เข้าสู่ระบบจินฝานรุดเข้าไปตรวจชีพจรของหลิวหรูเยียน "นางยังไม่ตาย... แต่พลังปราณในร่างถูกทำลายจนเกือบหมดสิ้น.
“ไม่... ไม่เป็นไร... ทำต่อไปเถอะ... อา... ข้าทนไหว...”หลินโม่หน้าแดงก่ำไปถึงใบหู พลางเอามือปิดปากกั้นเสียงกรีดร้องเจ็บปวดไม่ให้หลุดออกมา พยายามผ่อนคลายเพื่อรับเอาแก่นกายใหญ่โตของเทพอสูรเซี่ยเว่ยโน้มตัวลงไปจูบริมฝีปากอิ่ม เลียใบหน้าสวยหวานอย่างเอาอกเอาใจ พลางขับเคลื่อนสะโพก กระดกกระเด้าความแข็งขึงสอดแทงเข้าออกในช่องทางรักอย่างไม่ย่อท้อ“อูยยย... โม่เอ๋อร์... ถ้าเจ็บก็ร้องออกมาเถิด”นัยน์ตาสีไพลินร้อนแรงจ้องมองดูที่จุดเชื่อมต่อของทั้งคู่ ภาพหญิงสาวมีเหลือท่วมตัว ยิ่งกระตุ้นให้ไฟราคะลุกโชน ชายหนุ่มหอบหายใจฟืดฟาด พยายามกัดฟันสะกดกั้นความหิวกระหายไว้สุดฤทธิ์หลินโม่สัมผัสได้ถึงความอดทนของเขา รู้ว่าเซี่ยเว่ยเกรงจะทำร้ายนาง“ตอนนี้ไม่เจ็บแล้ว... ข้ารู้สึกดีมาก...” นัยน์ตาหวานเชื่อมมองลงไปเบื้องล่าง มือเรียวบางลูบคลำเครื่องเพศพวงพีของสัตว์เพศผู้ที่อวบใหญ่จนกำไม่รอบ ก่อนจะเอื้อมไปรั้งสะโพกแกร่งเข้าหาตัว พร้อมกับแอ่นเนินเนื้อเด้งสวนทางความล่ำสันมโหฬารนั้นลื่นปราดเหมือนปลาไหลยักษ์ มันบดเบียดเสียดสีร่องรักค
ไอปราณบริสุทธิ์หมุนวนกลั่นตัวเป็นสายหมอกสีเงินยวง ร่างเล็กป้อมพองขยายขึ้นอย่างเงียบเชียบ จนกระทั่งลำตัวใหญ่โตตระหง่านครอบคลุมเตียงไม้ ขนสีเงินเป็นประกายดั่งเส้นไหมทิพย์ และพวงหางนุ่มฟูทั้งเก้าทอดสยายกวัดแกว่งราวกับเกลียวคลื่นเมฆาตบะบำเพ็ญแห่งเทพบรรพกาลนี้แปลกประหลาดยิ่งนัก พละกำลังของอสูรหนุ่มในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่กำเริบขึ้นไม่ว่าเซี่ยเว่ยจะพยายามกดข่มอย่างไร ไอปราณหยางกลับเหมือนแทรกซึมเข้าไปถึงไขกระดูก ไฟราคะเร่าร้อนจุดประกายแผดเผา จนเซี่ยเว่ยกลับคืนสู่ร่างราชันจิ้งจอกเก้าหางดวงตาสีไพลินของเทพอสูรทอดมองสตรีร่างน้อยที่นอนหลับตาพริ้มอยู่เบื้องล่างด้วยเพลิงตัณหาอันลึกล้ำ ริมฝีปากของจิ้งจอกหนุ่มขยับร่ายอาคมโบราณสามพยางค์เสียงแผ่วพร่า"มี่-อวี่-เฉิน..."พริบตานั้น อาภรณ์นอนเนื้อโปร่งบางของหลินโม่พลันสลายตัวกลายเป็นละอองธุลีแสง เผยให้เห็นเรือนร่างนวลเนียนผุดผ่องดั่งไข่มุกน้ำงาม ปทุมถันอวบอิ่มพุ่งตระหง่านท้าทายแสงจันทร์ และส่วนเว้าส่วนโค้งสะท้านอารมณ์ที่ไร้สิ่งปกปิดเซี่ยเว่ยไม่อาจสะกดกลั้นสัญชาตญาณสัตว์ร้ายบรรพกาลได้อีกต่อไป พวงหางนุ่มสลวยเส้นหนึ่งเ
"วันนี้อาการดีขึ้นบ้างหรือยัง?"ปลายนิ้วเรียวเกลี่ยไล้เส้นขนสีเงินนุ่มลื่นบนกระหม่อมแผ่วเบา สัมผัสอันคุ้นเคยและอบอุ่นทำให้จิ้งจอกน้อยเผลอหรี่ตาพริ้มลงอย่างสบายอารมณ์ ลืมสิ้นซึ่งมาดราชันอสูรผู้เกรียงไกร"ดีขึ้นมากแล้ว...""จริงหรือ?""อืม"หลินโม่โน้มดวงหน้าลงมาใกล้ แววตาเปี่ยมด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ "เช่นนั้น ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป ข้าคงไม่ต้องคอยปรนนิบัติดูแลเจ้าแล้วกระมัง?"ดวงตากลมโตดุจผลึกแก้วของเจ้าจิ้งจอกเงินพลันเบิกโพลงขึ้นทันควัน"ไม่ได้!"หลินโม่หลุดหัวเราะร่วน แววตาพราวระยับด้วยความขบขัน"ไหนเมื่อครู่ยังเอ่ยปากว่าอาการดีขึ้นมากแล้วอย่างไรเล่า?"เซี่ยเว่ยชะงักงันไปชั่วอึดใจ พวงหางสีเงินปุกปุยสะบัดเบา ๆ ก่อนจะเชิดหน้าตอบกลับด้วยน้ำเสียงเจ้าเล่ห์อันเป็นเอกลักษณ์"ดีขึ้น แต่ยังไม่หายดีจนเป็นปกติ... และพอได้ยินเจ้าพูดจาไร้น้ำใจกับข้าเช่นนี้ ข้าก็รู้สึกว่าอาการเริ่มจะกำเริบหนักขึ้นมาอีกแล้ว""รวดเร็วปานกามนิตหนุ่มเพียงนั้นเชียวหรือ?""ใช่"หลินโม่ส่ายหน้าน้อย ๆ พลางทอดถอนใจด้วยความเอ็นดูปนระอา ทว่าสุดท้ายก็ไม่อาจหักห้ามใจ นางเอื้อมมือไปช้อนร่างอสูรน้อยขนปุยขึ้นมาตระกองกอดแนบทรวง
คลื่นลมแห่งมหาสงครามแดนมารสงบลงแล้ว ซากปรักหักพังของวิมานสวรรค์ลวงตาพังทลายกลืนหายไปกับเถ้าธุลี ม่านหมอกสีเลือดที่เคยครอบงำผืนพิภพถูกชะล้างด้วยปราณศักดิ์สิทธิ์ เหลือไว้เพียงเศษซากความพ่ายแพ้ของเหล่ามารอสูรที่แตกพ่าย บ้างเตลิดหนีเข้าสู่หุบเขาลึกสุดหล้า บ้างก้มหัวสวามิภักดิ์ยอมสาบานตนเป็นไพร่พลทหารอสูรรับใช้ใต้บัญชาสามทายาทแห่งซานซิงส่วนนามของเฟิ่งอวี้และเฟิ่งม่านจู สองแม่ลูกผู้หลงระเริงในกิเลสมรรคามาร กลายเป็นเพียงเรื่องเล่าขานอันชวนอกสั่นขวัญแขวนที่ถูกกลบฝังไว้ในกาลเวลาทว่าท่ามกลางความเงียบสงบเหนือยอดเขาสูงแห่งชิงชิว ทะเลดอกท้อสีชมพูบานสะพรั่งพัดพลิ้วตามสายลมวสันต์ ส่งกลิ่นหอมอบอวลโอบล้อมเรือนไม้หลังน้อยที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ร่มเงาพฤกษา หากแต่ภายในห้องหอนั้น กลับมิได้มีเพียงความวิเวกตามธรรมชาติ หากแต่แว่วเสียงถอนหายใจและเสียงบ่นงึมงำของคนคู่หนึ่งดังกระทบกันไม่เว้นแต่ละวัน"กินยาเสีย"หลินโม่ยื่นถ้วยกระเบื้องเคลือบที่ควันโอสถสีเข้มยังกรุ่นกลิ่นขมฝาดไปตรงหน้า ร่างกลมป้อมขนสีเงินปุกปุยนอนขดนิ่งอยู่บนเบาะผ้าไหมเนื้อนุ่ม หูสามเหลี่ยมทั้งสองข้างลู่ลงแนบศีรษะอย่างคนเอาแต่ใจพอได้ยินเสียงสั่งให้
โฮกกกก!เสียงคำรามของสัตว์อสูรสะเทือนฟ้าดิน ร่างจิ้งจอกเก้าหางสีเงินขนาดมหึมาพุ่งทะยานผ่านหมู่เมฆ เก้าหางแผ่กว้างราวกับม่านดารา ดวงตาสีทองส่องประกายเย็นเยียบเบื้องหน้าคือ เฟิ่งอวี้ ราชันปีศาจผู้กลายร่างเป็นอสูรอสรพิษ เกล็ดสีขาวทั่วร่างเปื้อนโลหิตมาร ดวงตาสีแดงฉานเต็มไปด้วยความบ้าคลั่ง“เซี่ยเว่ย!”เสียงคำรามของเฟิ่งอวี้สะท้านสะเทือนไปทั่วแดนมาร “เจ้าคิดหรือว่าฆ่าข้าได้?! ที่นี่คืออาณาจักรของข้า!”เซี่ยเว่ยไม่ตอบ เขาเพียงมองอีกฝ่ายด้วยดวงตาเย็นเยียบ ทันใดนั้นปราณมารจำนวนมหาศาลที่รั่วไหลจากร่างเฟิ่งอวี้กลับถูกดูดเข้าหาร่างของเขารากวิญญาณเทพอสูรในกายเซี่ยเว่ยสั่นสะเทือน ขอบเขตพลังที่ติดค้างมานานนับร้อยปีพลันแตกออกเปรี้ยง!สายฟ้าสีทองฟาดลงมาจากฟากฟ้า หางทั้งเก้าของเขาแผ่ขยายใหญ่ขึ้น ขนสีเงินพลันเปล่งประกายดุจแสงจันทร์ แรงกดดันมหาศาลแผ่คลุมทั่วทั้งแดนมารแม้แต่สือถงและจินฝานยังต้องเงยหน้ามอง“เขา...”“ทะลวงขั้นเทพบรรพกาลแล้ว”เซี่ยเว่ยลืมตาขึ้น เสียงของเข
เฟิ่งม่านจูที่กำลังคลุ้มคลั่งอยู่เบื้องหน้าเงยหน้าขึ้น ดวงตาสีแดงฉานจับจ้องบุรุษตรงหน้าทว่าเมื่อเห็นท่วงท่าที่เขายกกระบี่ขึ้น บางสิ่งในใจของนางกลับสั่นสะเทือนภาพต่าง ๆ ผุดขึ้นในความทรงจำ บุรุษผู้หนึ่งยืนอยู่ท่ามกลางหิมะ เขายื่นมือให้นางในวันที่นางได้รับบาดเจ็บสาหัส“ไม่ต้องกลัว ข้าจะช่วยเจ้า”อีกภาพหนึ่ง บุรุษคนเดิมกำลังถือกระบี่ ยืนขวางหน้าศัตรูเพื่อปกป้องนาง และภาพสุดท้ายริมฝีปากของเขาเอ่ยถ้อยคำที่นางไม่เคยลืม“หากเจ้ามีชีวิตอยู่ได้ ก็จงมีชีวิตต่อไป”เฟิ่งม่านจูเบิกตากว้าง“หลิน... หลินเซียว...” น้ำเสียงนางสั่นเครือ สติที่เคยถูกพิษและภาพหลอนบดบัง พลันฉีกกระชากม่านหมอกออกนางจำได้แล้ว จำได้ว่าตนเองตกหลุมรักบุรุษผู้นี้เพราะเหตุใด จำได้ว่าเขาเคยช่วยชีวิตนางจำได้ว่าเขาเคยเป็นแสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวในชีวิตอันมืดมนของนางและจำได้ ว่านางเป็นคนทำลายทุกสิ่งด้วยมือของตนเอง“ไม่...” เฟิ่งม่านจูถอยหลังไปหนึ่งก้าว“เป็นข้า... ข้าเป็นคนทำร้ายท่าน...”หลินเซีย
สือถงคลี่ยิ้มกว้างอย่างมีเสน่ห์ ดวงตาคมกล้าของเจ้าเมืองผู้ปกครองสองแคว้นเยือกเย็นทอประกายลึกล้ำ"คำพูดของฮูหยินเปรียบดั่งอาญาสิทธิ์ ทว่าหากจะให้ข้าลงมือกับยอดดวงใจ ข้าก็จำต้องขอให้เจ้าทำตามกฎเดียวกับที่บังคับพวกข้า... ห้ามใช้อาวุธวิเศษ ห้ามใช้อาคมใดๆ ให้คงไว้เพียงฝีมือและกำลังกายที่ติดตัวมาแต่กำเนิ
ท่ามกลางสายลมราตรีที่พัดพาละอองปราณให้พริ้วไหวราวกับเกสรดอกไม้ต้องแสงจันทร์ หลินโม่นั่งทอดกายอยู่บนแท่นหินหยกที่เย็นเยียบ ทว่าความสูงส่งของนางกลับแผ่ซ่านไอความร้อนแรงออกมาโดยไม่รู้ตัวชายหนุ่มทั้งสามที่ได้ชื่อว่าเป็นสามีของนาง ช่างเป็นภาพที่เย้ายวนจนน่ากักขังไว้ในกรงทองเสียจริงหลินโม่ลอบกลืนน้ำลาย
หลินโม่นั่งตัวเกร็ง แผ่นหลังตั้งตรง มือทั้งสองกำชายแขนเสื้อไว้แน่น ความหยิ่งผยองของบุรุษทั้งสามทำให้นางสะอิดสะเอียน ทว่านางก็รู้ดีว่า หากนางไม่จัดการกับความโอหังของพวกเขาเสียแต่เนิ่น ๆ ชีวิตหลังจากนี้ของนางคงไม่ต่างอะไรกับตกนรกทั้งเป็น"หากพวกท่านอยากได้พลังปราณจากข้า"หลินโม่เอ่ยขึ้น เสียงของนางกั
ภายในถ้ำศิลาศักดิ์สิทธิ์ที่อบอวบไปด้วยมนต์ขลังแห่งราคะ ละอองปราณสีม่วงอ่อนลอยฟุ้งดุจม่านหมอกเย้ายวน แสงเรืองรองจากหินปราณส่องกระทบผนังถ้ำที่ประดับด้วยลวดลายเถาวัลย์แกะสลักรูปอสุรีนับร้อยกำลังเริงรัก ขับเน้นให้บรรยากาศดูอาถรรพ์และดิบเถื่อนในคราเดียวกันบนแท่นหินหยกที่สั่นไหวไปตามจังหวะเร้าอารมณ์ ร่า







