LOGIN“เหมือนฝนจะตกจริง ๆ ด้วยสิ คุณเพลงพรนี่แม่นจัง”
กิ่งแก้วเงยหน้ามองดูท้องฟ้าที่ตอนนี้เมฆสีเทาเริ่มลอยปกคลุมไปทั่ว ลมที่นิ่งสนิทมาตลอดทั้งวันก็เริ่มพัดรุนแรงขึ้น กลิ่นดิน กลิ่นหญ้าลอยเข้ามาปะทะจมูก
อีกไม่นานฝนก็คงจะตกเหมือนอย่างที่เพลงพรบอกกับเธอไว้
กิ่งแก้วรีบจัดการเก็บข้าวของทำความสะอาดทั้งหมดอย่างดี เพราะถ้าหากฝนตกลงมาจะทุลักทุเลลำบากไปกันใหญ่
ตอนนี้ก็เป็นเวลาเกือบจะหกโมงเย็นแล้ว มันก็ได้เวลาที่เธอจะไปพักผ่อน อาหารของพระพายและภาคินทร์ถูกจัดเตรียมเอาไว้บนโต๊ะ แต่ยังไม่มีวี่แววที่เจ้านายของเธอจะลงมาที่ห้องกินข้าวแต่อย่างใด
ใจหนึ่งก็อยากจะไปตามแต่เธอก็กลัวว่าจะถูกภาคินทร์ตำหนิได้
แต่พอมองดูนาฬิกาที่ถูกกำชับไว้นักหนาว่าหกโมงเธอห้ามมาวุ่นวายที่บ้านใหญ่นั่นก็ยิ่งทำให้เธอเป็นกังวล เพราะปกติภาคินทร์กับพระพายไม่เคยลงมาเกินเวลาขนาดนี้
“เธอไปพักได้เลยกิ่งแก้ว”
เสียงภาคินทร์ดังออกมาจากห้องหนังสือ ก่อนที่พระพายจะเดินตามออกมาอีกคน
“แล้วจานชามพวกนี้ ใครจะเป็นคนทำความสะอาดเหรอคะ”
“ถ้าไม่ลำบากเกินไปเธอค่อยเข้ามาเก็บวันพรุ่งนี้จะได้ไหม”
ภาคินทร์บอกอย่างสุภาพแต่ก็ทำให้คนฟังรู้สึกขนลุกได้ไม่น้อย กิ่งแก้วไม่เคยชินสักทีในเวลาที่ต้องพูดคุยกับภาคินทร์ เธอรู้สึกเหมือนว่าเขามีรังสีความน่ากลัวออกมารอบตัวอยู่ตลอดเวลา
“ค่ะ ได้ค่ะคุณท่าน”
“ขอบคุณเธอมาก ไปพักเถอะ เธอเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว”
กิ่งแก้วโค้งตัวเล็กน้อยก่อนที่จะดินออกไป ถ้าไปเล่าให้คนอื่นฟังถึงนิสัยของเจ้านายบ้านนี้ ก็คงจะมีแต่คนอยากจะมาทำงานกับเธอแน่ ๆ ทั้งไม่วุ่นวาย พูดจากับเธอก็ดี แถมยังมีบ้านทั้งหลังให้เธอได้พักแบบเป็นส่วนตัว
“คุณภาคินทร์ครับ ผมถามอะไรหน่อยได้ไหมครับ”
“คุณเป็นคนมีข้อสงสัยเยอะนะครับคุณพระพาย แต่ถามได้ครับผมเข้าใจ”
เหมือนถูกด่าด้วยภาษาสุภาพแต่พระพายก็ดูไม่ได้สนใจเท่าไรนัก เพราะเขาอยากรู้และเขาก็ต้องได้คำตอบ
“ทำไมกิ่งแก้วต้องจบงานทุกอย่างตอนหกโมงเย็นด้วยเหรอครับ ในเมื่องานก็เธอก็ยังไม่เสร็จดี ทำไมไม่ให้เธอทำให้เสร็จก่อน”
“มันเพื่อความปลอดภัยของกิ่งแก้วเองครับ”
“ยังไงเหรอครับ”
ภาคินทร์วางมีดหั่นเนื้อลงข้างจานเพื่อจะได้อธิบายสิ่งที่พระพายสงสัยให้กระจ่าง
“มนุษย์ผู้หญิงจะมีกลิ่นเลือดค่อนข้างแรงกว่าผู้ชายครับ และหลังพระอาทิตย์ตกดินการสัมผัสกลิ่นของแวมไพร์ก็จะมีมากขึ้นกว่าช่วงเวลากลางวัน แล้วก็อย่างที่คุณทราบว่าผมดื่มเลือดแค่เพียงในวันพระเท่านั้น แต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่าผมจะไม่กระหายเลือด”
สายตาของภาคินทร์จับจ้องไปทั่วร่างกายของพระพาย จนเขาต้องเขยิบถอยออกมาด้วยความระแวง
“ก็นั่นแหละครับ เธอถึงต้องเลิกงานก่อนที่พระอาทิตย์จะตกดินและกลับไปอยู่ที่เรือนพักผ่อนของตัวเอง ผมอาจจะไม่ใช่แวมไพร์ตะกละตะกลามแต่บางทีกลิ่นหอมหวานของเลือดมันก็ห้ามใจลำบากนะครับ สร้อยที่กิ่งแก้วสวมใส่ก็เป็นอีกหนึ่งเครื่องป้องกันที่ทำให้เธอปลอดภัย”
พระพายยังจ้องมองภาคินทร์ไม่หยุดเพราะเขากำลังคิดอยู่ในหัวว่า ถ้าวันหนึ่งภาคินทร์เกิดอดทนไม่ไหวขึ้นมาแล้วดูดเลือดเขาก่อนที่จะถึงวันพระ เขาจะทำอย่างไร
“กำลังกลัวว่าผมจะอดทนไม่ไหวแล้วจะดูดเลือดคุณกลางบ้านเหรอครับ”
ภาคินทร์บอกอย่างรู้ทัน
“ดูผมเป็นคนไร้มารยาทขนาดนั้นเลยเหรอครับ”
“ก็คุณเป็นคนพูดเอง”
“ใช่ครับ แต่ในกรณีของกิ่งแก้วผมแค่กันไว้ดีกว่าแก้ถึงแม้ผมจะไม่เคยมีพฤติกรรมแบบนั้นเลยก็ตาม แต่มันก็แค่เพื่อความสบายใจของทุกคนเท่านั้นเองครับ”
ภาคินทร์อธิบายให้พระพายฟัง ในใจก็นึกขบขันไม่น้อยที่เห็นพระพายมีอาการหวาดระแวงขนาดนั้น ทั้งที่วันนี้ทั้งวันก็นั่งคุยกันมาปกติดีแท้ ๆ
ถ้าเขาคิดจะดูดเลือดพระพายจริง ป่านนี้ก็คงจัดการตั้งแต่ในห้องหนังสือไปแล้ว
“แต่มันก็เกิดขึ้นได้ถูกไหมครับ”
“ใช่ครับ แต่ไม่ใช่กับผม ผมมีความอดทนและแข็งแรงมากกว่าแวมไพร์และมนุษย์ทั่วไป นั่นคือข้อดีของแวมไพร์ลูกผสมแบบผมไงครับ”
“ผมขอเครื่องรางบ้างสิ แบบที่คุณให้กิ่งแก้ว”
“ผมมีสร้อยเพียงเส้นเดียวครับ”
“ได้ไง...”
พระพายโวยวายขึ้นมาทันทีที่รู้ว่า เครื่องรางป้องกันแวมไพร์ไม่มีสำหรับเขาที่ต้องเป็นฝ่ายใกล้ชิดแวมไพร์มากกว่ากิ่งแก้วเสียอีก
“มีอีกวิธีหนึ่งนะที่ทำให้แวมไพร์ตัวอื่นไม่กล้าดูดเลือดคุณ”
“วิธีไหนเหรอครับ”
“คุณก็แค่สมสู่กับแวมไพร์สักตัว แค่นั้นเองครับ”
“สมสู่...”
พระพายนั่งนิ่งคิดทบทวนคำพูดของภาคินทร์ ในขณะที่ภาคินทร์ตัดชิ้นเนื้อนั่งกินอย่างสบายใจ
“หมายถึงมีอะไรกับแวมไพร์อะนะ”
“ครับ สนใจไหม ผมช่วยได้นะ”
“พอเลยอันนี้ผมว่าไม่ใช่แล้ว คุณแกล้งผมแน่ ๆ ผมไม่คุยกับคุณแล้ว กินข้าวดีกว่า”
ภาคินทร์เผลอหัวเราะในลำคอเบา ๆ เมื่อได้เห็นพระพายมีท่าทีลุกลี้ลุกลน ใบหน้าแดงก่ำเพราะกำลังเขินอายในสิ่งที่เขาพูดออกไป
ตอนที่ 58“พระพายได้ยินผมหรือเปล่า”ภาคินทร์ค่อย ๆ ประคองพระพายนอนลงบนเตียง แล้วก้มลงกระซิบข้างหูของพระพายเบา ๆไม่นานเขาก็รู้สึกตัว“คุณภาคินทร์ ผมมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”“ผมเป็นคนพาคุณมาเอง เกือบไปแล้วนะรู้หรือเปล่า”“เกือบอะไรเหรอครับ ผมจำได้ว่าตอนแรกผมอยู่ที่โรงพยาบาลกับเมฆ... แล้วหลังจากนั้น”พระพายพยายามนึกเหตุการณ์ที่โรงพยาบาลในตอนที่เขาคิดว่าตัวเองยังพอมีสติ แต่คิดเท่าไรก็คิดไม่ออก“แล้วพระนาย...”“น้องชายคุณจะไม่เป็นอะไร แต่เห็นทีเราคงต้องมาจัดการเรื่องของคุณสองคนกันใหม่”“หมายความว่ายังไงครับ”“คนสุดท้ายที่คุณอยู่ด้วยคือใคร คุณจำได้หรือเปล่า”“ก็ไอ้เมฆไงครับ”“คุณชอบศึกษาเรื่องแวมไพร์มากใช่ไหม คุณรู้จักตระกูลอีแวนสัน แล้วคุณเคยได้ยินเรื่องของตระกูลที่เป็นคู่แข่งของอีแวนสันหรือเปล่า”ภาคินทร์ถามกลับอย่างใจเย็น ถึงอย่างไรวันนี้พระพายก็ต้องรู้เรื่องของเพื่อนสนิทตัวเอง“หมายถึงตระกูลโรเจอร์เหรอครับ แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเมฆ”“คุณลองปะติดปะต่อดูสิพระพาย คุณไม่ใช่คนโง่”“คุณภาคินทร์กำลังจะบอกผมว่าเมฆคือแวมไพร์ของตระกูลโรเจอร์เหรอครับ”เพียงแค่คิดขึ้นมาก็ชักจะเริ่มกลืนน้ำลายลงคอลำบากเต
ตอนที่ 57“คุณเมฆาหยุดเดี๋ยวนี้นะ คิดจะทำอะไร”“แกนี่มันจมูกไวเหมือนนะ แล้วทำไมมาคนเดียวล่ะ เจ้านายแกไปไหน...”“ฉันมาเจรจากับคุณดี ๆ ปล่อยตัวคุณพระพายมาให้เรา แล้วฉันจะถือเสียว่าเรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้น”“ยโสเหมือนเจ้านายไม่มีผิด พระพายเป็นของฉันทำไมฉันต้องคืนให้เจ้านายแกด้วย”พระพายถูกมัดติดกับเก้าอี้อย่างแน่นหนาและยังไม่ได้สติ ส่วนเมฆา ในเวลานี้ไม่เหลือเค้าโครงเพื่อนที่แสนดีอีกต่อไป“คุณก็ทราบดีว่าพระพายไม่ใช่ของคุณ พระพายสมสู่กับคุณท่านแล้ว คุณจะมาครอบครองเขาไม่ได้”“แล้วใครบอกแกว่าฉันจะครอบครองมัน ฉันอุตส่าห์อดทนปกป้อง ดูแลมันมาจากแวมไพร์ตนอื่นมานานหลายปี แต่สุดท้ายมันกลับมอบทั้งเลือดอันบริสุทธิ์และพรหมจรรย์ให้เจ้านายของแก ก็ดีฉันจะได้ตัดสินใจอะไร ๆ ให้มันง่ายขึ้น”ปลายเล็บเกลี่ยลงไปที่แก้มเนียนของพระพายก่อนจะปรากฏเป็นรอยแผลเล็ก ๆ ที่มีเลือดไหลซึมออกมาเมฆาแลบลิ้นเพื่อลิ้มรสอันหอมหวานจากปลายนิ้วของตัวเอง“คุณท่านไม่ปล่อยให้มันเกิดขึ้นแน่ ๆ”“แล้วภาคินทร์มันจะทำอะไรได้ เพราะหลังจากที่ฉันดื่มเลือดของพระพายในคืนนี้แล้ว แม้แต่ร่างกายของพระพายก็คงจะไม่เหลือซากกลับไปหาภาคินทร์”เสียงขู่ค
ตอนที่ 56เธอรู้ว่าภาคินทร์กระวนกระวายใจมากแค่ไหนหากแต่สิ่งที่ต้องทำในวันนี้ ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน“คุณวางทุกอย่างไว้เดี๋ยวผมจัดการเอง ส่วนคุณรีบออกไปช่วยพระพาย อย่าให้เขาเป็นอันตรายเด็ดขาด”“คุณท่านแน่ใจเหรอคะ”“ผมทำมันมาเป็นร้อย ๆ ปี แค่นี้ทำไมผมถึงจะไม่แน่ใจ ตอนนี้สิ่งที่สำคัญคือพระพายต่างหาก”“ค่ะคุณท่าน ดิฉันจะรีบตามไปช่วยคุณพระพายให้เร็วที่สุด”เพลงพรวางถุงเลือดสำรองไว้ให้ภาคินทร์ ส่วนตัวเธอก็รีบออกจากคฤหาสน์ไปในทันที โชคไม่เข้าข้างเธอเพราะรถที่ซื้อเอาไว้จะมาถึงในอีกสองวัน เธอจึงจำเป็นต้องหารถสักคันที่พอจะพาเธอเดินทางไปตามตัวพระพายได้“อ้าว คุณคะมาทำอะไรแถวนี้ รถยังซ่อมไม่เสร็จเหรอคะ”“ฉันไม่มีเวลามาคุยกับคุณ”“คนอุตส่าห์ถามดี ๆ จะไปที่ไหนล่ะ ฉันไปส่งคุณได้นะ”มีจันทร์ขี่มอเตอร์ไซค์ผ่านมาพอดีเห็นว่าเป็นคนคุ้นหน้าคุ้นตาเลยกล่าวทักทาย แต่ดูท่าทางตัวของอีกฝ่ายจะไม่อยากสนทนากับเธอสักเท่าไร“ว่าไงคะ ดูท่าทางรีบร้อนไม่ต้องเล่นตัวก็ได้ค่ะ ฉันไม่คิดเงิน จะไปที่ไหนก็บอก”“ต่อให้คุณคิดฉันก็มีปัญญาจ่าย คุณช่วยขับไปตามที่ฉันบอกทีได้ไหม แบบด่วนที่สุดฉันรีบ”“ได้ค่ะ งั้นขึ้นมาเลย”ทางเลือก
ตอนที่ 55“ไอ้พายทางนี้”“เออมึง นายมันเป็นบ้างวะ”“อยู่ในห้องฉุกเฉิน แล้วนี่มึงมายังไง”“คุณภาคินทร์ให้คนมาส่ง”เมฆามองไปด้านหลังเห็นชายชุดดำสองคนยืนเฝ้าพระพายอยู่ ภาคินทร์คงระวังตัวเอาไว้อยู่แล้ว เพราะเขารู้ดีว่าวันนี้อันตรายมากขนาดไหน แต่ที่ยอมให้ออกมาก็คงเพราะเห็นแก่พระพายที่เป็นห่วงน้องชายตัวเอง“หมอเข้าไปนานหรือยัง ปกตินายมันแข็งแรงมากนะ ทำไมจู่ ๆ ถึงมาป่วยหนักได้”“กูก็ไม่รู้เหมือนกัน จริง ๆ มันป่วยมาตั้งแต่ต้นสัปดาห์ หาหมอกินยาแล้วแต่ไม่ดีขึ้น จู่ ๆ วันนี้ก็มาทรุดอีก โชคดีกูแวะไปหามันที่บ้าน”เมฆาแสดงสีหน้าเป็นห่วง เขาเองรู้จักพระพายมานานหลายปี สองพี่น้องรักกันมาก เขาถึงได้มั่นใจว่าพระพายจะไม่มีทางปล่อยพระนายอยู่ที่โรงพยาบาลตามลำพังแน่นอน“มึงใจเย็น ๆ ก่อน มานั่งพักมา หมอเข้าไปสักพักแล้วเดี๋ยวก็คงออกมา”เมฆาพาพระพายมานั่งพักที่เก้าอี้หน้าห้องฉุกเฉิน โดยทุกการกระทำของทั้งคู่อยู่ในสายตาคนของภาคินทร์ตลอดเวลา“แล้วนี่คุณภาคินทร์เขาต้องส่งคนมาเฝ้ามึงขนาดนี้เลยเหรอวะ แค่มาโรงพยาบาล”“อืม ก็นิดหน่อย”“อย่างกับหนังมาเฟีย กูนึกว่ามึงเป็นผู้ร้ายหนีคดีซะอีก”“มึงก็เวอร์”“เอ้าก็ดูดิ จู
ตอนที่ 54เช่นนั้นเขาก็คงไม่จำเป็นต้องทนยอมดูเฉย ๆ อีกต่อไป“อีกไม่นานจะถึงคืนพระจันทร์เต็มดวงที่จะเวียนบรรจบมาอีกครั้ง เราจะไปพาตัวพระพายออกมาจากที่นั่น”“แล้วนายท่านจะทำยังไงครับ ผมว่าวันนั้นทางคนของอีแวนสันก็คงจะเตรียมรับมือเอาไว้แน่ ๆ”“ภาคินทร์มันแค่ห่วงว่าจะกันพระพายออกจากแวมไพร์ตัวอื่นได้ยังไง แต่อย่าลืมสิว่าฉันไม่ใช่แวมไพร์ที่พระพายรู้จักเพราะฉันเป็นเพื่อนสนิทของเขากับน้องชายเขาต่างหาก”ผงเครื่องดื่มที่เมฆาอ้างว่าซื้อมาจากเมืองจีน และอยากให้พระนายลองดื่มดูจะช่วยให้หลับสบายขึ้น ด้วยช่วงนี้เห็นเพื่อนรักทำงานจนดึกดื่นจึงนึกเป็นห่วงพระนายไม่รอช้าทันทีที่กลับมาบ้าน น้ำอุ่นในกาน้ำถูกเทใส่แก้วตามด้วยผงชาสีดำในคราวแรกที่เทลงไปสีน้ำดูน่ากลัวจนเขาไม่กล้ายกขึ้นดื่มแต่ด้วยกลิ่นหอมรัญจวนชวนให้อยากลิ้มลอง เขาจึงจิบมันเพียงเล็กน้อยและพบว่ารสชาติของมันแตกต่างจากภาพลักษณ์โดยสิ้นเชิง“สงสัยบ้านเขาจะชอบกินอะไรแบบนี้ แต่ก็อร่อยดีเหมือนกัน”พระนายยกดื่มเสียจนหมดแก้วก่อนจะอาบน้ำเตรียมตัวเข้านอนในเวลานี้แอร์ที่ถูกเปิดไว้ก็ไม่ช่วยให้ร่างกายรู้สึกเย็นเลยสักนิดพระนายนอนเหงื่อไหลเต็มใบหน้า กลิ้งไปมา
ตอนที่ 53วันต่อมา พระนายโทร.มาในตอนบ่ายบอกว่า ช่วงเย็นอยากแวะมากินข้าวด้วย พระพายพยายามปฏิเสธแต่สุดท้ายก็จนมุมจำต้องยอมให้น้องชายมาหา“แกจะมาอะไรบ่อย ๆ วะไอ้นาย นี่มันบ้านคุณภาคินทร์เขานะ ยังไงก็เกรงใจเขาหน่อย”“ก็เขาเป็นคนบอกเองว่าอยากจะมาที่นี่เมื่อไหร่ก็ได้ตามที่ต้องการ”“เขาก็พูดตามมารยาทแล้วนี่ไอ้เมฆก็อีกคน ไม่ห้ามมันหน่อยวะ”“ขี้เกียจห้าม อีกอย่างบ้านนี้ก็เลี้ยงอาหารดีจะตาย กูจะพลาดได้ไง”และตลอดทั้งสัปดาห์พระนายกับเมฆาก็มาฝากท้องที่คฤหาสน์ของอีแวนสันแบบวันเว้นวัน โดยที่คนหนักใจดูเหมือนว่าจะเป็นพระพายเสียมากกว่าส่วนเจ้าของบ้านอย่างภาคินทร์ก็ดูไม่ได้ยี่หระกับความวุ่นวายของทั้งสองคน เพียงแต่เขาจับตาดูเมฆาเอาไว้เป็นพิเศษซึ่งจนถึงตอนนี้เมฆาก็ยังดูปกติดี ยังไม่ได้มีท่าทีใด ๆ“คุณภาคินทร์ไม่น่าไปบอกไอ้นายว่าให้มันมาที่นี่ได้ตามต้องการเลยครับ ดูสิ อีกนิดมันก็แทบจะขนข้าวของเข้ามาอยู่ด้วยแล้วนะครับ”“แต่มันก็ช่วยให้คุณรู้สึกเบื่อน้อยลงไม่ใช่หรือไง”“แต่ผมเกรงใจ”“บ้านผมก็เหมือนบ้านคุณ คุณต้อนรับคนของคุณได้ตามสบายแค่อย่าให้เขามาวุ่นวายในสิ่งที่มันไม่สมควรก็พอ”“นั่นแหละครับที่ผมกังวล







![เพียงหัวใจเพรียกหา - [Omegaverse]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)