เข้าสู่ระบบหลินโม่นั่งตัวเกร็ง แผ่นหลังตั้งตรง มือทั้งสองกำชายแขนเสื้อไว้แน่น ความหยิ่งผยองของบุรุษทั้งสามทำให้นางสะอิดสะเอียน ทว่านางก็รู้ดีว่า หากนางไม่จัดการกับความโอหังของพวกเขาเสียแต่เนิ่น ๆ ชีวิตหลังจากนี้ของนางคงไม่ต่างอะไรกับตกนรกทั้งเป็น
"หากพวกท่านอยากได้พลังปราณจากข้า"
หลินโม่เอ่ยขึ้น เสียงของนางกังวานและเด็ดเดี่ยว "ก็จงจำไว้ว่า ข้ามิใช่นางคณิกาที่พวกท่านจะมาแย่งชิงกันเยี่ยงสิ่งของ... หากคิดจะร่วมบำเพ็ญคู่กับข้า ก็จงแสดงให้เห็นว่า พวกท่านมีปัญญาพอจะรับมือกับสตรีอย่างข้าได้หรือไม่"
ท่ามกลางบรรยากาศที่ตึงเครียดจนเกือบจะขาดผึง หลินโม่ไม่คิดจะรอให้โชคชะตาของนางถูกกำหนดโดยน้ำมือของบุรุษหน้าไหน นางปลดมงกุฎไขมุกอันหนักอึ้งออกแล้วดึงผ้าคลุมหน้าสีแดงชาดทิ้งลงกับพื้นด้วยท่วงท่าที่สง่างามประดุจนางพญา
ชั่วพริบตาที่อาภรณ์สีแดงเปิดออก เผยให้เห็นใบหน้าอันเป็นที่กล่าวขาน
คิ้วใบหลิว ดวงตากลมโตแฝงแววทระนงดั่งนางหงส์ ผิวพรรณขาวผ่องดุจหิมะแรกในฤดูเหมันต์ ริมฝีปากอวบอิ่มสีชาดสดฉ่ำราวกับผลอิงเถาที่เพิ่งเก็บเกี่ยว ความงามของนางช่างบาดลึกและเย้ายวนใจเกินกว่ามนุษย์ปุถุชนจะครอบครอง แม้แต่จินฝานผู้ได้รับสมญานามว่าเป็นบุรุษน้ำแข็งหมื่นปี ยังเผลอชะงักงัน
ไม่ปล่อยให้สถานการณ์ยืดเยื้อ หลินโม่ฉวยกระบี่เล่มบางที่ซ่อนอยู่ใต้หมอนออกมา ความคมกริบของมันสะท้อนแสงโคมไฟจนเกิดประกายวาบ
“ฮูหยิน... เจ้าคงไม่ได้คิดจะสังหารสามีในคืนเข้าหอใช่หรือไม่?”
เซี่ยเว่ยหัวเราะเบาๆ ในลำคอ สายตาของเขามิได้มีความกลัวเกรงแม้แต่น้อย กลับยิ่งดูตื่นเต้นและกระหายที่จะสยบความพยศของหญิงสาวตรงหน้า
ร่างสูงใหญ่กำยำราวกับบุรุษหยกที่ถูกขัดเกลาจนงดงามของเซี่ยเว่ยเปิดเปลือยแผงอกกว้าง เผยให้เห็นมัดกล้ามตึงแน่นดั่งเหล็กไหลที่เต้นเร้าตามจังหวะลมหายใจ ไอสังหารที่พวยพุ่งจากตัวเขามิอาจกลบความดิบเถื่อนที่แผ่ออกมาจากดวงตาคมกริบคู่นั้นได้เลย ใบหน้าหล่อเหลานั้นช่างดุดัน รอยแผลเป็นจางๆ บนโหนกแก้มกลับยิ่งเสริมให้เขามีเสน่ห์เย้ายวนแต่เต็มไปด้วยอันตราย เป็นความงามเยี่ยงสัตว์ป่าที่เลี้ยงไม่เชื่อง
หลินโม่เชิดคางขึ้นดวงตาคมกล้าประดุจประกายกระบี่
“หากพวกท่านต้องการเป็นสามีของข้า ก็ต้องพิสูจน์ให้เห็นว่ามีดีพอที่จะเคียงข้างข้าหรือไม่... ข้าจะให้พวกท่านประชันฝีมือกัน ผู้ที่ยืนหยัดเป็นคนสุดท้ายจะต้องประมือกับข้า และหากชนะข้าได้ ข้าจะยอมเข้าพิธีบำเพ็ญคู่ด้วยในคืนนี้”
“ช่างเป็นคืนเข้าหอที่ตื่นเต้นนัก”
สือถงคลี่ยิ้มพราย ดวงตาคู่นั้นกวาดมองร่างอรชรของหญิงสาวอย่างหมายมาด
เขาก้าวออกมาจากเงามืด ยืนตระหง่านด้วยท่าทีมั่นคงดั่งขุนเขาที่ไร้การสั่นคลอน ร่างสูงโปร่งอยู่ในอาภรณ์สีแดงเข้มที่ขับเน้นให้ผิวขาวจัดดูโดดเด่น สันกรามของเขาคมชัดราวกับแกะสลัก ความเย็นชาที่เขามีต่อโลก ดูราวกับกำแพงน้ำแข็งที่ไม่มีวันละลายแม้ต้องเผชิญหน้ากับความเร่าร้อน เขามีเสน่ห์ที่ดูนิ่ง แต่ลึกซึ้งและเฉียบคม ทุกจังหวะการขยับกายมีความหมายดั่งการเดินหมากที่ไร้ความผิดพลาด
“แต่ฮูหยิน ด้านนอกยังมีแขกเหรื่อเต็มเรือน ทำเรื่องเอิกเกริกเช่นนี้เกรงว่าจะไม่เหมาะสม”
จินฝานเอ่ยปรามน้ำเสียงเคร่งขรึม ทว่าในแววตายังคงซ่อนความหลงใหลในความกล้าหาญของนางไว้อย่างมิดชิด
บุรุษผู้นี้มีความงามล้ำเลิศราวกับภาพวาดจากสวรรค์ ใบหน้าของเขาสมบูรณ์แบบจนไร้ที่ติ กลิ่นอายเซียนผู้ตัดกิเลสแผ่ออกมา ทว่าในดวงตาคู่นั้นกลับมีความลุ่มลึกที่ยากจะหยั่งถึง เสน่ห์ของเขาคือความสะอาดบริสุทธิ์ที่แฝงไปด้วยความร้ายกาจของวิชาอาคมเร้นลับ ราวกับดอกบัวขาวที่ซ่อนหนามคมกริบไว้ใต้กลีบอันอ่อนโยน
การเผชิญหน้ากับสามสามีพร้อมกันในคราแรก ทำเอาหลินโม่หัวใจสั่นจนแทบจะหลงลืมเรื่องสำคัญ
“ไม่ต้องห่วงเรื่องนั้น... ด้านหลังหุบเขามีลานประลองลับ นอกจากพวกเราสี่คน ย่อมไม่มีผู้ใดล่วงรู้”
สิ้นคำกล่าว ร่างอรชรในชุดเจ้าสาวก็สะบัดแขนเสื้อเพียงครั้งเดียว หน้าต่างไม้ฉลุลายก็เปิดอ้าออกด้วยแรงพลังปราณแฝงเร้น หลินโม่ย่างเท้าเพียงสามก้าว ท่วงท่าของนางพลิ้วไหวราวกับสายลมที่ไร้ร่องรอย ทะยานออกไปสู่ความมืดมิดของยามราตรีดุจวิหคเพลิง
“วิชาสามก้าวเหินนภา”
ชายหนุ่มทั้งสามอุทานขึ้นพร้อมกันด้วยความตื่นตะลึง วิชาตัวเบาชั้นสูงที่สาบสูญไปนานนับร้อยปีบัดนี้ปรากฏขึ้นต่อหน้าพวกเขา ไม่รอช้า ทั้งสามรีบใช้วิชาตัวเบาพุ่งทะยานตามเงาร่างสีแดงเพลิงของเจ้าสาวออกไปทันที ทิ้งไว้เพียงกลิ่นกำยานหอมกรุ่นที่ยังคงอวลอยู่ในห้องหอที่ว่างเปล่า
ณ สุดขอบหุบเขาเหลียงซานฝั่งตะวันตก พื้นที่ลับตาที่ถูกโอบล้อมด้วยต้นไม้ใหญ่สูงตระหง่านดุจกำแพงธรรมชาติอันหนาทึบ บดบังสายตาจากโลกภายนอกไว้อย่างมิดชิด ทว่าเมื่อก้าวล่วงเข้าไปภายใน กลับปรากฏทัศนียภาพที่งดงามอลังการ ราวกับหลุดเข้าไปในแดนเทพ
ลานประลองหินศิลาโบราณมิได้มืดมิดเช่นโลกภายนอก ทว่ากลับสว่างไสวด้วยแสงนวลตาจากหินปราณเลอค่าที่ฝังรากลึกอยู่ทั่วบริเวณ กระแสพลังปราณแห่งชีวิตมหาศาลไหลเวียนอบอวลอยู่ในอากาศ คล้ายกับว่าผืนดินแห่งนี้มีชีวิตและพร้อมจะโอบอุ้มเหล่าผู้ฝึกตนให้บรรลุวิชาขั้นสูงเข้าสู่ทำเนียบเซียน
บนแท่นหินหยกใจกลางลานกว้าง หลินโม่ในชุดเจ้าสาวสีแดงเพลิงนั่งไขว้ขาอย่างสง่างาม ท่วงท่าของนางเต็มไปด้วยความถือดีและหยิ่งผยองราวกับองค์หญิงผู้ครองบัลลังก์เทพ แสงจากหินปราณส่องกระทบใบหน้างดงามไร้ที่ติของนางให้ยิ่งดูเปล่งประกาย ผิวพรรณขาวเนียนตัดกับอาภรณ์สีชาดขับเน้นความงามที่สามารถสยบทุกสรรพสิ่งให้ยอมศิโรราบอยู่แทบเท้า บรรยากาศรอบกายของนางเงียบสงัดราวกับห้วงมหาสมุทรที่รอเวลาคลุ้มคลั่ง
[1] ยามซวี เริ่มนับตั้งแต่เวลา 19.00 – 21.00 น.
หลินโม่ร้องครางเสียงหลง เมื่อรวงรักที่เพิ่งเสร็จสมและยังขมิบตอดตุบ ๆ ถูกลำเอ็นดุดันล่วงล้ำซ้ำสอง"โม่เอ๋อร์... คืนนี้ข้าจะเป็นคนเปิดทางลับให้เจ้าเอง"ไม่เพียงเอ่ยคำหวาน เซี่ยเว่ยยังสอดปลายนิ้วหนาแทรกผ่านเข้าไปในรอยจีบดอกเบญจมาศสีชมพู ที่ไม่เคยมีผู้ใดกล้ำกรายบุกรุกมาก่อน"อ๊ายยย!"ความอึดอัด คับแน่น และเสียวแปลบที่พุ่งวาบขึ้นมาจากทวารลับ ทำเอาหลินโม่สะดุ้งเฮือก สั่นเทิ้มไปทั้งร่าง สายตาเร่าร้อนสามคู่มองจ้องอยู่ที่รูจีบดอกเบญจมาศของนางที่ถูกนิ้วแกร่งแหวกขยาย ควบคู่ไปกับกลีบเนื้ออวบอูมด้านหน้าที่ขมิบตอดท่อนลำของเซี่ยเว่ยจนเนื้อนวลหุบปลิ้นเผยิบผยาบไม่หยุด"เจ็บหรือไม่?" เซี่ยเว่ยกระซิบถามเสียงแหบพร่าด้วยความคลั่งรัก"มะ... ไม่เจ็บ..."นางบิดเอวส่ายสะโพกตอบรับอย่างทรมานระคนซาบซ่าน สองเต้าอวบอิ่มเด้งกระเพื่อมไหวโยนขึ้นลงตามแรงกระแทกกระทั้นอันดุเดือดของเทพอสูรหนุ่ม ที่หวดสะโพกเข้าใส่ร่องรักของนางอย่างไม่คิดออมแรงเซี่ยเว่ยอาศัยน้ำกามที่ลื่นไหลสาดกระเซ็นออกมาจากช่องทางรักด้านหน้า สอดนิ้วเพิ่มเข้าไปอีกหนึ่งนิ้วเพื่อเบิกทาง ขยับวนคลึงช้า
"ข้ากลับรู้สึกว่า... กาลเวลาช่างเชื่องช้าเหลือทน"เรือลำใหญ่ยังคงลอยเอื่อยไปตามกระแสธาร แสงอัสดงยามเย็นค่อย ๆ ย้อมผืนนภาและผิวน้ำให้กลายเป็นสีทองอำพันอร่ามตาภายหลังผลัดเปลี่ยนกันไปชำระล้างกาย สือถง เซี่ยเว่ย และจินฝาน ต่างออกไปนั่งล้อมวงร่ำสุราอยู่ตรงชานระเบียงเรือ ปล่อยให้หลินโม่ได้มีเวลาส่วนตัวเพื่อตระเตรียมกายใจภายในของเรือล่องลำนี้ มีห้องนอนใหญ่โอ่โถงเพียงห้องเดียว ตั่งเตียงและเครื่องเรือนทุกชิ้นล้วนถูกจัดวางไว้อย่างกว้างขวาง ประหนึ่งจงใจรังสรรค์ขึ้นเพื่อรับรองคนทั้งสี่โดยแท้ทว่ายิ่งตระหนักรู้ว่าค่ำคืนนี้ตนเองจะต้องเผชิญหน้ากับสิ่งใด หลินโม่ยิ่งใจเต้นระทึกหวั่นไหว นางทอดกายนอนแช่ในน้ำเย็นฉ่ำอยู่นานเกือบครึ่งชั่วยาม หวังดับความกระสับกระส่ายในอก ทว่าผิวกายกลับยิ่งร้อนรุ่มวูบวาบจนไม่อาจสงบใจ ในที่สุดนางจำต้องลุกขึ้นจากอ่าง สวมอาภรณ์แพรบางเบาแนบเนื้อครั้นสายตาเหลือบไปเห็นตำรารักโบราณเล่มนั้น ที่ใครบางคนจงใจนำมาวางไว้บนโต๊ะคันฉ่อง นางก็รู้สึกคันไม้คันมือ อดรนทนไม่ได้ จนต้องหยิบมันขึ้นมาเปิดดูอีกคราทว่าเพียงกวาดสายตาอ่านภาพลีลาและท่วงท่าส
สือถงคลี่ยิ้มพราย พลางสะบัดกางพัดหยกในมืออย่างสง่างาม"ภรรยาคิดถึง มีหรือที่สามีจะไม่รีบมาปรนนิบัติ""ข้าไม่ได้พูดเช่นนั้นเสียหน่อย" หลินโม่ปรายตามองค้อน"ไม่ต้องเอ่ยปาก สายตาของเจ้าก็ฟ้องความจริงหมดสิ้นแล้ว"เซี่ยเว่ยหลุดหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ นัยน์ตาสีฟ้าเทาทอดประกายขบขันพลางก้าวเข้ามาแทรก "วันนี้อย่าเพิ่งตั้งท่าวิวาทกันเลย พวกเราตระเตรียมสิ่งที่น่าสำราญใจไว้ให้เจ้าแล้ว"จินฝ่านซึ่งยืนสงบนิ่งอยู่ด้านหลังในอาภรณ์ขาวพิสุทธิ์ คลี่ยิ้มบางที่มุมปากอย่างรู้ทัน"ไปกับพวกเราเถิด""ไปที่ใด?""ล่องเรือ"สามเสียงประสานตอบรับแทบจะเป็นจังหวะเดียวณ แม่น้ำรั่วซี...ผืนวารีกว้างใหญ่ทอดตัวคดเคี้ยวไปตามแนวผา เรือล่องลำใหญ่ลอยเอื่อยช้าไปตามกระแสธาราใสเย็น สองฟากฝั่งโอบล้อมด้วยทิวเขาสูงชันที่ปกคลุมด้วยแมกไม้เขียวขจี ผิวน้ำสะท้อนประกายแดดระยิบระยับดั่งเกล็ดแก้ว ไกลออกไปมีสายน้ำตกเล็ก ๆ ไหลลดหลั่นลงมาจากหน้าผาหิน เสียงน้ำกระทบแก่งหินดังก้องแว่วหวานประดุจทำนองพิณธรรมชาติหลินโม่นั่งเอนกายอยู่กึ่งกลางลำเรือ
ครั้นหวนคืนสู่หุบเขาเหลียงซานได้เพียงสามวัน หลินโม่กลับมีท่าทีผิดแผกไปจากเดิม นางยังคงยิ้มแย้มพูดคุยกับบิดาและท่านปู่เช่นเคย หากแต่ในบางครั้ง หญิงสาวกลับทอดสายตาเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างเรือนนานนับเค่อ ราวกับมีปัญหากลัดกลุ้มบางประการตกตะกอนอยู่ภายในใจหลินเซียวผู้เป็นบิดาสังเกตเห็นความผิดปกตินั้นก่อนใคร ในยามดวงตะวันคล้อยต่ำ เขารินน้ำชาร้อนกรุ่นส่งให้บุตรสาวด้วยตนเอง ก่อนจะเอ่ยถามอย่างอ่อนโยน“โม่เอ๋อร์ ช่วงนี้มีเรื่องใดรบกวนจิตใจเจ้าอยู่หรือ?”หลินโม่ชะงักไปชั่วครู่ ก่อนถอนหายใจออกมาแผ่วเบา“ท่านพ่อ... ข้ากำลังสงสัยเรื่องหนึ่ง”ท่านผู้เฒ่าหลินเทียนซือซึ่งนั่งอยู่ไม่ไกล เงยหน้าขึ้นจากตำราในมือทันที“เรื่องอันใดเล่า?”หญิงสาวนิ่งคิดลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะสารภาพตามตรง“ข้าศึกษาวิชาแพทย์มานานกว่าสิบปี รู้จักตำรับยามากมาย แม้ไม่กล้าบอกว่าตนเองเป็นหมอเทวดา แต่เรื่องร่างกายและชีพจร ข้าย่อมไม่ควรดูผิด”นางหลุบสายตาลงต่ำ พวงแก้มซับสีเลือดฝาดขึ้นมาเล็กน้อย ยามเอ่ยประโยคถัดมา &ldquo
จินฝานหอบหายใจกระเส่าด้วยความตื่นเต้น แผงอกกว้างกำยำสะท้อนขึ้นลงด้วยแรงกำหนัด ยอดอกของบุรุษสั่นระริก หลินโม่โน้มกายลงไป บดขยี้ตุ่มเนื้อสีชมพูที่บนอกเขาด้วยปลายนิ้วอย่างหยอกเย้า ก่อนจะก้มลงครอบครองด้วยริมฝีปากอุ่น ตวัดปลายลิ้นดูดดึงอย่างเร่าร้อน“โม่เอ๋อร์... อย่าทำแบบนี้...”เสียงครางทุ้มต่ำที่แหบพร่าเล็ดลอดออกมาจากลำคอแกร่ง องคชาตที่ฝังลึกอยู่ในกายสาวพลันเหยียดขยายพองโตแข็งยิ่งขึ้นไปอีก หัวหยักบานร่าที่กดกระแทกย้ำจุดกระสันในส่วนลึกของนางจนเต้นตุบ ๆ ร้อนรุ่มดั่งเปลวไฟ“ท่านพี่... ช่างอ่อนไหวเสียจริง...”นางผละออกจากอกเขา พลางขยับสะโพกกลมกลึงร่อนควงรูดคลึงเป็นวงกลม ปลายนิ้วเรียวกรีดไล้บดขยี้ที่เม็ดเกสรบวมเต่งอย่างจงใจยั่วยวน เพียงชั่วพริบตา รวงสวาทที่บีบรัดตอดหนุบหนับก็หลั่งรินน้ำหวานเหลวใสออกมา อาบชโลมแท่งทวนล่ำสันของชายหนุ่มจนชุ่มโชก“อา... ฮูหยิน... ได้โปรดขยี้สามีให้แหลกลาญเถิด”ใบหน้าหล่อเหลาของจินฝานแดงก่ำไปด้วยแรงกำหนัด เขายกสะโพกขึ้นสู้ สูดปากครางด้วยความเสียวซ่านแทบขาดใจ ยามเมื่อนางโก่งบั้นท้ายขึ้น
หลินโม่แย้มยิ้มหวานหยดย้อย นัยน์ตาดอกท้อทอดประกายล้อเลียน"เรื่องเมื่อกลางวัน ท่านพี่คงได้ยินหมดสิ้นแล้วสินะ""อืม""แล้วท่านคิดเห็นอย่างไร?"จินฝานหยุดฝีเท้าลงตรงหน้านาง ร่างสูงโปร่งโน้มลงมาเล็กน้อย นัยน์ตาคมกริบดุจปลายกระบี่ทอดมองลึกเข้ามาในดวงตานาง"ข้าคิดว่า ศิษย์ในสำนักคงมีเวลาว่างมากเกินไปกระมัง"หลินโม่หลุดหัวเราะเสียงใส"อย่าได้คาดโทษพวกนางเลย พวกนางเพียงแต่หวังดีต่อท่าน""ข้ารู้..." จินฝานจ้องมองวงหน้าสวยสะคราญของนางอยู่ชั่วครู่ แววตาพลันทอประกายลึกล้ำดุดันขึ้นมาอย่างเงียบเชียบ"ทว่าเรื่องความลึกซึ้งระหว่างเราสองคน ข้ามิเคยต้องการให้ผู้ใดเข้ามาก้าวก่ายหรือวางแผนแทนข้า"วาจาตรงไปตรงมาอันแฝงความถือสิทธิ์ครอบครอง ทำเอารอยยิ้มของหลินโม่ค่อย ๆ อ่อนละมุนลงฝ่ามืออุ่นหนาของจินฝานเอื้อมออกมา ประคองพวงแก้มเนียนผุดผ่องของนางไว้อย่างแผ่วเบาและทะนุถนอม สัมผัสจากปลายนิ้วส่งผ่านกระแสความร้อนผ่าวแล่นริ้วเข้าสู่ขั้วหัวใจ"โม่เอ๋อร์...""เจ้าคะ?""ข้าไม่เคยคิดว่าตนเองจะต้องแก่งแย่งแข่งขันกับสือ
“ยังมีหน้ามาแก้ตัว หากเจ้าไม่ก่อไฟ จะมีควันได้อย่างไร !”หลินเทียนซือมือไม้สั่นระริก ปลายไม้เท้าชี้หน้าหลานสาวด้วยความขุ่นเคือง"ท่านประมุขหลิน..."สุ้มเสียงนุ่มลึกแต่เปี่ยมด้วยอำนาจดังแทรกขึ้นอย่างถูกจังหวะจินฝานในอาภรณ์สีขาวสะอาดตาก้าวเข้ามาด้วยท่าทีสงบเยือกเย็น ราวกับไม่ได้เป็นหนึ่งในผู้ก่อเหตุ
หลินโม่ในวัยเด็กก้าวออกมาจากกลุ่มหมอกเย็นชื้น มือเล็กถือตะกร้าสมุนไพรที่เพิ่งเก็บได้ นางชะงักฝีเท้าเมื่อเห็นก้อนขนสีขาวปุกปุยที่ขยับเขยื้อนอยู่เบื้องหน้า เมื่อนางสืบเท้าเข้าไปใกล้ จิ้งจอกน้อยก็ขู่ฟ่อในลำคอ ดวงตาสีชาดที่พร่าเลือนจ้องมองนางด้วยความหวาดระแวง และพร้อมจะกัดทุกคนที่เข้าใกล้"เจ้าจิ้งจอกน
“ข้าเป็นมารแล้วอย่างไร เจ้าไม่มีสิทธิ์รังเกียจสามีที่แท้จริง และโดยชอบธรรมของเจ้า หลินโม่” ท่ามกลางความมืดมน รอยแยกของผืนดินเริ่มแคบลงทุกขณะ แต่เสียงตะโกนด้วยความเดือดดาลของบุรุษทั้งสามจากด้านบนยังคงดังแทรกเข้ามาเป็นระยะ“หลินโม่ ! เจ้าอยู่ที่ไหน?” เสียงของสือถงเต็มไปด้วยความร้อนรน ในยามนี้เขาไม่
หลินโม่กัดริมฝีปากจนเจ็บ นางรู้ดีว่าถูกเขาฉวยโอกาสอยู่บ่อยครั้ง ทว่าในยามที่เขาโอบรัดและไล้สัมผัสผ่านอาภรณ์นั้น ความรู้สึกรัญจวนกลับแล่นปราดเข้าสู่หัวใจอย่างหยุดไม่อยู่ไอ้คนหน้าหนา เจ้าตั้งใจจะทำให้ข้าหวั่นไหวจนเสียสมาธิใช่หรือไม่... นางคิดอย่างเจ็บใจปนหมั่นไส้ แต่ในขณะเดียวกัน นางก็มิอาจปฏิเสธได้







