LOGINรุ่ยอ๋องรู้สึกตัวขึ้นมาในยามสายของอีกวัน เพราะแสงที่สอดส่องเข้ามากระทบกับใบหน้าของเขา บานหน้าต่างทุกบาน ถูกเปิดออกเพื่อให้มีลมถ่ายเท บานประตูเรือนก็ถูกเปิดค้างเอาไว้
เยว่ฉีเดินนำเข้ามาพร้อมกับน้องสาวอีกสามคน ตามมาด้วย บ่าวที่ยกหม้อต้มโจ๊กและน้ำชาเดินตามหลังมา เยว่ฉีตรงเข้ามานั่งข้างเตียงของรุ่ยอ๋องที่ตอนนี้นอนลืมตามองนางอยู่เยว่ฉีประคองตัวเขาให้ลุกขึ้นมาเพื่อนั่งพิงหัวเตียงก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบหมอนมารองทางด้านหลัง เพื่อให้เขารู้สึกสบายมากขึ้น “เสวยโจ๊กหน่อยนะเพคะจะได้เสวยยา” นางเอ่ยกับเขาอย่างอ่อนโยน เขามองใบหน้างามอย่างไม่วางตา นางอ่อนโยนกับเขาเช่นนี้ ทำให้เขานึกถึงมารดา เพราะในยามที่เขาล้มป่วย มารดาก็เข้ามาดูแลเขาและพูดจาอ่อนโยนเช่นนี้ เยว่ฉียกมือมาแตะที่หน้าผากของเขาเพื่อวัดไข้ ดูเหมือนไข้จะลดลงแล้ว นางจึงยิ้มบางออกมาอย่างโล่งใจ “อ้าปากเพคะ” เขาอ้าปากอย่างว่าง่ายแล้วกลืนกินโจ๊กลงไป เยว่ฉีรีบหยิบผ้ามาซับมุมปากให้เขาอย่างใส่ใจ เขาจึงใช้แขนที่ไม่ได้รับบาดเจ็บ โน้มลำคอของนางเข้ามาใกล้ แล้วจุ๊บลงบนหน้าผากของเยว่ฉีอย่างแผ่วเบา ความอบอุ่นค่อย ๆ แผ่ซ่านไปทั้งหัวใจของพวกเขาทั้งสองคน เยว่ฉียิ้มให้เขาก่อนจะตักโจ๊กมาจ่อที่ริมฝีปากเขาอีกครั้ง เขาอ้าปากรับอาหาร แต่สายตาก็เอาแต่จ้องมองดวงตาอันงดงามของนาง กลิ่นกายหอมกรุ่นของนางลอยมากระทบจมูก จนเขาต้องเผลอสูดดมอย่างพอใจ “คืนนี้มานอนเป็นเพื่อนข้าได้หรือไม่?” เยว่ฉีหลุดหัวเราะออกมา “คนนอนเป็นเพื่อนพระองค์มีอยู่เต็มห้องนี้ ยังอยากจะให้หม่อมฉันมานอนเป็นเพื่อนอีกหรือเพคะ” “มันไม่เหมือนกัน” เขาเริ่มงอแง เยว่ฉีจึงยกยิ้ม “ถ้าเช่นนั้นก็รีบเสวยโจ๊กให้หมดและเสวยยาเพคะ เดี๋ยวคืนนี้พระองค์ก็ย้ายไปนอนที่เรือนของหม่อมฉันเพคะ” เมื่อได้ยินคำตอบ เขาก็รีบทานโจ๊กอย่างกระตือรือร้น เยว่ฉีมองเขาอย่างนึกเอ็นดู ไม่ต่างอะไรจากเด็กน้อยสิบขวบเลยจริง ๆ รุ่ยอ๋อง เฉินอ๋อง ซีฮัน ฮุ่ยหมิง ย้ายไปนอนที่เรือนของพวกนาง แล้วยกเรือนรับรองให้กับองครักษ์ พวกเขาพักรักษาตัวอยู่ที่จวนของพวกนาง โดยไม่คิดจะกลับจวนตนเอง เขาให้อู๋เหล่ยส่งข่าวไปรายงานต่อฮ่องเต้ เรื่องที่พวกเขาบาดเจ็บและหลบมารักษาตัวอยู่ที่จวนตระกูลเซียว ฮ่องเต้เจิ้งห่าวอู๋พอได้อ่านข้อความ ก็ถึงกับขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจว่า เหตุใดพวกเขาถึงพากันไปรักษาตัวอยู่ที่นั่น อย่าบอกนะว่า…พวกเขามีใจให้กับพวกนาง แต่ทว่าข่าวที่ออกมา พวกนางมีการหย่าร้าง มีเพียงคุณหนูใหญ่ที่ยังไม่ออกเรือน เห็นทีว่าเรื่องนี้เขาคงต้องเรียกองค์หญิงเจิ้งอวิ๋นเซียงมาถามให้หายข้องใจ เรือนคุณหนูใหญ่ “พระองค์จะมาอยู่ที่นี่เลยหรือเพคะ?” เยว่ฉีเอ่ยถามรุ่ยอ๋องที่นอนหนุนตักนางอยู่ เขาจึงลืมตาขึ้นมา “รังเกียจข้ารึ?” “พระองค์ตอบไม่ตรงคำถาม” นางทำเสียงดุขึ้นมา เขาจึงรีบดึงมือของนางมากุมเอาไว้อย่างออดอ้อน ก่อนจะหยิบป้ายหยกมาใส่มือของเยว่ฉี “ข้าได้มาอยู่กับเจ้าข้ามีความสุขมาก ข้าไม่ได้หมายถึงเพียงแค่หลับนอน ข้าพูดถึงโดยรวม ข้าจึงอยากทำให้แน่ใจว่า ข้ารักเจ้าหรือว่าเพียงแค่หลงเจ้ากันแน่ ป้ายหยกนี้เป็นตัวแทนของข้า หากเจ้าต้องการให้ข้าตบแต่งเจ้าเข้าจวน ข้าก็ยินดีทำ” เยว่ฉีได้ฟังก็ถอนใจออกมา นางเป็นสาวยุคใหม่ไม่อยากเอาเรื่องแต่งงานมาผูกมัดคนสองคนเอาไว้ด้วยกัน ตัวอย่างของน้องสาวก็มีให้เห็น การแต่งงานหากเป็นเพียงการรับผิดชอบหรือความเหมาะสม โดยปราศจากความรัก ขืนแต่งงานกันไปก็ต้องหย่าร้างกันอยู่ดี นางไม่ได้ยึดติดกับการแต่งงานมากนัก ขอแค่รักและเข้าใจกัน แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว ใครจะมองว่านางเป็นสตรีไร้ยางอายนางไม่ใส่ใจ เพราะชีวิตของนางไม่ได้ขึ้นอยู่กับคำพูดของใคร “ถ้าเช่นนั้น…พระองค์ลองมาเป็นของเล่นของหม่อมฉันดีหรือไม่เพคะ” “หึ! สตรีไร้ยางอาย เจ้าคิดจะจับข้ากินอยู่ตลอดเวลาใช่หรือไม่” เยว่ฉีกลอกตามองบนกับความหลงตัวเองของเขา “หรือว่าพระองค์ไม่อยากถูกกิน?” “ไม่อยากรอเลยต่างหากเล่า” เยว่ฉีหัวเราะออกมาด้วยความขบขัน เขาเป็นแบบนี้ก็น่ารักดี มาเป็นหมาน้อยของข้านะท่านอ๋อง เมื่อพวกเขาหายเป็นปกติก็กลับไปอยู่ที่จวน แต่จะมาค้างด้วยในยามค่ำคืน ความสัมพันธ์ของพวกนางและพวกเขาค่อย ๆ พัฒนาไปอย่างสวยงาม เมื่อไม่คาดหวังก็จะผิดหวัง เยว่ฉีบอกน้องสาวให้คิดแบบนี้ เพราะว่าไม่มีอะไรยั่งยืน ขอเพียงใช้ชีวิตให้มีความสุขในทุก ๆ วันก็เพียงพอแล้ว เยว่ฉีที่เดินออกมาจากโรงเตี๊ยม เพื่อที่จะกลับจวนอย่างเช่นปกติ แต่แล้วความรู้สึกของนาง ก็บอกว่าให้แหงนหน้ามองขึ้นไปด้านบนของโรงเตี๊ยม จู่ ๆ กระถางดอกไม้ ก็ร่วงลงมาตรงที่นางยืนอยู่ เยว่ฉีรีบกระโดดหลบอย่างเฉียดฉิว เพล้ง! เสียงแตกกระจายของกระถางดอกไม้ดังสนั่น ลู่หมิงและลู่หลิงรีบเขามาประกบเยว่ฉีทันที “คุณหนูใหญ่เป็นอะไรหรือไม่!” เยว่ฉีตกใจจนหน้าซีดเผือดร่างกายสั่นเทา “ข้าไม่เป็นอะไรเจ้าค่ะ” เยว่ฉีมองขึ้นไปด้านบนอย่างครุ่นคิด ต้องมีคนจงใจโยนกระถางลงมาให้โดนนางแน่ ๆ ยุคนี้ไม่มีกล้องวงจรปิด ยากที่จะตามตัวคนร้ายได้ง่าย ๆ คนผู้นั้นเป็นใครกันนะ “ต้องมีคนโยนกระถางลงมาแน่” “แจ้งทางการดีมั้ยขอรับ” พอเยว่ฉีได้ฟังก็ครุ่นคิด นางปรึกษาเรื่องนี้กับพวกเขาดีหรือไม่นะ ลองดูเผื่อว่าพวกเขาจะมีความคิดดี ๆ ช่วยสืบหาตัวคนร้าย “ข้าจะลองปรึกษาพวกเขาดูก่อน” “ขอรับ” “คุณหนูใหญ่เซียว ไม่ทราบว่าข้าขอคุยด้วยสักครู่จะได้หรือไม่?” จ้าวเฟินเยว่เดินเข้ามาด้วยสีหน้าไม่ค่อยเป็นมิตรเท่าใดนัก แววตาของนางที่มองเยว่ฉีนั้นดุดันราวกับเยว่ฉีคือศัตรูของนางก็ไม่ปาน “คุณหนูจ้าวมีอะไรหรือเจ้าคะ?” “สตรีเช่นพวกเจ้าชอบแอบกินขโมยกินสินะ ในเมื่อพี่ใหญ่พาน้องสาวทำเรื่องชั่วช้าไร้ยางอาย! ข้าก็ไม่จำเป็นต้องพูดจาให้เกียรติอีกต่อไป!” เยว่ฉีรีบทบทวนคำพูดของนาง ก่อนจะยกยิ้มขึ้นมา “แอบกินขโมยกิน? คำกล่าวนี้อาจจะดูเกินจริงไปสักหน่อย บุรุษที่ยังไม่ออกเรือนมาหาข้าถึงเรือน ข้าจำเป็นต้องจับเขากิน เช่นนี้จะเรียกว่าแอบกินได้อย่างไร” “เจ้า! หยาบคาย! ไร้ยางอายที่สุด!” จ้าวเฟินเยว่ไม่คาดคิดว่า คุณหนูใหญ่จะตอบกลับมาอย่างไม่สะทกสะท้านเช่นนี้ ไม่อยากเชื่อเลยว่าคำพูดของนาง ไม่ต่างอะไรจากสตรีในหอโคมเขียว ต่ำ!บรรดาคุณหนูต่างจับคู่กัน แล้วคุยกันว่าใครจะเป็นคนปิดตาและใครจะเป็นคนถูกแต่งหน้า จึงได้มาทั้งหมด 10 คู่ คนของเยว่ฉีนำโต๊ะที่มีอุปกรณ์แต่งหน้ามาตั้ง 10 โต๊ะ เยว่ฉีอธิบายให้คนที่ปิดตาฟังว่า ให้มองและจดจำอุปกรณ์แต่งหน้า ว่าวางไว้ตรงจุดใดและมีอะไรบ้าง ทุกคนจะได้เลือกหยิบใช้ได้ถูกเก้าอี้ 10 ตัวถูกนำมาวางให้คนที่ถูกแต่งหน้าได้นั่ง จากนั้นเยว่ฉี เยว่ซื่อ เยว่ชิง เยว่ฟาง ก็มาช่วยกันใช้ผ้าปิดตาให้กับคนที่จะแต่งหน้า“คนที่ให้แต่งหน้าสามารถบอกคนที่ปิดตาได้นะเจ้าคะ” เยว่ฉีบอกคนที่นั่งรอบนเก้าอี้ “เวลาหนึ่งก้านธูปทุกคนเริ่มแต่งได้เจ้าค่ะ”ทั้งเสียงเชียร์และเสียงให้กำลังใจดังขึ้นมา คนที่ปิดตาในคราแรกเหมือนจะจดจำได้ว่าอุปกรณ์แต่งหน้ามีอะไรบ้าง แต่ว่าพอเริ่มขึ้นมาจริง ๆ กลับลืมจนหมดสิ้น คราวนี้เริ่มสะเปะสะปะหยิบจับของขึ้นมา ก็ไม่แน่ใจว่ามันคือสิ่งใดองค์หญิงที่เลือกที่จะเป็นคนแต่งหน้าให้กับฮองเฮา หยิบดินสอเขียนคิ้วขึ้นมา นางพยายามสัมผัสไปที่ใบหน้าของฮองเฮา ใช้มือข้างซ้ายจับไปคิ้วเพื่อให้มั่นใจว่า มือข้างขวาจะวาดไม่ผิดตำแหน่งแน่ แต่พอวาดลงไปจริง ๆ นางกลับวาดเหนือคิ้วไปไกลทุกคนต่างหัวเราะกันออกมาอย่า
ตำหนักฮองเฮายามนี้เปิดตำหนักจัดงานเลี้ยงการดื่มชายามบ่าย โดยฮ่องเฮาได้เชิญเหล่าคุณหนูและคุณชายมาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง ส่วนองค์หญิงเจิ้งอวิ๋นเซียง นางเชิญคุณหนูตระกูลเซียวมาร่วมงานด้วยตัวเอง และแน่นอนว่าเมื่อมีพวกนางมาร่วมงาน สี่บุรุษจอมเสเพล ย่อมต้องเข้าร่วมงานด้วยอย่างแน่นอน และเมื่อมี 4 จอมเสเพลเข้าร่วมงาน ไหนเลยจะขาดฮ่องเต้และองค์ไท่จื่อ ที่พร้อมจะเข้างานด้วยเช่นกัน จากงานจิบชายามบ่ายดูเหมือนจะกลายเป็นจิบชายามเย็นไปเสียแล้ว เพราะเหล่าบุรุษต่างตบมือเข้าร่วมงานกันอย่างมากมาย ทำเอาฮองเฮารู้สึกปวดพระเศียรขึ้นมาทันที เหตุใดช่วงนี้ฮ่องเต้ทำตัวคล้ายกับสี่บุรุษจอมเสเพลเข้าไปทุกที หากว่าพวกเขาเข้าร่วม แน่นอนว่าคงจะไม่จิบชา แต่จะเปลี่ยนเป็นจิบสุราแทนเป็นแน่ “ฮ่องเต้เสด็จ” เสียงประกาศของขันทีดังขึ้นจนแสบแก้วหู ทุกคนต่างลุกขึ้นทำความเคารพกันอย่างพร้อมเพรียง จากนั้นก็เป็นฮองเฮาและเหล่าพระสนม ต่อด้วยองค์ไท่จื่อและไท่จื่่อเฟยที่เดินเข้างานมา ต่อด้วยองค์หญิงเจิ้งอวิ๋นเซียง รุ่ยอ๋อง เฉินอ๋อง และบรรดาองค์หญิง องค์ชาย ที่ผ่านพ้นวันปักปิ่นมาแล้วจึงสามารถเข้ารวมงานได้องค์หญิงเจิ้งอวิ๋นเซียงตรงมา
วันต่อมาผู้ตรวจการหน้ากากเหล็กก็ได้เข้าจับกุมเจิ้งอ๋องและคนของเขาเพื่อไปไต่สวน บางคนที่ทนการทรมานไม่ได้ก็ยอมสารภาพความจริงออกมา บางคนที่ยังพอทนความเจ็บปวดได้ก็ยังปากแข็งกันต่อไปผู้ตรวจการหน้ากากเหล็กนำคนอีกจำนวนหนึ่งไปตรวจสอบหาข้อเท็จจริง ไม่ว่าจะเป็นโรงตีเหล็กที่ทำขึ้นในป่าทึบไกลออกไป เมื่อไปถึงก็พบลังไม้ที่ใส่อาวุธเอาไว้เป็นจำนวนมาก นอกจากนั้นผู้ตรวจการหน้ากากเหล็กยังไปตรวจสอบคลังเก็บเกลือเถื่อนและยังไปตรวจสอบ จวนที่เก็บสตรีเอาไว้เพื่อส่งออกไปยังต่างแคว้น ซึ่งพอไปตรวจค้นก็พบสตรีหลายสิบคนที่ถูกขังเอาไว้ ทุกคนให้การสารภาพว่า ทำงานให้กับเจิ้งอ๋อง เมื่อมีคนสารภาพและยังมีหลักฐานอย่างแน่นหนา เจิ้งอ๋องจึงไม่อาจปฏิเสธข้อกล่าวหาได้ เขาจึงรอเพียงคำตัดสินจากฮ่องเต้ที่จะประกาศลงมาเพียงเท่านั้น ซึ่งเขารู้ดีอยู่แก่ใจว่า การค้าอาวุธเถื่อนให้กับต่างแคว้นมีโทษสถานใด ยามนี้เขาจึงทำได้เพียงนั่งนิ่ง แล้วหลับตาลงอย่างสงบเพราะทุกอย่างมันจบแล้วและก็เป็นจริงตามที่คาดไว้พระราชโองการประกาศลงมา เจิ้งอ๋องตัดสินประหารชีวิตรวมถึงคนที่มีส่วนรู้เห็นถูกประหารชีวิตทั้งหมด ส่วนเซียวอี้เฉินมีส่วนรู้เห็นในการสังหาร
ผ่านไปสองสัปดาห์ทหารของทางการที่ลงไปสำรวจพื้นที่ เพื่อตามหาศพของทุกคนที่ตกหน้าผา แต่ก็ไร้วี่แววไม่พบเจอศพแต่อย่างใด ทางการจึงยกเลิกการตามหาและเดินทางกลับเมืองหลวงเซียวอี้เฉินเคร่งเครียดเป็นอย่างมาก เขาให้คนช่วยกันค้นหาตราประจำตระกูลหรือป้ายคำสั่งของตระกูลเซียวสายหลัก แต่ว่าหาอย่างไรก็หาไม่พบ ไม่รู้ว่านางเอาไปเก็บซ่อนเอาไว้ตรงที่ใดเขากลัดกลุ้มเป็นอย่างมาก จึงตัดสินใจออกมานั่งดื่มกับสหายที่ร้านแห่งหนึ่ง“นางปีศาจเยว่ฉี ขนาดนางไม่อยู่แล้วยังทิ้งความร้ายกาจเอาไว้เบื้องหลัง โรงเตี๊ยมนางยกให้ฮ่องเต้ เจ้าคิดดูสิ…ข้าที่เป็นอาของนางแท้ ๆ นางกลับไม่คิดจะยกให้ หากว่านางยังไม่ตายข้าก็จะฆ่าให้นางตาย” เขาเอ่ยด้วยความเจ็บแค้นใจ ดวงตาแดงก่ำเพราะฤทธิ์สุราและความโกรธแค้น“หลานสาวของเจ้าคนนี้มันร้ายจริง ๆ เขียนพินัยกรรมยกสมบัติให้พ่อสามีที่เป็นถึงฮ่องเต้ แทนที่จะนึกถึงคนในครอบครัวก่อน กลับเห็นพ่อสามีดีกว่า สมควรตกหน้าผาตายแล้ว”“งานก่อสร้างที่ทำรายได้มากที่สุด มีหัวหน้าสามคน พวกเขาบอกว่า…ถึงข้าจะเป็นตระกูลเชียวสายรอง แต่หากไม่มีป้ายคำสั่ง พวกเขาก็ไม่อาจเชื่อฟังและทำตามคำสั่งได้” สหายของอี้เฉินพอได้ฟัง
“นายท่านเซียวให้เกียรติมาเยี่ยมเยือนร้านของข้า คงอยากจะซื้อเครื่องสำอางไปฝากฮูหยินใช่หรือไม่ขอรับ” ชายชราจื้อลู่เอ่ยด้วยสีหน้ายิ้มแย้มอย่างอัธยาศัยดี แต่ว่าเซียวอี้เฉินหน้าตึงเปรี๊ยะรู้สึกผิดหวังและเสียหน้าอย่างแรง นี่มันเกิดอะไรขึ้น! “นี่ข้าเข้าใจอะไรผิดไปหรือ นี่มันไม่ใช่ร้านของหลานสาวข้ารึ?”ชายชราจื้อลู่มองเซียวอี้เฉินที่กำลังหัวเสียเพราะผิดหวังอย่างขบขันในใจ “ข้ากับคุณหนูใหญ่ทำกิจการร่วมกัน แบ่งผลประโยชน์กันคนละครึ่ง และมีการทำสัญญาและลงนามอย่างถูกต้อง หากคุณหนูใหญ่ถึงแก่เคราะห์กรรม ผลประโยชน์อีกครึ่งจะตกไปเป็นของน้องสาวของคุณหนูใหญ่ แต่หากน้องสาวของคุณหนูใหญ่ถึงแก่เคราะห์กรรมเช่นกัน ข้าจะเป็นผู้รับผลประโยชน์แต่เพียงผู้เดียวขอรับ” เมื่อเซียวอี้เฉินได้ฟังก็ยิ้มออกมาอย่างเย้ยหยัน “ถ้าเช่นนั้นจะรู้ได้อย่างไรว่า ท่านจะไม่คิดกำจัดพวกนางเพื่อรับผลประโยชน์แต่เพียงผู้เดียว”ชายชราจื้อลู่ยังคงยิ้มออกมาอย่างใจเย็น “ข้าพร้อมให้ทางการตรวจสอบขอรับ แต่ว่าทุกอย่างมีลายลักษณ์อักษรเป็นหลักฐานชัดเจน คุณหนูใหญ่ คุณหนูรอง คุณสามและคุณหนูสี่ ต่างลงนามอย่างพร้อมใจที่จะยกกิจการให้ข้าทั้งหมด หากว่าพวก
เยว่ฉี เยว่ซื่อ เยว่ชิง เยว่ฟาง ช่วยกันทำอาหารจากนั้นก็ยกมาตั้งตรงระเบียง พวกเขาช่วยกันจุดโคมไฟแล้วนำไปห้อยตามมุมต่าง ๆ เพราะเริ่มจะใกล้มืดค่ำแล้ว และดูเหมือนว่าค่ำคืนนี้ฝนคงจะตก เพราะท้องฟ้าเริ่มตั้งเค้าเมฆหมอกมืดครึ้ม โชคดีที่เยว่ฉีเตรียมการเอาไว้เป็นอย่างดี นางให้อู่จิ้งและอู่หานเดินทางนำหน้ามาก่อน โดยพวกเขาควบรถม้าบรรทุกของ ที่เยว่ฉีได้ซื้อและจัดเตรียมเอาไว้ล่วงหน้ามาไว้ที่นี่ หากว่าคืนนี้ฝนตกและอากาศหนาวเย็น พวกเขาก็ไม่ต้องทนนอนหนาว เพราะนางเตรียมผ้าห่มผืนหนาเอามาไว้ที่นี่ด้วยนอกจากนั้นยังมีเสื้อผ้าที่นางนำมา ซึ่งเป็นเสื้อผ้าธรรมดาทั่วไปที่ชาวบ้านนิยมสวมใส่ ซึ่งมีทั้งของพวกเขาและของพวกนาง อีกทั้งมีขององครักษ์เพราะทุกคนจะต้องเปลี่ยนการแต่งกายมาเป็นชาวบ้านธรรมดา รุ่ยอ๋อง เฉินอ๋อง ซีฮัน ฮุ่ยหมิง ยังคงต้องกลับไปเมืองหลวง เพราะว่าพวกเขายังมีอีกหน้าที่หนึ่งคือ ผู้ตรวจการหน้ากากเหล็ก พวกเขาสวมใส่หน้ากากในเวลาที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ ผู้คนโดยทั่วไปจึงไม่รู้ว่า ตัวตนที่แท้จริงของพวกเขานั้นเป็นใครเมื่อรับประทานอาหารมื้อค่ำกันเสร็จทุกคนก็พากันมานั่งที่ห้องโถง โดยมีลู่หลิง ลู่หมิง และองครัก







