LOGINหวังเจียเฉิง หลิวฮุ่ยเจียง มู่เลี่ยงซิ่ว นั่งดื่มสุราจนเมามาย พวกเขาไม่คิดเลยว่า ความคิดเพียงชั่ววูบจะทำให้พวกเขากล้าทำสิ่งที่ชั่วร้ายได้เช่นนี้ หลังจากรับรู้ว่าพวกนางทั้งสี่คนคบหากับ รุ่ยอ๋อง เฉินอ๋อง ซีฮัน ฮุ่ยหมิง พวกเขาที่เคยเป็นอดีตสามีของพวกนาง ดวงใจคุกรุ่นราวกับมีไฟสุมอยู่ในอก พวกเขาโกรธจนไฟโทสะลุกท่วมตัวจนไม่สนถูกผิด พวกเขานัดเจอกันและวางแผนสั่งสอนพวกนาง
ในวันที่เกิดเหตุมีเพียงรถม้าหนึ่งคัน มีเยว่ชิงและเยว่ฟางนั่งอยู่บนรถ พวกเขาให้คนแอบเอายายัดใส่ปากม้า ไม่นานม้าที่ควบอยู่ก็เกิดอาการเกรี้ยวกราดกระโดดยกขา พร้อมกับสะบัดรถม้าที่ผูกติดอยู่ทางด้านหลัง ทำให้พวกนางกระเด็นกระดอน จากนั้นรถม้าก็พลิกคว่ำ พวกนางหลุดออกมาจากหน้าต่างรถม้า แล้วก็ได้รับบาดเจ็บสาหัส ร่างกายฟกช้ำอีกทั้งแขนหัก “ข้ามันชั่ว! ข้ามันเลว!” “พวกเรากล้าทำเรื่องเลวทรามต่ำช้าเช่นนี้ได้อย่างไร” “นางหย่าขาดไปแล้ว นางจะไปมีใครก็ได้ ข้าไม่น่าหึงหวงจนขาดสติเช่นนี้เลย” “เพิ่งจะสำนึกได้อย่างนั้นรึ!” พลั๊วะ! พลั๊วะ! พลั๊วะ! เฉินอ๋อง ซีฮัน ฮุ่ยหมิง ตรงเข้าต่อยพวกเขาอย่างเหลืออด เป็นพวกเขาเองหรอกหรือ สารเลว! ทำกับสตรีเช่นนี้ได้อย่างไร พลั๊วะ! โอ๊ย! สภาพคนที่เมายามนี้นอนแผ่อยู่บนพื้น ใบหน้าเต็มไปด้วยเลือด เพราะพวกเขารัวมัดใส่ไม่ยั้ง จากนั้นซีฮันก็เหยียบลงไปบนอกของมู่เลี่ยงซิว “ข้าไม่แปลกใจที่นางหย่าขาดจากเจ้า” พลัก! เขากระทืบลงไปบนอกของหมู่เลี่ยงซิ่วอย่างแรง ส่วนฮุ่ยหมิงดึงมีดพกข้างกายออกมา “ข้าขอตัดความสัมพันธ์ความเป็นสหายกับเจ้านับแต่วันนี้” ฉึก! อ๊ากกก! เขาปักมีดลงบนฝ่ามือของหลิวฮุ่ยเจียงจนทะลุ ส่วนหวังเจียเฉิงถูกเฉินอ๋องเตะจนสลบไปแล้ว พรุ่งนี้เช้าเขาจะให้คนของทางการไปจับกุมตัวพวกเขา ทำผิดก็ต้องได้รับโทษ จากนี้ไปพวกเขาไม่ใช่สหายเขาอีกแล้ว ยังเหลือคนที่ลงมือเยว่ซื่อ เขาคิดว่าในไม่ช้าคงจะได้ตัวคนบงการแน่ หูซวนและชุนเต๋อเดินทางมาพบเยว่ฉีตามที่ถูกเชิญ หูซวนเป็นเจ้าของกิจการสืบข่าวขายข่าว ส่วนขุนเต๋อมีกิจการคุ้มกันสินค้า ควบคู่กับกิจการรับคุ้มกันรายบุคคล “คารวะท่านลุงทั้งสองเจ้าค่ะ นี่คือรุ่ยอ๋องเอ่อ…เขาคือ…” “ข้าคือสามีของนาง” เขาเอ่ยตอบขึ้นมาด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง เยว่ฉียกยิ้มนึกในใจก็นึกว่าเขาจะไม่พูดออกมาเสียแล้ว “ถวายพระพรท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ” “เชิญนั่งเถิด” “ท่านลุงหูซวนข้าต้องการให้ท่านช่วยสืบข่าวนี้เจ้าค่ะ” เยว่ฉียื่นกระดาษที่นางเขียนเอาไว้ให้เขาเรียบร้อยแล้ว เขามาอ่านอย่างครุ่นคิด นางเขียนรายละเอียดมาให้เขาอย่างรอบคอบ เพื่อที่จะได้ไม่ต้องมานั่งอธิบายกันให้ยุ่งยาก ในกระดาษนางยังเขียนอีกว่า อยากรู้ความสัมพันธ์ระหว่างตระกูลเซียวสายรองกับเจิ้งอ๋อง และเรื่องราวที่เกิดขึ้นในหลายวันนี้ “ข้าคิดหนึ่งหมื่นตำลึงจะสืบให้ละเอียดยิบทุกเรื่องราวเลยขอรับคุณหนูใหญ่” ทุกคนตกตะลึงเมื่อเขาเอ่ยถึงค่าจ้างขึ้นมา หนึ่งหมื่นตำลึงเป็นจำนวนเงินที่ไม่น้อยเลย แต่เยว่ฉีกลับยกยิ้ม “ตั๋วเงินห้าพันตำลึง เสร็จงานมารับอีกห้าพันตำลึง” “ขอบคุณขอรับ” “ท่านลุงชุนในระหว่างที่ยังหาตัวคนร้ายไม่พบ หากข้าต้องการยอดฝีมือคอยคุ้มครองจวนหลังนี้ 10คน ที่ร้านเครื่องสำอาง 10 คน โรงเตี๊ยมอีก20คน ให้ทุกคนปลอมเป็นพนักงาน และให้กระจายอยู่ทุกที่ เพื่อคอยคุ้มครองและปกป้องรุ่ยอ๋อง เฉินอ๋อง ซีฮัน ฮุ่ยหมิง อีก 30 คน” รุ่ยอ๋องได้ยินก็ถึงกับตกตะลึงกับความใส่ใจของนาง นางต้องการให้ยอดฝีมือมาคอยคุ้มครองพวกเขาด้วยหรือนี่ อีกทั้งเป็นคนจ่ายเงินเองทั้งหมด เขาไม่อยากจะเชื่อเลยว่าจะมีคนแบบนี้อยู่ในโลกใบนี้ เขาคิดไม่ผิดที่คิดจะคบหากับนาง “ข้าคิดราคาเท่าเขาหนึ่งหมื่นตำลึงขอรับ” “นี่ตั๋วเงินห้าพันตำลึงเจ้าค่ะ เสร็จงานแล้วมารับส่วนที่เหลือเจ้าค่ะ” “ขอบคุณขอรับ” เมื่อพวกเขาลากลับไปแล้ว เฉินอ๋อง ซีฮัน ฮุ่ยหมิงก็เข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด พวกเขาตรงเข้ามานั่ง โดยไม่รู้ว่าจะเริ่มเล่าให้คุณหนูใหญ่ฟังอย่างไรดี เยว่ฉีมองพวกเขาที่มีความอึดอัดใจ ก็แย้มยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยน “พูดออกมาเถอะเจ้าค่ะ หากไม่พูดออกมาคงอึดอัดแย่” “พี่เยว่ฉี คือ…เจ้าสามตัวสารเลวนั่น! มันเป็นคนเป็นให้ยากับม้าขอรับ” เยว่ฉีขมวดคิ้วมุ่นไม่เข้าใจใครคือเจ้าสามตัว “เจ้าหมายถึงหวังเจียเฉียง หลิวฮุ่ยเจียง มู่เลี่ยงซิ่ว” พวกเขารีบพยักหน้าอย่างรู้สึกผิดหวัง เมื่อได้รับการยืนยันรุ่ยอ๋องก็ทุบโต๊ะดังปัง! “แล้วพวกเจ้าจัดการไปหรือยัง?” “เรียบร้อยแล้วสลบเหมือดคาเท้าข้า” เฉินอ๋องเอ่ยขึ้นมาอย่างโกรธแค้น เยว่ฉีถอนใจออกมาพลางครุ่นคิด ไม่ใช่ตระกูลเซียวสายรองสินะ เหลือของเยว่ซื่อดูสิว่าจะเป็นใครอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ เห็นว่าเป็นเพียงสตรีก็คิดจะมารังแกกันง่าย ๆ อย่างนั้นรึ คิดง่ายเกินไปแล้ว “พี่ใหญ่เยว่ฉีของพวกเรา สั่งยอดฝีมือให้กระจายอยู่รอบเมือง เพื่อคุ้มครองพวกเราสี่คน” รุ่ยอ๋องซาบซึ้งใจจนเก็บเอาไว้คนเดียวไม่ได้อีกต่อไป เขาต้องบอกให้พวกเขารับรู้ “คุณหนูใหญ่จริงหรือขอรับ?” “พี่เยว่ฉีจริงหรือขอรับ?” พวกเขาร้องถามขึ้นมาพร้อมกันอย่างไม่อยากเชื่อ นางคงเห็นวันนั้นพวกเขาได้รับบาดเจ็บ ก็เลยหาคนมาช่วยคุ้มครอง แต่ว่าพวกเขาก็มีองครักษ์ ในวันนั้นพวกเขาแค่ตกหลุมพรางเลยตั้งรับไม่ทัน แต่ว่า…นางอุตส่าห์นึกถึงความปลอดภัยของพวกเขา พวกเขาซาบซึ้งจนไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไรแล้ว “ขอบคุณ คุณหนูใหญ่” “ขอบคุณพี่เยว่ฉี” “ข้ารู้ว่าทุกคนมีองครักษ์คอยคุ้มครอง แต่ว่าคนเหล่านี้จะแฝงตัวอยู่ทั่วไป ยามฉุกเฉินจริง ๆ พวกเขาจะได้ช่วยได้ทันเจ้าค่ะ” คำพูดของนางยืนยันได้เป็นอย่างดีว่า นางคิดมาอย่างรอบคอบดีแล้ว ช่างเป็นสตรีที่น่าทึ่งเสียจริง ๆบรรดาคุณหนูต่างจับคู่กัน แล้วคุยกันว่าใครจะเป็นคนปิดตาและใครจะเป็นคนถูกแต่งหน้า จึงได้มาทั้งหมด 10 คู่ คนของเยว่ฉีนำโต๊ะที่มีอุปกรณ์แต่งหน้ามาตั้ง 10 โต๊ะ เยว่ฉีอธิบายให้คนที่ปิดตาฟังว่า ให้มองและจดจำอุปกรณ์แต่งหน้า ว่าวางไว้ตรงจุดใดและมีอะไรบ้าง ทุกคนจะได้เลือกหยิบใช้ได้ถูกเก้าอี้ 10 ตัวถูกนำมาวางให้คนที่ถูกแต่งหน้าได้นั่ง จากนั้นเยว่ฉี เยว่ซื่อ เยว่ชิง เยว่ฟาง ก็มาช่วยกันใช้ผ้าปิดตาให้กับคนที่จะแต่งหน้า“คนที่ให้แต่งหน้าสามารถบอกคนที่ปิดตาได้นะเจ้าคะ” เยว่ฉีบอกคนที่นั่งรอบนเก้าอี้ “เวลาหนึ่งก้านธูปทุกคนเริ่มแต่งได้เจ้าค่ะ”ทั้งเสียงเชียร์และเสียงให้กำลังใจดังขึ้นมา คนที่ปิดตาในคราแรกเหมือนจะจดจำได้ว่าอุปกรณ์แต่งหน้ามีอะไรบ้าง แต่ว่าพอเริ่มขึ้นมาจริง ๆ กลับลืมจนหมดสิ้น คราวนี้เริ่มสะเปะสะปะหยิบจับของขึ้นมา ก็ไม่แน่ใจว่ามันคือสิ่งใดองค์หญิงที่เลือกที่จะเป็นคนแต่งหน้าให้กับฮองเฮา หยิบดินสอเขียนคิ้วขึ้นมา นางพยายามสัมผัสไปที่ใบหน้าของฮองเฮา ใช้มือข้างซ้ายจับไปคิ้วเพื่อให้มั่นใจว่า มือข้างขวาจะวาดไม่ผิดตำแหน่งแน่ แต่พอวาดลงไปจริง ๆ นางกลับวาดเหนือคิ้วไปไกลทุกคนต่างหัวเราะกันออกมาอย่า
ตำหนักฮองเฮายามนี้เปิดตำหนักจัดงานเลี้ยงการดื่มชายามบ่าย โดยฮ่องเฮาได้เชิญเหล่าคุณหนูและคุณชายมาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง ส่วนองค์หญิงเจิ้งอวิ๋นเซียง นางเชิญคุณหนูตระกูลเซียวมาร่วมงานด้วยตัวเอง และแน่นอนว่าเมื่อมีพวกนางมาร่วมงาน สี่บุรุษจอมเสเพล ย่อมต้องเข้าร่วมงานด้วยอย่างแน่นอน และเมื่อมี 4 จอมเสเพลเข้าร่วมงาน ไหนเลยจะขาดฮ่องเต้และองค์ไท่จื่อ ที่พร้อมจะเข้างานด้วยเช่นกัน จากงานจิบชายามบ่ายดูเหมือนจะกลายเป็นจิบชายามเย็นไปเสียแล้ว เพราะเหล่าบุรุษต่างตบมือเข้าร่วมงานกันอย่างมากมาย ทำเอาฮองเฮารู้สึกปวดพระเศียรขึ้นมาทันที เหตุใดช่วงนี้ฮ่องเต้ทำตัวคล้ายกับสี่บุรุษจอมเสเพลเข้าไปทุกที หากว่าพวกเขาเข้าร่วม แน่นอนว่าคงจะไม่จิบชา แต่จะเปลี่ยนเป็นจิบสุราแทนเป็นแน่ “ฮ่องเต้เสด็จ” เสียงประกาศของขันทีดังขึ้นจนแสบแก้วหู ทุกคนต่างลุกขึ้นทำความเคารพกันอย่างพร้อมเพรียง จากนั้นก็เป็นฮองเฮาและเหล่าพระสนม ต่อด้วยองค์ไท่จื่อและไท่จื่่อเฟยที่เดินเข้างานมา ต่อด้วยองค์หญิงเจิ้งอวิ๋นเซียง รุ่ยอ๋อง เฉินอ๋อง และบรรดาองค์หญิง องค์ชาย ที่ผ่านพ้นวันปักปิ่นมาแล้วจึงสามารถเข้ารวมงานได้องค์หญิงเจิ้งอวิ๋นเซียงตรงมา
วันต่อมาผู้ตรวจการหน้ากากเหล็กก็ได้เข้าจับกุมเจิ้งอ๋องและคนของเขาเพื่อไปไต่สวน บางคนที่ทนการทรมานไม่ได้ก็ยอมสารภาพความจริงออกมา บางคนที่ยังพอทนความเจ็บปวดได้ก็ยังปากแข็งกันต่อไปผู้ตรวจการหน้ากากเหล็กนำคนอีกจำนวนหนึ่งไปตรวจสอบหาข้อเท็จจริง ไม่ว่าจะเป็นโรงตีเหล็กที่ทำขึ้นในป่าทึบไกลออกไป เมื่อไปถึงก็พบลังไม้ที่ใส่อาวุธเอาไว้เป็นจำนวนมาก นอกจากนั้นผู้ตรวจการหน้ากากเหล็กยังไปตรวจสอบคลังเก็บเกลือเถื่อนและยังไปตรวจสอบ จวนที่เก็บสตรีเอาไว้เพื่อส่งออกไปยังต่างแคว้น ซึ่งพอไปตรวจค้นก็พบสตรีหลายสิบคนที่ถูกขังเอาไว้ ทุกคนให้การสารภาพว่า ทำงานให้กับเจิ้งอ๋อง เมื่อมีคนสารภาพและยังมีหลักฐานอย่างแน่นหนา เจิ้งอ๋องจึงไม่อาจปฏิเสธข้อกล่าวหาได้ เขาจึงรอเพียงคำตัดสินจากฮ่องเต้ที่จะประกาศลงมาเพียงเท่านั้น ซึ่งเขารู้ดีอยู่แก่ใจว่า การค้าอาวุธเถื่อนให้กับต่างแคว้นมีโทษสถานใด ยามนี้เขาจึงทำได้เพียงนั่งนิ่ง แล้วหลับตาลงอย่างสงบเพราะทุกอย่างมันจบแล้วและก็เป็นจริงตามที่คาดไว้พระราชโองการประกาศลงมา เจิ้งอ๋องตัดสินประหารชีวิตรวมถึงคนที่มีส่วนรู้เห็นถูกประหารชีวิตทั้งหมด ส่วนเซียวอี้เฉินมีส่วนรู้เห็นในการสังหาร
ผ่านไปสองสัปดาห์ทหารของทางการที่ลงไปสำรวจพื้นที่ เพื่อตามหาศพของทุกคนที่ตกหน้าผา แต่ก็ไร้วี่แววไม่พบเจอศพแต่อย่างใด ทางการจึงยกเลิกการตามหาและเดินทางกลับเมืองหลวงเซียวอี้เฉินเคร่งเครียดเป็นอย่างมาก เขาให้คนช่วยกันค้นหาตราประจำตระกูลหรือป้ายคำสั่งของตระกูลเซียวสายหลัก แต่ว่าหาอย่างไรก็หาไม่พบ ไม่รู้ว่านางเอาไปเก็บซ่อนเอาไว้ตรงที่ใดเขากลัดกลุ้มเป็นอย่างมาก จึงตัดสินใจออกมานั่งดื่มกับสหายที่ร้านแห่งหนึ่ง“นางปีศาจเยว่ฉี ขนาดนางไม่อยู่แล้วยังทิ้งความร้ายกาจเอาไว้เบื้องหลัง โรงเตี๊ยมนางยกให้ฮ่องเต้ เจ้าคิดดูสิ…ข้าที่เป็นอาของนางแท้ ๆ นางกลับไม่คิดจะยกให้ หากว่านางยังไม่ตายข้าก็จะฆ่าให้นางตาย” เขาเอ่ยด้วยความเจ็บแค้นใจ ดวงตาแดงก่ำเพราะฤทธิ์สุราและความโกรธแค้น“หลานสาวของเจ้าคนนี้มันร้ายจริง ๆ เขียนพินัยกรรมยกสมบัติให้พ่อสามีที่เป็นถึงฮ่องเต้ แทนที่จะนึกถึงคนในครอบครัวก่อน กลับเห็นพ่อสามีดีกว่า สมควรตกหน้าผาตายแล้ว”“งานก่อสร้างที่ทำรายได้มากที่สุด มีหัวหน้าสามคน พวกเขาบอกว่า…ถึงข้าจะเป็นตระกูลเชียวสายรอง แต่หากไม่มีป้ายคำสั่ง พวกเขาก็ไม่อาจเชื่อฟังและทำตามคำสั่งได้” สหายของอี้เฉินพอได้ฟัง
“นายท่านเซียวให้เกียรติมาเยี่ยมเยือนร้านของข้า คงอยากจะซื้อเครื่องสำอางไปฝากฮูหยินใช่หรือไม่ขอรับ” ชายชราจื้อลู่เอ่ยด้วยสีหน้ายิ้มแย้มอย่างอัธยาศัยดี แต่ว่าเซียวอี้เฉินหน้าตึงเปรี๊ยะรู้สึกผิดหวังและเสียหน้าอย่างแรง นี่มันเกิดอะไรขึ้น! “นี่ข้าเข้าใจอะไรผิดไปหรือ นี่มันไม่ใช่ร้านของหลานสาวข้ารึ?”ชายชราจื้อลู่มองเซียวอี้เฉินที่กำลังหัวเสียเพราะผิดหวังอย่างขบขันในใจ “ข้ากับคุณหนูใหญ่ทำกิจการร่วมกัน แบ่งผลประโยชน์กันคนละครึ่ง และมีการทำสัญญาและลงนามอย่างถูกต้อง หากคุณหนูใหญ่ถึงแก่เคราะห์กรรม ผลประโยชน์อีกครึ่งจะตกไปเป็นของน้องสาวของคุณหนูใหญ่ แต่หากน้องสาวของคุณหนูใหญ่ถึงแก่เคราะห์กรรมเช่นกัน ข้าจะเป็นผู้รับผลประโยชน์แต่เพียงผู้เดียวขอรับ” เมื่อเซียวอี้เฉินได้ฟังก็ยิ้มออกมาอย่างเย้ยหยัน “ถ้าเช่นนั้นจะรู้ได้อย่างไรว่า ท่านจะไม่คิดกำจัดพวกนางเพื่อรับผลประโยชน์แต่เพียงผู้เดียว”ชายชราจื้อลู่ยังคงยิ้มออกมาอย่างใจเย็น “ข้าพร้อมให้ทางการตรวจสอบขอรับ แต่ว่าทุกอย่างมีลายลักษณ์อักษรเป็นหลักฐานชัดเจน คุณหนูใหญ่ คุณหนูรอง คุณสามและคุณหนูสี่ ต่างลงนามอย่างพร้อมใจที่จะยกกิจการให้ข้าทั้งหมด หากว่าพวก
เยว่ฉี เยว่ซื่อ เยว่ชิง เยว่ฟาง ช่วยกันทำอาหารจากนั้นก็ยกมาตั้งตรงระเบียง พวกเขาช่วยกันจุดโคมไฟแล้วนำไปห้อยตามมุมต่าง ๆ เพราะเริ่มจะใกล้มืดค่ำแล้ว และดูเหมือนว่าค่ำคืนนี้ฝนคงจะตก เพราะท้องฟ้าเริ่มตั้งเค้าเมฆหมอกมืดครึ้ม โชคดีที่เยว่ฉีเตรียมการเอาไว้เป็นอย่างดี นางให้อู่จิ้งและอู่หานเดินทางนำหน้ามาก่อน โดยพวกเขาควบรถม้าบรรทุกของ ที่เยว่ฉีได้ซื้อและจัดเตรียมเอาไว้ล่วงหน้ามาไว้ที่นี่ หากว่าคืนนี้ฝนตกและอากาศหนาวเย็น พวกเขาก็ไม่ต้องทนนอนหนาว เพราะนางเตรียมผ้าห่มผืนหนาเอามาไว้ที่นี่ด้วยนอกจากนั้นยังมีเสื้อผ้าที่นางนำมา ซึ่งเป็นเสื้อผ้าธรรมดาทั่วไปที่ชาวบ้านนิยมสวมใส่ ซึ่งมีทั้งของพวกเขาและของพวกนาง อีกทั้งมีขององครักษ์เพราะทุกคนจะต้องเปลี่ยนการแต่งกายมาเป็นชาวบ้านธรรมดา รุ่ยอ๋อง เฉินอ๋อง ซีฮัน ฮุ่ยหมิง ยังคงต้องกลับไปเมืองหลวง เพราะว่าพวกเขายังมีอีกหน้าที่หนึ่งคือ ผู้ตรวจการหน้ากากเหล็ก พวกเขาสวมใส่หน้ากากในเวลาที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ ผู้คนโดยทั่วไปจึงไม่รู้ว่า ตัวตนที่แท้จริงของพวกเขานั้นเป็นใครเมื่อรับประทานอาหารมื้อค่ำกันเสร็จทุกคนก็พากันมานั่งที่ห้องโถง โดยมีลู่หลิง ลู่หมิง และองครัก







