Masukตอนที่สี่
ชุดอันงดงาม
“ชุดนี้งดงามมากเหตุใดเจ้าจึงจะขอแก้ไขเล่า หลินหลิน”
“ข้าไม่มั่นใจเจ้าคะอาจารย์ ชุดนี้เปิดเปลือยทั้งทรวงอก และเรียวขา อีกทั้งยังไม่มีผ้าปิดช่วงหน้าท้องเลยแม้สักนิด ข้ารู้สึกว่าตนเองคล้ายจะเปลือยเรือนร่างให้เหล่าชายหนุ่มได้ชมมากจนเกินไป ข้า...เกรงว่าจะร่ายรำได้ไม่ดีหากใส่ชุดนี้เจ้าคะ” หลี่ลี่หลินพยายามอธิบาย
“การร่ายรำที่อาจารย์สอนเจ้า หากได้โยกย้ายในชุดนี้จะยิ่งขับส่งให้เรือนร่างของเจ้างดงามยั่วยวนมากขึ้น อาจารย์สู้อุตส่าห์ร่างแบบและเจรจากับฝ่ายภูษาอยู่นานกว่าจะทำออกมาได้ตามแบบ แต่เจ้ากลับหอบชุดไปขอแก้ไข หัวหน้าฝ่ายภูษาถึงกับเดินมาบ่นกับอาจารย์จนหูชาทีเดียว” อาจารย์ผู้สอนบอกออกมา
หลี่ลี่หลินเมื่อได้ยินว่าการกระทำของนางทำให้อาจารย์โดนต่อว่าจึงรู้สึกผิด ที่ผ่านมาหญิงสาวพยายามใช้ชีวิตอยู่ในโอวาทอย่างดี จึงเป็นที่รักของเหล่าอาจารย์และผู้คนรอบข้าง การกระทำครั้งนี้จึงนับเป็นครั้งแรกที่นางทำนอกเหนือ
“ข้าขอโทษอาจารย์ชุ่ยเหยาเจ้าคะที่ทำให้ท่านโดนต่อว่า ข้าเพียงแต่...” หลี่ลี่หลินพยายามหาข้ออ้าง
“เอาเถอะ ข้าเข้าใจดี เจ้าเพิ่งจะแตกเนื้อสาว ยังไม่คุ้นเคยกับการใส่ชุดเปิดเผยเช่นนี้ หากสวมใส่หลายครั้งเข้าก็คงคุ้นชินไปเอง เอาเป็นว่าข้าจะขอให้ฝ่ายภูษาเย็บปิดให้อีกสักหน่อยก็แล้วกัน” อาจารย์สาวใหญ่พยายามประนีประนอมเพื่อให้ลูกศิษย์สาวรู้สึกดีขึ้น
“ขอบคุณอาจารย์เจ้าค่ะ ที่เข้าใจ” หลี่ลี่หลินจำต้องยินยอมแม้จะแน่ใจว่าชุดคงได้รับการแก้ไขไม่มากนัก แต่ในเมื่ออาจารย์ยอมปรับแก้ให้บ้างก็นับว่าใจดีมากแล้ว หากนางยังคงเซ้าซี้อีกคงไม่เป็นผลดี
ด้วยการแสดงในงานเลี้ยงมีหลายชุด ดังนั้นเหล่านางรำจึงฝึกซ้อมกันอย่างขันแข็ง พวกนางสลับกันเป็นดาวเด่นในแต่ละชุดการแสดงเพื่อเปิดโอกาสให้ทุกนาง แต่การแสดงที่นับว่าโดดเด่นที่สุดย่อมเป็นชุดการแสดงของหลี่ลี่หลิน
อาจารย์สาวใหญ่เข้มงวดกับท่วงท่าลีลาของหญิงสาวอย่างมาก จนถึงวันสุดท้ายก็ยังไม่ยอมปล่อยให้นางได้พักผ่อน ยังคงเข้มงวดกับสาวน้อยเพื่อให้ปลดปล่อยลีลายั่วยวนออกมาให้ได้ดั่งใจ
“เจ้าต้องเคลื่อนย้ายให้เชื่องช้ากว่านี้ ยามเยื้องย่างยกเรียวขาค้างเอาไว้ บิดกายให้ได้จังหวะ น่าน..เช่นนั้นแหละ” อาจารย์สาวใหญ่ใส่ใจในทุกลีลาจนหลี่ลี่หลินรู้สึกเมื่อยล้าอย่างมาก
“เจ้าต้องก้มลงให้มากกว่านี้” อาจารย์ชุ่นเหยาลุกขึ้นมาจับตัวหญิงสาวกดลงไปอย่างที่ต้องการ
“หากก้มมากถึงเพียงนั้น ข้าเกรงว่าชุดที่สวมใส่จะไม่สามารถโอบอุ้มเต้าทรวงเอาไว้ได้นะเจ้าคะ” หลี่ลี่หลินพยายามประท้วง
“โอบอุ้มมิได้ย่อมดียิ่ง เจ้ามีทรวงอกสวยงามมากนะหลินหลิน หากให้ผู้อื่นได้เห็นส่วนโดดเด่นของเจ้าบ้าง ย่อมได้เปรียบกว่าหญิงอื่นมากนัก” อาจารย์ผู้สอนกลับยุแยงให้หญิงสาวใช้ข้อเด่นของตนเองให้เป็นประโยชน์
เพียงแค่โยกย้ายร่ายรำตามท่วงท่าของอาจารย์ก็เขินอายจนแทบก้าวขาไม่ออกแล้ว หากให้นางก้มลงจนเต้าทรวงล้นทะลักออกมา แล้วนางจะเอาหน้าไปไว้ที่ใด
หลี่ลี่หลินย่อมคิดได้เพียงในใจเท่านั้น เบื้องหน้าก็ยังต้องทำตามคำสอนของอาจารย์อยู่ดี เมื่อฝึกซ้อมจนเหนื่อยล้าเต็มทน จึงแยกย้ายกันไปพักผ่อนเพื่อเตรียมตัวสำหรับวันรุ่งขึ้น
งานฉลองในวังหลวงเริ่มขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ด้วยเป็นการเฉลิมฉลองการชนะศึกแห่งแว่นแคว้น ขุนนางทั้งบุ๋นทั้งบู๋จึงมารวมตัวกันจนล้นหลาม เหล่าเชื้อพระวงศ์ล้วนเข้าร่วมงานอย่างคึกคัก เสียงพูดคุยเจรจาดังขึ้นจนฟังไม่ได้ศัพท์ สุราอาหารถูกยกเข้าไปไม่ขาดสาย
นางกำนัลและขันทีเกือบทั้งหมดล้วนรวมตัวกันอยู่ที่นี่ รวมทั้งคนของสำนักสังคีตหลวงซึ่งต้องจัดเตรียมการแสดงเพื่อสร้างความรื่นรมย์ให้แก่ผู้คนในงาน ในช่วงแรกของงานยังเป็นเพียงการบรรเลงดนตรีเพื่อเคล้าคลอกับเสียงของการพูดคุย รออีกสักพักจึงจะเป็นการขับร้องเพลงสลับกับการร่ายรำ
“ข้าตื่นเต้นจนมือเย็นไปหมดแล้ว หลินหลินเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง” เสี่ยวจูเดินวนไปวนมาไม่หยุด
“ข้าก็ตื่นเต้นมาก มือเท้าเกร็งชาจนแทบยืนไม่อยู่แล้ว” หลี่ลี่หลินเองก็ตื่นเต้นไม่แพ้กัน ด้วยครั้งนี้จะเป็นการแสดงต่อหน้าฮ่องเต้และเหล่าเชื้อพระวงศ์เป็นครั้งแรก แม้ที่ผ่านมานางจะเคยแสดงมาบ้างแต่เป็นการแสดงต่อหน้าสนมเล็กๆโดยมีผู้ชมเพียงไม่กี่คน แต่คราวนี้เหล่านางรำต้องร่ายรำเบื้องหน้าผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลาย โดยมีผู้ชมล้นหลาม หญิงสาวเหล่านี้จึงย่อมตื่นเต้นและสั่นเกร็งอยู่บ้าง
“พวกเจ้าใจเย็นๆ สงบสติอารมณ์กันสักหน่อย อย่าตื่นเต้นจนผิดพลาดไป แม้ผู้ชมจะมากนัก แต่พวกเจ้าเองก็ฝึกซ้อมมาอย่างดี ย่อมสามารถทำได้อย่างแน่นอน เข้าใจหรือไม่” อาจารย์ผู้ฝึกสอนเดินมาให้กำลังใจเหล่าศิษย์นางรำทั้งหลายที่ยืนสั่นมือเท้าเย็นกันอย่างถ้วนทั่วทุกตัวคน
หลี่ลี่หลินพยายามตั้งสติก่อนจะนำการกำหนดลมหายใจเข้าออกช้าๆมาช่วยให้จิตใจสงบ เยือกเย็น และผ่อนคลาย เพียงครู่หญิงสาวก็รู้สึกลดอาการกระสับกระส่ายลง นางจดจ่อสมาธิอยู่กับการร่ายรำเท่านั้นโดยไม่ใส่ใจผู้คนหรือเสียงอึกทึกใดใด
ไม่นานก็มีเสียงประกาศการเสด็จของเชื้อพระวงศ์คนสำคัญอย่างต่อเนื่องจนมาถึงฮ่องเต้และฮองเฮา หลังจากนั้นจึงได้เริ่มการเฉลิมฉลองอย่างแท้จริง
การแสดงชุดต่างๆถูกส่งออกไปทีละชุด ส่วนพักของนักแสดงด้านหลังชุลมุนวุ่นวายอย่างมาก ด้วยทุกผู้คนต่างต้องเปลี่ยนชุดเสื้อผ้าและเตรียมตัวสำหรับการแสดงชุดต่อไป อาจารย์สาวใหญ่วิ่งเข้าวิ่งออกไม่ได้หยุด เมื่อการแสดงชุดก่อนหน้าจบลงและเดินกลับเข้ามา นางก็ต้องจัดนางรำชุดถัดไปให้เร่งเดินออกไปเตรียมการแสดง
บทส่งท้ายมือหนาเลื่อนขึ้นกอบกุมทรวงอกอิ่มที่เปิดโล่ง นิ้วยาวคีบจุกชมพูซึ่งถูกบดจนแข็งสู้มือแล้วใช้ลิ้นสะกิดรัวเร็วจนหญิงสาวส่งเสียงครางแผ่วขณะแอ่นเนินโหนกรับลำเอ็นใหญ่ที่บดเบียดเข้าหาอย่างแนบแน่นครั้งนี้หัวบานปูดโปนอันใหญ่โตผลุบเข้าไปเล็กน้อยโดยไม่ยอมเข้าไปจนสุด แต่กลับชักออกค้างคาสร้างความเสียวซ่านจนไป๋ซินหยาต้องพยุงตัวเองให้เงยหน้าขึ้นสบสายตาเจ้าเล่ห์“หากเจ้ายอมรับปากว่าจะยอมอ้าขาให้ข้าทุกคืน ข้าจึงจะลงแรงต่อ”เงื่อนไขของอู๋เจิ้งช่างน่าขัน แต่ไป๋ซินหยารู้ดีว่าเขาแค่ต้องการกลั่นแกล้งนางจึงทำทีอ่อนข้อยอมพยักหน้าด้วยสีหน้ายอมจำนน“ดี น้องซินหยา รอรับความสุขสันต์อย่างต่อเนื่องได้เลย”อู๋เจิ่งใช้แรงกายที่ยังมีเหลือเฟือโยกสะโพกส่งท่อนลำลากครูดในร่องบวมแดงปลุกเสียงครวญครางซ่านกระเส่าให้ดังก้องอีกครั้งเพียงระบายความอัดอั้นได้ไม่นาน สายธารอันขาวขุ่นก็พวยพุ่งเปรอะเปื้อนไปทั่วหน้าท้องแบนราบที่บัดนี้เต็มไปด้วยคราบน้ำกามาของผู้ใดบ้างก็แยกไม่ออกไป๋ซินหยาถูกเคี่ยวกรำหนักหน่วงจึงหลั
ตอนที่แปดคืนข้ามปีไป๋ซินหยาโดนแรงทิ่มแทงตอกสวนไปมาไม่หยุด เมื่อไปข้างหน้าก็โดนกระแทกมาข้างหลัง ครั้นมาด้านหลังย่อมถูกตอกย้ำจนพุ่งไปด้านหน้าราวตุ๊กตาล้มลุกร่างบางเอนไปเอียงมากระเด็นกระดอนสะท้านสะเทือน ก่อนจะโดนบีบขย้ำเต้าทรวงสำทับอีกครั้งจนลมหายใจพัวพันในอากาศพบความหฤหรรษ์ไปอีกครา“ซี้ดดด...”“อู้ววว...”เกือบพร้อมกับเสียงครางต่ำที่ดังคำรามในลำคอพร้อมกระตุกหลั่งน้ำจนล้นเอ่อแข่งกันหยดย้อยลงบนพื้นทั้งด้านหน้าและด้านหลังยามถูกพยุงให้ลงจากตัวของพวกเขามายืนบนพื้น ขาเรียวของไป๋ซินหยาสั่นระริกจนแทบหยัดยืนไม่ไหวด้วยถูกกระแทกตอกแทงอยู่เนิ่นนานไป๋ซินหยาทิ้งกายอ่อนระทวยลงนอนขาถ่างเผยร่องกลีบบวมแดงโดยไม่อาจขยับตัวด้วยเมื่อยล้ายิ่งนักพลางครุ่นคิดในใจแรกเริ่มพวกเขาบอกว่าจะทะนุถนอมนางมิใช่หรือเหตุใดจึงรุนแรงดุดันครั้งแล้วครั้งเล่าเช่นนี้“พอแล้ว...ข้าไม่ไหวแล้ว” เสียงแผ่วเบาของหญิงสาวบ่งบอกความอ่อนแรงเมื่อโดนการถาโถมโหมกระหน่ำไม่ได้หยุดหย่อนจนลืมความหนาวไปแล้ว
ตอนที่เจ็ด พวกเขาบอกว่าจะทะนุถนอมนางมิใช่หรือติงเหวินรีบตอบรับขณะสายตามองท่อนเอ็นใหญ่ของเพื่อนสนิทที่สอดลึกเข้าไปในร่องกลีบสีแดงฉ่ำจนปลิ้นไปปลิ้นมา“ใช่ มีพวกเราอยู่ด้วย เจ้าย่อมอุ่นจนร้อนเช่นกัน ไป๋ซินหยา” อู๋เจิ้งก้มลงบอกหญิงสาวที่เอาแต่หลับหูหลับตากรีดร้องยามเขาโยกเข้าโยกออกสร้างความสะท้านเสียวชายหนุ่มขบกรามแน่นโน้มแรงส่งมือขึ้นบีบขยำอกอวบอิ่มที่กระเพื่อมไหวไปตามแรงกระแทกกระทั้นอย่างเร่าร้อนลำเอ็นใหญ่เสือกแทงมุดเข้าถอนออกพุ่งกระแทกบุกทะลวงไม่ยั้ง ขณะไป๋ซินหยาทนไม่ไหวส่งเสียงครวญครางระงมก้องด้วยทั้งเสียวทั้งทรมานยังไม่ทันไร อู๋เจิ้งก็หลั่งน้ำสีขาวสาดกระจายออกมาอย่างรวดเร็วด้วยอดกลั้นเอาไว้นานจนกลิ่นน้ำสวาทคละคลุ้งไปทั่วกระท่อมเล็กเมื่อผ่านไปแล้วถึงสองครั้ง ครั้งที่สามความลื่นไหลย่อมสอดประสานกลายเป็นความต่อเนื่องทำให้ไป๋ซินหยารู้จักการยกสะโยกเด้งตามท่อนกายของติงเหวินที่สอดใส่อย่างเป็นจังหวะแล้วอู๋เจิ้งเห็นสองหนุ่มสาวโหมกายสนุกสนานจึงเดินวนไปด้านบนจับใบหน้าหวานให้อ้าปากแล้วยั
ตอนที่หก ค่ำคืนนี้ไม่มีผู้ใดนอกจากพวกเราอู๋เจิ้งเห็นสายตาของหญิงสาวที่เบนไปสบกับอีกฝ่ายทั้งไป๋ซินหยายังเจตนาล้วงแหวกร่องบุปผาเผยความชุ่มฉ่ำให้มากขึ้นอีก ทำให้ต้องกลืนน้ำลายรู้สึกถึงอารมณ์กระสันที่ก่อตัวจนไม่อาจยับยั้งประโยคทุ่มเทจึงเอ่ยออกมาโดยไม่ยั้งคิด“ข้ารับปากว่าจะปกป้องเจ้าไปตลอดชีวิต ไม่ให้ผู้ใดใช้เจ้าเป็นหมากหรือซื้อขายเจ้าอีกเด็ดขาด”ในฐานะบุตรชายแม่ทัพ เรื่องเช่นนี้เขาย่อมทำได้ดีกว่า ทั้งท่าทางที่พร้อมปกป้องและลงมือทันทีนั้นช่างมั่นคงหนักแน่น นับว่าอู๋เจิ้งยอมทุ่มสุดตัวแล้วติงเหวินจึงไม่ยอมน้อยหน้า“ข้าจะออกเงินทุนให้เจ้าเปิดร้านค้าสักร้านสองร้าน ดีหรือไม่ มีการค้าของตัวเองย่อมไม่ต้องกลัวผู้ใดจะรังแก”ความหมายของติงเหวินย่อมครอบคลุมไปถึงภรรยาในภายภาคหน้าของเขาซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาชายหนุ่มทั้งสองต่างถูกภาพหญิงสาวที่อ้าขากว้างเขี่ยบดเม็ดเสียวไปมาจนน้ำใสไหลเยิ้มเคลือบนิ้วเรียวทั้งยังใช้มือบีบเคล้นเต้าอวบพร้อมบีบบี้เม็ดสีชมพูไปด้ว
ตอนที่ห้า เปิดประมูลสายตาหวั่นไหวจับจ้องแท่งเนื้อกลางกายที่แข่งกันผงาดชี้หน้าอย่างน่าหวาดหวั่นโอ้!...ใหญ่เพียงนี้ เห็นทีต้องเจ็บปางตายแน่หญิงสาวคิดหนักก่อนจะเอ่ยเสียงสั่น“คุณชายทั้งสองโปรดรอก่อน ในเมื่อพวกท่านเสนอให้ข้าเลือก เช่นนั้นโปรดให้โอกาสข้าได้หรือไม่”ติงเหวินที่กำลังชักรูดลำท่อนเตรียมความปูดโปนให้พร้อมทิ่มแทง หันขวับไปมองสายตาเว้าวอนของหญิงสาวก่อนจะใจอ่อน “เจ้าจะเลือกเขาหรือ”“มิได้เจ้าค่ะ”“เช่นนั้นเจ้าจะเลือกเขาเช่นนั้นหรือ” เพียงนางเอ่ยปฏิเสธ อู๋เจิ่งจึงรีบส่งสายตาไม่พอใจออกมาทันทีด้วยหากนางไม่เลือกตนเองย่อมต้องเป็นเพื่อนสนิทที่ยืนอยู่ด้านข้างที่จะได้เบิกร่องช่องทางสีแดงสดนั้นในเมื่อภายในกระท่อมนี้มีกันอยู่เพียงสองคน“ข้ายังไม่ได้ตัดสินใจ ได้ยินว่าคณิกาที่เปิดประมูลพรหมจรรย์เป็นครั้งแรก ยังสามารถเรียกร้องและมีค่าตอบแทนมากหน่อยในเมื่อคืนนี้ คุณชายทั้งสองอยากเปิดบริสุทธิ์ในร่างกายของข้า เช่นนั้นก็ควรแข่งขันกันสักหน่อย ดีหรือไม่เจ้
ตอนที่สี่ลองดูก่อนแล้วค่อยตัดสินใจ“หรือว่าจะลองดูก่อนแล้วค่อยตัดสินใจ”ใบหน้าที่ยื่นเข้ามาจนชิดทั้งรอยยิ้มหยอกล้อกับคำพูดหยาบโลนทำให้ไป๋ซินหยาหลับตาแน่นเขา...หมายความอย่างไรกันเรื่องเช่นนี้ก็ลองดูก่อนได้ด้วยหรือ ไป๋ซินหยาไม่เข้าใจ แต่สองชายหนุ่มซึ่งสนิทสนมกลมเกลียวมานานหลายปี เพียงมองตาย่อมรู้ใจและเข้าใจความหมายและเจตนานั้นดีพวกเขาไม่ปล่อยเวลาให้นางได้คิดตัดสินใจสักนิด ยังไม่ทันไรก็ปลุกเร้าด้วยความร้อนแรงจนร่างของนางแทบลุกเป็นไฟอู๋เจิ้งเลื่อนตัวลงไปครอบครองกลืนกินที่ด้านล่างโดยทั้งลงลิ้นละเลงเลียความนุ่มนวล ทั้งใช้ปากขบเม้มแล้วยังใช้นิ้วหลายนิ้วสอดแทงชักเข้าดึงออกสำรวจความคับแคบไม่ได้หยุดเรี่ยวแรงของคนตรงหน้าทั้งรวดเร็ว ดุดัน แข็งกร้าวราวกับจะลงโทษนางให้ขาดใจตายนั่นทำให้ไป๋ซินหยาซึ่งถูกจับนอนถ่างขากว้างกระเสือกกระสนบีบเรียวขาเข้าหากันอยู่หลายครั้งจนศีรษะของอู๋เจิ้งแทบจมหายไปกับส่วนกลางกายของนาง“คิดสู้หรือ เช่นนั้นต้องลงมือให้หนัก” เสียงต่ำท
ตอนที่หนึ่ง คิดจะรังแกข้าหรือร่างใหญ่ดิ้นรนด้วยความเจ็บปวดแต่ไม่อาจหลีกหนีด้วยบัดนี้ถูกจับกดเอาไว้ด้วยชายหนุ่มอีกสองคนซึ่งโผล่มาอย่างเงียบเชียบ“จะฆ่าทิ้งหรือปล่อยไว้เช่นนี้ขอรับ คุณหนู” ชายคนหนึ่งเอ่ยปากถ
อย่ารังแกข้าเลยท่านแม่ทัพโดยแม่นางว่างจิงจิงนางเป็นเพียงคุณหนูน้อยผู้อ่อนแอซึ่งทำการค้าเพื่อหาเงินทอง เหตุใดจึงต้องจับตัวนางมาคาดคั้นเช่นนี้ ขอความเมตตาสักนิดเถิด อย่ารังแกข้าด้วยของใหญ่เช่นนั้นเลยท่านแม่ทัพใ
ตอนที่สิบสี่ บนกำแพงด้วยความอยากรู้แม้ใจจะเต้นระทึกด้วยความสั่นรัว แต่เท้าทั้งสองของหญิงสาวก็ก้าวตามเงานั้นไปอย่างรวดเร็ว เงาร่างสายนั้นรวดเร็วมาก ไม
ตอนที่แปด กลับมาแล้วซุนหย่งเล่อย่อมไม่คุ้นเคยกับน้ำตาของหญิงสาว คืนนั้นเขาเมาสุราอย่างหนักจึงย่ำยีนางไปโดยไม่ใส่ใจอื่นใด แต่ยามนี้เขามีสติเต็มร้อย แม้จะรู้สึกอึดอัดอยากระบายเพียงใด ก็อยากให้หญิงสาวยินยอมมากกว่า 







