Mag-log inตอนที่9.ธาตุสายฟ้า.
วันต่อมา ฤทธาและซูมาฝึกที่ลานฝึกซ้อมตั้งแต่เช้าตรู่ ฤทธาต้องการฝึกฝนเพิ่มเติมก่อนเข้าไปฝึกคนเดียวที่ห้องซ้อมของสำนัก
"เจ้าพร้อมหรือยัง?" ซูถามพลางยืดเส้นยืดสาย
"พร้อมเสมอ!" ฤทธายิ้มกว้าง
ซูเป็นนักยุทธที่ใช้ปราณธาตุสายฟ้า ซึ่งขึ้นชื่อในเรื่องพลังโจมตีรุนแรงและความว่องไว แต่ก็มีข้อเสียคือใช้พลังปราณสูง ทำให้ยังใช้ได้เพียงไม่กี่ครั้งในระดับของเขาตอนนี้
ขณะที่ฤทธาใช้ปราณธาตุแสง ซึ่งมีจุดเด่นด้านการป้องกันและฟื้นตัว แต่ระดับของทั้งคู่ก็ยังห่างกันมากอยู่ดี
"มาเริ่มกันเลย!"
ซูพุ่งเข้าหาฤทธาด้วยความเร็วสูง ร่างของเขาเหมือนเส้นแสงสีฟ้าม่วงที่แล่นเข้าหาฤทธาอย่างฉับพลัน
ฤทธารีบเคลื่อนตัวหลบไปด้านข้าง และใช้พลังปราณแสงสร้างม่านพลังป้องกัน แต่ซูก็ปรากฏตัวขึ้นด้านหลังเขาในพริบตา
"เร็วจริงๆ!"
ฤทธาอุทานก่อนจะยกแขนขึ้นรับหมัดที่เปี่ยมไปด้วยพลังสายฟ้า
ปัง!
แรงปะทะทำให้ฤทธาถอยหลังไปหลายก้าว กระแสไฟฟ้าแผ่ซ่านไปทั่วแขนของเขา
"เจ้าเก่งขึ้นนะ! ข้าจะเพิ่มระดับอีก!"
ซูพูดพร้อมกับกระตุ้นพลังสายฟ้าให้รุนแรงขึ้น
ครั้งนี้เขาใช้เคล็ดวิขาหมัดอัสนี พุ่งเข้าใส่ฤทธาด้วยพลังที่รุนแรงกว่าเดิม
ฤทธาตัดสินใจใช้โล่แสงเพิ่มการป้องกันพร้อมทั้งเสริมพลังโจมตีของตัวเองด้วย
"โล่แสง"
ปัง!
ทั้งสองปะทะกันอย่างดุเดือด ถึงจะเป็นการใช้พลังไม่ถึงครึ่งของทั้งคู่ แต่แรงระเบิดจากการปะทะ ทำให้เกิดคลื่นพลังแผ่กระจายออกไปรอบสนาม ฝุ่นควันลอยคลุ้ง
"เจ้าพัฒนาขึ้นเร็วมากจริงๆ"
ซูพูดพลางเสยผม และกำลังจะเข้าโจมตีต่อ
แต่ทันใดนั้น ฤทธาก็รู้สึกถึงพลังแปลกประหลาดบางอย่างแล่นเข้าสู่ร่างของเขา
มันคือพลังของสายฟ้าที่ซูปล่อยออกมาเมื่อครู่ และมันกำลังซึมซาบเข้าไปในร่างของฤทธาอย่างควบคุมไม่ได้
"อ๊ากกก!!"
ฤทธาร้องออกมา พลังสายฟ้าพลุ่งพล่านไปทั่วร่างเขา เห็นสายฟ้าทะลักออกมาตามร่างกาย
"ฤทธา! เป็นอะไรไป!?"
ซูตกใจ เขาเห็นประกายสายฟ้าปรากฏขึ้นรอบตัวฤทธา
ก่อนที่สถานการณ์จะแย่ไปกว่านี้ อาจารย์เกาก็พุ่งตัวเข้ามาพร้อมกับใช้พลังปราณของเขากดพลังสายฟ้าในร่างของฤทธาลงไป
ฤทธาหายใจหอบหนักก่อนจะเงยหน้าขึ้น
"ข้า... ข้ารู้สึกเหมือนพลังนี้มันแทรกซึมไปทั่วร่างของข้า มันกำลังก่อตัวเพิ่มมากขึ้น"
อาจารย์เกาพยักหน้า
"เจ้าได้ปลุกพลังธาตุสายฟ้าแล้ว และนี่คือสิ่งที่ข้าหมายถึง เมื่อข้าบอกว่าเจ้ามีปราณยุทธคู่"
ฤทธาตาเบิกกว้าง เขาเพิ่งเข้าใจความหมายของคำพูดนั้นอย่างแท้จริง…
” เจ้ากินยาเสริมปราณนี่ก่อน แล้วนั่งปรับลมปราณให้เข้าที่ จากนั้นสำรวจร่างกาย แล้วทำความรู้จักกับมันให้ดี”
อีกสามคนวิ่งออกมาจากบ้านพักเมื่อได้ยินเสียงร้องของฤทธา แต่พวกเขาเห็นอาจารย์เกามาพอดี จึงทำได้แค่ดูอยู่ห่างๆ
หลังจากที่ฤทธาปลุกธาตุสายฟ้าได้ และปรับปราณจนเข้าที่แล้ว
อาจารย์เกาได้เรียกฤทธาและศิษย์ทั้งสี่มาพบ เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องนี้
"เจ้าควรเก็บเรื่องนี้เป็นความลับไปก่อน"
อาจารย์เกากล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"มันจะเป็นไพ่ตายของเจ้าในอนาคต โดยเฉพาะเมื่อขึ้นปีที่สอง ที่จะมีการประลองชั้นปี และการประลองอันดับสำนัก หากเจ้าสามารถซ่อนพลังของตนเองไว้จนถึงตอนนั้น มันจะเป็นข้อได้เปรียบที่สำคัญมาก"
ฤทธาพยักหน้าเข้าใจ
เพื่อนร่วมทีมของเขาก็รับรู้ถึงความสำคัญของเรื่องนี้เช่นกัน
จากนั้นอาจารย์เกาให้พี่ซูพาฤทธาไปที่หอคัมภีร์เพื่อศึกษาวิชา 'หมัดสายฟ้า' ซึ่งเป็นหนึ่งในเคล็ดวิชาที่พี่ซูใช้เป็นหลัก
” ศิษย์พี่ ข้าถามเรื่องทีมหน่อยสิมันเป็นยังไงเหรอ”
ฤทธาถามพี่ซูขณะเดินไปหอคัมภีร์
“ทีมรบให้สนามรบนั้นต้องสามารถเอาชนะสัตว์อสูรเป็นหมื่นได้ ต้องคุมทหารเป็นหมื่นได้ ต้องทำภารกิจเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายได้ เช่นสอดแนม ลาดตระเวน สำรวจซากโบราณหรือเมืองล่มสลายได้ด้วยแค่ทีมเดียว ทีมรบอย่างน้อยต้องมีสี่คนขึ้นไป และต้องมีหน้าที่ครอบคลุมหลายด้าน ไม่ว่าจะวางวงค่ายกลเวท บังคับหุ่นเชิด เขียนยันต์การรักษา การซ่อมแซมอาวุธหรือแม้กระทั่งสร้างของต่างๆ ได้”
ซูคิมอธิบาย
” เจ้าเคยได้ยินกลุ่มปืนใหญ่ ที่มีสามชิกเจ็ดคนได้มั้ยล่ะ”
ซูคิมถามฤทธา
” เคยสิ ข้าซื้อหนังสือเรื่องพวกเขามาอ่านด้วยเก่งมากๆ เลย”
ฤทธาอธิบายถึงกลุ่มที่เขาชื่นชม
” นั่นก็คือศิษย์พี่พวกเราเหมือนกัน อาจารย์และพวกข้าอยากสร้างทีมรบขึ้นมา เพราะอีกสองปีจะมีการแข่งระหว่างสำนัก แต่ตอนนี้พวกเราห้าคนก็ยังขาดผู้ควบคุมหุ่นเชิด”
ซูคิมอธิบายพร้อมเอามือเกาคาง
“อาจารย์เกาน่ะหรือ แล้วผู้ควบคุมหุ่นเชิดข้าพอรู้จักคร่าวๆ แต่ว่าในสงครามมีบทบาทสำคัญยังไงเหรอศิษย์พี่”
ฤทธายังสงสัย
“หลายอย่างเลยล่ะ เจ้าลองสังเกตแค่ในสำนักก็ได้ ที่เจ้าซ้อมอยู่ที่ห้องฝึกนั่น ก็หุ่นเชิดทั้งนั้น สมมติว่าทีมเราต้องไปค้างแรมในป่า ที่เต็มไปด้วยสัตว์อสูรและศัตรู เรากลางเต็นท์กลางเขตค่ายกลป้องกัน เราไม่ต้องผลัดกันตื่นมาเฝ้ายามเลยถ้ามีหุ่นเชิด ตอนบุกให้มันยืนข้างหน้าได้เพราะมันไม่เจ็บ ตอนหนีก็ให้มันช่วยแบกคนเจ็บหนีไปก่อนได้ และมีประโยชน์อีกมากมาย เอาล่ะถึงแล้ว”
ซูคิมกำลังอธิบาย แต่เดินมาถึงหอคัมภีร์แล้ว
พี่ซูพาฤทธาเข้าไปด้านใน เขาเอาป้ายประจำตัวให้เจ้าหน้าที่ดูแล้วพาฤทธาเดินเข้าไปด้านใน
“เจ้านั่งรอที่นี่ก่อน ข้าต้องใช้สิธิ์ของฝ่ายในไปเอามา เจ้าอยากยืมหนังสืออะไรไปอ่านหรือให้เขาสำเนาอะไรให้หรือเปล่า แค่เล่มละสิบคะแนนเองนะ บอกศิษย์รับใช้ได้เลยนะเดี๋ยวข้ามา”
พี่ซูบอกเสร็จก็เดินเข้าไปด้านใน
ฤทธาคิดว่าอยากลองอ่านเกี่ยวกับหุ่นเชิดดูก่อน เลยมองหาศิษย์รับใช้ที่อายุพอๆ กับเขาแล้วเดินไปหา
“ข้าอยากได้สำเนาหนังสือเกี่ยวกับหุ่นเชิด พวกหุ่นเชิดเบื้องต้น วิชาควบคุมหุ่นเชิดขั้นพื้นฐาน” พร้อมส่งป้ายให้ศิษย์รับใช้รับไป
“รอสักครู่นะครับ” เขารับป้ายแล้ววิ่งไป
ฤทธาเดินมานั่งรอ สักพักพี่ซูก็เดินมาหา นำเคล็ดวิชามายื่นให้ เป็นแท่งหยกคล้ายม้วนคัมภีร์ แค่คลี่ออกมาอ่านไม่ได้ สลักอักขระสีทองไว้รอบ
“นำไว้ที่หน้าผากแล้วปล่อยพลังวิญญาณเข้าไป”
พี่ซูทำท่าให้ดู
ฤทธารับมาแล้วทำตามที่บอก ทันใดนั้นมีแสงสีทองสว่างขึ้นเล็กน้อย มีอักษรสีทองและท่าทางต่างๆ มากมายวิ่งเข้าหัวเขา
“โฮ้ว..เรียบร้อยแล้วศิษย์พี่ ข้าแค่ฝึกตามนี้ใช่มั้ย”
ฤทธายังทึ่งกับสิ่งที่เข้าไปในหัวเขาอยู่
“ใช่ ตามนั้นแหละ ข้าเอาไปเก็บเดี๋ยวมานะ”
ซูคิมบอกพร้อมเดินเอาเคล็ดวิชาไปเก็บ
ฤทธาลองทำท่าทำทางดู พอดีกับศิษย์รับใช้หอบหนังสือมาสามเล่มให้ฤทธาพร้อมกับบอกว่า
“หักค่าสำเนาไปสามสิบแต้มครับ” พร้อมส่งป้ายคืนให้ฤทธา
“ขอบคุณมาก”
ฤทธารับมาพร้อมขอบคุณ ศิษย์รับใช้ก้มหัวให้พร้อมทำหน้างงๆ ปรกติไม่เคยมีใครขอบคุณเขา
พอกลับมาถึงบ้านพัก ฤทธาเอาตำราเกี่ยวกับหุ่นเชิดมาอ่าน
ฤทธาก็นำกระดาษมาเขียนตารางฝึก แล้วแปะไว้ที่ข้างฝาตรงที่หัวนอน
*ตารางฝึก*
เช้ามืด ออกกำลังกายและฝึกหมัดสายฟ้า
เช้า จองห้องฝึกและเตรียมตัวสำหรับการฝึกหนัก และฝึกต่อสู้กับสัตว์อสูร ในห้องแรงดึงดูดสองเท่า
บ่าย ศึกษาเรื่องค่ายกลวิญญาณและหุ่นเชิด ไปคุยกับลุงไป๋ที่สวนสมุนไพร
เย็น ฟื้นฟูพลังปราณและฝึกบังคับหุ่น หลอมยา เขียนยันต์
ค่ำ พักผ่อน อ่านหนังสือและเตรียมตัวสำหรับวันถัดไป
จากนั้นฤทธาเริ่มนั่งบ่มเพาะและสำรวจร่างกาย
ในร่างกายเขารู้สึกได้ถึงพลังของทั้งสองธาตุ
เสร็จแล้วฤทธาเข้าสู่ห้วงเคล็ดวิชาที่ได้มาเมื่อเย็น ภาพท่าร่างและอักขระสีทองต่างลอยอยู่รอบตัวเขาในห้วงความคิด ในห้องนอน ฤทธาตอนนี้เริ่มมีสายฟ้าปะทุรอบตัว
เช้ามืดวันต่อมาฤทธาลองรวมสายฟ้าไว้ที่หมัด ลองฝึกชกตามท่าร่าง
“รวบรวม กักเก็บไว้ แล้วปล่อยออกไปพร้อมหมัด”
ฤทธาพึมพำแล้วลองปล่อยหมัดสายฟ้าไปที่หุ่นฝึก
ตึ้ง!!
เสียงสายฟ้าปะทะหุ่นฝึก ไม่ดังมากเพราะฤทธาแค่ลองปล่อยพลังเบาๆ
คราวนี้เขาเดินเข้าไปประชิดหุ่นฝึก
เอามือวางทาบไปที่หุ่นฝึกแล้วระเบิดพลังออกจากฝ่ามือ
ตึ้ง!! เสียงดังอีกครั้ง ที่ฝ่ามือฤทธามีประกายสายฟ้า
“อ่อ…เข้าใจแล้ว” ฤทธาโพล่งออกมาแล้วคิดต่อ
“เป็นการระเบิดพลังแบบเฉียบพลันแล้วหายไป ต้องเลือกใช้
เลือกจังหวะให้ดีเป็นพลังโจมตีที่รุนแรงมาก”
ฤทธารู้สึกฮึกเหิมขึ้นอีกครั้ง ที่ได้ทำความรู้จักกับพลังใหม่
การฝึกอย่างเข้มข้นของฤทธาทำให้ศิษย์ในสำนักเริ่มสนใจเขามากขึ้น
โดยเฉพาะเมื่อมีหลายคนไปสอบถามผู้คุมห้องฝึกเกี่ยวกับตารางการฝึกของอันดับหนึ่ง
และเมื่อพวกเขาทราบว่าฤทธาสามารถต่อสู้กับสัตว์อสูรขั้นหนึ่งในห้องที่มีแรงดึงดูดสองเท่าได้ ก็สร้างความตกตะลึงไปทั่ว ทั้งที่พวกเขาไม่รู้เลยว่าฤทธายังสวมอุปกรณ์ถ่วงน้ำหนักตลอดการฝึกอีกด้วย.
จบตอนที่9.
ตอนที่ 30: การแข่งขันเมืองซานหยินเปลี่ยนโฉมในพริบตา นครโบราณแหล่งนักโบราณคดี ที่ปรกติเต็มไปด้วยเสียงท่องจำอักษรรูนและการสำรวจซากปรักหักพัง บัดนี้กลับถูกแต่งแต้มด้วยสีสันจากธงของราชวงศ์ ป้ายสมาคมการค้า อักษรสีทองของภาคีโอสถ และสัญลักษณ์อันเกรียงไกรของหอวิญญาณยุทธ์ตอนนี้เรือเหาะของแต่ละสำนักทยอยมาจอดที่นอกเมือง มีรถม้าหลายคันไปรอรับนักเรียน ส่วนเหล่าคณาจารย์บ้างเหาะไปที่จัตุรัส บ้างขี่สัตว์พาหนะบินไป ในเมือง ชาวเมืองก็คึกคัก ยี่สิบปีแล้วกว่าสำนักเย่วจีจะวนมาเป็นเจ้าภาพ ผู้คนต่างเริ่มหลั่งไหลไปที่จัตุรัสกลางเมืองณ. จัตุรัสกลางเมือง เจดีย์สมบัติเทพ ถูกย้ายมาตั้งตระหง่านที่กลางเมือง แผ่พลังอำนาจอันลี้ลับอย่างเงียบงัน มันคือสิ่งก่อสร้างจากแดนสวรรค์ สมบัติลับของหอคอยวิญญาณยุทธ์ ซึ่งจะถูกเปิดใช้งานทุกๆ ห้าปีเท่านั้น"ข้ารู้สึกได้...เจดีย์นั่นระดับสวรรค์"เสียงเรโซ่พูดเบา ๆ ขณะจ้องมองยอดเจดีย์ที่สูงทุกคนทยอยเข้าไปที่โถงชั้นล่างของเจดีย์ โถงนี้เป็นสนามรับชมแข่งขันขนาดใหญ่ ที่รองรับผู้คนได้มากมายภายในสนามแข่งขันมีเด็กหนุ่มสาวจากสี่สำนักใหญ่ รวมทั้งหมดแปดทีม แยกเป็นทีมชาย ทีมหญิงจากแต่ละสำนั
ตอนที่ 29: ศึกฝ่ายในเปิดเทอมวันแรก ฤทธาวัยสิบห้าปีถูกสำนักประกาศ ว่าเป็นคนคัดลอกคัมภีร์หมื่นโอสถ ที่ไม่มีใครสามารถเปิดได้ สร้างคุณูปการมากมายให้สำนัก ฤทธาเองก็ตกใจกับประกาศนี้อีกหกเดือน ก่อนการแข่งศึกสี่สำนักจะเริ่มขึ้น การแข่งขันที่จัดขึ้นทุกห้าปี โดยผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเป็นเจ้าภาพระหว่างสี่สำนักใหญ่ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างเยาวชน และเปิดโอกาสให้ศิษย์ระดับหัวกะทิได้แสดงฝีมือ รวมถึงแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันในระดับทวีป ปีนี้สำนักเย่วจีเป็นเจ้าภาพ และมอบหมายให้หอคอยวิญญาณยุทธ์ดูแลแต่ก่อนถึงวันนั้น ทางสำนักเย่วจีก็จัดให้มีการคัดเลือกทีมตัวแทนขึ้นภายในก่อน โดยแบ่งเป็นสองทีมจากฝ่ายใน คือบ้านขาวและบ้านดำ ทำการแข่งขันกันในสนามประลองของสำนัก ทีมอันดับหนึ่งจะได้เป็นตัวแทนเข้าสู้ศึกสี่สำนักณ. เวลานี้อันดับของศิษย์ในสำนักมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก หลังจากเด็กปีสี่เดิมขึ้นปีห้าก็ถูกส่งไปฝึกงานที่เมืองซีไห่เมืองหน้าด่านของทวีปใต้ที่ตั้งอยู่ริมแนวป่าเขตอสูร ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีสัตว์อสูรปรากฏตัวบ่อยครั้ง และเป็นสนามรบสำคัญในการฝึกประสบการณ์จริงหลังการเปลี่ยนแปลง จิมมี่ปีสี่ขึ้นมาอยู่อันดับ
ตอนที่ 28: สร้างรากฐานลมพัดเอื่อยเฉื่อยผ่านยอดไม้ ในสวนสมุนไพรเล็กๆ ที่ฤทธาปลูกไว้ด้านหลังหอพักของศิษย์ฝ่ายใน กลิ่นหอมอ่อนของดอกไม้ป่ากับใบสมุนไพรชั้นดีลอยคลุ้งไปทั่วมีคลื่นพลังสีทองกระจายออกมาจากเรือนพักเล็กๆ หลังสวนนั้นในเรือนฤทธาลืมตาจากการนั่งบ่มเพาะ เขาเพิ่งเลื่อนระดับ เข้าสู่ระดับห้า ระดับหลอมวิญญาณสำเร็จแล้วฤทธาเดินมานั่งยองๆ พลิกดูใบของสมุนไพรแต่ละต้นอย่างตั้งใจจู่ๆ ฤทธาก็รู้สึกร้อนที่ข้อมือขวา มือข้างที่สวมกำไล กำไลก็เปล่งแสงแล้วหายไป“กำไลหายไป แต่ข้ารู้สึกว่ามันยังอยู่”ฤทธาถามชีต้าร์“ไม่ได้หายไปไหนหรอก ตอนนี้มันหลอมรวมกับเจ้าแล้ว ถ้าเจ้าจะให้มันปรากฏ ก็แค่คิดเท่านั้น”ชีต้าร์อธิบายฤทธาลองทำตามคำแนะนำ กำไลก็ปรากฏขึ้นมา เขารู้สึกถูกใจมาก ฤทธารู้สึกแปลกๆ ที่ดวงตา“ฤทธา ดวงตาเจ้าวิวัฒนาการจากดวงตาประเมินสิ่งของ ตอนนี้สามารถพินิจและวินิจฉัยสิ่งมีชีวิตได้ด้วย ข้าตั้งชื่อมันว่าเนตรพินิจ เจ้าคิดว่าอย่างไร?”ไค่หยงบอกความสามารถใหม่พร้อมชื่อ“ดีเลยครับท่านปู่”เหลือเวลาอีกเพียงหนึ่งสัปดาห์ก่อนเปิดภาคเรียน ฤทธารู้ดีว่าเขาต้องเตรียมวางรากฐานสำหรับอนาคต ทั้งสำหรับตัวเอง และโดยเฉ
ตอนที่ 27: วางเดิมพันช่วงปิดเทอมก่อนขึ้นปีสาม ฤทธาและเพื่อนๆ อย่างซูคิม จิมมี่ เรโซ่ และยอนมิน นัดกันซ้อมทีมเบาๆ เพื่อเตรียมรับภารกิจจากหอวิญญาณยุทธในอนาคต แม้จะเริ่มวางโครงสร้าทีมกันไว้บ้าง แต่ฤทธายังไม่เร่งรีบ เพราะในใจเขามุ่งเป้าไปที่สนามประลองกลาง ซึ่งกำลังจะเปิดศึกในไม่ช้าพวกเด็กๆ รวมตัวกันไปล่าสัตว์ เพื่อฝึกการต่อสู้ร่วมกัน แบ่งหน้าที่กันทำ เสร็จแล้วมาประชุมกัน เพื่อพูดคุยถึงการทำหน้าที่แต่ละคน“ข้าว่าตำแหน่งอย่างตอนนี้ก็ดีนะ ข้ากับซูอยู่หน้า ฤทธากับเรโซ่คุมปีกซ้ายและขวา ยอนมินอยู่กลางคอยสนับสนุน” จิมมี่บอกกับทุกคนทุกคนมองตากันพร้อมพยักหน้าเห็นด้วย“ว่าแต่เราจะใช้ชื่อทีมว่าอะไรดี” เรโซ่ถามคำถามนี้ทำให้ทุกคนหยุดคิดแล้วมองหน้ากัน แต่แล้วสายตาทุกคนก็มาหยุดอยู่ที่ฤทธา เหมือนจะขอความคิดเห็น“อ่า..ข้าชอบอะไรแบบที่เป็นสองอย่างแต่ขัดแย้งกันน่ะ อย่างเช่น กลางวันกลางคืน ขาวและดำ พิษกับยาถอนพิษอะไรแบบเนี้ย แต่ข้าตั้งชื่อไม่เก่งนะ แฮะๆ”ฤทธาตอบแบบไม่ให้ความหวัง“น่าสนใจ อะไรสองอย่างที่คู่กันแต่ต่างกัน”ซูคิมเกาคางใช้ความคิด“มืดกับสว่าง เป็นไง” ยอนมินลองเสนอสิ่งที่คิดออก“มืดกับสว่าง หน
ตอนที่ 26:ภารกิจใหม่สนามประลองใหญ่ของสำนักเย่วจี ในวันนี้เต็มไปด้วยเสียงเชียร์ของศิษย์หลายร้อยชีวิต พื้นสนามกลมขนาดใหญ่ถูกห้อมล้อมด้วยเวทีหินและอักขระค่ายกลที่สลักไว้รอบด้าน เสียงประกาศของหอจัดการดังขึ้นเหนือเวที"วันนี้มีศึกใหญ่สามคู่ ได้แก่ อันดับที่สี่สิบสองเจียงซิว ปะทะ จิมมี่ ผู้ท้าชิงอันดับที่สี่สิบห้า อีกคู่คืออันดับที่ห้าสิบ หานเฉา ปะทะ ซูคิม ผู้ท้าชิงอันดับที่ห้าสิบสี่ และอันดับที่สามสิบเจ็ด เฟิ่งหยู ปะทะ จ้าวหมิน! อันดับที่สามสิบเก้า”สวัสดิการแต้มของสำนักที่ให้ต่อเดือน ทุกคนต่างจ้องตาเป็นมัน ถูกปิดประกาศชัดถ้อยชัดคำไว้ตามหอภารกิจและหอพัก อันดับหนึ่งถึงสิบ ห้าพันแต้มแต้มต่อเดือน อันดับสิบเอ็ดถึงห้าสิบสามพันแต้ม อันดับห้าสิบเอ็ดถึงร้อยหนึ่งพันห้าร้อยแต้ม อันดับร้อยหนึ่งถึงสองร้อยแปดร้อยแต้มต่อเดือนและเมื่อใครติดหนึ่งในร้อยแล้ว จะสามารถประลองได้วันละสองครั้ง เดิมพันแต้มได้ตามอันดับสูงสุด อันดับห้าสิบเอ็ดถึงร้อย เดิมพันได้ไม่เกินหนึ่งพันแต้ม อันดับหนึ่งถึงห้าสิบ เดิมพันได้ไม่เกินสามพันแต้มเหล่าศิษย์ต่างหลั่งไหลมาที่สนามประลองใหญ่ เพื่อรอดูศึกอันดุเดือดจิมมี่ยืนบนเวทีด้วยท่า
ตอนที่ 25: หอวิญญาณยุทธ์แสงจันทร์จางหาย... ท้องฟ้ากลายเป็นผืนผ้ามืดมิดไร้ขอบเขตฤทธาตื่นขึ้นอีกครั้งในทะเลจิตวิญญาณของตนเองแต่สิ่งที่เขาเห็นตรงหน้ากลับทำให้ใจเต้นไม่เป็นจังหวะที่นี่...ไม่ใช่ทะเลจิตแบบเดิมคลื่นพลังลมปราณแผ่ซ่านรอบทิศ แต่ในความสงบกลับแฝงความยิ่งใหญ่ ดอกบัวห้าสีกลางสระที่เคยหมุนช้าๆ บัดนี้เบ่งบานเต็มที่ รัศมีสีสันสดใสดั่งอัญมณีเจิดจ้า...และมีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าเดิมที่ฐานดอกบัวมีโลหะสีทองห่อหุ้ม มีลวดลายสวยงามท้องฟ้าเหนือหัวกลับแปรปรวน มีรอยแยกมิติขนาดต่างๆ กระจายตัวไปทั่วและที่น่าตกใจที่สุดคืออักษรรูนลอยอยู่เหนือดอกบัว เป็นอักษรบนกำแพงหินในห้องลับ… มันค่อยๆ เปล่งแสง แล้วไหลเข้าสู่กลางหน้าผากของเขา“เคล็ดมิติเจ็ดรอยแยก…”เสียงสะท้อนดังขึ้นในใจ"มันคือปราณธาตุอีกธาตุหนึ่งที่เจ้าได้มา ตอนนี้เจ้ามีไตรธาตุ"เสียงของไค่หยงดังขึ้นในใจ"กระดูกวิญญาณธาตุมิตินั้นมิใช่เพียงพลังของการควบคุมมิติ... มันยังขยายขอบเขตจิตวิญญาณของเจ้า ทำให้ที่แห่งนี้เติบโต และข้าก็พลอยแข็งแกร่งขึ้นไปด้วย"ไค่หยงอธิบายให้ฤทธาฟังฤทธาพึมพำเบาๆ"ทะเลจิต... ขยายขึ้น แล้วนี่มัน..."เขาใช้เวลาอีกพักเพื่อทำ
ตอนที่ 13: ปิดเทอมเช้าวันแรกของการปิดเทอม ศิษย์บางคนกลับบ้านไปตั้งแต่ช่วงเย็นของเมื่อวาน บางคนเตรียมตัวไปในช่วงเช้าขณะที่ฤทธากำลังยืดเส้นยืดสายอยู่ที่สนามหญ้าเล็กๆ หน้าบ้านพัก อาจารย์เกา ศิษย์พี่ซู ศิษย์พี่จิมมี่เดินมาพร้อมกัน“ไงฤทธาร่างกายฟื้นตัวเป็นปรกติหรือยัง ยินดีด้วยกับอันดับหนึ่งนะ”อาจาร
ตอนที่ 12: หอคอยทดสอบปี 1หลังจากได้ป้ายเขียนยันต์มาเป็นอาชีพที่สาม ฤทธาเริ่มฝึกเขียนยันต์สายฟ้าด้วยความมุ่งมั่น วันแล้ววันเล่า จนในที่สุดก็สามารถเขียนยันต์สายฟ้าสำเร็จเป็นครั้งแรก เมื่อปลดปล่อยพลังออกมา สายฟ้าก็ฟาดลงไปตรงเป้าหมายได้อย่างแม่นยำในขณะเดียวกัน ฤทธาก็ฝึกหลอมโอสถบำรุงปราณขั้นสูง โดยใช้
ตอนที่ 11: ทำสัญญากับชีต้าร์ฤทธาเริ่มสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของชีต้าร์ หลังจากผ่านการศึกษาเรื่องสัตว์วิญญาณมาระยะหนึ่งชีต้าร์เริ่มออกมาคุยกับเขาในตอนกลางคืนบ่อยขึ้น แต่ดูอ่อนแรงลงอย่างเห็นได้ชัด บางครั้งเพียงแค่เดินไปเดินมาก็แทบหมดแรงฤทธาจึงตัดสินใจไปค้นคว้าในหอสมุดของสำนัก จนพบข้อมูลสำคัญที่ท
ตอนที่10.นักเชิดหุ่นขั้นต้น.ในยุคแห่งสงครามเผ่าพันธุ์ มนุษย์ต้องรวมพลังต่อสู้กับเผ่าพันธุ์อื่นๆ นอกจากพวกทหารและจอมยุทธแล้ว การคิดค้นสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ ก็พัฒนาควบคู่กันไปสมาคมการค้าคือกลุ่มที่ประดิษฐ์สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เพื่อประโยชน์ในสงครามและชีวิตประจำวันของประชาชนทั่วไป ยุคนี้จึงเป็นยุคของก







