LOGINฉันเข้าหอพักล่วงหน้าก่อนเปิดภาคเรียนปีหนึ่งก่อนหนึ่งเดือนได้ สัปดาห์เดียวก็จัดข้าวของทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ฉันคิดใช้เวลาว่างที่เหลือเขียนนิยายต่อให้จบ เพราะคิดว่าเปิดเทอมคงไม่มีเวลาแน่ๆ ฉันนั่งอยู่เฉยๆ ที่หน้าจอโน้ตบุ๊กมาสามวันแล้วนะ แต่สุดท้ายก็เขียนไม่ออกเลย คงต้องออกไปหาแรงบันดานใจที่อื่นแล้วล่ะ เหมือนที่นักเขียนหลายๆ คนทำกัน คือ ออกไปท่องเที่ยว ไปหาบรรยากาศใหม่ๆ สุดท้ายฉันเลือกไปบนดอยที่อยู่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยมากนัก ฉันอยากไปสัมผัสธรรมชาติ ไปเห็นวิถีชีวิตคนบนดอยดูบ้าง บางทีอาจจะได้พล๊อตนิยายเรื่องใหม่แถมมาด้วยก็ได้ คนที่นี่เรียบง่ายมากๆ ฉันรู้สึกชอบนะ อยู่แล้วใจสงบดี ระหว่างที่อยู่ในหมู่บ้านบนดอย ฉันสบายใจสุดๆ เช้าได้ตื่นมาใส่บาตร นั่งกินอาหารเช้าง่ายๆ เขียนนิยายที่ร้านอาหารเช้าจนสายๆ ค่อยออกไปเดินเที่ยวริมธารบ้าง บางวันก็ไปปางช้างด้วย พอช่วงเย็นก็จะกลับมาทานข้าวร้านระแวกใกล้ที่พัก เพราะจะได้กลับสะดวก ถึงอย่างไรช่วงค่ำฉันก็ยังกลัวอันตรายอยู่ดี อยากระวังตัวเองไว้ก่อน ทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่น จนใกล้วันที่จะกลับหอมหาวิทยาลัย “อย่ามายุ่งกับชั้น ไปนะ ไปให้พ้น” ระหว่างทางจะเข้าที่พักฉันได้ยินเสียงผู้หญิงคนหนึ่งตะโกนลั่น มองไปเห็นผู้หญิงผมสั้น ท่าทางจะวัยใกล้เคียงกับฉัน เธอยืนโงนเงน แต่ก็พยายามตะโกนไล่ผู้ชายสองคนที่ยืนดักหน้าดักหลังเธออยู่ “ให้พวกเราไปส่งเธอดีกว่าน่า เมาขนาดนี้กลับไม่ไหวหรอกนะคนสวย” ชายคนหนึ่งพูดกับเธอ ดูแล้วท่าทางก็คงเมาไม่ต่างกันเท่าไหร่ “ฉันบอกแล้วไงว่าไม่ต้องการคนช่วย ฉันกลับเองได้” เธอยังคงตะโกนไล่ผู้ชายสองคนนั้น ฉันไม่อยากหาเรื่องใส่ตัว แต่ก็ตัดใจเดินทิ้งผู้หญิงรุ่นราวคราวเดียวกันกับฉันที่เหมือนกำลังอยู่ในอันตรายไม่ได้ แต่หากจะเดินเข้าไปกลางวงเลยก็คงไม่พ้นตกเป็นผู้เคราะห์ร้ายแน่ๆ “ทางนี้ค่ะ คุณตำรวจ ทางนี้มีคนลวนลามผู้หญิงค่ะ” คิดอะไรไม่ออก ฉันตะโกนเข้าไปพยายามให้เสียงส่งถึงกลางวงนั้น แต่เอาตัวหลบสายตาของผู้ชายสองคนนั้น ไม่ให้เห็นตัว เพราะกลัวเหมือนกันหากพวกมันเห็นแล้วจำได้ จะโดนเอาคืนทีหลัง หมู่บ้านนี้ก็ใช่ว่าจะใหญ่โตอะไร ประโยคเดียวเท่านั้น นี่พล๊อตละครไทยชัดๆ เลยนะ หรือฉันจะเอาใส่ในนิยายดีล่ะ ผู้ชายสองคนนั้นได้ยินเสียงฉันก็รีบหันมาแล้วหันมองหน้ากัน แล้วก็พากันวิ่งหนีหายไปอย่างรวดเร็ว “เธอๆ เธอเป็นอะไรหรือเปล่า” เมื่อเห็นชายสองคนนั้นวิ่งหนีหายไปแล้ว ฉันรีบเดินไปประคองผู้หญิงผู้เคราะห์ร้ายที่ยังคงยืนโงนเงน กลิ่นเหล้าคละคลุ้ง พยายามพาไปที่มีแสงสว่างๆ และมีผู้คนมากขึ้น หาที่นั่งให้ หาน้ำให้ดื่ม “เราขอบใจเธอนะ ไม่ได้เธอสงสัยแย่ละ” เมื่อเธอเริ่มสร่างก็หันมาคุยกับฉัน ฉันนั่งเป็นเพื่อนเธออยู่สักพัก เห็นว่าเธอเริ่มดีขึ้นแล้ว จึงอยากจะขอตัวกลับที่พักซักที “ถ้าเธอโอเคแล้ว เราไปก่อนนะ เธอพักแถวนี้หรือเปล่ากลับที่พักได้ใช่มั้ย” อย่าว่าฉันใจดำที่ไม่คิดจะไปส่งเธอที่ที่พัก เพราะฉันก็ไม่ควรวางใจคนแปลกหน้า และถ้าที่พักเธอไกลจากตรงนี้ ฉันไปส่งเธอแล้วใครจะมาส่งฉันล่ะ “ฮืออออ ไอ้เวร ไอ้หน้าตัว… ไอ้ผู้ชายทุเรศ” อยู่ดีๆ เธอก็ร้องไห้โฮขึ้นมา แถมก่นด่าผู้ชายที่ไหนก็ไม่รู้ ร้องไห้สะอื้นไป ด่าไป ไม่มีท่าจะหยุด ทำเอาฉันตกใจจนทำอะไรไม่ถูก “เธอเป็นอะไร เอ่อ อย่าร้องแบบนี้สิ เราทำอะไรไม่ถูก เธอหยุดร้องก่อนได้มั้ย แล้วคุยกันดีๆ นะ เราฟังไม่รู้เรื่องเธอพูดอะไร” ฉันพยายามจะพูดให้เธอหยุดร้อง แต่เหมือนมันจะไม่ค่อยได้ผล เธอยังคงร้องโฮอยู่อย่างนั้น ฉันปล่อยเธอร้องอยู่อย่างนั้น ได้แต่นั่งมองอยู่ข้างๆ คอยส่งกระดาษให้ซับน้ำตาจนหมดห่อ ‘สุดท้ายก็หยุดร้องได้ซักที’ “เราขอโทษนะ เรารู้สึกแย่อะ เรามาเที่ยวกับไอ้แฟนเรา แต่เราเพิ่งเห็นมันเมาแล้ว…ควงผู้ชายเข้าห้องอะ ฮื้อออออ” “ฮะะ….” ฉันได้ยินแบบนั้นก็พูดอะไรไม่ออกเลย “ฮือออ…เรามันโคตรสมเพชตัวเองเลย เราคบกับมันตั้งแต่ม.4 เราอุตส่าห์ตามมันมาเรียนมหาวิทยาลัยถึงที่นี่ แต่ต้องมาเจออะไรแบบนี้ แม่งทำไมมัน…” เธอก่นด่าออกมาอีกชุดใหญ่ ฉันได้แต่นั่งนิ่งตะลึงอยู่อย่างนั้น “ไม่เป็นไรหรอกน่า ดูเธอสิหน้าตาก็ดี หุ่นก็ดีมากอะ เดี๋ยวเปิดเทอมแล้วก็ไปหาหนุ่มใหม่ หน้าตาดีๆ เป็นผู้ชายแท้ๆ เอานะ อย่าร้องเลย” กว่าฉันจะนึกคำปลอบให้เธอหยุดด่าแฟนเก่าเธอได้นั้นก็ใช้เวลาพอควร และมันก็ได้ผลนะ “ใช่ ชั้นต้องเลิศ ชั้นต้องไม่แคร์ไอ้บ้านั่น เดี๋ยวกับมอเมื่อไหร่ ชั้นไปแปลงโฉมให้ผู้ชายทั้งมหาวิทยาลัยตะลึงไปเลย” “ขอบใจเธอมากนะ เธอ…ชื่ออะไรนะ เอ่อ เราชื่อนิด ไม่เอาๆ เรียกเราว่า นิต้า ดีกว่า” “เราชื่ออัยย์” “อัยย์ ชื่อน่ารักดี เข้ากับเธอดี ยินดีที่ได้รู้จักนะอัยย์ แล้วชั้นขอบคุณเธออีกครั้งที่ช่วยชั้นไว้จากไอ้พวกผู้ชายบ้านั่น” “เฮ้อ ผู้ชายอะ เฮงซวยเหมือนกันหมดมั้ยนะ ทำไมชั้นต้องมาเจอแต่พวกผู้ชายเฮงซวยแบบนี้นะ” เราพูดคุยกันอยู่ตรงนั้น จนคนเริ่มบางตาลงอีกครั้ง ฉันชวนให้นิต้ามาเปิดห้องพักที่โฮมสเตย์เดียวกันกับที่ฉันพักอยู่ จะให้นอนด้วยกันเลยฉันก็รู้สึกยังไม่ค่อยมั่นใจ ซึ่งนิต้าก็เข้าใจฉัน เช้าวันรุ่งขึ้นนิต้ามารอฉันที่โต๊ะอาหารของที่พัก ทำให้เราได้พูดคุยทำความรู้จักกันเพิ่มเติม จนได้รู้ว่าเราเรียนมหาวิทยาลัยเดียวกัน แต่นิต้าอยู่คณะวิจิตรศิลป์ สาขาวิชาการออกแบบ เราแลกข้อมูลการติดต่อกัน และนัดกันว่ากลับไปที่มหาวิทยาลัย จะนัดเจอกันอีก จนนิต้ากลายเป็นเพื่อนสนิทของฉันตั้งแต่นั้นมา และสุดท้ายเราได้ย้ายมาอยู่หอพักด้วยกันตอนปี 2
เมื่อถึงหน้าร้าน นิต้าหยุดและให้ฉันเป็นคนเดินนำเข้าไปด้านในเป็นคนแรก เธอกับหมอวัตจึงค่อยเดินตามหลังเข้ามา แค่ก้าวพ้นประตูเข้าไปในร้านฉันก็ได้ยินเสียงภีมทันที“อัยย์” ฉันเห็นเขารีบเดินมาจากโต๊ะที่อยู่ริมหน้าต่างร้าน ตรงมาที่เราสามคน แต่เมื่อมายืนตรงหน้าฉัน เขาเอาแต่มองหน้าฉันนิ่งไม่พูดอะไรออกมาซักคำ ส่วนฉันเองก็ไม่รู้จะเปิดปากพูดอะไร จนนิต้าต้องเป็นคนแรกที่ทำลายความเงียบลง“หมอภีมคะ ชั้นคุยกับอัยย์แล้วว่าอยากให้เธอลองฟังคุณอธิบายก่อน ไม่อยากให้เชื่อแค่คำพูดคนอื่นและคิดไปเอง ถ้ายังไงลองคุยกันดีๆ นะคะ และชั้นก็อยากให้คุณเคารพการตัดสินใจของเธอ ไม่ว่าเธอจะคบกับคุณต่อไปหรือไม่ก็ตาม ชั้นช่วยคุณได้แค่นี้นะคะ”“คุยกันดีๆ นะ ชั้นเชื่อว่าหมอภีมรักเธอจริงๆ ถ้ายังไงโทรหาชั้นนะ ชั้นอยู่ใกล้ๆ แถวนี้แหละ” นิต้ากระซิบข้างหูฉัน ก่อนที่เธอจะหันหลังเดินออกไปจากร้านกาแฟกับหมอวัต ปล่อยฉันไว้กับภีมสองคนจนฉันทำตัวไม่ถูกได้แค่มองหน้าเขาอยู่อย่างนั้น“อัยย์ เราไปนั่งคุยกันในห้องดีมั้ย”
ตอนนี้ฉันรู้สึกหัวหนักอึ้งไปหมด หลังจากที่เมื่อคืนพยายามข่มตานอนให้หลับแต่ก็ไม่สามารถทำได้ การพยายามห้ามน้ำตาไม่ให้ไหลกลับเป็นการเร่งให้มันยิ่งไหลออกมาอาบแก้มทั้งสองข้าง ตาที่บวมช้ำนั้นจึงทำให้ฉันไม่สามารถลืมตาขึ้นมาได้ ถึงแม้ว่าภายในสมองจะคิดสับสนวนไปมาไม่ได้หลับลงเหมือนดวงตาทั้งสองข้างจนกระทั่งรุ่งสาง ฉันเริ่มทนไม่ไหวกับตัวเองที่เป็นอยู่ตอนนี้ ฉันลุกขึ้นจากที่นอนพยายามปรือตามองทางเพื่อจะเดินไปทำธุระในห้องน้ำจนสามารถทำทุกอย่างให้เสร็จไปได้ น้ำผลไม้เย็นในตู้เย็นพอทำให้ฉันรู้สึกสดชื่นขึ้นมาได้นิดหน่อย แต่ในใจก็ยังคงเจ็บปวดหดหู่อยู่ไม่หายฉันหยิบสมาร์ตโฟนขึ้นเปิดดูสายเรียกเข้า และข้อความที่ยังไม่ได้อ่านตั้งแต่เมื่อคืน มันยังไม่เพิ่มขึ้นมาจากที่ฉันดูก่อนจะเริ่มเข้านอนเมื่อคืน ฉันตัดสินใจวางสมาร์ตโฟนกลับลงที่เดิมทั้งๆ ที่ยังไม่ได้เปิดเข้าไปอ่านข้อความครืดดดด ครืดดดดสมาร์ตโฟนในมือฉันสั่นขึ้นก่อนที่จะได้วางลงบนโต๊ะ ฉันจึงพลิกขึ้นมาดูเมื่อเห็นเป็นนิต้าจึงกดรับสาย(อัยย์ ตื่นแล
แต่หากว่าจำเป็นที่จะต้องยุ่งเกี่ยวจริงๆ ผมคงต้องขอแรงให้ไอ้เพื่อนซี้ของผมยื่นมือเข้ามาช่วย เมื่อคิดทุกอย่างได้แล้ว ผมโทรคุยกับมินท์ทันที ไม่ทันได้มองเวลาด้วยซ้ำและไม่สนใจว่าเธอจะสะดวกรับสายผมหรือไม่ ผมรู้แต่เพียงว่าผมต้องรีบเคลียร์ทุกอย่างเตรียมไว้เพื่อสามารถไปอธิบายให้อัยย์ฟังเมื่อเจอเธอพรุ่งนี้ได้ผมเขียนเช็กให้มินท์เป็นจำนวนเงินก้อนหนึ่งที่พอจะสามารถเอาไปใช้หนี้ตามที่เธอบอกได้ และบอกให้เธอเข้าไปรับกับเลขาผมที่โรงพยาบาล หลังจากนั้นก็โทรบอกไอ้หมอวัตไว้ เผื่อว่าพวกมาเฟียเจ้าของเงินจะเล่นตุกติกไม่ยอมล้างหนี้ให้ ปัญหาจะได้ไม่ย้อนกลับมาอีกตลอดทั้งคืนหลังจากทำทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ผมนั่งเอนตัวอยู่ที่โซฟา ยังไม่สามารถข่มตาหลับลงได้จนกระทั่งแสงแดดยามเช้าลอดเข้ามาตามร่องผ้าม่าน ผมจึงตัดสินใจลุกขึ้นอาบน้ำแต่งตัวเพื่อออกไปจัดการเรื่องเช็กที่ห้องทำงานที่โรงพยาบาล ก่อนที่พนักงานจะเริ่มงานในตอนเช้าผมออกมานั่งอยู่ที่ร้านกาแฟตรงข้ามโรงพยาบาลหลังจากจัดการธุระทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย กาแฟเอสเปรสโซถูกวางไว้บนโต๊ะจนเย็น ทั้งๆ ที่มันยังเหลืออยู่เกือบเต็มแก้ว สิ่งที่ผมทำเพียงอย่างเ
ผมกลับมารอไอ้วัตอยู่ที่คอนโดตัวเองด้วยความกระวนกระวายอยู่ไม่สุข เดี๋ยวนั่ง เดี๋ยวลุกยืน เดินไปเดินมา เวลาผ่านไปเป็นชั่วโมงแล้ว แต่มันก็ยังไม่โผล่หัวมาซักที จนกระทั่งผมตัดสินใจจะโทรไปตามมันอีกรอบปิ้งป่อง ปิ้งป่องเร็วที่สุดเท่าที่ผมจะวิ่งได้ ผมรีบวิ่งไปเปิดประตูห้องทันที โดยที่ไม่แม้แต่จะหยุดดูที่จอมอนิเตอร์ว่าใครที่เป็นคนกดกริ่งเรียก“นิต้า..?” ผมตกใจเก็บอาการไม่อยู่ จากที่ควรจะเป็นไอ้วัต แต่กลับเป็นนิต้า เพื่อนของอัยย์ที่กำลังยืนอยู่ที่หน้าห้องคอนโดผม“ใช่ค่ะ ชั้นเอง แปลกใจเหรอ อ้อ เดี๋ยวหมอวัตจะตามขึ้นมาค่ะ ชั้นไม่ได้อยู่กับคุณแค่สองต่อสองหรอกสบายใจได้”“เอ่อครับ งั้นเชิญครับ” ผมหลีกทางให้เธอเดินเข้าไปด้านในห้อง ก่อนประตูจะปิดลงผมบิดตัวล็อกประตูไม่ให้มันทำงาน เพื่อตอนไอ้วัตขึ้นมาจะได้สามารถเปิดเข้ามาในห้องได้เลย“ดื่มอะไรมั้ยครับ” ผมถามออกไปตามมารยาท ยังคงจ้องเธอด้วยความสงสัยว่าทำไมเธอถึงมาอยู่ที่นี่ ผมคิดว่าเธอจะอยู่กับอัยย์เสียอีก“ไม่เป็นไรค่ะ เข้าเรื่องเลยดีกว่
โชคดีที่ร้านเสื้อของเพื่อนนิต้าอยู่ไม่ไกลจากจุดที่ฉันอยู่มากนัก ใช้เวลาไม่นานก็มาถึง แต่ฉันลงจากรถแล้วนั่งก้มหน้ารอนิต้าอยู่ที่ม้านั่งใกล้ๆ หน้าร้าน ไม่กล้าเข้าไปในร้านและไม่กล้ามองหน้าใคร ฉันนั่งมองเห็นเพียงขาของคนที่เดินผ่านไปผ่านมาเท่านั้น“ยัยอัยย์ ทำไมมานั่งอยู่ตรงนี้ ไม่เข้าไปรอในร้านล่ะ แล้วชั้นโทรหาเธอก็ไม่ติด เป็นห่วงแทบแย่”“นิต้า มาแล้วเหรอ เราไม่กล้าเข้าไปน่ะ อ้อ เหมือนมือถือจะแบตหมด”“เฮ้อ ไปๆ เข้าไปข้างในก่อน เป็นอะไรของเธอเนี่ย แทนที่ไปกินข้าวกับที่บ้านแฟนจะร่าเริงมีความสุขทำไมกลับมาเป็นแบบนี้”หลังจากเข้าไปนั่งในร้าน เพื่อนนิต้าที่เป็นเจ้าของร้านช่วยเปิดห้อง VIP ให้เราสองคนเข้าไปนั่งคุยกันในนั้นเพื่อความเป็นส่วนตัว ฉันเล่าเรื่องที่ได้เจอกับหมอมินท์ และเรื่องที่หมอมินท์คุยกับฉันให้นิต้าฟังทั้งหมด รวมถึงสิ่งที่ฉันสงสัยว่า ความสัมพันธ์ของภีมกับหมอมินท์ คงเป็นมากกว่าเพื่อนหรือหมอที่ทำงานร่วมกัน“ชั้นว่าเธอคิดมากไปหรือเปล่ายัยอัยย์ ถ้าสองคนนั้นมีซัมติงกันจริงๆ หมอภีมเค้าจะพาเธอไปเจอพ่อแม่เค้าทำไม
“คุณมีอะไร เร็วหน่อย ผมไม่มีเวลามาก” ผมถอยออกจากการเกาะกุมของเธอ และเร่งให้เธอรีบคุยธุระให้เสร็จ เพราะผมเริ่มเป็นห่วงอัยย์แล้ว กลัวเธอจะได้เจอเรื่องไม่สบายใจ“มินท์ กำลังถูกรังควานค่ะ จากพวกเจ้าหนี้นอกระบบ แต่มินท์ไม่ได้ก่อหนี้พวกนั้นนะคะ เป็นฝีมือไอ้เมฆ มันหลอกมินท์”“ถ้าอย่างนั้น มินท์ควรไปแจ้งความแล้วขอให้ตำรวจช่วยดีกว่านะ มาบอกผมแบบนี้ ผมคงช่วยอะไรมินท์ไม่ได้”“แต่ภีม ตำรวจก็ทำอะไรพวกมาเฟียไม่ได้อยู่ดีนะคะ” มินท์เข้ามาเขย่าแขนผม ส่งสายตาอ้อนวอน ซึ่งในดวงตาคู่นั้นเหมือนมีน้ำตาลคลออยู่ด้วย แต่ผมกลับไม่ได้รู้สึกอะไรกับสิ่งที่เห็น ไม่ได้นึกสงสารหรือเห็นใจ ผมคิดเพียงว่ามันคงเป็นสิ่งที่เธอต้องเจอจากการที่เธอเลือกคบคนผิด มันเป็นการเลือกของเธอเอง“แล้วคุณคิดว่าผมจะทำอะไรได้ ขอโทษนะ เรื่องนี้ผมคงช่วยคุณไม่ได้จริงๆ คุณควรหาทางใช้หนี้พวกนั้นซะแล้วก็เลิกยุ่งเกี่ยวกับไอ้รุ่นน้องคนนั้นด้วย ผมแนะนำคุณได้แค่นี้แหละ ผมขอตัวก่อน”พูดจบผมไม่รอคำตอบอะไรอีก รีบเดินเร็วๆ จนแทบจะเป็นวิ่ง มุ่งตรงเข้าไปในบ้าน







