Masukสือถงคลี่ยิ้มกว้างอย่างมีเสน่ห์ ดวงตาคมกล้าของเจ้าเมืองผู้ปกครองสองแคว้นเยือกเย็นทอประกายลึกล้ำ
"คำพูดของฮูหยินเปรียบดั่งอาญาสิทธิ์ ทว่าหากจะให้ข้าลงมือกับยอดดวงใจ ข้าก็จำต้องขอให้เจ้าทำตามกฎเดียวกับที่บังคับพวกข้า... ห้ามใช้อาวุธวิเศษ ห้ามใช้อาคมใดๆ ให้คงไว้เพียงฝีมือและกำลังกายที่ติดตัวมาแต่กำเนิด หากเจ้าทำได้ ข้าจึงจะนับว่าเจ้ายอมรับข้อตกลงนี้ด้วยความจริงใจ"
หลินโม่ชะงักงันไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มรับด้วยกิริยาที่ดูอ่อนหวานหยดย้อย ทว่าในใจกลับก่นด่าเขาจนแทบกระอักเลือด
บุรุษหน้าเนื้อใจเสือ! วาจายอกย้อนน่าตบให้ฟันร่วงนัก... หวังจะกดข้าให้สิ้นฤทธิ์ในคราวเดียวหรือ? ฝันไปเถิด!
นางเก็บความเคืองแค้นไว้ภายใต้รอยยิ้มหวานเชื่อม
"ย่อมได้... ในเมื่อท่านใจคอคับแคบถึงเพียงนี้ ข้าก็คงไม่อาจปฏิเสธ"
ท่ามกลางความเงียบสงัดยามราตรี ทั้งสองเริ่มเดินวนคุมเชิงกันราวศัตรูคู่อาฆาต สือถงลอบพิจารณาสตรีเบื้องหน้าด้วยความชื่นชมอย่างมิอาจห้ามใจ
แม้เขาจะรู้จักนางในฐานะทายาทเหมืองศิลาวิญญาณที่สูงส่งจนไม่มีบุรุษหน้าไหนบังอาจเอื้อม ทว่าภายใต้ชุดเจ้าสาวสีแดงเพลิง ความงามของหลินโม่ผู้นี้ช่างบาดลึกเกินจะสรรหาคำบรรยาย ริมฝีปากสีชาดของนางแสนเย้ายวนชวนให้จินตนาการ แววตาถือดีและหยิ่งผยองที่จ้องมองมาดุจแม่เสือสาวที่พร้อมจะขย้ำคอเหยื่อ ทำให้สือถงรู้สึกว่าการแต่งงานที่ดูเหมือนจะเป็นการใช้ประโยชน์ต่างตอบแทนในครานี้ อาจกลายเป็นสิ่งที่เขายอมแลกด้วยทุกอย่างที่มี
หลินโม่เองก็นิ่งค้างไปเล็กน้อยเมื่อได้เห็นใบหน้าของสือถงในระยะประชิด คิ้วเข้มที่รับกับจมูกโด่ง ความคมคายของสันกรามและแววตาที่ซ่อนความดุดันภายใต้ความนิ่งสงบนั้นช่างน่าลุ่มหลง นางพยายามสะกดกลั้นความรู้สึกหวั่นไหวที่เกิดขึ้นโดยมิได้ตั้งใจ
สือถงเป็นต่อนางในเรื่องพละกำลังและประสบการณ์ในสนามรบ ทว่าหลินโม่ก็มิใช่เสือกระดาษ
"ฮูหยิน... ระวังให้ดี"
เขาขยับกายเข้าไปใกล้นาง พลางกระซิบด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ร้าย "ข้ามิใช่บุรุษประเภทที่จะออมมือให้กับสาวงาม"
หลินโม่แค่นยิ้มที่มุมปาก แววตาของนางวาววับเมื่อถูกเขาท้าทาย
"ถ้าเช่นนั้น ท่านก็จงระวังตัวให้ดีเถิด สือถง... เพราะคนที่จะต้องเสียชื่อเสียงหากพ่ายแพ้แก่สตรี มิใช่ข้า"
นางตวัดมือกระชากกระบี่อ่อนสองเล่มจากแท่นวางอาวุธ เล่มหนึ่งนางถือไว้ในมือ อีกเล่มถูกโยนไปให้ชายหนุ่มด้วยความแม่นยำ
สือถงคว้ากระบี่อ่อนไว้ได้อย่างฉับไว ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัสกันเพียงชั่วครู่ ไอความร้อนจากฝ่ามือเขาก็แผ่ซ่านเข้าสู่ผิวกายนางราวกับสายฟ้าฟาด ทำเอาหลินโม่ต้องสูดหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่เพื่อตั้งสติ
ทั้งสองพุ่งเข้าหากันดุจลูกธนูที่หลุดจากคันศร เสียงเหล็กกระทบกันดังกังวานไปทั่วลานประลอง หลินโม่รุกไล่อย่างรวดเร็ว กระบี่ในมือนางหมุนวนดุจกลีบดอกไม้ที่เริงระบำท่ามกลางพายุ ทว่าสือถงกลับต้านรับได้อย่างง่ายดาย
ในจังหวะที่หลินโม่พลาดท่าหมุนตัว ตวัดกระบี่พลาดเป้า สือถงอาศัยจังหวะนี้พุ่งเข้าประชิดแผ่นหลังบาง เขาคว้าเอวคอดกิ่วของนางไว้มั่นด้วยมือข้างหนึ่ง ก่อนจะกระซิบข้างใบหูที่แดงระเรื่อ
"ฮูหยิน... เจ้าอ่อนหัดนัก"
"เจ้าคนหน้าไม่อาย ปล่อยข้า!"
หลินโม่ตวาดลั่น ใบหน้าสวยซับสีเลือดด้วยความเขินอายเมื่อถูกโอบกอดท่ามกลางสายตาผู้อื่น นางสะบัดกระบี่หมายจะฟันเข้าที่ต้นแขนของสือถง แต่เขากลับพลิกตัวหลบอย่างรวดเร็ว พร้อมกับใช้ฝ่ามือหนาไล้ผ่านสีข้างนางอย่างจาบจ้วง
"ฮูหยิน... จังหวะนี้เจ้าควรหันมากอดข้าผู้เป็นสามี มิใช่หันกระบี่เข้าใส่"
สือถงหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะนั้นนุ่มนวลแต่ทำเอาหลินโม่เจ็บใจจนคันคะเยอ นางหมุนตัวหลบการรุกรานที่กึ่งสู้กึ่งลวนลามของเขา พลางตวัดปลายกระบี่ไปที่จมูกเขาอย่างหมิ่นเหม่
"เจ้าเล่ห์นักนะ คิดจะเอาชนะข้าด้วยวิธีสกปรกหรืออย่างไร?"
นางเค้นเสียงด่าพลางหอบหายใจอย่างมีโทสะ ร่างบางที่ชุ่มไปด้วยหยาดเหงื่อพราวใสยิ่งขับให้ผิวพรรณดูเปล่งประกายเย้ายวนภายใต้แสงจันทร์
"ข้าเพียงแค่สอนบทเรียนให้เจ้าต่างหากว่า ในสนามรบ... ไม่มีที่ว่างสำหรับความสุภาพ" สือถงกล่าวพลางลอบมองยอดอกที่กระเพื่อมไหวจากการหอบหายใจของนาง สายตาของเขาเปลี่ยนเป็นร้อนแรงขึ้นในทันที
ด้านเซี่ยเว่ยและจินฝานที่เฝ้าดูอยู่เบื้องล่าง บรรยากาศรอบตัวพวกเขาเต็มไปด้วยไอสังหารที่รุนแรงขึ้น เซี่ยเว่ยกำง้าวไว้แน่นจนแทบจะหักคามือ ส่วนจินฝานก็ยืนตัวแข็งทื่อเป็นก้อนหิน แววตาที่เคยราบเรียบมั่นคงกลับสั่นระริกเมื่อเห็นสือถงแตะต้องนางด้วยท่าทีแบบหมาหยอกไก่
อีกด้านหนึ่ง ภายในเรือนโอสถแห่งสำนักเซียนกระบี่ไท่ซานยามเมื่อหลิวหรูเยียนลืมตาฟื้นคืนสติขึ้นมา ความเจ็บปวดที่แล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์กาย หาได้ทัดเทียมความเจ็บปวดในอกที่กำลังกัดกินจิตวิญญาณของนางไม่ ความทรงจำสุดท้ายก่อนที่นางจะสลบไสล ช่างเป็นความจริงที่น่าอดสูและไร้เกียรติครั้นตระหนักว่าตนเป็นเพียงคนโง่ ที่ถูกชายงามใช้เป็นเครื่องมือ และถูกบดขยี้ทิ้งไม่ต่างเศษขยะ ความสมเพชตัวเองก็เอ่อทะลักออกมาจนอกแทบระเบิดหลิวหรูเยียนเป็นสตรีอารมณ์ตื้นเขิน อ่านง่าย สิ่งใดที่นางคิดหรือรู้สึกล้วนแสดงออกชัดแจ้งดั่งเขียนไว้บนหน้าผากบัดนี้ความริษยา จองหอง และตัณหาเบาปัญญาที่เคยบดบังตาได้สลายไปสิ้น เหลือเพียงความอับอายและสำนึกผิดจริง ๆ จากเบื้องลึกของหัวใจยามที่สายตาของนางปะทะเข้ากับร่างสูงใหญ่ของ เจ้าสำนักหนุ่มที่ยืนเอามือประสานไว้ด้านหลังอยู่ริมหน้าต่าง หลิวหรูเยียนก็พยุงกายอันบอบช้ำทรุดลงคุกเข่าบนพื้น น้ำตาแห่งความสำนึกผิดรินไหลเปรอะเปื้อนใบหน้าที่ซีดเผือด"ศิษย์พี่... ข้า... ข้าผิดไปแล้ว ข้ามันโง่เอง..."หลิวหรูเยียนสะอื้นไห้โขลกศีรษะเสียงดังด้วยความ
นับแต่ครานั้น เฟิ่งม่านจูจึงได้สัมผัสถึงความรักและความอ่อนโยนเป็นครั้งแรกนางตกหลุมรักหลินเซียวจนหมดหัวใจ ทว่าในฐานะราชินีปีศาจที่เติบโตมาในขุมนรก นางไม่เคยรู้วิธีการเอาชนะใจบุรุษด้วยความอ่อนหวาน นางรู้จักเพียงการใช้พันธนาการ โซ่อาคม และมนต์ดำเป็นเครื่องมือ บีบบังคับให้วีรบุรุษผู้สูงส่งกลายเป็นทาสสุนัขบำเรอกาม สยบอยู่แทบเท้านางตลอดกาลยามนี้ที่เรือนปี้อ้าน ร่างอรชรของเฟิ่งม่านจูในชุดสีแดงเพลิงที่หลุดลุ่ยไปครึ่งท่อน กำลังยืนเกาะขอบหน้าต่างไม้แกะสลัก สะโพกผายโก่งงอน ยกสูงขึ้นรับแรงกระแทกกระทั้นอันดุดันจากเบื้องหลังหลินเซียวที่สวมปลอกคอเหล็ก ทั้งร่างเปลือยเปล่าเผยให้เห็นมัดกล้ามแกร่งที่หยาดเหงื่อเกาะพราวระยับ กำลังยืนกระแทกเอว เสือกส่งลำลึงค์ร้อนผ่าวเข้าออกในช่องทางรักของเฟิ่งม่านจูอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยหนอกแข็งกระแทกเข้ากับบั้นท้ายขาวเนียนเสียงดัง ตับ! ตับ! ประสานกับเสียงครวญครางอย่างสุขสมของนางมารสาวที่สะท้อนก้องทั่วฝั่งแม่น้ำฯหลินเซียวในยามนี้สติสัมปชัญญะได้ถูกเผาผลาญจนหมดสิ้น เรือนร่างอ้อนแอ้น ใบหน้าสะสวยดุจเทพธิดาจำแลงของเฟิ่งม่านจู ทำให้เ
จินฝานรุดเข้าไปตรวจชีพจรของหลิวหรูเยียน "นางยังไม่ตาย... แต่พลังปราณในร่างถูกทำลายจนเกือบหมดสิ้น...”“นกหมดสิ้นก็เก็บคันธนู กระต่ายตายก็ต้มหมาล่าเนื้อกิน... วิธีการชั่วช้าเช่นนี้ ต้องเป็นฝีมือเฟิ่งอวี้แน่"สือถงเอ่ยขึ้นด้วยความสังเวชสภาพของหลิวหรูเยียนในยามนี้ ไม่ต่างจากหมาล่าเนื้อยามต้องการล่อลวงหลินโม่ เมื่อเหยื่อติดกับและหมดประโยชน์แล้ว หมาล่าเนื้ออย่างนางก็ไม่มีความจำเป็นต้องเก็บไว้อีกต่อไปบทที่ 34 เบาะแสสำคัญ ภายในห้องนอนอันวิจิตรของวิมานลวงตา ความเงียบสงบกดทับลงมาดุจแผ่นหิน หลินโม่นั่งนิ่งอยู่ริมตั่งไม้ นัยน์ตาดอกแท้เรียบเฉยไร้ระลอกคลื่น ขณะที่เฟิ่งอวี้ยืนเอามือประสานไว้ด้านหลัง จ้องมองนางด้วยสายตากดดันหลินโม่ประเมินชายตรงหน้าในใจอย่างทะลุโปร่ง... เฟิ่งอวี้มีตัณหาและความทะเยอทะยานเป็นเจ้าชีวิต เขาสร้างภาพมายาขึ้นมาล่อลวงสตรีบำเรอนับร้อย ทว่าลึกๆ แล้ว เขากลับอยากสยบนางทั้งกายและใจ เพื่อพิสูจน์ว่าตนเองเหนือกว่าสามีท
ชายหนุ่มมองดูจุดเชื่อมต่อพวงเพศ เห็นว่าลึงค์ลำใหญ่ของเขาฝังแน่นในรวงรังของหญิงสาว ทุกครั้งที่ถอนออก็พากลีบเนื้ออ่อนนุ่มลู่ปลิ้นติดออกมาจากรอยแยกนั้นเนื้อสีแดงสดเคลือบน้ำหล่อเลี้ยงเปล่งประกายชุ่มฉ่ำ ดูเย้ายวนใจยิ่งนัก“อยากกินหรือเพคะ?”เสี่ยวลู่รับรู้ถึงสายตาเร่าร้อนของเขา เอ่ยยั่วยุอย่างถือดี เลือดในกายเฟิ่งอวี้เดือดพล่านทันควัน“ช่างร่านนัก!”เฟิ่งอวี้กดใบหน้าขาวสวยของเสี่ยวลู่แนบลงกับพื้น มือหนาเอื้อมไปบีบขยำสองเต้าที่เหวี่ยงกระเพื่อมของนาง กระแทกกระทั้นก้นขาวอวบจนสั่นไหวเปลี่ยนรูปไปมาไม่หยุด“ข้าจะเอาพวกเจ้าให้ตายเลย!”น้ำเสียงสบถนั้นเต็มไปด้วยความโหดหื่นอำมหิต จอมมารเฟิ่งอวี้ผู้หมกมุ่นกามราคะไร้ขีดจำกัด พลันใช้พลังปราณปีศาจ แยกร่างจำแลงออกเป็นสิบเหล่าสตรีบำเรอกามต่างส่งเสียงครวญครางเหมือนร้องไห้ บัดนี้รูร่องที่เคยว่างเปล่าของพวกนางล้วนได้รับการเติมเต็มด้วยกระบองเนื้อหนังของร่างแยกของจอมมารกิเลสตัณหาพุ่งพล่าน เพลิงราคะลุกท่วมตำหนักหยกเฟิ่งอวี้ที่หิวกระหายจนหน
“อร๊างงง!!”หญิงสาวแผดร้องราวประหนึ่งสัตว์ตัวเมีย ใบหน้าแดงซ่านแหงนเงยขึ้น ดวงตาพร่ามัวเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกระทึกขวัญเฟิ่งอวี้ที่ยืนจังก้าอยู่ข้างเตียงจงใจกระชากท่อนเอ็นออกไปทั้งลำ น้ำเสียวสายหนึ่งก็พุ่งกระฉูดออกมาจากรูร่องของนางในทันที เขาจับนางเปลี่ยนท่วงท่านอนหมอบโก่งก้นกระดกรับ จากนั้นก็เสือกกายเข้าไปในกายสาวพรวดเดียว ปลาช่อนลายแดงตัวเขื่องถูกดึงออกมาถึงปากทางทุกครั้ง แล้วก็กระแทกเข้าไปจนสุดราก เร็วและรุนแรง จนเนื้อหนั่นสั่นกระเพื่อมเป็นระลอกคลื่นความดิบเถื่อนของเฟิ่งอวี้ในครานี้แทบจะเอาชีวิตร่านร่านสะโพกผายของนางถูกกระแทก เด้งขึ้นเด้งลงตามแรงดึงของแท่งทวนยักษ์ นางเสร็จสมคาดุ้นไปไม่รู้กี่รอบ พ่นน้ำเสียวออกมาไม่ขาดสาย แต่เฟิ่งอวี้ยังคงซอยลำเข้าออกอย่างรุนแรง พร้อมกับเสียงของเหลวดังเฉอะแฉะด้านนอกประตูห้องที่เปิดโล่งทิ้งไว้ กลายเป็นลานชมมหรสพสังวาสอันโหดหื่นดิบเถื่อน เหล่าสาวงามบำเรอกามนับสิบนางที่เฟิ่งอวี้ล่อลวงมาเป็นทาสตัณหา พวกนางยื่นหน้าเกาะขอบประตู จ้องมองร่านร่าน สตรีคนโปรดที่กำลังโดนทวนเอ็นยักษ์กระแทกกระทั้นด้วยค
คำพูดลอย ๆ นั้น ทำให้เฟิ่งอวี้หรี่ตาลงมองนางอย่างไม่สบอารมณ์ ทว่าหลินโม่กลับไม่สะทกสะท้าน นางมั่นใจว่าสตรีส่วนใหญ่ในที่นี้ กำลังถูกราชันปีศาจต้มตุ๋นจนเปื่อย ซึ่งหมายความว่า เฟิ่งอวี้ต้องการใช้ประโยชน์จากความเสน่หาของพวกนาง เขาจึงเนรมิตแดนมารให้กลายเป็นแดนสวรรค์ และอุปโลกน์ตนเองเป็นว่าที่เง็กเซียนฮ่องเต้ในอนาคตเมื่อหวนคืนสู่วิมานลวงตาที่ตนเองรังสรรค์ขึ้น เฟิ่งอวี้ย่อมไม่อาจละทิ้งศักดิ์ศรีอันยิ่งใหญ่ลงได้ ต่อให้เบื้องลึกของจิตวิญญาณจะปรารถนาในเรือนร่างของหลินโม่เพียงใดทว่าสำหรับผู้กุมอำนาจแห่งมรรคามารแล้ว เหนือสิ่งอื่นใดในโลกหล้า อำนาจย่อมต้องมาก่อนความรักเสมอ การจะให้เขาก้มหัวเอ่ยคำวิวอนสตรี หรือใช้กำลังหักหาญน้ำใจเพื่อแลกมาซึ่งความหวัง ย่อมไม่ต่างจากการเหยียดหยามเกียรติภูมิของราชันปีศาจลงสู่โคลนตมทว่าสิ่งหนึ่งที่เฟิ่งอวี้หลงลืมไปอย่างสิ้นเชิง คือหลินโม่หาใช่ดรุณีแรกรุ่นผู้ไร้เดียงสาไม่ นางคือสตรีที่รอบรู้ไส้รู้พุงและเห็นธาตุแท้ของเขามาตั้งแต่หนหลัง ภาพวิมานสวรรค์จอมปลอมและคราบไท่จื่อทายาทเง็กเซียนฮ่องเต้ที่เขาสร้างขึ้นเพื่อล่อลวงสาวงามนับร้อย จึงไม่อาจสั่นคลอ
“ยังมีหน้ามาแก้ตัว หากเจ้าไม่ก่อไฟ จะมีควันได้อย่างไร !”หลินเทียนซือมือไม้สั่นระริก ปลายไม้เท้าชี้หน้าหลานสาวด้วยความขุ่นเคือง"ท่านประมุขหลิน..."สุ้มเสียงนุ่มลึกแต่เปี่ยมด้วยอำนาจดังแทรกขึ้นอย่างถูกจังหวะจินฝานในอาภรณ์สีขาวสะอาดตาก้าวเข้ามาด้วยท่าทีสงบเยือกเย็น ราวกับไม่ได้เป็นหนึ่งในผู้ก่อเหตุ
หลินโม่ในวัยเด็กก้าวออกมาจากกลุ่มหมอกเย็นชื้น มือเล็กถือตะกร้าสมุนไพรที่เพิ่งเก็บได้ นางชะงักฝีเท้าเมื่อเห็นก้อนขนสีขาวปุกปุยที่ขยับเขยื้อนอยู่เบื้องหน้า เมื่อนางสืบเท้าเข้าไปใกล้ จิ้งจอกน้อยก็ขู่ฟ่อในลำคอ ดวงตาสีชาดที่พร่าเลือนจ้องมองนางด้วยความหวาดระแวง และพร้อมจะกัดทุกคนที่เข้าใกล้"เจ้าจิ้งจอกน
“ข้าเป็นมารแล้วอย่างไร เจ้าไม่มีสิทธิ์รังเกียจสามีที่แท้จริง และโดยชอบธรรมของเจ้า หลินโม่” ท่ามกลางความมืดมน รอยแยกของผืนดินเริ่มแคบลงทุกขณะ แต่เสียงตะโกนด้วยความเดือดดาลของบุรุษทั้งสามจากด้านบนยังคงดังแทรกเข้ามาเป็นระยะ“หลินโม่ ! เจ้าอยู่ที่ไหน?” เสียงของสือถงเต็มไปด้วยความร้อนรน ในยามนี้เขาไม่
หลินโม่กัดริมฝีปากจนเจ็บ นางรู้ดีว่าถูกเขาฉวยโอกาสอยู่บ่อยครั้ง ทว่าในยามที่เขาโอบรัดและไล้สัมผัสผ่านอาภรณ์นั้น ความรู้สึกรัญจวนกลับแล่นปราดเข้าสู่หัวใจอย่างหยุดไม่อยู่ไอ้คนหน้าหนา เจ้าตั้งใจจะทำให้ข้าหวั่นไหวจนเสียสมาธิใช่หรือไม่... นางคิดอย่างเจ็บใจปนหมั่นไส้ แต่ในขณะเดียวกัน นางก็มิอาจปฏิเสธได้







