหรอกนะ แต่ก็เอาเถอะ มางานเขาโดยไม่ได้รับเชิญแบบนี้ก็อย่าทำตัวเสียมารยาทไปมากกว่านี้เลย คิดได้แบบนั้นดวงหน้าสวยบรรจงปั้นยิ้มมารยาทขึ้นแล้วทักทายกลับไป “สวัสดีค่ะ” ส่วนชาร์ลที่ยืนระหว่างทั้งคู่ก็เริ่มสัมผัสได้ถึงพลังงานแปลก ๆ โดยเฉพาะสีหน้าของเจ้าบ่าวที่หน้าดูยิ้มเจื่อน เมื่อเห็นอาการของคู่รักตัวเองที่ยังทำเหมือนสนใจคนรักเก่าอยู่ เพราะอะไรกัน...นี่เจ้าหล่อนยังรักพี่ชาร์ลอยู่อย่างนั้นเหรอ ทั้งที่ตัดสินใจแต่งงานกับคนอื่นแล้วเนี่ยนะ!? แล้วพี่ชาร์ลล่ะ ยังคิดอะไรกับเธอคนนี้อยู่หรือเปล่า! คิดแบบนั้นเรย์เน่ก็รีบหันมองหน้าหล่อ ๆ ของเขา ซึ่งก็เห็นเต็มตาอีกครั้ง ว่าสายตาที่ร่างสูงใช้มองเจ้าสาว ดูแตกต่างสิ้นเชิงกับตอนที่เขามองตัวเอง โอ๊ย แค่รู้ว่าเคยคบกันก็อิจฉาจนหงุดหงิดจะตายอยู่แล้ว ยังต้องมาเจองานสายตาอ่อนละมุนของพี่ชาร์ลที่มองเจ้าหล่อนแบบนี้อีก แล้วแบบนี้จะทำยังไงดีล่ะเรย์เน่ “ขอตัวไปสูดอากาศข้างนอกก่อนนะคะ” เรย์เน่ไม่รอให้ชาร์ลทักท้วง แล้วรีบเดินออกจากห้องจัดเลี้ยงไปทันทีร่างบางนั่งคร่อมอยู่บนตัวเขาอย่างไม่ยอมแพ้ มือเรียวขยับซุกซนไต่ไปตามแผงอกของชาร์ล จนกระทั่งเริ่มเล่นกับกระดุมเสื้อของเขา เสียงกระดุมดังแกร่ก ด้วยเพราะเล็บที่เขี่ยมันไปมาจนสุดท้ายกระดุมเม็ดบนก็หลุดออกนั่นทำให้ร่างสูงที่กำลังรู้สึกเหมือนสมองตัวเองขาวโพลนไปหมดเริ่มสะดุ้งและดึงสติตัวเองกลับมาได้ในที่สุด“หยุด” เสียงเข้มเอ่ยเหมือนคำสั่งชี้ขาด แต่มีหรือที่คนเมาจะฟังรู้เรื่อง ฟังไม่ได้ศัพท์แถมยังเล่นปูไต่บนตัวเขาไปเรื่อย ๆ อีกต่างหาก“เรย์เน่ หยุด” มือหนารีบคว้าจับมือของเธอเอาไว้เพื่อไม่ให้เล่นซุกซนและสะกิดต่อมอันตรายมากไปกว่านี้เมื่อถูกเรียกชื่อ เรย์เน่ก็ชะงักไปครู่หนึ่งแล้วเงยหน้าขึ้นจากบริเวณซอกคอของเขา ก่อนจะชายตาสบกับคนที่ยังนอนอยู่ใต้ร่างในที่สุด สายตาหวานหยาดเยิ้มจ้องมองไปทำให้ร่างสูงแอบลอบกลืนน้ำลายอีกครั้ง ดวงหน้าหล่อที่ปกติจะเรียบเฉยเริ่มขึ้นสีจนแทบซ่อนไม่อยู่แล้วในจังหวะต่อมา คนตัวโตกว่าก็รวบรวมแรงทั้งหมดแล้วพาให้ร่างบางพลิกลงไปนอนราบกับพื้นเตียงอย่างนุ่มนวล ก่อนจะก้มตัวทับร่างเล็ก มิหนำซ้ำยังตรึงแขนทั้งสองข้างของเธอเอาไว้ ด้วยกลัวว่าเจ้าตัวจะทำอะไรที่มันสุ่มเสี่ยงอีกเรย์เน่สะ
เสียงดนตรีคลออยู่ในงาน ท่ามกลางแขกเหรื่อที่มาร่วมแสดงความยินดีและมอบของขวัญให้กับคู่บ่าวสาว และก่อนที่เชอรีนจะเดินจากไป ชาร์ลก็ยื่นกล่องของขวัญใบเล็กไปให้เธอด้วยท่าทางสงบนิ่งตามสไตล์ของตัวเองเพียงแต่ว่า ไม่ได้มีถ้อยคำแสดงความยินดีใด ๆ หลุดออกจากปากของเขาเลยแม้แต่น้อย ก็เขาไม่ได้ยินดีสักหน่อย เป็นฝ่ายโดนทิ้งโดยให้เหตุผลว่าเลือกอนาคนที่ดีกว่าตัวเอง ต้องแสดงความยินดีด้วยหรือไงกันและคนอย่างเขา จะให้ปั้นสีหน้าแล้วแสร้งพูดออกมาก็คงทำไม่ได้หรอกในขณะที่เชอรีนก็ยืนรอเขาพูดคำนั้น แต่เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเพียงแค่ยื่นกล่องของขวัญมาให้ เธอก็ได้แต่ยกยิ้มเจื่อนแล้วแล้วยื่นมือไปรับกล่องของขวัญด้วยความจำใจ “ขอบคุณนะ”หลังจากนั้นเธอก็เดินจากโต๊ะของเขาไปเพื่อไปหาแขกคนอื่นต่อ แต่ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า ตอนที่มองหน้าเธอแววตายังดูอาลัยอาวรณ์เขาอย่างไรไม่รู้อะไรกัน ไหนว่าเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ตัวเองไง แล้วทำไมถึงทำหน้าทำตาแบบนั้นล่ะแต่ก่อนที่ความคิดจะเริ่มไหลไปไกล บางอย่างก็ขัดจังหวะความคิดของเขาเข้าเสียก่อนติ๊งมือหนาล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อสูท ก่อนจะหยิบมันขึ้นมาอ่านReyne B: [ขอตัวกลับก่อนนะคะ พอ
เปิดเทอมได้ไม่นาน ช่วงเทศกาลวาเลนไทน์ ทางบ้านก็มารับเพื่อพาลูก ๆ ออกไปเที่ยวพักผ่อน ก่อนจะมีการสอบปลายภาคเพื่อจบภาคการศึกษาในปีสุดท้าย“มากันแค่นี้เหรอคะ” เรย์เน่สำรวจมองทั่วรถ ก่อนจะพบว่ามีเพียงคนขับรถ พ่อแม่ และพวกพี่น้องของเธอเท่านั้น ไม่มีคนที่เธอเฝ้ารอว่าจะได้เจอเลย...“พี่หมายความว่ายังไงว่ามาแค่นี้ ปกติตอนไปเที่ยวก็มีพวกเราสี่คนแล้วก็พ่อแม่อยู่แล้วหนิ” เคย์ลิสถามขึ้น สีหน้าดูสงสัยไม่ต่างจากไลเอนน์ที่พยักกหน้าเห็นด้วยกับคำถามของคู่แฝดตัวเอง“อะ...เปล่า...ไม่มีอะไรหรอก”“พี่ชาร์ลไม่ได้มาด้วยเหรอครับ” เป็นเจย์เนส พี่ชายคนโตซึ่งเป็นคู่แฝดของเธอเปรยขึ้นมาให้ ราวกับอ่านใจน้องสาวตัวเองได้อย่างไรอย่างนั้นเรย์เน่ได้ยินแบบนั้นก็ปรายสายตาดุ ๆ ส่งไปทางเขา เพราะกลัวว่าความลับจะถูกเปิดโปง แต่จริง ๆ ก็รู้สึกขอบคุณอยู่หรอกนะ เพราะใจจริงแล้ว เธอเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าพี่ชาร์ลหายไปไหน“ชวนมาแล้ว แต่เจ้านั่นบอกว่าติดธุระ” เจย์เดนหันบอกลูกชายคนโต ก่อนจะบ่นพึมพำกับตัวเองต่อ “สงสัยเจ้านั่นคงนัดสาวที่ไหนไว้ล่ะสิท่า”คำพูดนั้นทำให้ใจเรย์เน่เต้นระส่ำไม่เป็นท่า ความรู้สึกวาบหวิวเข้าก่อกุมจิตใจอย่างบอก
หลังจากเปิดเทอมและต้องกลับมาอยู่ที่หอพักประจำโรงเรียน ปีนี้ถือเป็นชั้นปีสุดท้าย และเธอจะต้องตั้งใจอ่านหนังสือสอบเพื่อให้เรียนจบ แต่มันก็ไม่ได้ขัดขวางการหาข้ออ้างที่จะได้คุยกับพี่ชาร์ลของเธอเลยคนอย่างคุณหนูเรย์เน่ซะอย่าง...Reyne B: [พี่ชาร์ล คุณพ่อเป็นยังไงบ้างคะ]Reyne B: [แล้วคุณแม่ล่ะ]วันนี้หยิบเรื่องพ่อมาอ้างสินะ ก่อนหน้านี้เขายอมรับว่าที่ให้ข้อมูลการติดต่อเธอไปนั้นก็เพราะเป็นกังวลเรื่องความปลอดภัยของเธอนั่นแหละ บางครั้งเขาก็แอบมายืนอยู่บนคุกราบ้านช่องที่อยู่ตรงข้ามกับหอพักของเธอด้วยแต่พอเจอทักษะการชวนคุยของเธอเข้าไป เป้าหมายในการตอบแชทนั้นก็เริ่มเปลี่ยนไปในทางอื่นแทนใบหน้าหล่อที่โดยปกติมักจะนิ่งขรึม เริ่มแอบกระตุกยิ้มเป็นครั้งคราวเมื่ออ่านข้อความจากเธอCharles K: [วันนี้ท่านชายไม่มีงานอะไรเป็นพิเศษครับ เข้าบริษัทช่วงเช้า ช่วงบ่ายก็กลับมาอยู่ที่คฤหาสน์กับท่านหญิงลินินแล้ว]ดูเหมือนจะเป็นการตอบตามหน้าที่แบบถามคำตอบคำ แต่อันที่จริงในใจก็รู้สึกแปลกอยู่ไม่น้อย ไม่เพียงแค่เขาเท่านั้นที่รับรู้ได้ถึงความแปลกนี้ แต่ผู้ช่วยเลขาอย่าง โนอาห์ เองก็จับสังเกตได้เช่นกัน“แปลกจังเลยนะครับ”“?
หลังจากวันนั้น ชีวิตแต่ละวันของชาร์ลก็ดูจะยุ่งขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ใช่เพราะงานประจำที่ทำอยู่นั้นหนักเกินไปหรอก แต่ช่วงนี้ดูเหมือนจะมีใครบางคนคอยตามวอแวเขาเป็นพิเศษและวันนี้ก็เช่นกัน เสียงฝีเท้าดังมาจากทางเดินบันไดของคฤหาสน์ ก่อนจะปรากฏภาพร่างบางที่กำลังเดินลงมาด้วยสีหน้ายิ้มแย้มเธอมุ่งตรงสู่ห้องทานอาหารเหมือนที่เคยทำเป็นประจำทุกวัน แต่ในวันนี้ เมื่อเห็นร่างสูงที่นั่งจัดการอาหารเช้าอยู่บนโต๊ะพอดิบพอดี ก็ถึงกับลอบยิ้มอย่างอดไม่อยู่ขาเรียวรีบก้าวจ้ำ ๆ ยาว ๆ เข้าไปใกล้อีกฝ่ายที่ดูเหมือนจะไม่ได้รู้ตัวเลยว่ามีวายตาของใครบางคนกำลังจับจ้องเขาราวกับเป้าหมายที่มีไว้พุ่งชนอย่างไรอย่างนั้น จนกระทั่งมือเรียวดึงเก้าอี้ที่อยู่ข้างเขาออก แล้วทิ้งตัวนั่งลงถัดจากกัน“เอ่อ อรุณสวัสดิ์ครับคุณหนู” หันมาเห็นคนที่นั่งลงข้าง ๆ ชาร์ลก็แทบสำลัก ‘ที่ประจำปกติของเธอก็นั่งฝั่งนู้น แล้วทำไมวันนี้มานั่งตรงนี้กันนะ’บางทีอาจจะไม่มีอะไรก็ได้ เขาอาจจะแค่คิดมากไปก็เท่านั้น คิดได้ดังนั้นชาร์ลก็ละสายตาจากร่างบางแล้วจัดการมื้อเช้าต่อ“คิดว่าถ้าสวนหลังคฤหาสน์มีดอกไม้กับต้นไม้สวย ๆ กว่านี้จะเป็นยังไงคะ” เรย์เน่เอ่ยเสียงใส พร้
หลังจากทั้งคู่รอดมาได้หวุดหวิด ชาร์ลก็ยังทำใจให้สงบไม่ได้ ด้วยความที่คิดไม่ตกว่ากลุ่มคนพวกนั้นรับใช้ตระกูลใดกันแน่ หรือบางทีอาจจะเป็น...เจ้าพวกนั้น...พวกคนที่มาถล่มคฤหาสน์คลินตันครั้งเมื่อเขายังเยาว์วัย ยิ่งคิดถึงเรื่องราวในวันนั้นเขาก็ยิ่งหวั่นใจเข้าไปใหญ่ ถึงแม้ว่าคนพวกนั้นจะโดนเนรเทศไปแล้วก็ตาม แต่ปัจจุบันก็ไม่รู้ว่าจะขยับขยายวงศ์ตระกูลไปถึงไหนแล้วและบางที อาจจะแข็งแกร่งขึ้นกว่าหลายร้อยปีก่อนก็เป็นได้“เรื่องวันนี้ อย่าเพิ่งแจ้งท่านชายเจย์เดน” เขายังย้ำกับผู้ช่วยเลขาอย่างโนอาห์ด้วย ไม่ใช่เพราะกลัวว่าจะโดนต่อว่าอะไรหรอก...แต่เขายังยืนยันให้แน่ชัดไม่ได้ว่าอีกฝ่ายเป็นใครกันแน่ และหากเปิดประเด็นนี้ออกไป ด้วยนิสัยของท่านชายเจย์เดนแล้ว คงไม่อาจรีรอที่จะสืบหาตัวพวกมันแน่ และเขาก็กลัวว่ามันอาจจะกลายเป็นเรื่องบาดหมางระหว่างตระกูลแวมไพร์ด้วยเพราะฉะนั้นหากจะรายงาน ก็ต้องมั่นใจให้แน่ชัดเสียก่อนส่วนโนอาห์ก็ได้แต่พยักหน้ายอมทำตามที่ชาร์ลบอก ด้วยความที่คนตรงหน้าเขานั้นเติบโตมาพร้อมกับท่านชายเจย์เดน จึงถือได้ว่าชาร์ลเองก็เป็นบุคคลสำคัญของตระกูลแบรดฟอร์ดที่เขาควรให้ความเคารพไม่ต่างกันหลังจากพ







