เข้าสู่ระบบคืนนี้ฉันต้องอยู่ที่บ้านคนเดียว เพราะพ่อกับแม่น่าจะโต้รุ่งที่กองถ่ายเหมือนเคย ซึ่งมันก็ไม่เป็นปัญหาหรอก ปกติก็เป็นแบบนี้อยู่บ่อยๆ ถ้าไม่ใช่เพราะเมื่อสายวันนี้ เสียงของพนักงานส่งของคนนั้น ทำให้ฉันไม่สามารถข่มตาหลับได้เลย
หลังทานมื้อเย็น ก็ไม่ลืมทานผลไม้ วิตามิน แล้วก็ขึ้นห้องมาอาบน้ำทาครีมบำรุงที่ได้มาวันก่อนแล้วก็เพิ่มของใหม่วันนี้ จะว่าไปมันก็ออกจะใช้เวลามากอยู่เหมือนกันนะ กว่าจะเสร็จก็ค่ำแล้ว ฉันอยากนอนไวตามที่คุณหมอบอกไว้ แต่จนใกล้จะ 4 ทุ่มแล้วก็ยังไม่หลับ และยังคงพยายามคิดว่าเสียงพนักงานส่งของที่ได้เจอวันนี้ เหมือนกับคนที่ฉันเคยรู้จักและคุ้นเคย มันทำให้ฉันคิดไปถึงเหตุการณ์เมื่อนานมากแล้ว14 ปี ก่อน…โรงเรียนมัธยมพิพรรธวิทยา สุดท้ายแล้ว ฉันก็ต้องอยู่ที่โรงเรียนจนงานกีฬาสัมพันธ์จบลง หลังจากกีฬาทุกรายการแข่งกันจบ การประกาศผลการแข่งของปีนี้คือ โรงเรียนเราทั้งฝั่งหญิงและฝั่งชาย ต่างก็ได้รางวัลกันเท่าๆ กัน ซึ่งเท่าที่ฉันเรียนที่นี่มาตั้งแต่ม.1 ผลมันก็เป็นอย่างนี้ แทบทุกปีอยู่แล้ว เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้น ฉันรีบเก็บของโดยไว เหนื่อยมาก เหนียวตัว อยากกลับบ้านไปอาบน้ำ นอนตากแอร์เย็นๆ ดูซีรีส์ที่ถึงตอนกำลังพีกวันนี้ พระเอกกำลังจะสารภาพรักนางเอกแล้ว ‘เค้าคนนั้นอีกแล้วเหรอ’ ระหว่างที่ฉันเดินออกมาที่หน้าประตู เพื่อจะไปที่ป้ายรถ ฉันก็เจอกับผู้ชายคนนั้น ที่มาขอน้ำดื่มกับผ้าเย็น คนที่มาขัดจังหวะเวลาฉันพัก ทำให้ฉันหนีกลับบ้านไม่ทัน เขายืนอยู่ที่ป้ายรถ แต่กลับชะเง้อมองเข้าไปที่หน้าโรงเรียนฝั่งหญิง แต่พอเขาหันมาเจอฉัน กลับรีบทำเหมือนชะเง้อรอรถ ท่าทางมีพิรุธมาก ฉันเลิกสนใจเขาแล้วเดินไปรอรถที่ป้าย แต่ก็ยังเว้นระยะห่างไว้พอสมควร ฉันไม่อยากไว้ใจใคร ถึงแม้จะรู้ว่าเขาเป็นนักกีฬาของโรงเรียนฝั่งชายที่มีชื่อเสียงโด่งดัง และดังมากในหมู่สาวๆ ในฝั่งโรงเรียนหญิง แต่รู้หน้าไม่รู้ใจหรอก รอรถไม่นาน รถเมล์สายที่ฉันรอก็มาถึง ฉันขึ้นรถไปเลือกนั่งที่นั่งเดี่ยวข้างหน้าต่าง รีบเปิดกระเป๋าสตางก์เพื่อหยิบเหรียญจ่ายค่ารถ พอเงยหน้าขึ้นก็เห็นเขาเลือกนั่งฝั่งคู่ที่เยื้องอยู่ด้านหน้าอีกฝั่งของที่นั่งฉัน พนักงานเก็บเงินเดินมาถึงเขาก่อน พอเขาจ่ายเสร็จพนักงานก็เดินกลับไปที่นั่งเลย ฉันทำหน้างง ‘ทำไมพนักงานเก็บเงินไม่มาเก็บเงินฉันล่ะ’ มองพนักงานเก็บเงินและเขาสลับไปมา จนเขาหันมาหาฉันแล้วเผยยิ้มให้ “เราจ่ายให้เธอ ขอบคุณเรื่องน้ำกับผ้าเย็น” “ไม่เป็นไร มันเป็นสวัสดิการของทางโรงเรียน ไม่ใช่ของเราอยู่แล้ว” ฉันพยายามจะยื่นเงินค่าโดยสารในมือให้เขา “งั้นไว้ คราวหน้าเธอเลี้ยงน้ำเราแล้วกัน” เขายังคงไม่ยอมรับเงินไป แต่กลับจะให้ฉันเลี้ยงคืน ‘มันเหมือนกันที่ไหนล่ะ แต่เอาเถอะคงไม่ได้ต้องเจอกันอีกหรอก’ จากโรงเรียนถึงป้ายรถหน้าหมู่บ้านที่ฉันอยู่ใช้เวลาเพียง 20 นาที ฉันลงจากรถ เหลียวไปมองก็ยังเห็นเขานั่งอยู่ที่เดิม แถมพอเห็นฉันมองก็ส่งยิ้ม แล้วโบกมือมาให้อีกด้วย ‘ตานี่ท่าจะเพี้ยน’ เช้าวันจันทร์ หลังจากได้พักผ่อนจากงานกีฬาเมื่อวันศุกร์เต็มที่แล้ว ‘หรือเปล่า ทำไมยังรู้สึกเมื่อยตัวอยู่เลย’ ฉันตื่นไปเรียนตามปกติ แต่พอเดินมาถึงป้ายรถหน้าหมู่บ้าน ‘ทำไมตานี่มาอยู่ตรงนี้ล่ะ’ เขาคนนั้นอีกแล้ว เขายืนรออยู่ที่ป้ายรถหน้าหมู่บ้านของฉัน “หวัดดี เราได้ยินมาว่าแถวนี้มีร้านน้ำเต้าหูอร่อย บ้านเธออยู่แถวนี้ เธอรู้จักร้านนั้นมั้ย” พอเห็นฉันเดินมาที่ป้ายรถเขาก็รีบเดินเข้ามาถามฉัน “ร้านนั้นอยู่ในซอยฝั่งโน้นอะ” ฉันบอกไปถือว่าตอบแทนที่เขาจ่ายค่ารถให้วันก่อนละกัน “เธอกินไรยังอะ พาเราไปหน่อยได้มั้ย เดี๋ยวเราเลี้ยง” “เราทานแล้ว” “น่านะ ช่วยพาไปหน่อย เรากลัวหลง นี่มันเกือบจะสายแล้วด้วย” นี่มันเพิ่ง 7 โมงเช้า นั่งรถไปถึงโรงเรียนยังไงก็ไม่เกิน 7.30 นะ สายยังไงของเขา สุดท้ายฉันก็พาเข้าเดินข้ามถนนมาที่ร้านน้ำเต้าหู้จนได้ ฉันก็เพิ่งรู้นะว่าร้านนี้ดังไปถึงคนระแวกอื่นด้วย แต่น้ำเต้าหู้ร้านนี้เขาก็อร่อยจริงๆ แหละ ฉันกินประจำ แต่ไม่ได้มาซื้อที่ร้านเองแค่นั้น เพราะแม่ฉันจะสั่งให้ร้านเอาไปส่งที่บ้านตั้งแต่ก่อนเปิดร้านอีก “อะไรอร่อยอะเธอ แนะนำเราหน่อย” “นายอยากกินอะไรก็สั่งเถอะอร่อยหมดนั่นแหละ” “แล้วปกติเธอสั่งอะไรอะ” “น้ำเต้าหู้ใส่เม็ดแมงลักกับข้าวบาเล่ ซาลาเปา” ฉันตอบๆ ไป เขาจะได้รีบสั่งรีบไปโรงเรียน เพราะถ้ายังคงถามไปมาอยู่อย่างนี้ก็น่าจะได้ไปสายกันจริงๆ “งั้น เอาตามที่คนนี้สั่งเลยครับป้า” “อ๋อ ของอัยย์เหรอลูก ของหนูเอาฟองเต้าหู้เยอะๆ เหมือนเดิมเนอะ…ลุงๆ เอาซาลาเปาให้หนูอัยย์หน่อย ที่เพิ่งขึ้นมาร้อนๆ น่ะ เอาสังขยาด้วยนะ” ป้าคนขายจำเมนูของฉันได้เพราะเป็นลูกค้าประจำจริงๆ “โห ลูกค้าประจำเหรอเนี่ย โชคดีจังได้เจอเธอ” เราขึ้นรถเมล์มาโรงเรียนพร้อมกัน และเขาก็จ่ายค่ารถให้ฉันอีก เขาบอกว่าขอบคุณที่ช่วยพาไปซื้อน้ำเต้าหู้และเป็นค่าเสียเวลา ‘ก็ดีเหมือนกันนะ ได้นั่งรถฟรีอีกละ’ วันนี้ทั้งวัน นักเรียนแทบไม่มีสมาธิจะเรียนกันเลย หลายคนยังคงนั่งจับกลุ่มพูดคุยกันถึงงานกีฬาที่ผ่านมา และมีหลายๆ คนเอารูปถ่ายที่ไปล้างอัดออกมาโชว์ให้เพื่อนๆ ได้ดูกัน และมีบางรูปที่เด็กสาวๆ หลายคนขอสั่งอัดเพิ่มเพื่อเก็บเป็นที่ระลึก รูปที่ถูกสั่งอัดมากที่สุด กลับเป็นรูปของเขาคนนั้น ฉันรู้ว่าเขาดังนะ แต่ไม่คิดว่าจะขนาดนี้ เพราะเมื่อก่อนฉันก็ไม่ได้สนใจเรื่องเหล่านี้ ฉันสนใจแค่เรื่องเรียนกับเรื่องแต่งนิยายแค่นั้น ถึงจะมีเพื่อนอยู่พอสมควร แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นกลุ่มที่สนใจแต่พระเอกในซีรีส์เท่านั้น ไม่สนใจผู้ชายในชีวิตจริงกันเท่าไหร่
เมื่อถึงหน้าร้าน นิต้าหยุดและให้ฉันเป็นคนเดินนำเข้าไปด้านในเป็นคนแรก เธอกับหมอวัตจึงค่อยเดินตามหลังเข้ามา แค่ก้าวพ้นประตูเข้าไปในร้านฉันก็ได้ยินเสียงภีมทันที“อัยย์” ฉันเห็นเขารีบเดินมาจากโต๊ะที่อยู่ริมหน้าต่างร้าน ตรงมาที่เราสามคน แต่เมื่อมายืนตรงหน้าฉัน เขาเอาแต่มองหน้าฉันนิ่งไม่พูดอะไรออกมาซักคำ ส่วนฉันเองก็ไม่รู้จะเปิดปากพูดอะไร จนนิต้าต้องเป็นคนแรกที่ทำลายความเงียบลง“หมอภีมคะ ชั้นคุยกับอัยย์แล้วว่าอยากให้เธอลองฟังคุณอธิบายก่อน ไม่อยากให้เชื่อแค่คำพูดคนอื่นและคิดไปเอง ถ้ายังไงลองคุยกันดีๆ นะคะ และชั้นก็อยากให้คุณเคารพการตัดสินใจของเธอ ไม่ว่าเธอจะคบกับคุณต่อไปหรือไม่ก็ตาม ชั้นช่วยคุณได้แค่นี้นะคะ”“คุยกันดีๆ นะ ชั้นเชื่อว่าหมอภีมรักเธอจริงๆ ถ้ายังไงโทรหาชั้นนะ ชั้นอยู่ใกล้ๆ แถวนี้แหละ” นิต้ากระซิบข้างหูฉัน ก่อนที่เธอจะหันหลังเดินออกไปจากร้านกาแฟกับหมอวัต ปล่อยฉันไว้กับภีมสองคนจนฉันทำตัวไม่ถูกได้แค่มองหน้าเขาอยู่อย่างนั้น“อัยย์ เราไปนั่งคุยกันในห้องดีมั้ย”
ตอนนี้ฉันรู้สึกหัวหนักอึ้งไปหมด หลังจากที่เมื่อคืนพยายามข่มตานอนให้หลับแต่ก็ไม่สามารถทำได้ การพยายามห้ามน้ำตาไม่ให้ไหลกลับเป็นการเร่งให้มันยิ่งไหลออกมาอาบแก้มทั้งสองข้าง ตาที่บวมช้ำนั้นจึงทำให้ฉันไม่สามารถลืมตาขึ้นมาได้ ถึงแม้ว่าภายในสมองจะคิดสับสนวนไปมาไม่ได้หลับลงเหมือนดวงตาทั้งสองข้างจนกระทั่งรุ่งสาง ฉันเริ่มทนไม่ไหวกับตัวเองที่เป็นอยู่ตอนนี้ ฉันลุกขึ้นจากที่นอนพยายามปรือตามองทางเพื่อจะเดินไปทำธุระในห้องน้ำจนสามารถทำทุกอย่างให้เสร็จไปได้ น้ำผลไม้เย็นในตู้เย็นพอทำให้ฉันรู้สึกสดชื่นขึ้นมาได้นิดหน่อย แต่ในใจก็ยังคงเจ็บปวดหดหู่อยู่ไม่หายฉันหยิบสมาร์ตโฟนขึ้นเปิดดูสายเรียกเข้า และข้อความที่ยังไม่ได้อ่านตั้งแต่เมื่อคืน มันยังไม่เพิ่มขึ้นมาจากที่ฉันดูก่อนจะเริ่มเข้านอนเมื่อคืน ฉันตัดสินใจวางสมาร์ตโฟนกลับลงที่เดิมทั้งๆ ที่ยังไม่ได้เปิดเข้าไปอ่านข้อความครืดดดด ครืดดดดสมาร์ตโฟนในมือฉันสั่นขึ้นก่อนที่จะได้วางลงบนโต๊ะ ฉันจึงพลิกขึ้นมาดูเมื่อเห็นเป็นนิต้าจึงกดรับสาย(อัยย์ ตื่นแล
แต่หากว่าจำเป็นที่จะต้องยุ่งเกี่ยวจริงๆ ผมคงต้องขอแรงให้ไอ้เพื่อนซี้ของผมยื่นมือเข้ามาช่วย เมื่อคิดทุกอย่างได้แล้ว ผมโทรคุยกับมินท์ทันที ไม่ทันได้มองเวลาด้วยซ้ำและไม่สนใจว่าเธอจะสะดวกรับสายผมหรือไม่ ผมรู้แต่เพียงว่าผมต้องรีบเคลียร์ทุกอย่างเตรียมไว้เพื่อสามารถไปอธิบายให้อัยย์ฟังเมื่อเจอเธอพรุ่งนี้ได้ผมเขียนเช็กให้มินท์เป็นจำนวนเงินก้อนหนึ่งที่พอจะสามารถเอาไปใช้หนี้ตามที่เธอบอกได้ และบอกให้เธอเข้าไปรับกับเลขาผมที่โรงพยาบาล หลังจากนั้นก็โทรบอกไอ้หมอวัตไว้ เผื่อว่าพวกมาเฟียเจ้าของเงินจะเล่นตุกติกไม่ยอมล้างหนี้ให้ ปัญหาจะได้ไม่ย้อนกลับมาอีกตลอดทั้งคืนหลังจากทำทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ผมนั่งเอนตัวอยู่ที่โซฟา ยังไม่สามารถข่มตาหลับลงได้จนกระทั่งแสงแดดยามเช้าลอดเข้ามาตามร่องผ้าม่าน ผมจึงตัดสินใจลุกขึ้นอาบน้ำแต่งตัวเพื่อออกไปจัดการเรื่องเช็กที่ห้องทำงานที่โรงพยาบาล ก่อนที่พนักงานจะเริ่มงานในตอนเช้าผมออกมานั่งอยู่ที่ร้านกาแฟตรงข้ามโรงพยาบาลหลังจากจัดการธุระทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย กาแฟเอสเปรสโซถูกวางไว้บนโต๊ะจนเย็น ทั้งๆ ที่มันยังเหลืออยู่เกือบเต็มแก้ว สิ่งที่ผมทำเพียงอย่างเ
ผมกลับมารอไอ้วัตอยู่ที่คอนโดตัวเองด้วยความกระวนกระวายอยู่ไม่สุข เดี๋ยวนั่ง เดี๋ยวลุกยืน เดินไปเดินมา เวลาผ่านไปเป็นชั่วโมงแล้ว แต่มันก็ยังไม่โผล่หัวมาซักที จนกระทั่งผมตัดสินใจจะโทรไปตามมันอีกรอบปิ้งป่อง ปิ้งป่องเร็วที่สุดเท่าที่ผมจะวิ่งได้ ผมรีบวิ่งไปเปิดประตูห้องทันที โดยที่ไม่แม้แต่จะหยุดดูที่จอมอนิเตอร์ว่าใครที่เป็นคนกดกริ่งเรียก“นิต้า..?” ผมตกใจเก็บอาการไม่อยู่ จากที่ควรจะเป็นไอ้วัต แต่กลับเป็นนิต้า เพื่อนของอัยย์ที่กำลังยืนอยู่ที่หน้าห้องคอนโดผม“ใช่ค่ะ ชั้นเอง แปลกใจเหรอ อ้อ เดี๋ยวหมอวัตจะตามขึ้นมาค่ะ ชั้นไม่ได้อยู่กับคุณแค่สองต่อสองหรอกสบายใจได้”“เอ่อครับ งั้นเชิญครับ” ผมหลีกทางให้เธอเดินเข้าไปด้านในห้อง ก่อนประตูจะปิดลงผมบิดตัวล็อกประตูไม่ให้มันทำงาน เพื่อตอนไอ้วัตขึ้นมาจะได้สามารถเปิดเข้ามาในห้องได้เลย“ดื่มอะไรมั้ยครับ” ผมถามออกไปตามมารยาท ยังคงจ้องเธอด้วยความสงสัยว่าทำไมเธอถึงมาอยู่ที่นี่ ผมคิดว่าเธอจะอยู่กับอัยย์เสียอีก“ไม่เป็นไรค่ะ เข้าเรื่องเลยดีกว่
โชคดีที่ร้านเสื้อของเพื่อนนิต้าอยู่ไม่ไกลจากจุดที่ฉันอยู่มากนัก ใช้เวลาไม่นานก็มาถึง แต่ฉันลงจากรถแล้วนั่งก้มหน้ารอนิต้าอยู่ที่ม้านั่งใกล้ๆ หน้าร้าน ไม่กล้าเข้าไปในร้านและไม่กล้ามองหน้าใคร ฉันนั่งมองเห็นเพียงขาของคนที่เดินผ่านไปผ่านมาเท่านั้น“ยัยอัยย์ ทำไมมานั่งอยู่ตรงนี้ ไม่เข้าไปรอในร้านล่ะ แล้วชั้นโทรหาเธอก็ไม่ติด เป็นห่วงแทบแย่”“นิต้า มาแล้วเหรอ เราไม่กล้าเข้าไปน่ะ อ้อ เหมือนมือถือจะแบตหมด”“เฮ้อ ไปๆ เข้าไปข้างในก่อน เป็นอะไรของเธอเนี่ย แทนที่ไปกินข้าวกับที่บ้านแฟนจะร่าเริงมีความสุขทำไมกลับมาเป็นแบบนี้”หลังจากเข้าไปนั่งในร้าน เพื่อนนิต้าที่เป็นเจ้าของร้านช่วยเปิดห้อง VIP ให้เราสองคนเข้าไปนั่งคุยกันในนั้นเพื่อความเป็นส่วนตัว ฉันเล่าเรื่องที่ได้เจอกับหมอมินท์ และเรื่องที่หมอมินท์คุยกับฉันให้นิต้าฟังทั้งหมด รวมถึงสิ่งที่ฉันสงสัยว่า ความสัมพันธ์ของภีมกับหมอมินท์ คงเป็นมากกว่าเพื่อนหรือหมอที่ทำงานร่วมกัน“ชั้นว่าเธอคิดมากไปหรือเปล่ายัยอัยย์ ถ้าสองคนนั้นมีซัมติงกันจริงๆ หมอภีมเค้าจะพาเธอไปเจอพ่อแม่เค้าทำไม
“คุณมีอะไร เร็วหน่อย ผมไม่มีเวลามาก” ผมถอยออกจากการเกาะกุมของเธอ และเร่งให้เธอรีบคุยธุระให้เสร็จ เพราะผมเริ่มเป็นห่วงอัยย์แล้ว กลัวเธอจะได้เจอเรื่องไม่สบายใจ“มินท์ กำลังถูกรังควานค่ะ จากพวกเจ้าหนี้นอกระบบ แต่มินท์ไม่ได้ก่อหนี้พวกนั้นนะคะ เป็นฝีมือไอ้เมฆ มันหลอกมินท์”“ถ้าอย่างนั้น มินท์ควรไปแจ้งความแล้วขอให้ตำรวจช่วยดีกว่านะ มาบอกผมแบบนี้ ผมคงช่วยอะไรมินท์ไม่ได้”“แต่ภีม ตำรวจก็ทำอะไรพวกมาเฟียไม่ได้อยู่ดีนะคะ” มินท์เข้ามาเขย่าแขนผม ส่งสายตาอ้อนวอน ซึ่งในดวงตาคู่นั้นเหมือนมีน้ำตาลคลออยู่ด้วย แต่ผมกลับไม่ได้รู้สึกอะไรกับสิ่งที่เห็น ไม่ได้นึกสงสารหรือเห็นใจ ผมคิดเพียงว่ามันคงเป็นสิ่งที่เธอต้องเจอจากการที่เธอเลือกคบคนผิด มันเป็นการเลือกของเธอเอง“แล้วคุณคิดว่าผมจะทำอะไรได้ ขอโทษนะ เรื่องนี้ผมคงช่วยคุณไม่ได้จริงๆ คุณควรหาทางใช้หนี้พวกนั้นซะแล้วก็เลิกยุ่งเกี่ยวกับไอ้รุ่นน้องคนนั้นด้วย ผมแนะนำคุณได้แค่นี้แหละ ผมขอตัวก่อน”พูดจบผมไม่รอคำตอบอะไรอีก รีบเดินเร็วๆ จนแทบจะเป็นวิ่ง มุ่งตรงเข้าไปในบ้าน







