Masuk
กลิ่นหอมสะอาดของใบหม่อนสดผสมกับกลิ่นดินจางๆ จากสีย้อมธรรมชาติลอยอวลไปทั่ว "หอสุ่ยเซียน" เรือนทำงานริมสระบัวอันเป็นหัวใจของจวนตระกูลซู เสียงกี่กระตุกไม้ดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอราวกับเสียงดนตรีขับกล่อม บรรยากาศทั้งหมดอบอวลไปด้วยความสงบสุขและความภาคภูมิใจ
ซูเหยียนหรูในวัยสิบหกปีบริบูรณ์กำลังนั่งอยู่หน้าโต๊ะไม้จันทน์ขัดมัน นางไม่ได้จับพู่กันเขียนบทกวีเช่นคุณหนูตระกูลอื่น แต่ในมือนางคือพู่กันถ่านที่กำลังตวัดวาดลวดลาย "ผีเสื้อหยอกโบตั๋น" ลงบนกระดาษซวนจื่อเนื้อดีอย่างคล่องแคล่ว ปลายนิ้วเรียวงามของนางเคลื่อนไหวอย่างมั่นคงทว่าอ่อนช้อย ดวงตากลมโตเป็นประกายสดใสจดจ่ออยู่กับผลงานเบื้องหน้าอย่างมุ่งมั่น
“ลวดลายเส้นสายของเจ้าเฉียบคมขึ้นมากนะ เหยียนหรู”
เสียงอ่อนโยนของผู้เป็นมารดาดังขึ้นจากด้านหลัง คุณนายซูนั่งลงข้างบุตรสาวอย่างแช่มช้อย แม้นางจะมีสุขภาพที่ไม่แข็งแรงนักจนใบหน้าดูซีดเซียวอยู่เสมอ แต่รอยยิ้มและแววตาที่มองบุตรสาวนั้นกลับเปี่ยมไปด้วยความรักและความภาคภูมิใจอย่างปิดไม่มิด
“ท่านแม่ ท่านดูสิเจ้าคะ ข้าลองเปลี่ยนองศาของปีกผีเสื้อให้ดูราวกับกำลังต้องลมจริงๆ”
เหยียนหรูอธิบายอย่างกระตือรือร้น
คุณนายซูพยักหน้ารับช้าๆ
“งดงามมากลูก...แต่จำที่แม่เคยสอนได้หรือไม่ หัวใจของผ้า ไม่ได้อยู่ที่ลวดลายที่วิจิตรเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความใส่ใจของผู้ทอมานี่สิ วันนี้แม่จะสอนเคล็ดวิชาที่ยากที่สุดของตระกูลเราให้ ‘การปักด้ายซ่อนเงา’”
สองแม่ลูกใช้เวลาช่วงบ่ายร่วมกันอย่างมีความสุข เหยียนหรูเรียนรู้เคล็ดวิชาใหม่ด้วยความตั้งใจ ส่วนคุณนายซูก็ถ่ายทอดทุกสิ่งที่นางรู้ให้แก่บุตรสาวเพียงคนเดียวอย่างไม่ปิดบัง
ตกเย็น ขณะที่ทั้งสองกำลังพักจิบชาอยู่นั้น ซูไท่เหวินผู้เป็นเจ้าของตระกูลก็เดินเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มอันอบอุ่น เขาคือบุรุษวัยกลางคนที่ดูซื่อสัตย์และใจดี สายตาที่มองภรรยาและบุตรสาวนั้นเปี่ยมไปด้วยความรักอันลึกซึ้ง
“โอ้โฮ...วันนี้หอสุ่ยเซียนของเรามีผลงานชิ้นเอกชิ้นใหม่แล้วรึ” เขาเอ่ยแซวเมื่อเห็นภาพร่างบนโต๊ะ
“ท่านพ่อ!”
เหยียนหรูกุลีกุจอเข้าไปรินชาให้บิดา
ซูไท่เหวินลูบศีรษะบุตรสาวอย่างเอ็นดู
“ดีแล้วๆ เรียนรู้ไว้ให้มากเถิดลูกพ่อ”
เขามองหน้าบุตรสาวอย่างจริงจัง
“สักวันหนึ่ง...ป้ายหอผ้าซูฟางนี้จะเป็นของเจ้า พ่อฝันเสมอว่าจะได้เห็นเจ้าสืบทอดกิจการของเรา ทำให้ชื่อเสียงของตระกูลซูขจรไกลไปทั่วหล้าด้วยความซื่อสัตย์และคุณภาพที่เรายึดมั่นเสมอมา”
ค่ำคืนนั้น…จวนตระกูลซูอบอวลด้วยไออุ่นแห่งความสุข ใต้ศาลาริมสระบัว แสงจันทร์ทอดเงาลงบนผืนน้ำเป็นประกายระยิบระยับ ซูเหยียนหรูนั่งประสานขาเล็กเรียว เล่นหมากล้อมกับบิดา เสียงหัวเราะใสสดดังขึ้นทุกครั้งที่หมากสีดำของนางปิดล้อมฝ่ายตรงข้ามได้สำเร็จ คุณนายซูผู้เป็นมารดานั่งปักผ้าอยู่ไม่ไกล ดวงตาอ่อนโยนที่ทอดมองสามีและบุตรสาวเต็มไปด้วยความรัก
“ท่านพ่อแพ้ข้าอีกแล้วนะเจ้าคะ”
เหยียนหรูยิ้มกว้าง ดวงตาเป็นประกาย
ซูไท่เหวินหัวเราะ ลูบเคราตัวเองอย่างเอ็นดู
“ลูกพ่อช่างเก่งกาจนัก เอาเถิด พรุ่งนี้พ่อจะหาพู่กันขนหางสุนัขจิ้งจอกชั้นเลิศมาเป็นรางวัล”
บรรยากาศครอบครัวอบอุ่นงดงามและสมบูรณ์แบบที่สุดเป็นภาพสุดท้ายของความสุขที่พวกเขามิอาจรู้เลยว่าจะไม่มีวันหวนกลับคืนมาอีก
จนกระทั่งเสียงกลองและเสียงประกาศของขันทีหลวงดังแหลมก้องหน้าจวน กองทหารราชองครักษ์เรียงแถวสง่า แสงตะเกียงสะท้อนเกราะเหล็กวับวาว ความสุขพลันแปรเป็นความกดดันอันหนักอึ้ง
ซูไท่เหวินรีบพาภรรยาและบุตรสาวออกมาคุกเข่ารับราชโองการ เหยียนหรูประสานมือเล็กแน่น หัวใจเต้นแรงจนแทบทะลุอก
“…ด้วยพระเมตตาแห่งองค์จักรพรรดิ ตระกูลซูทำการค้าผ้าไหมสร้างคุณูปการต่อแผ่นดิน บัดนี้มีราชโองการพระราชทานสมรสแก่คุณหนูซูเหยียนหรู บุตรีซูไท่เหวิน กับแม่ทัพใหญ่หลินหวินจื่อ ผู้พิทักษ์ชายแดนเหนือ กำหนดพิธีมงคลในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า… จบราชโองการ!”
สายฟ้าฟาดลงกลางใจนาง
“หลินหวินจื่อ”
แม่ทัพปีศาจผู้ไร้พ่าย ตำนานแห่งสนามรบ บุรุษที่ห่างไกลราวฟ้ากับดิน ไม่ใช่คู่ในฝันของคุณหนูหอผ้า
เหยียนหรูเหลือบมองบิดามารดา ใบหน้าซีดเผือดเต็มไปด้วยความกังวล น้ำเสียงขันทีสิ้นสุดไปแล้ว แต่ก้องสะท้อนอยู่ในใจไม่หยุด นี่มิใช่พระเมตตา หากคือโซ่ตรวนการเมืองที่พันธนาการตระกูลซูไว้กับฝ่ายทหาร
ความฝันเรื่องคู่ครองผู้เข้าใจศิลปะและการสืบทอดหอผ้าซูฟางแตกสลายสิ้น
แสงแดดยามเช้าของวันใหม่สาดส่องผ่านช่องหน้าต่างไม้เข้ามาอาบไล้กระท่อมเล็กๆ ให้สว่างไสว ชุนเซียงตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกที่สับสนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน นางนอนลืมตาจ้องมองเพดานไม้เงียบๆ ปล่อยให้ความคิดล่องลอยไปกับฝุ่นผงที่เต้นระยิบระยับอยู่ในลำแสงเมื่อคืนนี้นางนอนไม่หลับเลยทั้งคืน...บนโต๊ะทำงานไม้ตัวเก่าของนาง มีกล่องไม้จันทน์หอมฉลุลายเมฆาอันวิจิตรของคุณชายสวีวางอยู่ เมื่อเปิดออก ด้านในบุด้วยผ้าไหมเนื้อดี มีแท่นฝนหมึก จานสี และพู่กันขนกระต่ายชั้นเลิศเรียงรายอยู่อย่างเป็นระเบียบ มันคือของขวัญที่งดงามและเปี่ยมไปด้วยความเข้าใจ ของขวัญชิ้นนี้เป็นตัวแทนของโลกที่นางเคยจากมา...โลกแห่งศิลปะ บทกวี การจิบชาชมจันทร์ และความเข้าใจอันลึกซึ้งในความงาม มันคือโลกของคุณหนูซูเหยียนหรูแห่งจวนเสนาบดีฝ่ายขวาส่วนอีกมุมหนึ่งของห้อง กี่ทอผ้าที่แข็งแรงมั่นคงซึ่งเพิ่งได้รับการซ่อมแซมขาที่โยกคลอนไปเมื่อหลายวันก่อนตั้งตระหง่านอยู่ มันคือเครื่องมือทำมาหากิน คือเพื่อนคู่ทุกข์คู่ยากตลอดสี่ปีที่ผ่านมา มันคือตัวแทนของโลกปัจจุบันที่นางกำลังต่อสู้ดิ้นรน...โลกแห่งความเป็นจริง การลงมือทำ และความมั่นคงที่จับต้องได้ กี่ทอผ
สองวันต่อมา คุณชายสวีก็กลับมาที่หมู่บ้านชิงเหออีกครั้งตามสัญญา เขาไม่ได้มามือเปล่า แต่นอกจากจะนำเงินค่ามัดจำผ้าล็อตแรกมามอบให้แล้ว ในมือของเขายังมีกล่องไม้จันทน์ขนาดพอเหมาะกล่องหนึ่งถือมาด้วย “แม่นางชุนเซียง” เขากล่าวพร้อมรอยยิ้มอบอุ่น “ข้าน้อยเห็นว่าท่านมีพรสวรรค์ในการออกแบบลวดลายผ้า จึงนำของขวัญเล็กๆ น้อยๆ มามอบให้ หวังว่าท่านจะชอบ” เมื่อชุนเซียงเปิดกล่องออกดูก็ต้องประหลาดใจ ภายในนั้นคือชุดเครื่องเขียนชั้นเลิศ…มีทั้งพู่กันขนกระต่ายอย่างดี แท่งหมึกชั้นเยี่ยม และกระดาษซวนจื่อเนื้อละเอียดซึ่งมีราคาแพงลิบลิ่ว มันเป็นของที่นางไม่ได้จับต้องมานานแสนนานนับตั้งแต่จากเมืองหลวงมา “สิ่งนี้…มันล้ำค่าเกินไป ข้ารับไว้ไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ” นางรีบปฏิเสธด้วยความเกรงใจ “สำหรับข้าน้อยแล้ว พรสวรรค์ของท่านล้ำค่ายิ่งกว่า” คุณชายสวีกล่าวอย่างจริงใจ “ข้าเพียงแค่อยากเห็นท่านได้สร้างสรรค์ผลงานที่งดงามยิ่งๆ ขึ้นไปเท่านั้น ได้โปรดรับมันไว้ด้วยเถิด” คำพูดที่อ่อนโยนและเข้าอกเข้าใจของเขาทำให้ชุนเซียงรู้สึกตื้นตัน
ราวกับพายุอารมณ์ลูกย่อมๆ ได้พัดกระหน่ำแล้วผ่านไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่น่าอึดอัด เสียงกระทืบเท้าปิดประตูรั้วอย่างแรงของหลินหวินจื่อยังคงก้องอยู่ในโสตประสาทของชุนเซียง บรรยากาศที่เคยสดชื่นด้วยบทสนทนาอันราบรื่นพลันหนักอึ้งลงถนัดตาคุณชายสวีจื่อหยางมองตามร่างสูงสง่าที่เพิ่งจะหายลับเข้าเรือนไป ก่อนจะหันกลับมามองชุนเซียงด้วยรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความเข้าใจและขบขันเล็กน้อย รอยยิ้มของเขาอบอุ่นราวกับแสงตะวันในยามเช้า ช่วยขับไล่ความกระอักกระอ่วนใจของนางไปได้บ้าง“เหตุการณ์เมื่อครู่... ดูท่าเพื่อนบ้านของแม่นางจะเป็นบุรุษผู้มีอารมณ์ศิลปินอยู่ไม่น้อย” เขากล่าวอย่างสุภาพ เลือกใช้คำพูดที่นุ่มนวลที่สุดเพื่อไม่ให้นางต้องลำบากใจ “หากการมาของข้าน้อยในวันนี้สร้างความขุ่นเคืองใจให้ท่านและเขา ข้าต้องขออภัยเป็นอย่างสูง”“ไม่เลยเจ้าค่ะ! ไม่เลย!” ชุนเซียงรีบโบกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน แก้มร้อนผ่าวด้วยความอับอายแทนคนข้างบ้าน “ไม่ใช่ความผิดของคุณชายเลยแม้แต่น้อย เขา… เขาเป็นคนอารมณ์แปรปรวนเช่นนี้เองเจ้าค่ะ อย่าได้ถือสาเลย”คุณชายสวียิ้มบางๆ ดวงตาของเขาฉายแววหยั่งรู้ แต่ก็ไม่ได้ซักไซ้ต่อ
ภาพของชุนเซียงที่กำลังส่งยิ้มและสนทนากับบัณฑิตหนุ่มรูปงามอย่างออกรส...มันเป็นภาพที่ทิ่มแทงสายตาของหลินหวินจื่ออย่างรุนแรง เขายืนนิ่งอยู่ที่หน้าประตูเรือนของตนเอง ความรู้สึกร้อนรุ่มที่ไม่คุ้นเคยบางอย่างได้ก่อตัวขึ้นในอกอย่างรวดเร็ว เหตุใดนางจึงต้องยิ้มให้บุรุษผู้นั้นด้วยรอยยิ้มเช่นนั้นด้วย? เขาถามตัวเองในใจ รอยยิ้มที่สดใสและจริงใจ...อย่างที่เขาไม่เคยได้รับมาก่อนเขาบอกกับตัวเองว่ามันเป็นเพียงความหงุดหงิด…ความรำคาญใจที่ความสงบของเขาถูกรบกวน แต่ลึกลงไปในใจ เขารู้ดีว่ามันคือความรู้สึกอื่น…ความรู้สึกที่ไม่น่าพึงพอใจอย่างยิ่งเมื่อเห็นสตรีข้างบ้านของตนเองกำลังสนิทสนมกับบุรุษอื่น เขาหมุนตัวกลับอย่างรวดเร็ว เดินตรงไปยังกลางลานบ้านแล้วชักกระบี่คู่ใจออกมา! ฟุ่บ! ฟุ่บ! เคร้ง! เสียงโลหะกระทบกันและเสียงลมหวีดหวิวดังขึ้นอย่างรุนแรงจากเรือนข้างๆ เสียงนั้นไม่ได้สงบนิ่งและมั่นคงเหมือนทุกครั้ง แต่กลับเต็มไปด้วยความดุดันและเกรี้ยวกราด ทุกท่วงท่าที่ฟาดฟันออกไปราวกับจะฉีกกระชากอากาศให้ขาดเป็นชิ้นๆ เสียงกระบี่ที่เคยน่าเกรงขาม บัดนี้กลับแฝงไปด้วยไอสังหารจนน่าขนลุก เสียงอึกทึกนั้นทำให้บทสนทนาที่กำลังเพลิ
หลายสัปดาห์ผ่านไป หมู่บ้านชิงเหอได้กลับคืนสู่ความสงบสุขอีกครั้ง แต่เป็นความสงบสุขที่มาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ กองทหารฝีมือดีที่แม่ทัพหลินเรียกมาได้ทำการ "ล้างภูเขา" กวาดล้างโจรป่าจนสิ้นซาก สร้างความปลอดภัยและความเชื่อมั่นให้แก่ชาวบ้านอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน แม้จะไม่มีใครรู้ว่าใครคือผู้อยู่เบื้องหลังปฏิบัติการครั้งนี้ แต่ทุกคนก็รู้สึกขอบคุณในความช่วยเหลือจากเบื้องบนชีวิตในกระท่อมท้ายหมู่บ้านของชุนเซียงก็กลับมาดำเนินไปอย่างราบรื่นอีกครั้ง กิจการของนางไม่ได้หยุดชะงักลงเพราะเหตุการณ์ร้าย แต่กลับรุ่งเรืองยิ่งขึ้นไปอีก! ข่าวเรื่องฝีมือการย้อมผ้าและปักผ้าอันน่าทึ่งของนาง ประกอบกับวีรกรรม (ที่ถูกแต่งเติมสีสันโดยป้าหยางอวี้) ในคืนนั้น ทำให้ชื่อเสียงของ "แม่นางชุนเซียง" ขจรไกลไปจนถึงเมืองข้างเคียงกระท่อมเล็กๆ ที่เคยซอมซ่อ บัดนี้กลายเป็นโรงทอผ้าขนาดย่อมที่เปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา ชุนเซียงตัดสินใจจ้างสตรีในหมู่บ้านอีกสองสามคนมาเป็นลูกมือ ช่วยในงานที่ไม่ซับซ้อนนัก ส่วนนางกับอาเหมยจะรับผิดชอบในส่วนที่ต้องใช้ฝีมือชั้นสูง “พี่ชุนเซียง! ท่านดูสิเจ้าคะ! นี่คือรายรับของเดือนนี้!” อาเหมยยื่นสมุดบั
แต่แล้ว…บรรยากาศอันเงียบงันและซาบซึ้งนั้นก็ถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิงด้วยเสียงแหลมๆ ที่ดังขึ้นจากหน้าประตู!“ว๊าย! ตาเถร! ข้ามาเห็นอะไรเอาตอนนี้นะ!”ป้าหยางอวี้นั่นเอง! นางยืนเท้าสะเอวอยู่ที่หน้าประตู ดวงตาคู่เล็กเป็นประกายระยิบระยับราวกับเจอขุมทรัพย์ นางมาที่นี่โดยอ้างว่าจะมาเยี่ยมเยียนผู้ประสบภัย แต่เป้าหมายที่แท้จริงคือการสอดแนมหาข่าวใหม่ๆ ต่างหาก!นางกวาดตามองภาพตรงหน้า…ชุนเซียงที่อยู่ในชุดนอน ซึ่งเป็นชุดสะอาดที่อาเหมยหามาให้เปลี่ยน ยืนหน้าแดงก่ำอยู่ไม่ห่างจากคุณชายหลินที่กำลังเปลือยท่อนแขนที่มีผ้าพันแผลสดๆ ใหม่ๆ! สวรรค์! นี่มันเรื่องอะไรกัน! นางมาอยู่ที่เรือนของเขาได้อย่างไร! แถมยังมาทำแผลให้อย่างใกล้ชิดสนิทสนมกันถึงเพียงนี้!“เอ่อ…ท่านป้าหยางอวี้…” ชุนเซียงพยายามจะอธิบาย “คือว่า…”“ไม่ต้องพูดอะไรแล้วแม่นางชุนเซียง!”ป้าหยางอวี้ยกมือขึ้นห้าม ปากก็ยิ้มกว้างจนแก้มแทบปริ “ข้าเข้าใจ! ข้าเข้าใจทุกอย่างแล้ว! แหม…ไม่น่าแปลกใจเลยว่าเหตุใดคุณชายหลินถึงได้ต่อสู้กับโจรป่าอย่างไม่คิดชีวิตถึงเพียงนั้น ที่แท้ก็เพื่อปกป้องแม่หญิงในดวงใจนี่
ตลาดเช้าของหมู่บ้านชิงเหอไม่ได้ใหญ่โตหรือหรูหราเหมือนในเมืองหลวง มันเป็นเพียงลานดินกว้างๆ ที่อัดแน่นไปด้วยชีวิตและเสียงจอแจชาวบ้านนำของมาวางขายกันอย่างเรียบง่ายใต้ร่มเงาของต้นไทรใหญ่ เสียงตะโกนเรียกลูกค้า เสียงต่อรองราคา และเสียงพูดคุยทักทายดังผสมปนเปกันไปจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์ กลิ่นหมั่นโถวร้อนๆ จาก
นางจะไม่ใช่แค่ช่างปะชุนเสื้อผ้าอีกต่อไปแล้ว แต่นางจะเป็นผู้สร้างสรรค์ความงดงาม จะเป็นผู้ที่เปลี่ยนเส้นไหมสีขาวธรรมดาๆ เหล่านี้ให้กลายเป็นผืนผ้าหลากสีสันที่ล้ำค่าดุจงานศิลปะนางจะปลุกวิญญาณของหอผ้าซูฟางให้ฟื้นคืนขึ้นมาอีกครั้ง…ที่หมู่บ้านชิงเหอแห่งนี้เย็นวันนั้น ชุนเซียงกลับมาถึงกระท่อมพร้อมกับเงิน
นางยังซื้อผ้าฝ้ายเนื้อหยาบราคาถูกมาตัดเย็บเป็นเสื้อผ้าชุดใหม่ที่สะอาดสะอ้านและพอดีตัวกว่าเดิม แม้จะยังดูเรียบง่าย แต่ก็ทำให้นางดูไม่ซอมซ่อเหมือนตอนที่มาถึงวันแรก“นี่แน่ะ! ค่าแรงของเจ้า” ป้าหยางอวี้โยนถุงเงินเล็กๆ ลงตรงหน้านางหลังจากที่นางเพิ่งจะปักลายดอกไม้เล็
มันเป็นความรู้สึกที่คุ้นเคยและปลอบประโลมใจอย่างประหลาด ราวกับได้พบพานสหายเก่าที่พลัดพรากจากกันไปนานนางไม่ได้หลับเลยทั้งคืน แต่กลับไม่รู้สึกเหนื่อยล้าแม้แต่น้อย ในที่สุด เมื่องานชิ้นสุดท้ายเสร็จสิ้นลง เสื้อตัวนั้นก็ถูกวางพาดไว้อย่างดี รอยขาดเป็นทางยาวหายไปอย่างไร้ร่องรอย หากไม่สังเกตอย่างละเอียดถี่







