Masuk"ดูดปาก?" ตลกกันใหญ่ "งั้นมาแข่งกันสิ?"
ไม่ยอมให้จูบง่ายๆหรอก คิดจะใช้ข้ออ้างให้ตัวเองเลิกบุหรี่ แถมยังไม่ยอมบอกว่าจะลบคลิปให้ ข้อเสนอหรือข้ออ้าง ผมไม่โง่นะครับ
"อะไรของมึง" โจริญขมวดคิ้วมุ่นมองผมด้วยสีหน้าแปลกใจ
"ถ้าชนะก็ตามใจมึงเลย แต่ถ้าแพ้มึงต้องลบคลิป" นี่สิมันถึงจะเป็นข้อเสนอที่แฟร์ๆ
"คำไหนคำนั้น"
เขาตอบอย่างไม่ลังเลทั้งยังไม่ได้ถามรายละเอียดของข้อเสนอที่ผมยื่นให้เลยด้วยซ้ำ
ดีเลย ดีมาก เพราะผมมั่นใจว่าข้อเสนอที่ผมยื่นให้นี้มันแฟร์กับเราทั้งคู่
หลังตกลงกันเรียบร้อยเราสองคนเดินทางมายังจุดหมายที่ผมคิดไว้นั่นก็คือ...
'หนูจ๊ะมาม้ะร้องเกะ'
ร้านคาราโอเกะที่เคยมากับกันต์และไทม์ช่วงก่อน เป็นความทรงจำที่ดีจนลืมไม่ลงเลยล่ะ
"มึงพากูมานี่ทำไม?" โจบ่นแต่ถึงอย่างนั้นก็ก้าวขาลงจากรถตามผมมาแต่โดยดี
"ร้องเพลง" ผมตอบ
"ร้องเพลง?" เขาดูแปลกใจแต่ก็ยอมเดินตามจนถึงหน้าเคาน์เตอร์
ยังคงเห็นพี่สาวพนักงานคนเดิม
"อ้าว! พ่อหนุ่มเบ้าหน้าฟ้าประทาน ไม่เจอกันนานเลย" เธอเอ่ยทักผมก่อนจะเหลือบตามองอีกคนข้างๆแล้วยิ้มกริ่ม "โรงเรียนนี้มีแต่คนน่ากินโว้ย!"
พูดเสร็จก็ถามโจว่า "มีแฟนยังอ่ะเรา" พร้อมดวงตาแพรวพราวกระพริบรัวๆ
ปริบๆๆๆๆ
"ผมไม่ชอบคนแก่" โจตอบหน้ามึน
มึงก็ตรงเกิ้น!
"ไอ้เด็กไร้มารยาท" เขาเลยถูกพี่สาวสวนกลับแบบไม่ไว้หน้า
และเพราะเห็นท่าไม่มี เธอดูไม่พอใจผมเลยยิ้มเกลี้ยกล่อม "ขอโทษแทนเพื่อนด้วยครับ ไอ้นี่มันเป็นงี้แหละปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม"
"แต่มันว่าฉันแก่!!"
"ไม่เลยครับ ไม่แก่เลยแถมยังสวยมากอีกต่างหาก"
จากนั้นดูเธอเริ่มใจเย็นลง ผมก็เบาใจ
"จริงหงอ จริงเป่า"
"จริงครับ"
"ก็ด้ะ เห็นว่าเป็นนทีหรอกนะ ไม่งั้นพี่ไล่กลับละลูกค้าปากปีจอ" เธอกล่าวยิ้มๆให้ผมก่อนถลึงตาใส่โจ
ว่าแล้วก็เดินนำไปยังห้องคาราโอเกะที่ว่างอยู่
"ขอบคุณครับ" ผมยิ้ม
"วันนี้ห้องเจ้ว่างน้า มาได้เลย"
"^^" ผมไม่พูดอะไรเพียงแค่ยิ้มตอบ แล้วเดินเข้าไปในห้องโดยมีอีกคนเดินตามมาติดๆ
"วันนี้ห้องเจ้ว่างน้า มาได้เลย แหวะะ!!" พอเข้ามาโจก็เบ้ปากล้อเลียน ได้ข่าวว่าหมอนี่มั่ว นึกว่าเห็นสาวสวยแล้วจะวิ่งเข้าใส่เสียอีก
ผมหยิบไมค์ขึ้นมาสองอัน ยื่นให้โจหนึ่ง ถือไว้อีกหนึ่ง "วันนี้กูกับมึงต้องแข่งกัน คะแนนใครเยอะสุดชนะ โอเค๊?" แน่นอนว่าคนที่ชนะต้องได้สิ่งที่ต้องการ
และผม จะไม่มีวันยอมแพ้โดยเด็ดขาด!!
"กูไม่แพ้มึงหรอก" เขาดูมั่นใจ ยื่นมือมารับไมค์ไปจ่อปากเตรียมตัว
"เพลงไร" ผมถามโจ
"อุอิอา..."
"มึงอ่ะ" เขาถามผมกลับ
"นี่คือจอมยุทธเด้ะ..."
เรามองหน้ากันอย่างตึงเครียดเพราะนี่คือศึกแห่งศักดิ์ศรีที่ไม่มีใครยอมใคร
เมื่อเสียงเพลงแรกเริ่มขึ้นนั่นแหละคือการเริ่มที่แท้จริง ผู้กุมชัยชนะไว้ในมือจะเป็นใคร...
"อุอิอ๊าาา...อิอ๊าาา...อิอาาา....อุอิอิอะอิอิอ่า อิอะ..." โจเริ่มแหกปากร้องก่อนอย่างตั้งใจ มือกำไมค์แน่น มองจอดูเนื้อร้องด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
เสียงเหี้ยขนาดนี้แพ้กูแน่ไอ้โจ ฮ่าๆๆๆ
กระทั่งจบเพลง หน้าจอหมุนโหลดประมวลผลคะแนนการร้องเพลง เราสองคนต่างลุ้นระทึก
"ทาดา~ ยินดีด้วยคุณได้86คะแนนค่ะ" เสียงใสบนหน้าจอพูดขึ้น
พระเจ้า!! เสียงบรมห่วยขนาดนั้นมันได้ตั้งแปดสิบหกคะแนน สถิติสูงสุดที่ผมเคยได้ก็แค่สี่สิบเจ็ด ตู้ต้องมีปัญหาแน่ๆ ให้ตายเถอะซาร่าพาราเซตาม้อน
แรงกดดันมหาศาลตกเป็นของผมทันทีเมื่อผู้เข้าแข่งขันคนแรกร้องได้ถึงแปดสิบหกคะแนน
ผมเริ่มเหงื่อตกพรากๆคิดหนักขณะที่โจริญแสยะยิ้มเย้ยหยัน ไม่ได้การ เพื่อศักดิ์ศรีและเกียรติยศต้องชนะให้ได้
ผมเล็งหน้าจอพร้อมรัวนิ้วบนแฟ้นพิมพ์คีย์ชื่อเพลง นี่คือจอมยุทธเด้ะ แล้วเคาะปุ่มเอ็นเทอร์อย่างแรง เนื้อเพลงพร้อมดนตรีก็เริ่มขึ้น
หัวใจเต้นตุ๊บๆ
เริ่ม!
"นี่คือจอมยุทธเด้ะ...เอ้ะๆ วอเอ้ะๆ วอๆๆ วอเอ๊ะเอ๊ะะะ...." กว่าจะร้องจบเล่นเอาเหนื่อยฉิบหายเลย
หลังสิ้นสุดเนื้อร้องหน้าจอเริ่มประมวลผลคะแนนตามเดิม ผมมองหน้าจอที่กำลังหมุนโหลดอย่างลุ้นระทึก
ส่วนโจริญยกยิ้มและกำลังคิดว่ายังไงตัวเองก็ชนะ เพราะเสียงร้องของฝ่ายตรงข้ามยิ่งกว่าเสียงจิ้งหลีดออกไข่
ผมขอล่ะ เทวดา พระพุทธเจ้า พระเจ้า พระแม่ธรณี แม่ชี ปลีกล้วย ขอล้อง!!!
"ทาดา~ ยินดีด้วยคุณได้86.01คะแนนค่ะ"
"โอ้วเยสสส!!" ผมชูกำปั้นแห่งชัยชนะขึ้นมาก่อนเสยผมเย้ยคู่ต่อสู้ไปหนึ่งที เป็นไง
สุดท้ายคนที่มั่นโหนกก็ต้องแพ้พ่าย รอยยิ้มจางหายไปหลงเหลือไว้เพียงสีหน้าอึ้งทึ่ง โจริญนิ่งค้าง พลางคิดไม่ตกกับน้ำเสียงของตัวเอง นี่เสียงกูห่วยกว่ามันอีกเหรอวะ!! เขายอมรับไม่ได้จริงๆ
ขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทุกพระองค์รวมถึงปลีกล้วยด้วยครับที่ทำให้ศึกแห่งศักดิ์ศรีจบลงอย่างสมเกียติ โดยที่ผมไม่ต้องเสียจูบให้คนเหี้ยๆของมัน
"ทำตามที่พูดด้วยนะ ลบ คลิป" ผมแน่นย้ำอารมณ์ดี
"โถ่เว้ย!" ส่วนโจดูหงุดหงิด หน้าหงิกงอ
"กลับคร้าบ^^" ผมยิ้มเยาะขณะเปิดประตูเชิญอีกฝ่ายออกจากห้อง
โจขบกรามแน่นเดินออกไปอย่างเจ็บใจด้วยสีหน้าบูดเหมือนตูดชะนีไทย ยอมรับไม่ได้จริงๆ!!
เห้ออ ไม่เคยรู้สึกสะใจอะไรเท่านั้นมาก่อนในชีวิต ผมเดินตามออกไปด้วยรอยยิ้มแห่งชัยชนะ
"กลับก่อนนะครับ" ผ่านหน้าเคาน์เตอร์ก็โบกมือลาพี่สาวคนเดิม
"อ้าว! กลับแล้วเหรอ เร็วจัง" เธอทำหน้าเสียดายก่อนจะพูดส่งท้ายตาละห้อย "พี่จะรอนทีที่ร้านทุกวันเลยนะ"
"ไม่มาแล้ว ไม่ต้องรอ"
สีหน้าที่กำลังเว้าวอนของเธอหม่นหมอนลงทันทีเมื่อได้ยินเสียงห้วนๆอารมณ์เสียของโจ
"ขอโทษครับ จะไปเดี๋ยวนี้ละคร้าบ~"
ผมรีบคว้าคออีกคนมาปิดปาก แล้วลากออกมาจากร้านอย่างรวดเร็ว
"มานี่เลยไอ้ตัวดี" ระหว่างทางเขาไม่ได้ขัดขืนยอมให้ปิดปากลากมาแต่โดยดีไม่มีบ่น
กว่าจะมาถึงรถเล่นเอาเหนื่อยแทบบ้า
"ปากมึงอ่ะ ดีๆหน่อยไม่ได้หรือไง!!" พูดพร้อมปล่อยมือที่ปิดปาก
"ผิดไรอ่ะ" ส่วนเขาดูไม่ทุกข์ร้อน
"รำคาญ มึงขับเลยกูจะกลับบ้าน"
ยิ่งพูดยิ่งอารมณ์เสีย ชวนหงุดหงิดใจ
แล้วโจก็ขึ้นรถพร้อมยื่นหมวกกันน็อคให้ผมสวมด้วยสีหน้าบูดบึ้ง จากนั้นเราก็ขับออกรถมาจากร้านคาราโอเกะ "ไปไหน?" ผมถาม
"กลับบ้าน" พูดห้วนๆ
"บ้านใคร?"
"บ้านมึงอ่ะ หรือจะนอนบ้านกู"
"รู้เหรอ"
"เออ!"
สงสัยหัวเสียหนัก ก็นะศักดิ์ศรีลูกผู้ชายมันสูญเสียไปวันนี้แล้วหนิเนาะ
ขับมาสักพักใหญ่ก็ถึงสี่แยก เห็นสัญญาณไฟแดงก็จอ
ดรอ ระหว่างนั้นสายตาดันเห็นสาวสวยคนหนึ่งสวมชุดนักศึกษาห้อยป้าย 'บริการขายหอย' อยู่ ก็นึกสงสัยเลยสะกิดไหล่คนขับ "โจๆ"
"อะไร?"
"มึงเห็นมั้ย"
"เออเห็น"
เช้าวันต่อมาเรานอนอืดกันอยู่บนเตียงในวันหยุดสุดสัปดาห์ หลังจากมีค่ำคืนแสนโรแมนติกไปหลายยกจนต้องเปลี่ยนผ้าปูที่นอนใหม่"ตั้งแต่เด็กจนโตกูเห็นพ่อกับแม่ทะเลาะกันบ่อยจนเอียน สุดท้ายก็เลิกกันเพราะพ่อเป็นฝ่ายนอกใจ""..."ผมเลือกฟังโจริญเล่าเงียบๆ นอนตะแคงมองหน้ากันในชุดนอนสีพื้น โชคดีที่ขนาดตัวเราพอๆกันเลยสวมชุดผมได้สบาย"กูเลือกอยู่กับพ่อ...""ถามได้มั้ยว่าทำไม?" ไม่ได้สงสัยแต่อยากน้อยผมควรให้ความสนใจกับคู่สนทนาที่ตั้งใจเล่าอย่างออกรสออกชาติ"อาจจะฟังดูโง่ๆ อย่าขำนะ..." เขาทำหน้าลังเล"..." ผมพยักหน้ารับ"กูโกรธพ่อมากเลยกำลังผลาญเงินแทนแม่อยู่""อ๋อ..." ก็ไม่เห็นมีตรงไหนน่าขำนะ ผมพยักหน้าเข้าใจ เห็นแบบนั้นเขาทำหน้าแปลกใจเหมือนอยากถามว่า ไม่อยากรู้ต่อเหรอ? แต่อยากเล่าต่อนะ ผมเลยทำเป็นอยากรู้เพื่อให้เขาได้เล่าต่อ "ยังไง?""เพราะพ่อพรากเซฟโซนเดียวของกูไป" แม่ที่เป็นเซฟโซนเดียวทั้งชีวิตของเขา ในวันที่โจมีสิทธิ์เลือกแค่หนึ่งคน ระหว่างพ่อกับแม่ ทั้งๆที่ใจอยากอยู่กับแม่ แต่กลับเลือกพ่ออย่างไม่ลังเล เขาไม่อยากเป็นภาระแม่ ผลาญเงินพ่อนี่แหละสนุกสุดแล้ว จะเอาให้หายแค้นไปเลยคิดๆแล้วโจก็ขำตัวเอง ทำไ
คุณคงคิดว่าผมมีแต่คนมาบอกชอบนับร้อยนับพันตั้งแต่อนุบาลจนถึงตอนนี้ บอกเลยว่าความคิดนั้นถูกแล้วครับ...ผู้คนมักจะเข้าหาผมด้วยรูปลักษณ์ภายนอก ทว่าเมื่อรู้จักกันได้สักพักต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า น่าเบื่อ เพราะพวกเขามักต้องการความสนใจเลยเรียกร้องอยู่ตลอดเวลา แต่เมื่อไม่ได้รับในสิ่งที่ต้องการก็มักจะหน่ายและหายไปเอง ซึ่งผมไม่ได้สนใจครับ มันเป็นแบบนั้นมาตลอดจนชินทว่าไม่นานมานี้มีอยู่คนหนึ่ง เป็นคนโหลยโท่ยเห็นแก่ตัวเอาแต่ใจในสายตาผม ไม่ยอมหน่ายและหายไปสักทีแถมยังพูดซึ่งๆหน้าว่า 'กูว่ากูชอบมึงว่ะ' ประโยคนั้นดังก้องในหัวไม่หยุด ขณะที่ผมกำลังนั่งขาสั่นหำหดกระวนกระวายอยู่บนชักโครกในห้องน้ำ ไม่กล้าออกไปเจอหน้าเจ้าของเสียงนั้นเลยจริงๆแต่นี่มันบ้านตัวเอง!! ห้องตัวเอง!! แต่เจ้าของห้องกลับจมอยู่ในห้องน้ำเกินครึ่งชั่วโมงเพราะไม่กล้าเผชิญหน้ากับผู้ชายที่พึ่งบอกชอบ อย่าทำตัวเวอร์ไปหน่อยเลยน่า...คิดได้ก็ลุกเดินออกไป ทำตัวตามปกติ ทั้งๆที่ในหัวยังคงสับสนวุ่นวาย ก่อนจะเห็นตัวการนั่งเงียบอยู่ปลายเตียง"สวมตันหมดแล้วมั้ง" เขาเอ่ยแซวหลังจากที่ม้ากลับบ้านแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยเราสองคนก็เลือกย้ายมาอยู่ในห้
ถึงบ้าน โจผลักผมเข้าห้องแล้วหันกลับไปล็อคกลอนอย่างเร่งรีบ ก่อนหันกลับมาดันตัวผมชิดกำแพงพลันโน้มเข้ามาจูบอย่างไม่ทันตั้งตัว "อื้อ...เอี๋ยว" ผมครางอื้ออึงในลำคอประท้วงขณะใช้มือผลักร่างหนาออกไปสุดแรง แต่กลับถูกเขาประสานมือแน่นแล้วยกขึ้นตรึงไว้บนหัวขณะที่เรียวลิ้นนุ่มตะบี้ตะบันเข้ามาเหมือนกระหายอยากเต็มทน ทั้งดูดทั้งเลียจนเกิดเสียงเฉอะแฉะไอ้บ้าเอ้ย!! ฟินผมตวัดลิ้นตอบกลับในจังหวะเดียวกัน เมื่อหนำใจก็ถอนริมฝีปากออกพร้อมสบตาเขา"แฮปปี้เบิร์ธเดย์" ผมพูดเขาเบิกกว้างคล้ายตกใจก่อนถามผมกลับ "มึงรู้ได้ยังไง?"ผมไม่ตอบ เลือกเดินไปหยิบของขวัญใต้ลิ้นชักโต๊ะทำงาน เป็นกล่องทรงเหลี่ยมสีดำขนาดเท่าฝ่ามือยื่นให้โจที่นั่งงงอยู่ปลายเตียง "อ่ะนี่ ไม่ได้ตั้งใจซื้อมา..." ให้พลั่บ!!ไม่ทันจะพูดจบก็ถูกดึงตัวเอาไปกอดพร้อมซุกหน้าจมพุงมองเห็นหัวทุย"เป็นไร?" ผมถาม"โคตรรักมึงเลย" ตึกตัก...ตึกตัก...ตึกตักๆๆ ประโยคนั้นทำเอาหัวใจผมก็เต้นไม่เป็นจังหวะใบหน้าเห่อร้อน และเริ่มลนลาน ผมใช้มือผลักอีกฝ่ายเต็มแรงจนเขาหงายหลังนอนลง"บอกว่าไม่ได้ตั้งใจซื้อให้ไง!!"แล้วเดินหนี ไม่รู้ทำไมถึงไม่กล้าสู้หน้า ผมเปิดประตูห้อ
เช้าวันเสาร์ที่เลือดกำเดาของสาวข้างถนนพุ่งกระฉูดเป็นทอดๆเมื่อหนุ่มหล่อสองสไตล์เดินคู่กันใบหน้าของพวกเขาสะท้อนแสงแดดอ่อนยามเช้าระยิบระยับวิบวับออร่ากระจายราวกับรูปปั้นประติมากรรมคนหนึ่งผิวสีน้ำผึ้งดูสุขภาพดีแต่งตัวลุคสบายเสื้อยืดกางเกงยีนส์สีเข้มเข้ากับรองเท้าผ้าใบสีหม่นอีกคนคมเข้มบาดใจในลุคสุดเท่เสื้อเชิ้ตดำที่ติดกระดุมเพียงสามเม็ดเพราะอยากโชว์กล้ามอก กางเกงสแลคดำและเข็มขัดกุดจี่ทำคนเดินผ่านไปมาเหลียวมองตาเป็นมัน บางคนถึงกับลืมวิธีหายใจไปชั่วขณะ อะไรมันจะหล่อขนาดน้าน!! นี่สินะที่มาของคำว่าหล่อวัวตายควายล้ม...เพราะถ้าควายไม่ล้มดิฉันล้มเองค่ะ และนั่นคือความคิดของหญิงสาวที่รอคอยการมาของหนุ่มๆที่เธอนัดหมาย เธอชื่อพอลลี่ ยืนเหม่อสติหลุดตาละห้อยอยู่หน้าร้านคาเฟ่สุดหรู และเมื่อสองหนุ่มมาหยุดอยู่ตรงหน้าก็อ้าปากพะงาบๆ "ชะ...เชิญค่ะ" เธอเดินนำเข้าไปในร้านโดยมีสองหนุ่มเดินตามทันทีที่ก้าวขาเข้าร้าน ทุกคนต่างพากันเหลียวมองเหมือนถูกมนต์สะกด ยิ่งกว่าอภิมหากาพย์การมาเยือนของ มาริโอ้เมาเหล้า หรือ ณเดชรูนี้นะจ๊ะอีกดวงตาของพวกเขาหวานเยิ้ม อ้าปากจนน้ำลายไหลย้อยเป็นสายเหมือนก๊อกน้ำรั่ว กระทั่งสอ
กระทั่งเช้าวันจันทร์อันสดใส "สดใสเหี้ยไร!!" หดหู่สัส!! "นทีเป็นไรมั้ย?" คนข้างๆเอ่ยถามด้วยสีหน้าเป็นห่วงหลังจากได้ยินผมสบถหัวเสียบนโต๊ะตัวเองในห้องเรียน "เปล่าๆ เราโอเค" ผมหันไปตอบกันต์ ที่กำลังกระพริบตาแป๋วสังเกตเห็นท่าทีผิดปกติของเพื่อนตัวเอง แต่เมื่อได้ยินคำตอบว่าไม่เป็นไร เขาก็ยักไหล่แล้วก้มหน้าอ่านหนังสือต่อเหม่อทั้งวัน ปกติในห้องเรียนผมต้องได้ยินเสียงคุยจ้อของเพื่อนๆ แต่วันนี้กลับได้ยินเพียงเสียงทุ้มต่ำของใครบางคนวนเวียนอยู่ในหัว 'เจอกันที่โรงเรียน' หลังจากทำคนอื่นเป็นบ้าก็จากไปผมว้าวุ่นใจ ในหัวยุ่งเหยิงเต็มไปด้วยคำถามและคำตอบที่ขัดแย้งกัน...หมอนั่นจะทำอะไรอยู่?จะอยากรู้ไปทำไม!! จะว้าวุ่นเหมือนกันหรือเปล่า?เรื่องของมันดิ!!ลืมไปแล้วเหรอว่าความสัมพันธ์ของเราเป็นแค่คู่นอน"เห้ออ!! จารย์มาฝากเช็กชื่อให้ด้วยนะไปเข้าห้องน้ำแป๊บ" ผมหันหน้าไปบอกกันต์เขาพยักหน้ารับพร้อมตอบกลับมาว่า "โอเค"จากนั้นก็เดินออกมาจากห้องด้วยอาการสับสน ทั้งๆที่คำตอบมันคือชัดเจนอยู่แล้ว แต่เลิกคิดไม่ได้เลย ไม่เข้าใจตัวเองว่าคาดหวังอะไรอยู่กันแน่ปึก!! เหม่อจนชนใครเข้า "อ่ะ ขอโทษครับ"สาวสวยตัวเล็กถึง
"อ่ะ..เดี๋ยว" ประตูห้องน้ำเปิดกว้าง พร้อมร่างกำยำที่อุ้มผมกระแทกขึ้นลงอย่างบ้าคลั่ง ขณะก้าวขาออกห้องน้ำท่านได้แรงแต่ใดมาเรียวขาผมเกี่ยวพันรอบเอวเขาไว้แน่น ไม่นานก็ถูกวางลงบนเตียงนุ่มพร้อมลำท่อนที่ขยับเข้าออกในร่องลึกไม่หยุดหย่อน เกินไปมาก "ไม่ไหว...แล้ว"ข้างในแฉะจนขยับได้ไหลลื่นมากขึ้น ผมจิกข่วนแผ่นหลังกว้างตามจังหวะหนักที่เร็วขึ้น"โคตรยั่วเลยว่ะที" เขาแลบลิ้นเลียริมฝีปากที่แห้งผากตัวเองพร้อมสีหน้าหื่นกามเหมือนพวกโรคจิตทั้งยังขยับสะโพกไม่พัก ตับๆๆๆ!!"อื้อ~" หยาดน้ำคาวพวยพุ่งจากปลายหัวเอ็นอีกครั้งก่อนกระตุกถี่อย่างเสร็จสม ผมไม่ทันได้พักหายใจก็ถูกดึงตัวขึ้นไปนั่งบนตักแกร่งของเขาพร้อมกับท่อนเนื้อที่สวนขึ้นมาไม่หยุดพักเถอะ พักบ้าง ไม่รู้เลยว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหนแล้ว รู้แค่ว่าหยาดเหงื่อเปียกโชกทั่วร่างของเราสองคนจนตัวเหนียวเหนอะหนะ จนผมเริ่มอ่อนแรงลงเรื่อยๆ เหลือบมองนาฬิกาบนโต๊ะติวหนังสือ ก็พบว่าเกือบตีสี่แล้ว โชคดีที่พรุ่งนี้เป็นวันหยุด"นที...อ่ะ พรุ่งนี้ไปด้วยกันนะ" ถึงจะอยากถามว่าไปไหนแต่เปลือกตาเริ่มหนักอึ้งลงไปทุกขณะ ภาพตรงหน้าเริ่มพร่าเบลอ สมองมึนงง ศึกแห่งศักดิ์ศรีนี้จ





![รรร...ก็แค่ตกกระไดพลอยโจน [mpreg]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

