Masukร่างสูงก้าวไปตามทางเดินอาคารสนามบินของฝั่งผู้โดยสารขาเข้าประเทศ และเพียงไม่นานเขาก็ได้ยินเสียงใครคนหนึ่งเอ่ยเรียกชื่อของตน
“สวัสดีครับคุณชาร์ล ผมเป็นผู้ช่วยเลขาของท่านชายเจย์เดน ท่านชายวานให้ผมมารับครับ” ว่าจบอีกฝ่ายก็ตรงเข้ามารับสัมภาระของอีกคนไปถือไว้
สายตาคมปรายมองเล็กน้อยก่อนจะทำเพียงแค่พยักหน้าให้อีกฝ่ายเป็นการบ่งบอกว่าเข้าใจแล้ว แต่ท่าทางที่แสนเรียบง่ายและดูสุขุมนุ่มลึกของเขานั้น มันให้ความรู้สึกเย็นชาต่อผู้พบเห็นอย่างไรก็ไม่รู้
ทำเอาผู้ช่วยเลขาที่เดินตามหลังไปติด ๆ ถึงกับลอบกลืนน้ำลาย ด้วยเหตุผลที่ว่า เจ้าคนเย็นชานี่ อีกไม่นานก็จะเป็นหัวหน้าของเขาอย่างไรล่ะ
รถยนต์คันหรูถูกขับมาจอดเทียบเคียงตรงหน้าประตูทางออกสนามบิน ระหว่างนั้นผู้คนไม่ว่าชายหรือหญิงก็ต่างพากันจับจ้องเขาเป็นตาเดียว
ประเด็นแรกก็เพราะความหล่อเหลาที่แม้แต่จะสวมแว่นตาบดบังเอาไว้บางส่วนแล้ว ก็ยังรู้สึกได้ถึงออร่าความหล่อนั้นอย่างเลี่ยงไม่ได้
ส่วนประเด็นที่สอง รถยนต์คันหรูที่ขับมาเทียบเคียงนั้นมีเพียงไม่กี่คันในประเทศ จึงบ่งบอกได้ว่าคนที่ขึ้นไปนั่งบนรถคันนั้นได้ จะต้องมาจากตระกูลผู้ทรงอิทธิพลเป็นแน่ ด้วยเหตุนี้ทุกคนจึงให้ความสนใจมาก
และใช่ ตระกูลแบรดฟอร์ดที่เขาเติบโตมาด้วยนั้นเป็นตระกูลแวมไพร์ผู้ทรงอิทธิพลอันดับหนึ่งของประเทศ และถึงแม้ว่าเขาจะไม่ใช่ผู้ที่มีสายเลือดแบรดฟอร์ด แต่ก็เรียกได้ว่าเติบโตมาพร้อมกับท่านชายเจย์เดนดุจพี่น้อง จึงเปรียบเสมือนคนในตระกูลเช่นกัน
และถึงแม้ว่าหน้าที่ส่วนใหญ่ของ ชาร์ล คลินตัน จะเป็นเลขาคนสนิทของท่านชายเจย์เดน แต่จากรูปการณ์แล้ว ก็เหมือนจะเป็นเพื่อนคอยให้คำปรึกษากันเสียมากกว่า
ไม่นาน รถก็เข้ามาจอดอยู่ในโรงจอดรถของคฤหาสน์ตระกูลแบรดฟอร์ด แต่ที่น่าตื่นตาตื่นใจกว่านั้นก็คือ ตั้งแต่ทางเข้าหน้าประตูคฤหาสน์ตลอดจนทางที่ใช้ก้าวเดินไปจนถึงตัวห้องโถง บรรดาผู้รับใช้คนอื่น ๆ ภายในคฤหาสน์ต่างยืนเรียงแถวและคอยน้อมศีรษะให้ตลอดทาง เหมือนเป็นการยินดีต้อนรับการกลับมาของเขาอย่างไรอย่างนั้น
“ไม่เจอกันนานเลยนะ” ทันทีที่ร่างสูงของ ชาร์ล ก้าวมาจนเกือบจะถึงห้องโถง ผู้เป็นนายที่ยืนพิงกรอบประตูก็เอ่ยทักขึ้นก่อน
“ท่านชาย…” ชายหนุ่มท่าทางสุขุมนุ่มลึกรีบโค้งคำนับให้ทันที ด้วยความที่ตรงหน้าเขา คือท่านชายเจย์เดนแห่งตระกูลแบรดฟอร์ด ตระกูลผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในหมู่แวมไพร์ นอกจากนี้ยังถือเป็นตระกูลผู้มีพระคุณกับเขาด้วย
“เลิกพูดแบบนั้นเถอะ พูดเป็นกันเองจะดีกว่า” เจย์เดนกล่าวพร้อมยื่นมือไปแตะบ่าของผู้ติดตามคนสนิท
และถึงแม้ว่าทั้งคู่จะห่างกันไป ไม่ได้เจอหน้ากันหลายสิบปี แต่ความสนิทของพวกเขาก็ไม่ได้ลดลงลงเลย เพราะทั้งสองเรียกได้ว่าโตมาด้วยกันเหมือนพี่น้อง และในบางครั้งคราวเมื่อไม่ได้อยู่ต่อหน้าคนมากมายก็จะใช้คำพูดคำจาที่เป็นกันเองเสียมากกว่านั่นแหละ
“ข้ามีเรื่องจะขอร้องเจ้า” ด้วยความที่ไม่ได้เป็นคนยุคปัจจุบัน สรรพนามในการใช้เรียกผู้คนจึงอาจจะล้าหลังไปเสียหน่อย
“แต่ผมเพิ่งกลับมาเองนะ” ชาร์ลรีบทักท้วง นี่คิดจะใช้กันตั้งแต่ขาเหยียบพื้นประเทศเชียวเหรอ
“โธ่ มันไม่ใช่เรื่องหนักหนาหรอก ข้าเพียงแต่อยากให้เจ้าช่วยไปรับลูก ๆ ให้ข้าหน่อย”
“นายน้อยกับคุณหนูเหรอ” จริงสิ หลังจากท่านชายและท่านหญิงได้ครองรักด้วยกัน และเมื่อท่านหญิงลินินให้กำเนิดลูกฝาแฝดชายหญิง
ในตอนนั้นก็เป็นจังหวะเดียวกับตอนที่เขามีเรื่องให้ต้องย้ายไปอยู่ต่างประเทศกะทันหัน ทั้งเรื่องศึกษาต่อและบริหารงานแทนท่านพ่อของท่านชายเจย์เดนด้วย
และนั่นทำให้เขาไม่เคยได้เห็นหน้าคร่าตาพวกเขาเลย อดสงสัยไม่ได้ด้วยว่าแสนดื้อเหมือนท่านชายและงดงามเหมือนท่านหญิงลินินหรือเปล่านะ
และถ้านับตามอายุของแวมไพร์แล้ว ปีนี้ก็ใกล้จะยี่สิบ จวนจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่กันแล้วสิ...
“อืม เจ้ากลับมาได้ทันพวกเขาปิดภาคเรียนพอดี แต่ก็ดีแล้วล่ะ จะได้จัดงานฉลองต้อนรับการกลับมาของเจ้าได้พร้อมหน้าพร้อมตา เพราะฉะนั้น เจ้าไปรับมาให้หน่อยนะ”
“ไม่ต้องจัดงานฉลองหรอกครับ แค่ไม่ใช่ผมตั้งแต่วันแรกที่กลับมาก็ถือเป็นพระคุณแล้ว” ชาร์ลเอ่ยเสียงอ่อนพร้อมทำแววตาเว้าวอนอย่างที่ไม่เคยมีใครได้เห็นใส่ไปหนึ่งที
แต่แทนที่เจย์เดนจะยอมใจอ่อน สายตาคมของเขากลับทำเพียงมองสำรวจเลขาของตนอย่างพินิจ ก่อนจะยกมือขึ้นลูบปลายคางประหนึ่งกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง
“นี่คำพูดคำจาเจ้าทันสมัยขึ้นหรือว่าข้าคิดไปเองกัน เป็นเพราะไปเรียนต่อก็เลยปรับตัวเข้ากับยุคสมัยได้ดีหรือไงนะ” ทำทีเป็นบ่ายเบี่ยงประเด็น
และดูเหมือนว่าจะบ่ายเบี่ยงได้ดีเลยทีเดียว เพราะประโยคคำพูดนั้นทำเอาชาร์ลที่กำลังจะเอ่ยปากปฏิเสธเผลอหลงประเด็นจนลืมตัวไปเสียได้
“ก็มีส่วนครับ” ชาร์ลพยักหน้า แต่แล้วไม่นานก็ทันฉุกคิดขึ้น แต่ขณะที่กำลังจะอ้าปาก ผู้เป็นนายก็ชิงตบบ่าของเขาแล้วพูดแทรกขึ้นเสียก่อน
“อืม เจ้าปรับตัวได้ดีก็ถือว่าดีแล้วล่ะ ที่เหลือก็ฝากด้วยล่ะ” ว่าจบเขาก็รีบชิ่งแล้วเดินจากไป
“ซาบซึ้งใจยิ่งนัก...” ชาร์ลมองตามแผ่นหลังของเจย์เดนไป หลังจากนำของไปเก็บเรียบร้อยแล้ว เขาก็มุ่งหน้าตรงสู่โรงเรียนพร้อมกับคนขับรถประจำตระกูล
แต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไร ทั้งที่ทำตามคำสั่งท่านชายมาก็หลายครั้ง แต่ครั้งนี้...ทำไมถึงได้ใจสั่นแปลก ๆ นะ
ทันทีที่ตัวรถเคลื่อนเข้าสู่รั้วโรงเรียน เด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ใบหน้าละม้ายคล้ายคลึงกับท่านชายเจย์เดนก็ยืนเด่นเป็นสง่าอยู่ตรงที่นั่งแถวลานจอดรถพอดิบพอดี ข้างกันนั้นมีหญิงสาวที่ดูอย่างไรก็เหมือนกับท่านหญิงลินินไม่มีผิด
ต้องเป็นสองคนนี้แน่นอน ว่าแต่...นี่เขาหายหน้าหายตาไปนาน จนลูก ๆ ของท่านชายโตกันขนาดนี้แล้วเหรอเนี่ย
สายตาคมของเขาจับจ้องไปยังชายหนุ่มที่ตัวสูงโปร่ง ท่าทีเคร่งขรึม สลับกับหญิงสาวดวงหน้าสวยหวานละมุน เรือนผมสีเข้ม ปากนิดจมูกหน่อยและแววตาซุกซนที่ได้มาจากท่านหญิงเต็ม ๆ
อีกด้านหนึ่ง
“ทำไมช้าจัง...” เสียงใสเอ่ยขึ้นพร้อมหันมองหน้ากับพี่ชายฝาแฝด พร้อมทั้งยืนกวัดแกว่งขาไปมา สีหน้าดูเบื่อหน่ายกับการรอเข้าเต็มทีแล้ว
“ที่บ้านคงติดธุระแหละ” ไม่ทันขาดคำ รถตู้ประจำตระกูลก็แล่นผ่านรั้วโรงเรียนมาพอดิบพอดี
“ใครน่ะ…” หญิงสาวพึมพำให้ได้ยินเพียงแค่ตนและพี่ขายฝาแฝดที่ยืนอยู่ข้างกัน
ต่างคนต่างพากันจ้องมองร่างสูงโปร่งที่เพิ่งก้าวลงจากรถตู้คันหรู “ไม่ใช่คุณโนอาห์เหรอเนี่ย” เธอกำลังพูดถึงผู้ช่วยเลขาของคุณพ่อที่คอยเป็นธุระมารับพวกเธอตลอดอย่างไรล่ะ
และเหมือนว่าชายหนุ่มจะรับรู้ความหมายของสายตาที่จ้องมองนั้น จึงรีบเดินตรงเข้าไปหาเธอ ระยะห่างเว้นประมาณสองช่วงแขน ชายร่างสูงโปร่งก้มศีรษะน้อมศีรษะลงเล็กน้อย ก่อนจะยืดตัวขึ้นสบตาอีกฝ่าย
“สวัสดีครับ ผม ชาร์ล คลินตัน เป็นเลขาของท่านชายเจย์เดนครับ”
ได้ยินแบบนั้น เรย์เน่ก็ยืนนิ่งไปครู่หนึ่ง แล้วอยู่ ๆ ดวงตาคู่สวยก็เปล่งประกายวาบ พร้อมความคิดในใจของเรย์เน่ที่ผุดขึ้นมาอย่างฉุดไม่อยู่
‘ให้ตายเถอะ เป็นเลขา...จำเป็นต้องหล่อขนาดนี้เลยเหรอ!’
แต่ท่าทางแบบนั้นทำเอาคนเป็นเลขาของคุณพ่อเธอถึงกับผงะไปเลยทีเดียว ทะ...ทำไมถึงได้...เปลี่ยนท่าทีไปซะดื้อ ๆ แบบนั้นล่ะ!
ให้ตายเถอะ อยู่ ๆ ก็ขุนลุกวูบวาบขึ้นมาเฉยเลย...
ร่างบางนั่งคร่อมอยู่บนตัวเขาอย่างไม่ยอมแพ้ มือเรียวขยับซุกซนไต่ไปตามแผงอกของชาร์ล จนกระทั่งเริ่มเล่นกับกระดุมเสื้อของเขา เสียงกระดุมดังแกร่ก ด้วยเพราะเล็บที่เขี่ยมันไปมาจนสุดท้ายกระดุมเม็ดบนก็หลุดออกนั่นทำให้ร่างสูงที่กำลังรู้สึกเหมือนสมองตัวเองขาวโพลนไปหมดเริ่มสะดุ้งและดึงสติตัวเองกลับมาได้ในที่สุด“หยุด” เสียงเข้มเอ่ยเหมือนคำสั่งชี้ขาด แต่มีหรือที่คนเมาจะฟังรู้เรื่อง ฟังไม่ได้ศัพท์แถมยังเล่นปูไต่บนตัวเขาไปเรื่อย ๆ อีกต่างหาก“เรย์เน่ หยุด” มือหนารีบคว้าจับมือของเธอเอาไว้เพื่อไม่ให้เล่นซุกซนและสะกิดต่อมอันตรายมากไปกว่านี้เมื่อถูกเรียกชื่อ เรย์เน่ก็ชะงักไปครู่หนึ่งแล้วเงยหน้าขึ้นจากบริเวณซอกคอของเขา ก่อนจะชายตาสบกับคนที่ยังนอนอยู่ใต้ร่างในที่สุด สายตาหวานหยาดเยิ้มจ้องมองไปทำให้ร่างสูงแอบลอบกลืนน้ำลายอีกครั้ง ดวงหน้าหล่อที่ปกติจะเรียบเฉยเริ่มขึ้นสีจนแทบซ่อนไม่อยู่แล้วในจังหวะต่อมา คนตัวโตกว่าก็รวบรวมแรงทั้งหมดแล้วพาให้ร่างบางพลิกลงไปนอนราบกับพื้นเตียงอย่างนุ่มนวล ก่อนจะก้มตัวทับร่างเล็ก มิหนำซ้ำยังตรึงแขนทั้งสองข้างของเธอเอาไว้ ด้วยกลัวว่าเจ้าตัวจะทำอะไรที่มันสุ่มเสี่ยงอีกเรย์เน่สะ
เสียงดนตรีคลออยู่ในงาน ท่ามกลางแขกเหรื่อที่มาร่วมแสดงความยินดีและมอบของขวัญให้กับคู่บ่าวสาว และก่อนที่เชอรีนจะเดินจากไป ชาร์ลก็ยื่นกล่องของขวัญใบเล็กไปให้เธอด้วยท่าทางสงบนิ่งตามสไตล์ของตัวเองเพียงแต่ว่า ไม่ได้มีถ้อยคำแสดงความยินดีใด ๆ หลุดออกจากปากของเขาเลยแม้แต่น้อย ก็เขาไม่ได้ยินดีสักหน่อย เป็นฝ่ายโดนทิ้งโดยให้เหตุผลว่าเลือกอนาคนที่ดีกว่าตัวเอง ต้องแสดงความยินดีด้วยหรือไงกันและคนอย่างเขา จะให้ปั้นสีหน้าแล้วแสร้งพูดออกมาก็คงทำไม่ได้หรอกในขณะที่เชอรีนก็ยืนรอเขาพูดคำนั้น แต่เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเพียงแค่ยื่นกล่องของขวัญมาให้ เธอก็ได้แต่ยกยิ้มเจื่อนแล้วแล้วยื่นมือไปรับกล่องของขวัญด้วยความจำใจ “ขอบคุณนะ”หลังจากนั้นเธอก็เดินจากโต๊ะของเขาไปเพื่อไปหาแขกคนอื่นต่อ แต่ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า ตอนที่มองหน้าเธอแววตายังดูอาลัยอาวรณ์เขาอย่างไรไม่รู้อะไรกัน ไหนว่าเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ตัวเองไง แล้วทำไมถึงทำหน้าทำตาแบบนั้นล่ะแต่ก่อนที่ความคิดจะเริ่มไหลไปไกล บางอย่างก็ขัดจังหวะความคิดของเขาเข้าเสียก่อนติ๊งมือหนาล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อสูท ก่อนจะหยิบมันขึ้นมาอ่านReyne B: [ขอตัวกลับก่อนนะคะ พอ
เปิดเทอมได้ไม่นาน ช่วงเทศกาลวาเลนไทน์ ทางบ้านก็มารับเพื่อพาลูก ๆ ออกไปเที่ยวพักผ่อน ก่อนจะมีการสอบปลายภาคเพื่อจบภาคการศึกษาในปีสุดท้าย“มากันแค่นี้เหรอคะ” เรย์เน่สำรวจมองทั่วรถ ก่อนจะพบว่ามีเพียงคนขับรถ พ่อแม่ และพวกพี่น้องของเธอเท่านั้น ไม่มีคนที่เธอเฝ้ารอว่าจะได้เจอเลย...“พี่หมายความว่ายังไงว่ามาแค่นี้ ปกติตอนไปเที่ยวก็มีพวกเราสี่คนแล้วก็พ่อแม่อยู่แล้วหนิ” เคย์ลิสถามขึ้น สีหน้าดูสงสัยไม่ต่างจากไลเอนน์ที่พยักกหน้าเห็นด้วยกับคำถามของคู่แฝดตัวเอง“อะ...เปล่า...ไม่มีอะไรหรอก”“พี่ชาร์ลไม่ได้มาด้วยเหรอครับ” เป็นเจย์เนส พี่ชายคนโตซึ่งเป็นคู่แฝดของเธอเปรยขึ้นมาให้ ราวกับอ่านใจน้องสาวตัวเองได้อย่างไรอย่างนั้นเรย์เน่ได้ยินแบบนั้นก็ปรายสายตาดุ ๆ ส่งไปทางเขา เพราะกลัวว่าความลับจะถูกเปิดโปง แต่จริง ๆ ก็รู้สึกขอบคุณอยู่หรอกนะ เพราะใจจริงแล้ว เธอเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าพี่ชาร์ลหายไปไหน“ชวนมาแล้ว แต่เจ้านั่นบอกว่าติดธุระ” เจย์เดนหันบอกลูกชายคนโต ก่อนจะบ่นพึมพำกับตัวเองต่อ “สงสัยเจ้านั่นคงนัดสาวที่ไหนไว้ล่ะสิท่า”คำพูดนั้นทำให้ใจเรย์เน่เต้นระส่ำไม่เป็นท่า ความรู้สึกวาบหวิวเข้าก่อกุมจิตใจอย่างบอก
หลังจากเปิดเทอมและต้องกลับมาอยู่ที่หอพักประจำโรงเรียน ปีนี้ถือเป็นชั้นปีสุดท้าย และเธอจะต้องตั้งใจอ่านหนังสือสอบเพื่อให้เรียนจบ แต่มันก็ไม่ได้ขัดขวางการหาข้ออ้างที่จะได้คุยกับพี่ชาร์ลของเธอเลยคนอย่างคุณหนูเรย์เน่ซะอย่าง...Reyne B: [พี่ชาร์ล คุณพ่อเป็นยังไงบ้างคะ]Reyne B: [แล้วคุณแม่ล่ะ]วันนี้หยิบเรื่องพ่อมาอ้างสินะ ก่อนหน้านี้เขายอมรับว่าที่ให้ข้อมูลการติดต่อเธอไปนั้นก็เพราะเป็นกังวลเรื่องความปลอดภัยของเธอนั่นแหละ บางครั้งเขาก็แอบมายืนอยู่บนคุกราบ้านช่องที่อยู่ตรงข้ามกับหอพักของเธอด้วยแต่พอเจอทักษะการชวนคุยของเธอเข้าไป เป้าหมายในการตอบแชทนั้นก็เริ่มเปลี่ยนไปในทางอื่นแทนใบหน้าหล่อที่โดยปกติมักจะนิ่งขรึม เริ่มแอบกระตุกยิ้มเป็นครั้งคราวเมื่ออ่านข้อความจากเธอCharles K: [วันนี้ท่านชายไม่มีงานอะไรเป็นพิเศษครับ เข้าบริษัทช่วงเช้า ช่วงบ่ายก็กลับมาอยู่ที่คฤหาสน์กับท่านหญิงลินินแล้ว]ดูเหมือนจะเป็นการตอบตามหน้าที่แบบถามคำตอบคำ แต่อันที่จริงในใจก็รู้สึกแปลกอยู่ไม่น้อย ไม่เพียงแค่เขาเท่านั้นที่รับรู้ได้ถึงความแปลกนี้ แต่ผู้ช่วยเลขาอย่าง โนอาห์ เองก็จับสังเกตได้เช่นกัน“แปลกจังเลยนะครับ”“?
หลังจากวันนั้น ชีวิตแต่ละวันของชาร์ลก็ดูจะยุ่งขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ใช่เพราะงานประจำที่ทำอยู่นั้นหนักเกินไปหรอก แต่ช่วงนี้ดูเหมือนจะมีใครบางคนคอยตามวอแวเขาเป็นพิเศษและวันนี้ก็เช่นกัน เสียงฝีเท้าดังมาจากทางเดินบันไดของคฤหาสน์ ก่อนจะปรากฏภาพร่างบางที่กำลังเดินลงมาด้วยสีหน้ายิ้มแย้มเธอมุ่งตรงสู่ห้องทานอาหารเหมือนที่เคยทำเป็นประจำทุกวัน แต่ในวันนี้ เมื่อเห็นร่างสูงที่นั่งจัดการอาหารเช้าอยู่บนโต๊ะพอดิบพอดี ก็ถึงกับลอบยิ้มอย่างอดไม่อยู่ขาเรียวรีบก้าวจ้ำ ๆ ยาว ๆ เข้าไปใกล้อีกฝ่ายที่ดูเหมือนจะไม่ได้รู้ตัวเลยว่ามีวายตาของใครบางคนกำลังจับจ้องเขาราวกับเป้าหมายที่มีไว้พุ่งชนอย่างไรอย่างนั้น จนกระทั่งมือเรียวดึงเก้าอี้ที่อยู่ข้างเขาออก แล้วทิ้งตัวนั่งลงถัดจากกัน“เอ่อ อรุณสวัสดิ์ครับคุณหนู” หันมาเห็นคนที่นั่งลงข้าง ๆ ชาร์ลก็แทบสำลัก ‘ที่ประจำปกติของเธอก็นั่งฝั่งนู้น แล้วทำไมวันนี้มานั่งตรงนี้กันนะ’บางทีอาจจะไม่มีอะไรก็ได้ เขาอาจจะแค่คิดมากไปก็เท่านั้น คิดได้ดังนั้นชาร์ลก็ละสายตาจากร่างบางแล้วจัดการมื้อเช้าต่อ“คิดว่าถ้าสวนหลังคฤหาสน์มีดอกไม้กับต้นไม้สวย ๆ กว่านี้จะเป็นยังไงคะ” เรย์เน่เอ่ยเสียงใส พร้
หลังจากทั้งคู่รอดมาได้หวุดหวิด ชาร์ลก็ยังทำใจให้สงบไม่ได้ ด้วยความที่คิดไม่ตกว่ากลุ่มคนพวกนั้นรับใช้ตระกูลใดกันแน่ หรือบางทีอาจจะเป็น...เจ้าพวกนั้น...พวกคนที่มาถล่มคฤหาสน์คลินตันครั้งเมื่อเขายังเยาว์วัย ยิ่งคิดถึงเรื่องราวในวันนั้นเขาก็ยิ่งหวั่นใจเข้าไปใหญ่ ถึงแม้ว่าคนพวกนั้นจะโดนเนรเทศไปแล้วก็ตาม แต่ปัจจุบันก็ไม่รู้ว่าจะขยับขยายวงศ์ตระกูลไปถึงไหนแล้วและบางที อาจจะแข็งแกร่งขึ้นกว่าหลายร้อยปีก่อนก็เป็นได้“เรื่องวันนี้ อย่าเพิ่งแจ้งท่านชายเจย์เดน” เขายังย้ำกับผู้ช่วยเลขาอย่างโนอาห์ด้วย ไม่ใช่เพราะกลัวว่าจะโดนต่อว่าอะไรหรอก...แต่เขายังยืนยันให้แน่ชัดไม่ได้ว่าอีกฝ่ายเป็นใครกันแน่ และหากเปิดประเด็นนี้ออกไป ด้วยนิสัยของท่านชายเจย์เดนแล้ว คงไม่อาจรีรอที่จะสืบหาตัวพวกมันแน่ และเขาก็กลัวว่ามันอาจจะกลายเป็นเรื่องบาดหมางระหว่างตระกูลแวมไพร์ด้วยเพราะฉะนั้นหากจะรายงาน ก็ต้องมั่นใจให้แน่ชัดเสียก่อนส่วนโนอาห์ก็ได้แต่พยักหน้ายอมทำตามที่ชาร์ลบอก ด้วยความที่คนตรงหน้าเขานั้นเติบโตมาพร้อมกับท่านชายเจย์เดน จึงถือได้ว่าชาร์ลเองก็เป็นบุคคลสำคัญของตระกูลแบรดฟอร์ดที่เขาควรให้ความเคารพไม่ต่างกันหลังจากพ







