LOGINเสียงดนตรีคลออยู่ในงาน ท่ามกลางแขกเหรื่อที่มาร่วมแสดงความยินดีและมอบของขวัญให้กับคู่บ่าวสาว และก่อนที่เชอรีนจะเดินจากไป ชาร์ลก็ยื่นกล่องของขวัญใบเล็กไปให้เธอด้วยท่าทางสงบนิ่งตามสไตล์ของตัวเอง
เพียงแต่ว่า ไม่ได้มีถ้อยคำแสดงความยินดีใด ๆ หลุดออกจากปากของเขาเลยแม้แต่น้อย ก็เขาไม่ได้ยินดีสักหน่อย เป็นฝ่ายโดนทิ้งโดยให้เหตุผลว่าเลือกอนาคนที่ดีกว่าตัวเอง ต้องแสดงความยินดีด้วยหรือไงกัน และคนอย่างเขา จะให้ปั้นสีหน้าแล้วแสร้งพูดออกมาก็คงทำไม่ได้หรอก ในขณะที่เชอรีนก็ยืนรอเขาพูดคำนั้น แต่เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเพียงแค่ยื่นกล่องของขวัญมาให้ เธอก็ได้แต่ยกยิ้มเจื่อนแล้วแล้วยื่นมือไปรับกล่องของขวัญด้วยความจำใจ “ขอบคุณนะ” หลังจากนั้นเธอก็เดินจากโต๊ะของเขาไปเพื่อไปหาแขกคนอื่นต่อ แต่ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า ตอนที่มองหน้าเธอแววตายังดูอาลัยอาวรณ์เขาอย่างไรไม่รู้ อะไรกัน ไหนว่าเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ตัวเองไง แล้วทำไมถึงทำหน้าทำตาแบบนั้นล่ะ แต่ก่อนที่ความคิดจะเริ่มไหลไปไกล บางอย่างก็ขัดจังหวะความคิดของเขาเข้าเสียก่อน ติ๊ง มือหนาล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อสูท ก่อนจะหยิบมันขึ้นมาอ่าน Reyne B: [ขอตัวกลับก่อนนะคะ พอดีนัดเพื่อนไว้] อยู่ ๆ ก็เหมือนใจกระตุกวูบ ก็แค่ประโยคธรรมดาเอง...แต่กลับทำให้รู้สึกไม่ดีอย่างน่าฉงน นี่เขาเป็นอะไรไปเนี่ย มือหนาที่กำลังถือโทรศัพท์ดูเหมือนจะลังเล จะพิมพ์จอบกลับไปว่าอย่างไรดีนะ และหลังจากเงียบไปอึดใจหนึ่ง เขาก็ตอบกลับไปด้วยการบังคับความรู้สึกตัวเองให้อยู่ในกรอบมากที่สุด Charles K: [ครับ แล้วเจอกันที่บ้านนะครับ] สุดท้ายข้อความสั้น ๆ ที่แสนสุภาพและแสดงความห่างเหินก็ถูกส่งออกไป อีกด้านหนึ่ง ดวงตาคู่สวยกก้มมองแจ้งเตือนนั้นด้วยความคาดหวัง แต่เมื่อลองเปิดอ่าน เธอก็แทบจะเอาหัวชนผนังในห้องรับรองของโรงแรมให้เสียรู้แล้วรู้รอด ‘ครับ แล้วเจอกันที่บ้านนะครับ’ “แค่ครับ แล้วเจอกันที่บ้าน งั้นเหรอ…” เรย์เน่บ่นพึมพำกับตัวเอง “ใช่สิ คนมันนอกสายตาไง ไม่ถามไม่รั้งอะไรเลยเหรอ” ริมฝีปากเริ่มเบะเหมือนคนไม่ได้ดั่งใจ ก่อนจะใช้หัวโขกกับผนังกำแพงอย่างคนอิดโรย ทำเอาคนที่เดินผ่านไปผ่านมาถึงกับส่ายศีรษะ ด้วยความที่เห็น ๆ กันอยู่ ว่าหน้าตาเธอสวยราวเทพธิดา แต่กลับทำตัวน่าประหลาดเหลือเกิน หรือว่าบางทีที่เธอพยายามมาตลอด อาจจะไม่มีความหมายอะไรเลยก็ได้ เรย์เน่สูดหายใจเข้าลึก ๆ มือเรียวกำโทรศัพท์แน่น ก่อนจะกดโทรหาเพื่อนสนิททันที Reyne B: [ทุกคนคะ ไปตี้กันค่ะ] Jenny P: [เกิดอะไรขึ้น ทำไมอยู่ ๆ ก็อยากตี้วะ] Sebastian G: [ไหนว่าไปงานแต่งกันไง โดนเขาเทกลางอากาศมาเหรอ] ดูพูดเข้า Reyne B: [อย่าเพิ่งถามมากได้ป้ะ จะไปรวมกันที่ไหนว่ามา] การไปตี้สำหรับแวมไพร์นั้น ส่วนใหญ่ก็จะไปจัดที่ห้องหรือบ้านของใครสักคนมากกว่า ด้วยความที่กลัวว่าหากตัวเองเมาแล้วจะทำอะไรแผลง ๆ และเปิดเผยตัวตนสู่สาธารณชนได้ Sebastian G: [คอนโดแม่แกไหมล่ะ ส่วนตัวดี] จบการนัดหมายแล้ว ทุกคนก็รีบมุ่งหน้าตรงไปยังจุดรวมตัว คฤหาสน์แบรดฟอร์ด ชาร์ลกลับมาถึงคฤหาสน์ตั้งแต่ช่วงหัวค่ำ หลังจากนั้นก็ไปนั่งอยู่ในห้องทำงานของตัวเอง แต่ก็ยังไม่วายคอยเงี่ยหูฟังเสียงตรงประตูรั้วหน้าคฤหาสน์อยู่ตลอดเวลา นั่งไปนั่งมา ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแต่ไหนที่รอฟังเสียงหน้าประตูจนลืมมองนาฬิกาไป รู้ตัวอีกทีมันก็เลยเที่ยงคืนมาแล้ว แล้วอยู่ ๆ เขาก็เริ่มร้อนใจขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ “ดึกขนาดนี้แล้วทำไมยังไม่กลับมาอีก…” ความห่วงใยที่พยายามกดเอาไว้ค่อย ๆ ปะทุขึ้น แต่อีกด้านหนึ่งของจิตใต้สำนึกก็เริ่มเถียงกลับ ว่าจะสนใจไปทำไม แต่สุดท้ายเขาก็เอาชนะจิตใต้สำนึกแล้วมาเชื่อใจตัวเอง รีบขยับตัวลุกขึ้น ตั้งใจจะออกไปตามหา แม้จะยังไม่ร็ว่าอยู่ที่ไหนก็ตามเถอะ จริงอยู่ที่กลางค่ำกลางคืนสำหรับแวมไพร์นั้นเป็นเวลาที่จะได้ผจญโลก แต่สำหรับแวมไพร์อย่างเรย์เน่แล้ว ไม่ว่าช่วงเวลาไหนเขาก็คิดเสมอว่าน่าเป็นห่วงทั้งนั้น แต่ในจังหวะนั้นเอง เจย์เดนก็เดินผ่านมาพอดี พลางมองชาร์ลที่กำลังคว้ากุญแจรถ “จะออกไปข้างนอกเหรอ?” ชาร์ลนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้าแล้วตอบอย่างเป็นกันเอง “คืนนี้ว่าจะไปนอนที่คอนโด พอดีมีธุระแถวนั้นครับ” เจย์เดนพยักหน้าอย่างไม่ติดใจสงสัยนัก ก่อนจะพูดขึ้นต่อ “ดีเลย ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้ข้าฝากเจ้ารับเรย์เน่มาด้วยนะ เห็นว่าคืนนี้จะไปนอนคอนโดลินิน” ว่าจบเขาก็เดินกลับไปหาภรรยาตัวเองที่กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ในห้องนั่งเล่น ร่างสูงนิ่งงันไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจออกมาเหมือนว่ายกภูเขาออกจากอกได้ในที่สุด แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังไม่หยุดความคิดที่จะออกไปข้างนอกหรอกนะ สองขาก้าวยาวตรงไปยังประตูคฤหาสน์แล้วมุ่งตรงสู่โรงจอดรถ ก็เพื่อความแน่ใจไง...แวะเข้าไปดูสักหน่อยก็ไม่เสียหาย วัยรุ่นสมัยนี้ บอกพ่อแม่อย่างทำอย่างก็มีให้เห็นอยู่ร่ำไป เอ๊ะ เขาเปล่าเป็นห่วงเกินหน้าเกินตาหรอกนะ แค่ห่วงตามหน้าที่เฉย ๆ หรอก! อีกด้านหนึ่ง “ของเก่าก็อยู่ส่วนของเก่าไปสิ!” เรย์เน่โวยวาย ดวงตาคู่สวยเริ่มหวานเยิ้มจากฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่เจ้าตัวเล่นกระดกไม่พัก “พี่ชาร์ลน่ะเรย์เน่จองแล้วนะ” งอแงเสร็จก็เบะปากแล้วกอดขวดไวน์แน่นเหมือนกำลังหาที่พึ่งทางใจ “จ้า ทำไมตอนอยู่ต่อหน้าพวกเขาไม่ปากเก่งแบบนี้บ้างล่ะ” เจนนี่ปรายตามองพร้อมความรู้สึกขบขันกับท่าทีของเพื่อนสาวตัวเองอย่างอดไม่อยู่ “ให้ตายเถอะ อกหักทีไร ก็ชอบมาเพ้อแบบนี้ทุกที” เซบาสเตียนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ส่ายหัว พร้อมกับเช็ดหยดน้ำที่เปื้อนอยู่บนโต๊ะแทบตลอดเวลา โรคความรักสะอาดเกินไปของหมอนี่ มันแก้ไม่หายจริง ๆ “ฉันไม่ได้อกหักนะ อย่าปากเสีย!” เรย์เน่ชี้หน้าเซบาสเตียนกลับอย่างเอาเรื่อง จนเจ้าตัวถึงกับผงะไปเล็กน้อย เอาเถอะ คืนนี้คงทำอะไรไม่ได้นอกจากปล่อยให้เธอเมาเต็มที่นั่นแหละ พร้อมกับเรียกเพื่อน ๆ มาเพิ่มอีกสองสามคนด้วย ติ๊ด— สนุกสนานเฮฮากันอยู่สักพัก ประตูห้องก็ถูกใครบางคนกดรหัสแล้วเปิดพรวดเข้ามา ทำเอากลุ่มวัยรุ่นรีบพากันหันมองมายังต้นทางกันเป็นตาเดียว ก็...ยกเว้นเรย์เน่แหละนะ เพราะตอนนี้กำลังเมามายจนไม่สามารถรับรู้อะไรกับโลกภายนอกได้แล้ว ทันทีที่ทุกคนเห็นว่าเป็นชายหนุ่มหน้าหล่อและสวมใส่แว่นตาเหมือนเป็นของคู่กายนั้น ทุกคนก็รู้ได้ทันทีว่าเขาเป็นใครโดยที่ไม่ต้องเอ่ยถามด้วยซ้ำ จะเป็นใครไปได้อีกเล่า ก็คุณเลขาสุดหล่อของคุณหนูแสนซนไงเล่า ว่าแต่...ทำไมต้องหล่อเบอร์นี้ด้วยล่ะ ทุกคนโดยเฉพาะสาว ๆ ต่างมองเขาด้วยความตะลึงงันไปครู่หนึ่ง ก็คนอะไรหล่อขนาดนั้น ไม่แปลกใจเลยที่เพื่อนของเธอจะหลงได้ขนาดนี้เนี่ย ทุกคนก็เหมือนถูกสตาฟไว้ตรงนั้น แต่เมื่อรับรู้ได้ถึงสายตากดดันที่มองมา ก็พร้อมใจรีบลุกขึ้นยืนตัวตรงกันเป็นแถว ทำตัวประหนึ่งนักเรียนที่ถูกอาจารย์จับได้อย่างไรอย่างนั้น ชาร์ลกวาดสายตามองทั่วห้องนั่งเล่นก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างหนักหน่วงเมื่อเห็นร่างบางที่กำลังนั่งกองอยู่บนโซฟาในสถาพผมเผ้ายุ่งเหยิงเล็กน้อย ใบหน้าแดงจัดพร้อมรอยยิ้มซุกซนที่เหมือนเตรียมตัวพร้อมจะแผลงฤทธิ์ ข้าง ๆ กันนั้นมีกลุ่มเพื่อนสาวและเพื่อนชายของเธออยู่ด้วย อันที่จริงเขาก็ไม่ได้ว่าอะไรหรอกนะที่เธอจะมาดื่มกับเพื่อนตามประสาสาว ๆ แต่... เพื่อนผู้ชายเนี่ย... ถึงแม้ชาร์ลจะไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่กอดอกกดสายตาลงก็เท่านั้น แต่ก็พอจะทำให้ทุกคนรับรู้ได้ว่ากำลังจะโดนดุ โดยเฉพาะทางฝั่งเซบาสเตียน ไม่รู้ว่าเพราะเขาเมาแล้วหรือเปล่า แต่เหมือนจะรู้สึกได้ว่ามีพลังงานบางอย่างที่เย็นยะเยือกจับจ้องมาที่ตัวเองเหมือนเอาเป็นเอาตาย “ให้ตายเถอะ ฉันรู้สึกไม่ดียังไงก็ไม่รู้ เหมือนมีรางบอกว่าจะได้ไปนอนในโลงไม้ คงต้องรีบกลับบ้านแล้วล่ะ” ว่าจบก็น้อมศีรษะให้ชาร์ลก่อนจะรีบออกจากห้องไป “จะไปแล้วเหรอ กลับดี ๆ นะ” เรย์เน่ที่เห็นเพื่อนชายเดินลับตาไปก็ยังไม่วายมองด้วยสายตาระห้อยแล้วโบกมือให้อีก ส่วนมืออีกข้างก็ยังกอดขวดไวน์ยี่ห้อหรูเอาไว้ไม่ยอมปล่อย และกำลังจะยกขึ้นกระดกอีกครั้ง จนเจนนี่ต้องรีบคว้าขวดนั้นออกจากมือเธอก่อนจะเหลือบมองชาร์ลอีกครั้ง ภายในห้องเหลือเพียงเฉพาะเพื่อนสาวแล้ว นั่นทำให้บรรยากาศเริ่มผ่อนคลายลงไปเล็กน้อย แต่ก็ใช่ว่าจะหายใจหายคอได้สะดวก แต่ดูเหมือนว่าสถานการณ์ชวนตึงเครียดตรงหน้าจะไม่ได้มีผลกับเรย์เน่เลยสักนิด "นี่ นั่นใครน่ะ หล่อจังเลย" ว่าพลางสะกิดเจนนี่ที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ พร้อมดึงเธอไปทำท่าเหมือนกระซิบกระซาบกัน “ฉันว่าฉันเจอเนื้อคู่แล้วแน่ ๆ เลย” เจนนี่ฟังสิ่งที่เพื่อนรักพูดก็ถึงกับต้องทำหน้ายิ้มเจื่อนส่งกลับไปให้ชาร์ลแล้วทำท่าขอโทษขอโพยพร้อมคิดในใจ ‘ยัยนี่ เดี๋ยวเถอะ เล่นไม่ดูเวลาเลย เขากำลังตึงเครียดกันอยู่ก็เพราะแกเนี่ย’ "เอ่อ...คือ...คือเรย์เน่ดื่มหนักไปหน่อยค่ะ" เพื่อนอีกคนรีบแก้ตัว “สภาพก็เลยเป็นอย่างที่เห็น” ชาร์ลถอนหายใจเบา ๆ สองขายาวก้าวเข้าไปแล้วหย่อนตัวนั่งย่อลงใกล้โซฟาที่เรย์เน่กำลังนั่งอยู่ ขณะเดียวกับที่เรย์เน่กำลังจะเอื้อมคว้าขวดไวน์บนโต๊ะอีกครั้ง แต่ก็ถูกชาร์ลคว้ามือเธอเอาไว้ซะก่อน "พอแล้วครับคุณหนู" เสียงทุ้มของเขาดุอ่อน ๆ อย่างอดไม่ได้ จณะเดียวกับที่เพื่อน ๆ ก็พากันสะกิดตีกันไปมาเหมือนพยายามระงับความเขินกันเอง เรย์เน่หรี่ตาลงเล็กน้อยก่อนจะมองคนตรงหน้าอย่างงอน ๆ ริมฝีปากสีระเรื่อขยับบ่นพึมพำ "อย่าดุนักสิคุณเนื้อคู่ ฉันเพิ่งอกหักมานะ ..." ในตอนนั้นเองเพื่อน ๆ ของเธอก็แอบส่งสายตาให้กันแบบรู้ทันกัน แล้วไม่กี่วินาทีถัดมา ก็มีหน่วยกล้าตายหัวเราะแห้ง ๆ แล้วพูดขึ้นว่า “ฉันขอตัวก่อนนะคะ พอดีดึกมากแล้ว” “ใช่ค่ะ พวกเราไปก่อนนะเรย์เน่” สาว ๆ สองคนเดินออกจากห้องไป เหลือเพียงเจนนี่ที่กำลังจะขอตัวลากลับเช่นกัน แต่เพียงแค่อ้าปาก ยังไม่ทันจะได้พูดอะไร เสียงทุ้มนุ่มของชาร์ลก็ขัดขึ้นเสียก่อน "เดี๋ยวครับ อยู่ด้วยกันก่อน ถ้าผมอยู่กับเรย์เน่สองต่อสองในสภาพนี้มันจะดูไม่ดีเอา” เจนนี่นิ่งไปหลังจากได้ฟังเหตุผลของเขา ดูเหมือนเธอพอจะเข้าใจแล้วว่าทำไมเรย์เน่ถึงได้รักได้หลงเขาขนาดนี้ กรี๊ด นี่มันเทพบุตรชัด ๆ เลย ขอให้ได้ขอให้โดนนะคะคุณเพื่อน “ช่วยเปลี่ยนชุดนอนให้คุณหนูหน่อยครับ” “ค่ะ” ตอบรับเสียงสั่น เพราะอยู่ ๆ ก็เขินแทนเพื่อนตัวเองไปเสียอย่างนั้น “ไม่เอา ไม่เปลี่ยนหรอก ชุดนี้ออกจะสวย” เรย์เน่บ่นพึมพำ แล้วพยายามจะเอื้อมคว้าขวดไวน์อีกครั้ง แต่ยังไม่ทันจะเอื้อมตัวได้ถึงขวดไวน์ดี แขนแกร่งก็ช้อนร่างของเธอขึ้นแล้วพาเดินเข้าไปในห้องนอน "อ๊ะ...ปล่อยนะ!" เรย์เน่ร้องโวยวายในอ้อมแขนเขา มือปัดป่ายไปมา “คิดว่าเป็นคุณเนื้อคู่แล้วจะทำอะไรก็ได้เหรอ” แต่มีหรือที่ชาร์ลจะสนใจ เขายังพาเธอเดินเข้าไปในห้องนอน เจนนี่เห็นแบบนั้นก็ยกมือขึ้นห้องปาก ไม่สนแล้ว ยังไงก็ต้องพาตัวเองออกไปจากจุดนี้ให้ได้เลย “ฝากเรย์เน่ด้วยนะคะ” พูดจบ เจนนี่ก็รีบไปหยิบกระเป๋าสัมภาระของตัวเองแล้วรีบกรูออกจากประตูห้องไปอย่างรวดเร็ว ปัง— “เฮ้อ ไม่ต้องเปลี่ยนมันแล้ว” ว่าจบ ร่างสูงก็โน้มตัวลงช้า ๆ ก่อนจะวางร่างบางลงบนที่นอนแทน พลันดวงตาคู่คมก็สบเข้ากับสายตาหวานของเธอเข้าอย่างจัง มันดูเว้าวอนและบริสุทธิ์มาก “หยุดมองแบบนั้นสักที” ไม่ว่าเปล่า ยังใช้นิ้วชี้แตะลงตรงปลายจมูกเหมือนกำลังสั่งสอนแมวให้อยู่ในโอวาทอย่างไรอย่างนั้น สายตาแบบนี้ ขอเถอะอย่าเอาไว้ใช้มองใครด้วยนะ ให้ตายเถอะ หากเธอยังทำแบบนี้ต่อไปมีหวังกำแพงน้ำแข็งที่เขาพยายามสร้างมาตลอด คงค่อย ๆ แตกร้าวลงในสักวันแน่ และมันก็ไม่ควรจะเป็นแบบนั้นด้วย “นอนพักได้แล้วครับ” มือหนาดึงผ้ามาห่มให้แล้วพร่ำบอกเธอ หลังจากจัดการพาเธอเข้านอนแล้ว ร่างสูงก็ลุกขึ้นเตรียมตัวจะเดินออกจากห้องนอนไป แต่ยังไม่ทันได้ก้าวพ้นจากขอบเตียง อยู่ ๆ มือเล็กก็เอื้อมไปคว้าแขนเขาเอาไว้จนเสียหลักล้มกลับลงไป "คุณหนู!" ดวงตาคมเบิกกว้างด้วยความตกใจก่อนจะเอ่ยเสียงสั่นไหว ขณะที่เรย์เน่ปีนขึ้นมานั่งคร่อมร่างของเขาเอาไว้ ร่างเล็ก ๆ ในชุดหลวม ๆ ยิ่งทำให้บรรยากาศอันตรายเกินห้ามใจเข้าไปใหญ่ ร่างสูงตัวแข็งทื่อ แผ่นหลังแนบกับที่นอน ขณะที่ใบหน้าหล่อเริ่มขึ้นสีแดงจัดอย่างห้ามไม่อยู่ "พี่ชาร์ล~" เสียงครวญครางหวานของเรย์เน่ดังขึ้นข้างหู ถึงจะแม้ว่าจะเมาหนักจนไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร แต่ที่เรียกชื่อของชายหนุ่มได้ถูกต้อง นั่นก็เพราะกลิ่นประจำตัวของเขาที่ลอยมากระทบประสาทสัมผัสแวมไพร์ของเธออย่างไรล่ะ เสียงกระเส่าของเธอทำเอาร่างสูงรีบหลับตาแน่น มือที่อยู่ข้างลำตัวเริ่มกำแน่นจนมีเส้นเลือดปูดโปนออกมา “คุณหนูอย่าเล่นแบบนี้ครับ” ก็ขอบอกตามตรง อยู่มาเกือบจะสี่ร้อยปีแล้ว เขาไม่ใช่คนที่จะใสซื่อเรื่องพวกนี้หรอกนะ และด้วยความที่ร่างบางโน้มตัวลงมาใกล้ กลิ่นหอมหวานของเธอขจึงลอยเข้าปะทะกับปลายจมูกของเขาไปด้วย ซึ่งปฏิเสธไม่ได้เลยว่ายิ่งได้สัมผัสก็เหมือนจะยิ่งโหยหามากขึ้นเรื่อย ๆ ราวกับแรงดึงดูดที่กำลังดึงเขาให้ถลำเข้าหาเข้าไปทุกที แล้วอยู่ ๆ ความติดตัดสินใจของเขาก็ถูกขโมยไปชั่วขณะ ถ้าหากพลั้งทำอะไรไปล่ะก็...คงเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โตแน่ นี่ควรจะผลักเธอออกไปแล้วจับให้นอนลงกับเตียงดี ๆ แล้วรีบหนีออกไปหรือควรจะปล่อยให้มันเป็นไปแบบนี้ดีนะ นี่เขากำลังจะพ่ายแพ้กับอะไรแบบนี้เหรอเนี่ย...ร่างบางนั่งคร่อมอยู่บนตัวเขาอย่างไม่ยอมแพ้ มือเรียวขยับซุกซนไต่ไปตามแผงอกของชาร์ล จนกระทั่งเริ่มเล่นกับกระดุมเสื้อของเขา เสียงกระดุมดังแกร่ก ด้วยเพราะเล็บที่เขี่ยมันไปมาจนสุดท้ายกระดุมเม็ดบนก็หลุดออกนั่นทำให้ร่างสูงที่กำลังรู้สึกเหมือนสมองตัวเองขาวโพลนไปหมดเริ่มสะดุ้งและดึงสติตัวเองกลับมาได้ในที่สุด“หยุด” เสียงเข้มเอ่ยเหมือนคำสั่งชี้ขาด แต่มีหรือที่คนเมาจะฟังรู้เรื่อง ฟังไม่ได้ศัพท์แถมยังเล่นปูไต่บนตัวเขาไปเรื่อย ๆ อีกต่างหาก“เรย์เน่ หยุด” มือหนารีบคว้าจับมือของเธอเอาไว้เพื่อไม่ให้เล่นซุกซนและสะกิดต่อมอันตรายมากไปกว่านี้เมื่อถูกเรียกชื่อ เรย์เน่ก็ชะงักไปครู่หนึ่งแล้วเงยหน้าขึ้นจากบริเวณซอกคอของเขา ก่อนจะชายตาสบกับคนที่ยังนอนอยู่ใต้ร่างในที่สุด สายตาหวานหยาดเยิ้มจ้องมองไปทำให้ร่างสูงแอบลอบกลืนน้ำลายอีกครั้ง ดวงหน้าหล่อที่ปกติจะเรียบเฉยเริ่มขึ้นสีจนแทบซ่อนไม่อยู่แล้วในจังหวะต่อมา คนตัวโตกว่าก็รวบรวมแรงทั้งหมดแล้วพาให้ร่างบางพลิกลงไปนอนราบกับพื้นเตียงอย่างนุ่มนวล ก่อนจะก้มตัวทับร่างเล็ก มิหนำซ้ำยังตรึงแขนทั้งสองข้างของเธอเอาไว้ ด้วยกลัวว่าเจ้าตัวจะทำอะไรที่มันสุ่มเสี่ยงอีกเรย์เน่สะ
เสียงดนตรีคลออยู่ในงาน ท่ามกลางแขกเหรื่อที่มาร่วมแสดงความยินดีและมอบของขวัญให้กับคู่บ่าวสาว และก่อนที่เชอรีนจะเดินจากไป ชาร์ลก็ยื่นกล่องของขวัญใบเล็กไปให้เธอด้วยท่าทางสงบนิ่งตามสไตล์ของตัวเองเพียงแต่ว่า ไม่ได้มีถ้อยคำแสดงความยินดีใด ๆ หลุดออกจากปากของเขาเลยแม้แต่น้อย ก็เขาไม่ได้ยินดีสักหน่อย เป็นฝ่ายโดนทิ้งโดยให้เหตุผลว่าเลือกอนาคนที่ดีกว่าตัวเอง ต้องแสดงความยินดีด้วยหรือไงกันและคนอย่างเขา จะให้ปั้นสีหน้าแล้วแสร้งพูดออกมาก็คงทำไม่ได้หรอกในขณะที่เชอรีนก็ยืนรอเขาพูดคำนั้น แต่เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเพียงแค่ยื่นกล่องของขวัญมาให้ เธอก็ได้แต่ยกยิ้มเจื่อนแล้วแล้วยื่นมือไปรับกล่องของขวัญด้วยความจำใจ “ขอบคุณนะ”หลังจากนั้นเธอก็เดินจากโต๊ะของเขาไปเพื่อไปหาแขกคนอื่นต่อ แต่ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า ตอนที่มองหน้าเธอแววตายังดูอาลัยอาวรณ์เขาอย่างไรไม่รู้อะไรกัน ไหนว่าเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ตัวเองไง แล้วทำไมถึงทำหน้าทำตาแบบนั้นล่ะแต่ก่อนที่ความคิดจะเริ่มไหลไปไกล บางอย่างก็ขัดจังหวะความคิดของเขาเข้าเสียก่อนติ๊งมือหนาล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อสูท ก่อนจะหยิบมันขึ้นมาอ่านReyne B: [ขอตัวกลับก่อนนะคะ พอ
เปิดเทอมได้ไม่นาน ช่วงเทศกาลวาเลนไทน์ ทางบ้านก็มารับเพื่อพาลูก ๆ ออกไปเที่ยวพักผ่อน ก่อนจะมีการสอบปลายภาคเพื่อจบภาคการศึกษาในปีสุดท้าย“มากันแค่นี้เหรอคะ” เรย์เน่สำรวจมองทั่วรถ ก่อนจะพบว่ามีเพียงคนขับรถ พ่อแม่ และพวกพี่น้องของเธอเท่านั้น ไม่มีคนที่เธอเฝ้ารอว่าจะได้เจอเลย...“พี่หมายความว่ายังไงว่ามาแค่นี้ ปกติตอนไปเที่ยวก็มีพวกเราสี่คนแล้วก็พ่อแม่อยู่แล้วหนิ” เคย์ลิสถามขึ้น สีหน้าดูสงสัยไม่ต่างจากไลเอนน์ที่พยักกหน้าเห็นด้วยกับคำถามของคู่แฝดตัวเอง“อะ...เปล่า...ไม่มีอะไรหรอก”“พี่ชาร์ลไม่ได้มาด้วยเหรอครับ” เป็นเจย์เนส พี่ชายคนโตซึ่งเป็นคู่แฝดของเธอเปรยขึ้นมาให้ ราวกับอ่านใจน้องสาวตัวเองได้อย่างไรอย่างนั้นเรย์เน่ได้ยินแบบนั้นก็ปรายสายตาดุ ๆ ส่งไปทางเขา เพราะกลัวว่าความลับจะถูกเปิดโปง แต่จริง ๆ ก็รู้สึกขอบคุณอยู่หรอกนะ เพราะใจจริงแล้ว เธอเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าพี่ชาร์ลหายไปไหน“ชวนมาแล้ว แต่เจ้านั่นบอกว่าติดธุระ” เจย์เดนหันบอกลูกชายคนโต ก่อนจะบ่นพึมพำกับตัวเองต่อ “สงสัยเจ้านั่นคงนัดสาวที่ไหนไว้ล่ะสิท่า”คำพูดนั้นทำให้ใจเรย์เน่เต้นระส่ำไม่เป็นท่า ความรู้สึกวาบหวิวเข้าก่อกุมจิตใจอย่างบอก
หลังจากเปิดเทอมและต้องกลับมาอยู่ที่หอพักประจำโรงเรียน ปีนี้ถือเป็นชั้นปีสุดท้าย และเธอจะต้องตั้งใจอ่านหนังสือสอบเพื่อให้เรียนจบ แต่มันก็ไม่ได้ขัดขวางการหาข้ออ้างที่จะได้คุยกับพี่ชาร์ลของเธอเลยคนอย่างคุณหนูเรย์เน่ซะอย่าง...Reyne B: [พี่ชาร์ล คุณพ่อเป็นยังไงบ้างคะ]Reyne B: [แล้วคุณแม่ล่ะ]วันนี้หยิบเรื่องพ่อมาอ้างสินะ ก่อนหน้านี้เขายอมรับว่าที่ให้ข้อมูลการติดต่อเธอไปนั้นก็เพราะเป็นกังวลเรื่องความปลอดภัยของเธอนั่นแหละ บางครั้งเขาก็แอบมายืนอยู่บนคุกราบ้านช่องที่อยู่ตรงข้ามกับหอพักของเธอด้วยแต่พอเจอทักษะการชวนคุยของเธอเข้าไป เป้าหมายในการตอบแชทนั้นก็เริ่มเปลี่ยนไปในทางอื่นแทนใบหน้าหล่อที่โดยปกติมักจะนิ่งขรึม เริ่มแอบกระตุกยิ้มเป็นครั้งคราวเมื่ออ่านข้อความจากเธอCharles K: [วันนี้ท่านชายไม่มีงานอะไรเป็นพิเศษครับ เข้าบริษัทช่วงเช้า ช่วงบ่ายก็กลับมาอยู่ที่คฤหาสน์กับท่านหญิงลินินแล้ว]ดูเหมือนจะเป็นการตอบตามหน้าที่แบบถามคำตอบคำ แต่อันที่จริงในใจก็รู้สึกแปลกอยู่ไม่น้อย ไม่เพียงแค่เขาเท่านั้นที่รับรู้ได้ถึงความแปลกนี้ แต่ผู้ช่วยเลขาอย่าง โนอาห์ เองก็จับสังเกตได้เช่นกัน“แปลกจังเลยนะครับ”“?
หลังจากวันนั้น ชีวิตแต่ละวันของชาร์ลก็ดูจะยุ่งขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ใช่เพราะงานประจำที่ทำอยู่นั้นหนักเกินไปหรอก แต่ช่วงนี้ดูเหมือนจะมีใครบางคนคอยตามวอแวเขาเป็นพิเศษและวันนี้ก็เช่นกัน เสียงฝีเท้าดังมาจากทางเดินบันไดของคฤหาสน์ ก่อนจะปรากฏภาพร่างบางที่กำลังเดินลงมาด้วยสีหน้ายิ้มแย้มเธอมุ่งตรงสู่ห้องทานอาหารเหมือนที่เคยทำเป็นประจำทุกวัน แต่ในวันนี้ เมื่อเห็นร่างสูงที่นั่งจัดการอาหารเช้าอยู่บนโต๊ะพอดิบพอดี ก็ถึงกับลอบยิ้มอย่างอดไม่อยู่ขาเรียวรีบก้าวจ้ำ ๆ ยาว ๆ เข้าไปใกล้อีกฝ่ายที่ดูเหมือนจะไม่ได้รู้ตัวเลยว่ามีวายตาของใครบางคนกำลังจับจ้องเขาราวกับเป้าหมายที่มีไว้พุ่งชนอย่างไรอย่างนั้น จนกระทั่งมือเรียวดึงเก้าอี้ที่อยู่ข้างเขาออก แล้วทิ้งตัวนั่งลงถัดจากกัน“เอ่อ อรุณสวัสดิ์ครับคุณหนู” หันมาเห็นคนที่นั่งลงข้าง ๆ ชาร์ลก็แทบสำลัก ‘ที่ประจำปกติของเธอก็นั่งฝั่งนู้น แล้วทำไมวันนี้มานั่งตรงนี้กันนะ’บางทีอาจจะไม่มีอะไรก็ได้ เขาอาจจะแค่คิดมากไปก็เท่านั้น คิดได้ดังนั้นชาร์ลก็ละสายตาจากร่างบางแล้วจัดการมื้อเช้าต่อ“คิดว่าถ้าสวนหลังคฤหาสน์มีดอกไม้กับต้นไม้สวย ๆ กว่านี้จะเป็นยังไงคะ” เรย์เน่เอ่ยเสียงใส พร้
หลังจากทั้งคู่รอดมาได้หวุดหวิด ชาร์ลก็ยังทำใจให้สงบไม่ได้ ด้วยความที่คิดไม่ตกว่ากลุ่มคนพวกนั้นรับใช้ตระกูลใดกันแน่ หรือบางทีอาจจะเป็น...เจ้าพวกนั้น...พวกคนที่มาถล่มคฤหาสน์คลินตันครั้งเมื่อเขายังเยาว์วัย ยิ่งคิดถึงเรื่องราวในวันนั้นเขาก็ยิ่งหวั่นใจเข้าไปใหญ่ ถึงแม้ว่าคนพวกนั้นจะโดนเนรเทศไปแล้วก็ตาม แต่ปัจจุบันก็ไม่รู้ว่าจะขยับขยายวงศ์ตระกูลไปถึงไหนแล้วและบางที อาจจะแข็งแกร่งขึ้นกว่าหลายร้อยปีก่อนก็เป็นได้“เรื่องวันนี้ อย่าเพิ่งแจ้งท่านชายเจย์เดน” เขายังย้ำกับผู้ช่วยเลขาอย่างโนอาห์ด้วย ไม่ใช่เพราะกลัวว่าจะโดนต่อว่าอะไรหรอก...แต่เขายังยืนยันให้แน่ชัดไม่ได้ว่าอีกฝ่ายเป็นใครกันแน่ และหากเปิดประเด็นนี้ออกไป ด้วยนิสัยของท่านชายเจย์เดนแล้ว คงไม่อาจรีรอที่จะสืบหาตัวพวกมันแน่ และเขาก็กลัวว่ามันอาจจะกลายเป็นเรื่องบาดหมางระหว่างตระกูลแวมไพร์ด้วยเพราะฉะนั้นหากจะรายงาน ก็ต้องมั่นใจให้แน่ชัดเสียก่อนส่วนโนอาห์ก็ได้แต่พยักหน้ายอมทำตามที่ชาร์ลบอก ด้วยความที่คนตรงหน้าเขานั้นเติบโตมาพร้อมกับท่านชายเจย์เดน จึงถือได้ว่าชาร์ลเองก็เป็นบุคคลสำคัญของตระกูลแบรดฟอร์ดที่เขาควรให้ความเคารพไม่ต่างกันหลังจากพ







