LOGINทหารของทางการนำจดหมายศาลมาแจ้งจับ หวังเจียเฉิง หลินฮุ่ยเจียง มู่เลี่ยงซิ่ว ข้อหาลอบทำร้ายคุณหนูเซียวจนได้รับบาดเจ็บสาหัส สามตระกูลตกตะลึงไม่คาดคิดว่า บุตรชายจะกล้าทำเรื่องเช่นนี้ แต่ว่าก็ไม่อาจยอมรับได้ที่จะให้เขาติดคุก ยามนี้แต่ละตระกูลก็วิ่งเต้นอย่างหนัก เพื่อหาทางช่วยเหลือบุตรชายของตน
ตระกูลหาน จวนเจ้ากรมอาญาหานฮุ่ยหมิ่น ยามนี้จึงต้อนรับแขกที่มาเยือนอย่างไม่ขาดสาย เริ่มตั้งแต่ตระกูลหลิว ตระกูลหวัง และตระกูลมู่ แต่ละตระกูลอยากให้เจ้ากรมอาญาช่วยเหลือ ให้พวกเขามีโทษสถานเบาโดยไม่ต้องติดคุก โดยมีการยื่นข้อเสนอเป็นตั๋วเงินถึงคนละหนึ่งพันตำลึง เสนากรมอาญาหานฮุ่ยหมิ่นรับรู้เรื่องราวจากปากของบุตรชายหานฮุ่ยหมิงเรียบร้อยแล้ว อีกอย่างเขาเป็นขุนนางน้ำดี มีความซื่อสัตย์สุจริตในหน้าที่การงาน เขาไม่มีทางรับสินบนจากใครอย่างแน่นอน ทำให้สามตระกูลต้องเดินทางกลับด้วยความผิดหวัง ฮ่องเต้เจิ้งห่าวอู๋ เรียกรุ่ยอ๋อง เฉินอ๋อง ซีฮัน ฮุ่ยหมิง มาพบ เพราะอยากสอบถามเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้น แม้ว่าเขาจะถามจากองค์หญิงเจิ้งอวิ๋นเซียงมาบ้างแล้ว แต่เขาก็อยากถามและได้ยินจากปากของพวกเขาเองบ้าง “ถวายพระพรเสร็จพ่อ” “ถวายพระพรฝ่าบาท” “ตามสบายเถิด ได้ข่าวว่าได้รับบาดเจ็บหายดีกันแล้วหรือ” “หายดีแล้วพ่ะย่ะค่ะ” “แล้วเหตุใดพวกเจ้าถึงได้ไปสนิทสนมกับคุณหนูตระกูลเซียวได้ล่ะ” พวกเขาได้ฟังก็หันไปมองหน้ากันทันที จะตอบอย่างไรดีนะ รุ่ยอ๋องรีบคุกเข่าเป็นคนแรก พวกเขาจึงรอดูอย่าง จากนั้นถึงค่อยทำตาม “ทูลเสด็จพ่อลูกพึงใจคุณหนูใหญ่ หวังว่าเสด็จพ่อจะให้การสนับสนุนพ่ะย่ะค่ะ” เฉินอ๋องเห็นเช่นนั้นก็ไม่รอช้ารีบคุกเข่าลง “ทูลเสด็จพ่อลูกพึงใจคุณหนูรอง หวังว่าเสด็จพ่อจะให้การสนับสนุนพ่ะย่ะค่ะ” “ทูลฝ่าบาทกระหม่อมพึงใจคุณหนูสาม ขอฝ่าบาทให้การสนับสนุนด้วยพ่ะย่ะค่ะ” “ทูลฝ่าบาทกระหม่อมพึงใจคุณหนูสี่ ขอฝ่าบาทให้การสนับสนุนด้วยพ่ะย่ะค่ะ” ฮ่องเต้มองพวกเขาอย่างเอ็นดู ก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างชอบอกชอบใจ “ข้าให้พวกเจ้าทำตัวเสเพล ไม่คิดว่าความเสเพลของพวกเจ้า จะพลาดท่าเสียทีให้กับสตรีหม้ายผ่านการหย่าร้าง ฮ่าฮ่า” “แล้วเสด็จพ่อจะสนับสนุนหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ” รุ่ยอ๋องเร่งเอาคำตอบทันที หากไม่สนับสนุนเขาจะได้คิดหาวิธี เพื่อที่จะได้สนับสนุนพวกเขา ฮ่องเต้หรี่ตามองพวกเขา ก่อนจะยกยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ “ไหนลองพูดเหตุผล ที่ข้าจะต้องสนับสนุนพวกเจ้าให้ข้าฟังหน่อย” เมื่อฮ่องเต้เอ่ยออกมาเช่นนั้น สี่บุรุษก็ต่างงัดเอาความดีงามของพวกนาง มาเยินยอให้ฮ่องเต้ฟัง ฮ่องเต้ฟังไปก็ยิ้มไปด้วยความเอ็นดู พวกเขาคล้ายกับเด็กหนุ่มพบรัก เล่าไปพร้อมกับนัยน์ตาเป็นประกาย “เสด็จพ่อล่าสุดอันนี้น่าประทับใจมากพ่ะย่ะค่ะ หลังจากเกิดเรื่องราวขึ้นมากมาย คุณหนูใหญ่เซียวจึงตัดสินใจจ้างคนคุ้มกัน จากสำนักคุ้มภัยอินทรีย์พยัคฆ์ จากที่พวกข้าได้รับบาดเจ็บในครั้งก่อน นางถึงกับจ้างยอดฝีมือให้กระจายอยู่ทั่วเมืองหลวง เพื่อคอยคุ้มครองและช่วยเหลือพ่ะย่ะค่ะ นางบอกว่า รู้ดีว่าพวกข้ามีองครักษ์ แต่หากยามฉุกเฉิน จะมีพวกเขาเข้ามาช่วยอีกแรงพ่ะย่ะค่ะ” ฮ่องเต้ได้ฟังก็นึกชื่นชมในความมีน้ำใจของนาง คงอยากปกป้องคนที่นางรักและคนที่น้องสาวรักด้วยเช่นกัน นางพยายามทำทุกอย่าง เพื่อให้ทุกคนปลอดภัย รวมถึงบุรุษที่เข้ามาในชีวิต ช่างน่านับถือและน่ายกย่อง เขาเห็นนางทำเช่นนี้ ก็นึกถึงตัวเขาเองที่พยายามดูแลราษฎร์และทุกคนให้มีความสุข “พวกเจ้าพูดมาเสียมากมายถึงเพียงนี้ หากข้าไม่สนับสนุนก็คงไม่ได้ บุรุษเสเพลชื่อเสียงย่ำแย่จะมีใครมาสนใจ หากว่าจะคว้าเอาหญิงหม้ายมาเป็นภรรยา” “ขอบพระทัยเสด็จพ่อ” “ขอบพระทัยฝ่าบาท” พวกเขาเดินออกจากห้องทรงอักษรด้วยสีหน้าเบิกบานใจ มีฮ่องเต้สนับสนุนพวกเขาก็ไม่ต้องกังวลสิ่งใดแล้ว เป็นบุรุษเสเพลนี้ดีจริง ๆ อยากทำอะไรก็ได้ตามใจ ขอบคุณฮ่องเต้ที่ทำให้พวกเขากลายเป็นคนเสเพลในสายตาผู้คน หากเขาเป็นบุรุษที่เพียบพร้อม คาดว่าสตรีคงเรียงแถวมาให้เลือกเพื่อแต่งเข้าจวน เมื่อก่อนเขาไม่เคยนึกชอบฉายาบุรุษเสเพลแห่งหนานเฉิง มายามนี้เอ่ยทีไรก็รู้สึกถูกใจทุกที ทางด้านถิงอี๋นางนอนรักษาตัวอยู่หลายวัน แผลที่ถูกโบยเริ่มแห้งและตกสะเก็ด ส่วนรอยช้ำตามร่างกายก็เริ่มจางลงบ้างแล้ว ถิงอี๋ลุกมานั่งมองมารดาที่กำลังนั่งซักผ้า ด้วยความรู้สึกผิดและสงสาร ยามนี้มารดาของนางรับจ้างซักผ้าเพื่อหารายได้ เงินที่ถิงอี๋หามาได้สองร้อยตำลึง นางไม่แตะเลยสักอีแปะ นางโกรธมากที่บุตรสาวยอมทำชั่วเพราะเงินสองร้อยตำลึง ถึงแม้ว่ามันจะดูเยอะมากสำหรับพวกนาง แต่การได้มาโดยไม่ชอบธรรม นางรู้สึกละอายที่จะใช้มัน ถิงอี๋ตัดสินใจไปเปลี่ยนเสื้อผ้า จากนั้นก็รีบเดินไปตลาด เพื่อหาสมัครงาน นางต้องรีบหางานทำ ไม่เช่นนั้นต้องอดตายแน่ ไหนจะค่าเช่าบ้านค่ากินค่าอยู่ คิดแล้วก็รู้สึกผิดขึ้นมาอีกครั้ง บท เรียนครั้งนี้นางจะจดจำให้ขึ้นใจ และจะไม่ทำมันอีกแล้ว ในระหว่างที่นางเดินมองหาป้ายรับสมัครคนงาน สายตาของนางก็เหลือบไปเห็น ชายที่ให้เงินนางในวันนั้น แต่ว่าเขาเดินเข้าโรงพนันไปแล้ว ถิงอี๋จึงรีบวิ่งไปที่จวนเฉินอ๋องอย่างเร่งรีบ ยามหน้าประตูมองถิงอี๋อย่างพิจารณา “มาหาใคร?” “ข้าอยากพบท่านอ๋อง ข้ามีเรื่องจะบอกพระองค์” “ท่านอ๋องไม่อยู่จวน มีอะไรจะฝากไว้หรือไม่?” ถิงอี๋เริ่มกระวนกระวายนางจะเอาอย่างไรดีนะ ชายผู้นั้นเข้าไปในโรงพนัน หากว่าเขาออกไปแล้วคงยากจะพบเจอเขาอีก คงต้องไปหาคุณหนูใหญ่แล้ว นางเชื่อว่าคุณหนูใหญ่จะมีเหตุผล และไม่ไล่ตะเพิดนางออกมา ถิงอี๋ตัดสินใจมาที่ร้านขายเครื่องสำอางอีกครั้ง ยามนี้ที่ร้านมีคนคุ้มกันยืนตามจุดต่าง ๆ ถิงอี๋จึงคิดว่าควรจะรอจนกว่าคุณหนูใหญ่ออกมา เยว่ฉีเดินออกมาจากร้านก็เป็นเวลาบ่ายคล้อยมากแล้ว แต่ก็ต้องแปลกใจเมื่อสตรีผู้หนึ่งนั่งอยู่ นางจำได้ว่านางคือถิงอี๋ เยว่ฉีคิดจะเดินไปขึ้นรถม้าโดยไม่ใส่ใจ แต่ถิงอี๋รีบวิ่งมากอดขา “คุณหนูใหญ่ได้โปรดฟังข้าก่อนเจ้าค่ะ” เยว่ฉีถอนหายใจออกมาอย่างไม่ชอบใจนัก “มีอะไรก็พูดมาเถิด” “คุณหนูข้าพบเจอชายที่ให้เงินจ้างข้าในวันนั้น ข้าพบเจอเขาเข้าไปในโรงพนัน ไม่รู้ว่าตอนนี้ยังอยู่หรือไม่ หากจับตัวเขาไปไต่สวน ต้องทราบแน่ว่าใครอยู่เบื้องหลังเจ้าค่ะ” “พี่ลู่หลิงท่านไปกับนาง หากชายผู้นั้นออกไปแล้ว ให้คนคอยไปจับตาอยู่ที่โรงพนัน คนชอบเล่นพนันอย่างไรต้องกลับมาอีกแน่” “เจ้าค่ะ”บรรดาคุณหนูต่างจับคู่กัน แล้วคุยกันว่าใครจะเป็นคนปิดตาและใครจะเป็นคนถูกแต่งหน้า จึงได้มาทั้งหมด 10 คู่ คนของเยว่ฉีนำโต๊ะที่มีอุปกรณ์แต่งหน้ามาตั้ง 10 โต๊ะ เยว่ฉีอธิบายให้คนที่ปิดตาฟังว่า ให้มองและจดจำอุปกรณ์แต่งหน้า ว่าวางไว้ตรงจุดใดและมีอะไรบ้าง ทุกคนจะได้เลือกหยิบใช้ได้ถูกเก้าอี้ 10 ตัวถูกนำมาวางให้คนที่ถูกแต่งหน้าได้นั่ง จากนั้นเยว่ฉี เยว่ซื่อ เยว่ชิง เยว่ฟาง ก็มาช่วยกันใช้ผ้าปิดตาให้กับคนที่จะแต่งหน้า“คนที่ให้แต่งหน้าสามารถบอกคนที่ปิดตาได้นะเจ้าคะ” เยว่ฉีบอกคนที่นั่งรอบนเก้าอี้ “เวลาหนึ่งก้านธูปทุกคนเริ่มแต่งได้เจ้าค่ะ”ทั้งเสียงเชียร์และเสียงให้กำลังใจดังขึ้นมา คนที่ปิดตาในคราแรกเหมือนจะจดจำได้ว่าอุปกรณ์แต่งหน้ามีอะไรบ้าง แต่ว่าพอเริ่มขึ้นมาจริง ๆ กลับลืมจนหมดสิ้น คราวนี้เริ่มสะเปะสะปะหยิบจับของขึ้นมา ก็ไม่แน่ใจว่ามันคือสิ่งใดองค์หญิงที่เลือกที่จะเป็นคนแต่งหน้าให้กับฮองเฮา หยิบดินสอเขียนคิ้วขึ้นมา นางพยายามสัมผัสไปที่ใบหน้าของฮองเฮา ใช้มือข้างซ้ายจับไปคิ้วเพื่อให้มั่นใจว่า มือข้างขวาจะวาดไม่ผิดตำแหน่งแน่ แต่พอวาดลงไปจริง ๆ นางกลับวาดเหนือคิ้วไปไกลทุกคนต่างหัวเราะกันออกมาอย่า
ตำหนักฮองเฮายามนี้เปิดตำหนักจัดงานเลี้ยงการดื่มชายามบ่าย โดยฮ่องเฮาได้เชิญเหล่าคุณหนูและคุณชายมาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง ส่วนองค์หญิงเจิ้งอวิ๋นเซียง นางเชิญคุณหนูตระกูลเซียวมาร่วมงานด้วยตัวเอง และแน่นอนว่าเมื่อมีพวกนางมาร่วมงาน สี่บุรุษจอมเสเพล ย่อมต้องเข้าร่วมงานด้วยอย่างแน่นอน และเมื่อมี 4 จอมเสเพลเข้าร่วมงาน ไหนเลยจะขาดฮ่องเต้และองค์ไท่จื่อ ที่พร้อมจะเข้างานด้วยเช่นกัน จากงานจิบชายามบ่ายดูเหมือนจะกลายเป็นจิบชายามเย็นไปเสียแล้ว เพราะเหล่าบุรุษต่างตบมือเข้าร่วมงานกันอย่างมากมาย ทำเอาฮองเฮารู้สึกปวดพระเศียรขึ้นมาทันที เหตุใดช่วงนี้ฮ่องเต้ทำตัวคล้ายกับสี่บุรุษจอมเสเพลเข้าไปทุกที หากว่าพวกเขาเข้าร่วม แน่นอนว่าคงจะไม่จิบชา แต่จะเปลี่ยนเป็นจิบสุราแทนเป็นแน่ “ฮ่องเต้เสด็จ” เสียงประกาศของขันทีดังขึ้นจนแสบแก้วหู ทุกคนต่างลุกขึ้นทำความเคารพกันอย่างพร้อมเพรียง จากนั้นก็เป็นฮองเฮาและเหล่าพระสนม ต่อด้วยองค์ไท่จื่อและไท่จื่่อเฟยที่เดินเข้างานมา ต่อด้วยองค์หญิงเจิ้งอวิ๋นเซียง รุ่ยอ๋อง เฉินอ๋อง และบรรดาองค์หญิง องค์ชาย ที่ผ่านพ้นวันปักปิ่นมาแล้วจึงสามารถเข้ารวมงานได้องค์หญิงเจิ้งอวิ๋นเซียงตรงมา
วันต่อมาผู้ตรวจการหน้ากากเหล็กก็ได้เข้าจับกุมเจิ้งอ๋องและคนของเขาเพื่อไปไต่สวน บางคนที่ทนการทรมานไม่ได้ก็ยอมสารภาพความจริงออกมา บางคนที่ยังพอทนความเจ็บปวดได้ก็ยังปากแข็งกันต่อไปผู้ตรวจการหน้ากากเหล็กนำคนอีกจำนวนหนึ่งไปตรวจสอบหาข้อเท็จจริง ไม่ว่าจะเป็นโรงตีเหล็กที่ทำขึ้นในป่าทึบไกลออกไป เมื่อไปถึงก็พบลังไม้ที่ใส่อาวุธเอาไว้เป็นจำนวนมาก นอกจากนั้นผู้ตรวจการหน้ากากเหล็กยังไปตรวจสอบคลังเก็บเกลือเถื่อนและยังไปตรวจสอบ จวนที่เก็บสตรีเอาไว้เพื่อส่งออกไปยังต่างแคว้น ซึ่งพอไปตรวจค้นก็พบสตรีหลายสิบคนที่ถูกขังเอาไว้ ทุกคนให้การสารภาพว่า ทำงานให้กับเจิ้งอ๋อง เมื่อมีคนสารภาพและยังมีหลักฐานอย่างแน่นหนา เจิ้งอ๋องจึงไม่อาจปฏิเสธข้อกล่าวหาได้ เขาจึงรอเพียงคำตัดสินจากฮ่องเต้ที่จะประกาศลงมาเพียงเท่านั้น ซึ่งเขารู้ดีอยู่แก่ใจว่า การค้าอาวุธเถื่อนให้กับต่างแคว้นมีโทษสถานใด ยามนี้เขาจึงทำได้เพียงนั่งนิ่ง แล้วหลับตาลงอย่างสงบเพราะทุกอย่างมันจบแล้วและก็เป็นจริงตามที่คาดไว้พระราชโองการประกาศลงมา เจิ้งอ๋องตัดสินประหารชีวิตรวมถึงคนที่มีส่วนรู้เห็นถูกประหารชีวิตทั้งหมด ส่วนเซียวอี้เฉินมีส่วนรู้เห็นในการสังหาร
ผ่านไปสองสัปดาห์ทหารของทางการที่ลงไปสำรวจพื้นที่ เพื่อตามหาศพของทุกคนที่ตกหน้าผา แต่ก็ไร้วี่แววไม่พบเจอศพแต่อย่างใด ทางการจึงยกเลิกการตามหาและเดินทางกลับเมืองหลวงเซียวอี้เฉินเคร่งเครียดเป็นอย่างมาก เขาให้คนช่วยกันค้นหาตราประจำตระกูลหรือป้ายคำสั่งของตระกูลเซียวสายหลัก แต่ว่าหาอย่างไรก็หาไม่พบ ไม่รู้ว่านางเอาไปเก็บซ่อนเอาไว้ตรงที่ใดเขากลัดกลุ้มเป็นอย่างมาก จึงตัดสินใจออกมานั่งดื่มกับสหายที่ร้านแห่งหนึ่ง“นางปีศาจเยว่ฉี ขนาดนางไม่อยู่แล้วยังทิ้งความร้ายกาจเอาไว้เบื้องหลัง โรงเตี๊ยมนางยกให้ฮ่องเต้ เจ้าคิดดูสิ…ข้าที่เป็นอาของนางแท้ ๆ นางกลับไม่คิดจะยกให้ หากว่านางยังไม่ตายข้าก็จะฆ่าให้นางตาย” เขาเอ่ยด้วยความเจ็บแค้นใจ ดวงตาแดงก่ำเพราะฤทธิ์สุราและความโกรธแค้น“หลานสาวของเจ้าคนนี้มันร้ายจริง ๆ เขียนพินัยกรรมยกสมบัติให้พ่อสามีที่เป็นถึงฮ่องเต้ แทนที่จะนึกถึงคนในครอบครัวก่อน กลับเห็นพ่อสามีดีกว่า สมควรตกหน้าผาตายแล้ว”“งานก่อสร้างที่ทำรายได้มากที่สุด มีหัวหน้าสามคน พวกเขาบอกว่า…ถึงข้าจะเป็นตระกูลเชียวสายรอง แต่หากไม่มีป้ายคำสั่ง พวกเขาก็ไม่อาจเชื่อฟังและทำตามคำสั่งได้” สหายของอี้เฉินพอได้ฟัง
“นายท่านเซียวให้เกียรติมาเยี่ยมเยือนร้านของข้า คงอยากจะซื้อเครื่องสำอางไปฝากฮูหยินใช่หรือไม่ขอรับ” ชายชราจื้อลู่เอ่ยด้วยสีหน้ายิ้มแย้มอย่างอัธยาศัยดี แต่ว่าเซียวอี้เฉินหน้าตึงเปรี๊ยะรู้สึกผิดหวังและเสียหน้าอย่างแรง นี่มันเกิดอะไรขึ้น! “นี่ข้าเข้าใจอะไรผิดไปหรือ นี่มันไม่ใช่ร้านของหลานสาวข้ารึ?”ชายชราจื้อลู่มองเซียวอี้เฉินที่กำลังหัวเสียเพราะผิดหวังอย่างขบขันในใจ “ข้ากับคุณหนูใหญ่ทำกิจการร่วมกัน แบ่งผลประโยชน์กันคนละครึ่ง และมีการทำสัญญาและลงนามอย่างถูกต้อง หากคุณหนูใหญ่ถึงแก่เคราะห์กรรม ผลประโยชน์อีกครึ่งจะตกไปเป็นของน้องสาวของคุณหนูใหญ่ แต่หากน้องสาวของคุณหนูใหญ่ถึงแก่เคราะห์กรรมเช่นกัน ข้าจะเป็นผู้รับผลประโยชน์แต่เพียงผู้เดียวขอรับ” เมื่อเซียวอี้เฉินได้ฟังก็ยิ้มออกมาอย่างเย้ยหยัน “ถ้าเช่นนั้นจะรู้ได้อย่างไรว่า ท่านจะไม่คิดกำจัดพวกนางเพื่อรับผลประโยชน์แต่เพียงผู้เดียว”ชายชราจื้อลู่ยังคงยิ้มออกมาอย่างใจเย็น “ข้าพร้อมให้ทางการตรวจสอบขอรับ แต่ว่าทุกอย่างมีลายลักษณ์อักษรเป็นหลักฐานชัดเจน คุณหนูใหญ่ คุณหนูรอง คุณสามและคุณหนูสี่ ต่างลงนามอย่างพร้อมใจที่จะยกกิจการให้ข้าทั้งหมด หากว่าพวก
เยว่ฉี เยว่ซื่อ เยว่ชิง เยว่ฟาง ช่วยกันทำอาหารจากนั้นก็ยกมาตั้งตรงระเบียง พวกเขาช่วยกันจุดโคมไฟแล้วนำไปห้อยตามมุมต่าง ๆ เพราะเริ่มจะใกล้มืดค่ำแล้ว และดูเหมือนว่าค่ำคืนนี้ฝนคงจะตก เพราะท้องฟ้าเริ่มตั้งเค้าเมฆหมอกมืดครึ้ม โชคดีที่เยว่ฉีเตรียมการเอาไว้เป็นอย่างดี นางให้อู่จิ้งและอู่หานเดินทางนำหน้ามาก่อน โดยพวกเขาควบรถม้าบรรทุกของ ที่เยว่ฉีได้ซื้อและจัดเตรียมเอาไว้ล่วงหน้ามาไว้ที่นี่ หากว่าคืนนี้ฝนตกและอากาศหนาวเย็น พวกเขาก็ไม่ต้องทนนอนหนาว เพราะนางเตรียมผ้าห่มผืนหนาเอามาไว้ที่นี่ด้วยนอกจากนั้นยังมีเสื้อผ้าที่นางนำมา ซึ่งเป็นเสื้อผ้าธรรมดาทั่วไปที่ชาวบ้านนิยมสวมใส่ ซึ่งมีทั้งของพวกเขาและของพวกนาง อีกทั้งมีขององครักษ์เพราะทุกคนจะต้องเปลี่ยนการแต่งกายมาเป็นชาวบ้านธรรมดา รุ่ยอ๋อง เฉินอ๋อง ซีฮัน ฮุ่ยหมิง ยังคงต้องกลับไปเมืองหลวง เพราะว่าพวกเขายังมีอีกหน้าที่หนึ่งคือ ผู้ตรวจการหน้ากากเหล็ก พวกเขาสวมใส่หน้ากากในเวลาที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ ผู้คนโดยทั่วไปจึงไม่รู้ว่า ตัวตนที่แท้จริงของพวกเขานั้นเป็นใครเมื่อรับประทานอาหารมื้อค่ำกันเสร็จทุกคนก็พากันมานั่งที่ห้องโถง โดยมีลู่หลิง ลู่หมิง และองครัก







