Masukค่ำคืนนี้ไร้ดวงดาว หมู่เมฆหนาทึบบดบังดวงจันทร์จนไร้แสงเรืองรองลงมาจากฟากฟ้า เฟิงเหยาอยู่ในชุดรัดกุมสีดำสนิทเฉกเช่นยามที่นางทำภารกิจในโลกก่อน ฝีเท้าของนางแผ่วเบาราวกับแมวป่าขณะเหยียบย่างไปบนหลังคาของจวนตระกูลจู
ใช่ว่าจวนแห่งนี้จะไร้องครักษ์ ทว่าเฟิงเหยากลับจัดการพวกมันจนสลบเหมือดไปหมดแล้วโดยที่ไม่มีใครทันได้รู้ตัว การจัดการกับคนระดับนี้ถือเป็นเรื่องง่ายดายยิ่งนักสำหรับนักฆ่ามือหนึ่งขององค์กรเช่นนาง
วันนี้จะเป็นวันแห่งการสะสางหนี้แค้น นางจะทวงคืนความยุติธรรมให้แก่เจ้าของร่างเดิมและมารดา หลังจากที่นางจัดการถอนรากถอนโคนพวกมันแล้ว นางจะพามารดาไปใช้ชีวิตที่สงบสุขและดีกว่าเดิม โดยไม่คิดจะหวนกลับมายังเมืองหลวงแห่งนี้อีกหากไม่จำเป็น
เฟิงเหยาทิ้งตัวลงมาตรงหน้าเรือนเก็บสมบัติของตระกูลจู สถานที่แห่งนี้มีการคุ้มกันที่แน่นหนาอยู่ไม่น้อย นางจึงนำยาสลบชนิดระเหยจากมิติออกมาหมายจะจัดการผู้ที่เฝ้าอยู่ให้สิ้นฤทธิ์
มันคือยาสลบสูตรพิเศษที่คล้ายกับกำยาน ไร้กลิ่น ไร้สี และไร้ควันจนไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า กำยานนี้เป็นสิ่งที่องค์กรนักฆ่าของนางคิดค้นขึ้นเองเพื่อใช้ในภารกิจลับ ซึ่งมันให้ผลลัพธ์ที่ดีเกินคาดเสมอ
เฟิงเหยานำหน้ากากกันยาสลบออกมาสวมใส่ ก่อนจะเริ่มจุดกำยาน ยาสลบเจือจางระเหยกระจายไปทั่วบริเวณ เพียงไม่กี่อึดใจบรรดาผู้คุ้มกันที่เฝ้าเรือนแห่งนี้ก็ล้มพับสลบไสลไปตามๆกัน
เฟิงเหยามุ่งตรงไปยังประตูเรือนที่คล้องโซ่กุญแจแน่นหนา ทว่ามันกลับมิใช่ปัญหาสำหรับนางเลยแม้แต่น้อย ลวดเพียงเส้นเดียวถูกสอดเข้าไปสะเดาะกลไกออกได้อย่างง่ายดาย
เมื่อก้าวเข้ามาภายในเรือน ทรัพย์สมบัติมหาศาลของตระกูลจูที่วางเรียงรายทำให้เฟิงเหยากระตุกยิ้มมุมปาก นางไม่รอช้าจัดการกวาดของมีค่าทุกชิ้นเข้าสู่มิติส่วนตัวอย่างรวดเร็ว จนหลงเหลือเพียงห้องที่ว่างเปล่าราวกับไม่เคยมีสิ่งใดวางอยู่ก่อน
แม้แต่ห้องครัวใหญ่ของจวนนางก็กวาดเอาวัตถุดิบและเสบียงอาหารไปจนหมดสิ้น นักฆ่าอย่างนางไม่มีคำว่าปรานี อยากให้พวกมันลองลิ้มรสการอดอยากปากแห้งดูบ้าง คงไม่ถึงขั้นลงแดงตายหรอกกระมัง
จากนั้นนางก็เร้นกายมาหยุดอยู่ตรงปลายเตียงของจูฟางเฟยที่กำลังหลับลึกด้วยฤทธิ์ยาสลบ โดยหารู้ไม่ว่าหายนะกำลังมาเยือนถึงที่
เฟิงเหยาหยิบโซ่ชนิดพิเศษออกมาจากมิติ มันเป็นโซ่ที่ทำจากโลหะหายากซึ่งไม่มีสิ่งใดตัดขาดได้ นางนำมันมาล่ามเข้ากับข้อเท้าของจูฟางเฟยพร้อมตั้งรหัสลับที่มีเพียงนางเท่านั้นที่รู้ หากหมุนรหัสไม่ถูกต้องก็จะไม่มีวันปลดพันธนาการนี้ออกได้ชั่วชีวิต
“จงถูกล่ามไว้เช่นนี้เถิด เจ้าจะได้รู้ซึ้งถึงรสชาติของการถูกจองจำไปจนวันตายจูฟางเฟย”
เฟิงเหยาเอ่ยพึมพำด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ นางแสยะยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจในผลงาน
จากนั้นนางจึงเร้นกายเข้ามายังห้องนอนของฮูหยินรองที่มีใต้เท้าจูนอนเคียงข้างอยู่ นางจุดกำยานยาสลบทิ้งไว้ล่วงหน้าแล้ว เฟิงเหยาเดินเข้าใกล้เตียงนอนของทั้งคู่ ใบหน้าของคนทั้งสองยามหลับช่างดูมีความสุขจนน่าหมั่นไส้
“หึ จงเสพสุขไปเถิด เพราะเมื่อลืมตาตื่นพวกเจ้าจะพบแต่ความหายนะ”
เฟิงเหยาหยิบยาพิษชนิดพิเศษออกมาจากมิติแล้วกรอกเข้าปากฮูหยินรอง มันคือพิษร้ายที่ทำให้ร่างกายทรุดโทรมเจ็บป่วยออดๆแอดๆ และไร้เรี่ยวแรงจนไม่อาจแม้แต่จะถือช้อนกินข้าว ที่สำคัญคือวิธีการผลิตยาพิษนี้มาจากโลกอนาคตทำให้หมอในยุคนี้ไม่มีวันหาทางรักษาได้อย่างแน่นอน
จากนั้นนางก็นำยาพิษอีกขวดกรอกใส่ปากใต้เท้าจู พิษตัวนี้พุ่งเป้าทำลายความเป็นชายของเขาโดยเฉพาะ
ในเมื่อเป็นบุรุษชั่วช้าเป็นบิดาที่ไร้สำนึก ก็ไม่สมควรที่จะมีบุตรหรือหาฮูหยินใหม่มาปรนเปรอความใคร่ได้อีกต่อไป
“ข้าขอให้พวกเจ้าครองคู่กันไปจนวันตาย”
ประหนึ่งผีเน่ากับโลงผุที่เหมาะสมกันยิ่งนัก นางมิได้รู้สึกผิดแม้เพียงกระผีกริ้น มีเพียงความสะใจที่เอ่อล้น
เพราะบุรุษผู้นี้หาใช่บิดาของนางไม่ ส่วนบรรดาบ่าวรับใช้ที่เคยรังแกร่างเดิม เฟิงเหยาก็จัดการมอบยาพิษให้ถ้วนหน้า เป็นพิษที่จะบันดาลความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสทุกครั้งที่พวกมันกลืนอาหารเข้าปาก จนร่างกายของพวกมันจะผ่ายผอมลงและสิ้นใจไปเอง
เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ เฟิงเหยาก็เร้นกายออกจากจวนสุนัขแห่งนั้นแล้วกลับมายังโรงเตี๊ยม ยามเห็นลี้จิงซู่ยังคงหลับสบาย นางจึงหลบเข้าสู่มิติส่วนตัวเพื่อสำรวจกองทรัพย์สมบัติมหาศาลที่ยึดมาจากตระกูลจู
ความจริงแล้วสมบัติเหล่านี้สมควรเป็นของร่างเดิมและมารดาแต่แรก เพราะสินเดิมที่ท่านแม่นำมาจากตระกูลลี้นั้นมีมูลค่ามหาศาล ทั้งกิจการทำเงินมากมายที่ใต้เท้าจูหน้าด้านยึดครองไว้ จนทำให้ตระกูลจูร่ำรวยฟุ้งเฟ้อขึ้นมาได้ถึงเพียงนี้
แต่ก่อนจวนตระกูลจูมิได้ร่ำรวยมากมาย เพียงพอมีฐานะอยู่บ้าง แม้จะเป็นถึงขุนนางแต่หากเทียบความมั่งคั่งกับตระกูลลี้ที่เป็นตระกูลแม่ทัพแล้ว กลับห่างชั้นกันหลายเท่านัก นี่คงเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ตระกูลจูพยายามเชื่อมความสัมพันธ์กับตระกูลลี้
ยามที่ตระกูลลี้ต้องโทษและถูกยึดทรัพย์สินไปจนหมดสิ้น แม้ใต้เท้าจูจะอยู่ในฐานะที่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือได้แต่เขากลับเพิกเฉยเสีย เพราะทรัพย์สินที่ถูกยึดมานั้นเขาได้รับส่วนแบ่งด้วย นับว่าเป็นคนบัดซบโดยแท้
ทว่าตอนนี้ร่างนี้กับตระกูลสารเลวนั้นขาดสะบั้นลงแล้วไม่มีสิ่งใดต้องเกี่ยวข้องกันอีก นางก็ได้เตรียมออกเดินทางในยามรุ่งสาง
รถม้าขนาดพอเหมาะสำหรับสองถึงสามคนที่ซื้อไว้ถูกเตรียมพร้อม ด้านในปูด้วยผ้านวมหนานุ่มที่นางนำออกมาจากในมิติเพื่อใช้สำหรับพักผ่อน
แม้การเดินทางอันยาวนานอาจมีอันตรายเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อแต่นางหาได้เกรงกลัวไม่ ตอนนี้นางมิต้องกังวลเรื่องความลำบากในการใช้ชีวิตอีกต่อไป เฟิงเหยานอนลงข้างกายลี้จิงซู่แล้วเข้าสู่ห้วงนิทราไป
ยามรุ่งสางมาถึง เฟิงเหยาพาลี้จิงซู่มายังรถม้าที่ฝากเอาไว้ข้างโรงเตี๊ยม เมื่อลี้จิงซู่เห็นรถม้าก็มีสีหน้าตกตะลึง
“เฟิงเหยา รถม้าคันนี้เจ้าได้มาจากที่ใดกัน” ลี้จิงซู่เอ่ยถามเพื่อคลายความสงสัยของตน
“ท่านแม่ ข้ามิได้ขโมยมาหรอกเจ้าค่ะ ข้าซื้อมาด้วยเงินเก็บของท่านและเถ้าแก่ร้านก็ใจดีลดราคาให้ข้าด้วย ท่านแม่อย่ากังวลไปเลยเจ้าค่ะ รอข้าอยู่บนรถม้าสักครู่ ข้าจะไปซื้อซาลาเปาตรงโน้นประเดี๋ยวเดียว”
เฟิงเหยาเดินไปยังร้านขายซาลาเปาที่อยู่ฝั่งตรงข้าม
“พี่ชาย ข้าเอาซาลาเปาสี่ลูก”
นางสั่งซาลาเปาพลางนึกถึงกฎในมิติของนาง หากนางนำของใหม่ใส่เข้าไป ของสิ่งนั้นจะไม่เพิ่มจำนวนขึ้นส่วนที่จะเพิ่มพูนขึ้นได้นั้น มีเพียงสิ่งของดั้งเดิมที่มีอยู่ในมิติแต่แรกเท่านั้น
“ลูกละสามอีแปะ ทั้งหมดสิบสองอีแปะ”
เฟิงเหยาจ่ายเงินแล้วหมุนตัวก้าวกลับไปยังรถม้า
“ท่านแม่ ทานซาลาเปานี่ก่อนเถิดเจ้าค่ะ” นางยื่นห่อซาลาเปาให้ลี้จิงซู่
“เฟิงเหยา เจ้าบังคับรถม้าเป็นหรือ?”
ลี้จิงซู่ถามด้วยความกังวล เพราะบุตรสาวของนางไม่เคยฝึกบังคับรถม้ามาก่อน อีกทั้งชั่วชีวิตที่ผ่านมายังเคยนั่งรถม้าเพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น
เฟิงเหยามิได้ตอบคำถามเป็นคำพูด แต่นางสะบัดบังเหียนบังคับรถม้าให้เคลื่อนตัวออกไปในทันที
สิบปีผ่านไป...เมืองกว่างโจวไม่ได้เป็นเพียงเมืองชายแดนที่ห่างไกลอีกต่อไป แต่กลายเป็น ศูนย์กลางการค้าแถบชายทะเลที่ใหญ่ที่สุดของแคว้นเยียนไร่ชาชายทะเลของตระกูลลี้ขยายกิ่งก้านสาขาจนสุดลูกหูลูกตา ใบชาจากที่นี่ถูกขนานนามว่าชาหยกสวรรค์ซึ่งเป็นเครื่องบรรณาการที่ฮ่องเต้ทรงขาดไม่ได้ในทุกเช้าณ ศาลารับรองไม้หอมหลังใหญ่ที่ตั้งอยู่บนจุดที่สูงที่สุดของไร่ชา เฟิงเหยาในวัยที่ดูสง่างามและมีราศีของฮูหยินชั้นเอก กำลังนั่งจิบชาอยู่กับลี้จิงซู่ ท่านแม่ของนางที่บัดนี้มีใบหน้าที่เปี่ยมสุขและดูอ่อนเยาว์กว่าอายุจริงมากนัก เพราะได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขในฐานะฮูหยินของเจ้าสำนักกระบี่ชิงเถียน“เฟิงเหยา ดูลูกๆ ของเจ้าสิ” ลี้จิงซู่เอ่ยขึ้นพร้อมกับรอยยิ้ม ขณะมองลงไปที่ลานฝึกด้านล่างอาเฉินในวัยสิบสามปี กำลังร่ายรำกระบี่ที่มีท่วงท่าดุดันของกองทัพพยัคฆ์ทมิฬ ผสมผสานกับความพลิ้วไหวของสำนักกระบี่ชิงเถียนอย่างลงตัว โดยมีอี้ซ่งเจียงท่านตาคอยชี้แนะอย่างใกล้ชิดส่วนหลี่เฟิงมี่แฝดผู้น้อง นางไม่ได้เพียงแค่ฝึกวรยุทธ์ แต่กลับนั่งอยู่ท่ามกลางตำราบัญชีและแบบแปลนกลไก ที่เฟิงเหยาแอบถ่ายทอดความรู้จากโลกอนาคตให้กับบุตรสาวเด็กหญิงตัว
ณ สวนดอกไม้ภายในจวนแม่ทัพที่กว้างขวาง หลี่มู่เฉินในชุดลำลองสีเข้มดูสุขุมขึ้นกว่าแต่ก่อน เขากำลังยืนมองดูทุ่งดอกไม้ที่เฟิงเหยาเป็นคนลงมือปลูกด้วยตัวเอง แววตาที่เคยแข็งกร้าวและเย็นชาบัดนี้กลับเต็มไปด้วยความอบอุ่นที่ลึกซึ้ง“ท่านพี่ มายืนทำอะไรตรงนี้เจ้าคะ? ลมเริ่มเย็นแล้ว ประเดี๋ยวจะเสียสุขภาพเอาได้” เสียงที่แสนคุ้นเคยดังขึ้นพร้อมกับเสื้อคลุมที่วางลงบนไหล่หนาของเขาหลี่มู่เฉินหันกลับมาคว้าเอวบางของเฟิงเหยาเข้ามากอดไว้ด้วยความรักใคร่ ใบหน้าของนางยังคงงดงามหมดจด ทว่าแววตาดูสงบนิ่งและเปี่ยมไปด้วยความสุขมากขึ้น“ข้าเพียงแค่กำลังคิดว่า ชีวิตข้าช่างโชคดียิ่งนักที่มีเจ้าเข้ามาในชีวิต” หลี่มู่เฉินเอ่ยขึ้นพร้อมกับก้มลงจูบบนหน้าผากมนของนางเฟิงเหยาก็กำลังคิดว่านางก็ช่างโชคดีเหมือนกัน จากนักฆ่าที่มือเปื้อนเลือด มีเพียงความโดดเดี่ยวเป็นเพื่อน แต่เพราะมีครอบครัวตระกูลลี้และมีสามีผู้นี้ นางถึงได้รู้ว่าการมี ครอบครัวที่สมบูรณ์นั้นล้ำค่าเพียงใดเฟิงเหยาพิงซบลงบนอกแกร่งของหลี่มู่เฉิน พลางมองไปยังตราพยัคฆ์ที่ห้อยอยู่ที่เอวของนาง บัดนี้อำนาจของกองทัพพยัคฆ์ทมิฬที่นางเคยขอไว้ ได้กลายเป็นกองกำลังที่แข็งแกร่ง
ในขณะที่งานมงคลของเฟิงเหยาและแม่ทัพหลี่กำลังถูกกล่าวขานไปทั่วแคว้นเยียน ความรักอีกสองสายก็เริ่มถักทอขึ้นอย่างเงียบเชียบ ทั้งจื้อเผิงและลี้หมิงเหว่ยเองก็กำลังมีความรักเช่นกันสายลมทะเลพัดโชยมาอ่อนๆ หอบเอาความสดชื่นและกลิ่นเค็มจางๆ มากระทบกับยอดใบชาสีเขียวขจีที่กำลังชูช่อรับกับแสงตะวัน ไร่ชาชายทะเลของตระกูลลี้แห่งนี้บัดนี้กำลังเขียวชอุ่มพร้อมเก็บเกี่ยว เป็นผลงานของความใส่ใจในการปลูกชาของจื้อเผิง ที่บัดนี้เขาได้เติบโตเป็นบุรุษหนุ่มรูปงามผู้มีความสุขุมลุ่มลึกขึ้นแล้วขณะที่เขากำลังตรวจดูความเรียบร้อยของไร่ชาอยู่นั้น เสียงฝีเท้าที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นพร้อมกับกลิ่นหอมของอาหาร“คุณชายจื้อเผิง ท่านพักทานข้าวเสียหน่อยเถิดเจ้าค่ะ ข้าทำหมี่ผัดสูตรพื้นเมืองมาฝาก”จื้อเผิงหันไปมองตามเสียงเรียก ก่อนจะพบกับอาเหมยบุตรสาวของหัวหน้าชาวบ้านที่เขามักจะจ้างวานมาช่วยงานในไร่อยู่เสมอนางสวมชุดพื้นเมืองเรียบง่ายธรรมดา ทว่าความซื่อสัตย์และรอยยิ้มที่จริงใจกลับทำให้นางดูงดงามยิ่งกว่าสตรีสูงศักดิ์ที่เขาเคยพบเจอ“ลำบากเจ้าแล้วอาเหมย ข้าบอกแล้วว่าไม่ต้องนำอาหารมาให้ทุกวันก็ได้”จื้อเผิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่านัย
เฟิงเหยาไม่เพียงแต่ตั้งรับสัมผัสจากเขาเท่านั้น แต่นางยังใช้ความคล่องแคล่วว่องไวรั้งสายรัดเอวและอาภรณ์ของเขา ให้หลุดพ้นจากกายแกร่ง ผิวเนื้ออุ่นร้อนที่เบียดเสียดกันทำให้อุณหภูมิในห้องหอทวีความร้อนแรงยิ่งกว่าเปลวไฟที่สว่างไสวบนท้องฟ้าเมื่อครู่มือหนาเลื่อนขึ้นมากอบกุมทรวงอกอิ่มที่ซ่อนรูปเกินตัวพลางบีบเคล้นด้วยความเสน่หา ริมฝีปากหยักพรมจูบไปทั่วลำคอระหง ก่อนจะเลื่อนต่ำลงมายังยอดปทุมถันสีชมพูระเรื่อ เขาอ้าปากครอบครองยอดปทุมถันพลางดูดดึงหยอกเย้าจนนางสั่นสะท้านไปทั้งร่าง“อื้อ...” เสียงครางในลำคอของเฟิงเหยาดังขึ้นอย่างลืมตัวยิ่งกระตุ้นอารมณ์ร้อนแรงภายในกายของแม่ทัพหนุ่มให้ลุกโชนขึ้นอีก นิ้วมือหยาบกร้านจากการตรากตรำจับอาวุธเลื่อนต่ำลงสู่กึ่งกลางกายสาว เขาสอดแทรกนิ้วมือผ่านกลีบบุปผางามที่ถูกปกคลุมด้วยเส้นไหมนุ่มละมุนความรู้สึกเจ็บแปลบแล่นปราดเข้ามาในคราแรก ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยความเสียวซ่านล้ำลึกที่แผ่ซ่านไปทั่วร่างกายเมื่อเขาเห็นว่านางพร้อมแล้ว จึงจับตัวตนอันแข็งแกร่งบดเบียดเข้ากับใจกลางกายสาว ความยิ่งใหญ่ที่เกินกว่ามาตรฐานบุรุษทั่วไปทำให้นักฆ่าสาวอย่างเฟิงเหยาถึงกับดวงตาเบิกกว้างแม้ในอดี
ในที่สุดวันที่ชาวเมืองกว่างโจวต่างรอคอยก็มาถึง วันมงคลสมรสระหว่างแม่ทัพหลี่แห่งกองกำลังพยัคฆ์ทมิฬ หลี่มู่เฉินและฮูหยินเอกลี้เฟิงเหยา บรรยากาศทั่วทั้งเมืองกว่างโจวถูกประดับประดาไปด้วยโคมไฟสีแดงมงคล และผ้าไหมเนื้อดีทอดยาวตั้งแต่หน้าจวนตระกูลลี้ไปจนถึงจวนแม่ทัพเฟิงเหยาในชุดเจ้าสาวสีแดง ปักลวดลายหงส์เหินด้วยด้ายทองคำแท้ดูงดงามราวกับเทพธิดาจุติลงมาบนโลกมนุษย์ นางนั่งรออยู่ในเกี้ยวเจ้าสาวโดยพวงแก้มที่แต้มสีชมพูระเรื่อนั้นกลับแฝงไปด้วยรอยยิ้มของผู้ที่มีความสุขในค่ำคืนนี้เอาไว้ภายในงานเลี้ยงสมรสที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาของเมืองกว่างโจว แขกเหรื่อทั้งขุนนางชั้นสูงและชาวบ้านต่างต้องตะลึงกับเมนูอาหารที่ถูกจัดเตรียมไว้ เฟิงเหยาแอบนำเครื่องปรุงจากในมิติออกมาปรุงอาหาร ร่วมกับกุ้งมังกรและปลาหายากจากทะเลกว่างโจวรสชาติของอาหารทุกจานหอมหวนและรสสัมผัสล้ำลึกจากฝีมือของจื้อเผิง จนทุกคนที่ได้ลิ้มลองต่างอุทานกันเป็นเสียงเดียวกันว่า นี่คืออาหารจากสรวงสวรรค์โดยแท้จื้อเผิงในฐานะน้องชายของเจ้าสาว เดินแจกจ่ายชามงคลที่เขาคัดยอดใบชาที่ดีที่สุดจากไร่ชาชายทะเลของตระกูลลี้ ซึ่งเฟิงเหยาใช้ปุ๋ยจากมิติเร่งก
“เจ้าอยากคุมกองทัพพยัคฆ์ทมิฬของข้าอย่างนั้นหรือ?” หลี่มู่เฉินถามย้ำด้วยความแปลกใจ“ใช่เจ้าค่ะ” เฟิงเหยาเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย“ในเมื่อท่านเป็นแม่ทัพที่ถูกกล่าวขานว่าปีศาจ ข้าก็จะเป็นราชินีแห่งกองทัพที่แข็งแกร่งที่สุดเอง ในภายภาคหน้าหากท่านต้องออกศึกที่เปิดเผย ข้าจะเป็นเงาที่คอยจัดการเรื่องต่างๆ ให้ท่านเอง ท่านกล้าให้ข้าหรือไม่?”หลี่มู่เฉินจ้องมองสตรีตรงหน้าด้วยความหลงใหลและนับถือในความใจกล้าของนาง เขาหัวเราะเสียงดังลั่น ก่อนจะดึงนางเข้ามาจูบที่หน้าผากอย่างหนักแน่น จนเฟิงเหยาดวงตาเบิกกว้างขึ้นมาด้วยความตกใจ“มีสิ่งใดที่ข้าไม่กล้าให้เจ้าบ้าง ในเมื่อเจ้ากล้าขอ ข้าก็จะมอบตราพยัคฆ์ทมิฬให้เจ้าคืนนี้เลย แต่มีข้อแม้เพียงอย่างเดียว”เขากระซิบชิดริมฝีปากของนาง “กองทัพนั้นเป็นของเจ้า แต่ตัวเจ้าต้องเป็นของข้าแต่เพียงผู้เดียว ตกลงหรือไม่?”เฟิงเหยาหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะของนางช่างใสกระจ่างทว่าแฝงไปด้วยบางอย่าง นางมองลึกเข้าไปในดวงตาคมดุจเหยี่ยวของหลี่มู่เฉิน“ท่านแม่ทัพดูทำหน้าเข้าสิเจ้าคะ” นางเอ่ยขึ้นเบาๆ“ข้าเพียงอยากรู้ว่า สำหรับท่านแม่ทัพตัวร้ายอย่างท่านแล้ว อำนาจกับสตรีเช่นข้า สิ่งใดจ







