LOGINโฮกกกก!
เสียงคำรามของสัตว์อสูรสะเทือนฟ้าดิน ร่างจิ้งจอกเก้าหางสีเงินขนาดมหึมาพุ่งทะยานผ่าน
"วันนี้อาการดีขึ้นบ้างหรือยัง?"ปลายนิ้วเรียวเกลี่ยไล้เส้นขนสีเงินนุ่มลื่นบนกระหม่อมแผ่วเบา สัมผัสอันคุ้นเคยและอบอุ่นทำให้จิ้งจอกน้อยเผลอหรี่ตาพริ้มลงอย่างสบายอารมณ์ ลืมสิ้นซึ่งมาดราชันอสูรผู้เกรียงไกร"ดีขึ้นมากแล้ว...""จริงหรือ?""อืม"หลินโม่โน้มดวงหน้าลงมาใกล้ แววตาเปี่ยมด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ "เช่นนั้น ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป ข้าคงไม่ต้องคอยปรนนิบัติดูแลเจ้าแล้วกระมัง?"ดวงตากลมโตดุจผลึกแก้วของเจ้าจิ้งจอกเงินพลันเบิกโพลงขึ้นทันควัน"ไม่ได้!"หลินโม่หลุดหัวเราะร่วน แววตาพราวระยับด้วยความขบขัน"ไหนเมื่อครู่ยังเอ่ยปากว่าอาการดีขึ้นมากแล้วอย่างไรเล่า?"เซี่ยเว่ยชะงักงันไปชั่วอึดใจ พวงหางสีเงินปุกปุยสะบัดเบา ๆ ก่อนจะเชิดหน้าตอบกลับด้วยน้ำเสียงเจ้าเล่ห์อันเป็นเอกลักษณ์"ดีขึ้น แต่ยังไม่หายดีจนเป็นปกติ... และพอได้ยินเจ้าพูดจาไร้น้ำใจกับข้าเช่นนี้ ข้าก็รู้สึกว่าอาการเริ่มจะกำเริบหนักขึ้นมาอีกแล้ว""รวดเร็วปานกามนิตหนุ่มเพียงนั้นเชียวหรือ?""ใช่"หลินโม่ส่ายหน้าน้อย ๆ พลางทอดถอนใจด้วยความเอ็นดูปนระอา ทว่าสุดท้ายก็ไม่อาจหักห้ามใจ นางเอื้อมมือไปช้อนร่างอสูรน้อยขนปุยขึ้นมาตระกองกอดแนบทรวง
คลื่นลมแห่งมหาสงครามแดนมารสงบลงแล้ว ซากปรักหักพังของวิมานสวรรค์ลวงตาพังทลายกลืนหายไปกับเถ้าธุลี ม่านหมอกสีเลือดที่เคยครอบงำผืนพิภพถูกชะล้างด้วยปราณศักดิ์สิทธิ์ เหลือไว้เพียงเศษซากความพ่ายแพ้ของเหล่ามารอสูรที่แตกพ่าย บ้างเตลิดหนีเข้าสู่หุบเขาลึกสุดหล้า บ้างก้มหัวสวามิภักดิ์ยอมสาบานตนเป็นไพร่พลทหารอสูรรับใช้ใต้บัญชาสามทายาทแห่งซานซิงส่วนนามของเฟิ่งอวี้และเฟิ่งม่านจู สองแม่ลูกผู้หลงระเริงในกิเลสมรรคามาร กลายเป็นเพียงเรื่องเล่าขานอันชวนอกสั่นขวัญแขวนที่ถูกกลบฝังไว้ในกาลเวลาทว่าท่ามกลางความเงียบสงบเหนือยอดเขาสูงแห่งชิงชิว ทะเลดอกท้อสีชมพูบานสะพรั่งพัดพลิ้วตามสายลมวสันต์ ส่งกลิ่นหอมอบอวลโอบล้อมเรือนไม้หลังน้อยที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ร่มเงาพฤกษา หากแต่ภายในห้องหอนั้น กลับมิได้มีเพียงความวิเวกตามธรรมชาติ หากแต่แว่วเสียงถอนหายใจและเสียงบ่นงึมงำของคนคู่หนึ่งดังกระทบกันไม่เว้นแต่ละวัน"กินยาเสีย"หลินโม่ยื่นถ้วยกระเบื้องเคลือบที่ควันโอสถสีเข้มยังกรุ่นกลิ่นขมฝาดไปตรงหน้า ร่างกลมป้อมขนสีเงินปุกปุยนอนขดนิ่งอยู่บนเบาะผ้าไหมเนื้อนุ่ม หูสามเหลี่ยมทั้งสองข้างลู่ลงแนบศีรษะอย่างคนเอาแต่ใจพอได้ยินเสียงสั่งให้
โฮกกกก!เสียงคำรามของสัตว์อสูรสะเทือนฟ้าดิน ร่างจิ้งจอกเก้าหางสีเงินขนาดมหึมาพุ่งทะยานผ่านหมู่เมฆ เก้าหางแผ่กว้างราวกับม่านดารา ดวงตาสีทองส่องประกายเย็นเยียบเบื้องหน้าคือ เฟิ่งอวี้ ราชันปีศาจผู้กลายร่างเป็นอสูรอสรพิษ เกล็ดสีขาวทั่วร่างเปื้อนโลหิตมาร ดวงตาสีแดงฉานเต็มไปด้วยความบ้าคลั่ง“เซี่ยเว่ย!”เสียงคำรามของเฟิ่งอวี้สะท้านสะเทือนไปทั่วแดนมาร “เจ้าคิดหรือว่าฆ่าข้าได้?! ที่นี่คืออาณาจักรของข้า!”เซี่ยเว่ยไม่ตอบ เขาเพียงมองอีกฝ่ายด้วยดวงตาเย็นเยียบ ทันใดนั้นปราณมารจำนวนมหาศาลที่รั่วไหลจากร่างเฟิ่งอวี้กลับถูกดูดเข้าหาร่างของเขารากวิญญาณเทพอสูรในกายเซี่ยเว่ยสั่นสะเทือน ขอบเขตพลังที่ติดค้างมานานนับร้อยปีพลันแตกออกเปรี้ยง!สายฟ้าสีทองฟาดลงมาจากฟากฟ้า หางทั้งเก้าของเขาแผ่ขยายใหญ่ขึ้น ขนสีเงินพลันเปล่งประกายดุจแสงจันทร์ แรงกดดันมหาศาลแผ่คลุมทั่วทั้งแดนมารแม้แต่สือถงและจินฝานยังต้องเงยหน้ามอง“เขา...”“ทะลวงขั้นเทพบรรพกาลแล้ว”เซี่ยเว่ยลืมตาขึ้น เสียงของเข
เฟิ่งม่านจูที่กำลังคลุ้มคลั่งอยู่เบื้องหน้าเงยหน้าขึ้น ดวงตาสีแดงฉานจับจ้องบุรุษตรงหน้าทว่าเมื่อเห็นท่วงท่าที่เขายกกระบี่ขึ้น บางสิ่งในใจของนางกลับสั่นสะเทือนภาพต่าง ๆ ผุดขึ้นในความทรงจำ บุรุษผู้หนึ่งยืนอยู่ท่ามกลางหิมะ เขายื่นมือให้นางในวันที่นางได้รับบาดเจ็บสาหัส“ไม่ต้องกลัว ข้าจะช่วยเจ้า”อีกภาพหนึ่ง บุรุษคนเดิมกำลังถือกระบี่ ยืนขวางหน้าศัตรูเพื่อปกป้องนาง และภาพสุดท้ายริมฝีปากของเขาเอ่ยถ้อยคำที่นางไม่เคยลืม“หากเจ้ามีชีวิตอยู่ได้ ก็จงมีชีวิตต่อไป”เฟิ่งม่านจูเบิกตากว้าง“หลิน... หลินเซียว...” น้ำเสียงนางสั่นเครือ สติที่เคยถูกพิษและภาพหลอนบดบัง พลันฉีกกระชากม่านหมอกออกนางจำได้แล้ว จำได้ว่าตนเองตกหลุมรักบุรุษผู้นี้เพราะเหตุใด จำได้ว่าเขาเคยช่วยชีวิตนางจำได้ว่าเขาเคยเป็นแสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวในชีวิตอันมืดมนของนางและจำได้ ว่านางเป็นคนทำลายทุกสิ่งด้วยมือของตนเอง“ไม่...” เฟิ่งม่านจูถอยหลังไปหนึ่งก้าว“เป็นข้า... ข้าเป็นคนทำร้ายท่าน...”หลินเซีย
เพียงพริบตาเดียวปีศาจงูขาวขนาดยักษ์ ก็ปรากฏขึ้นกลางท้องฟ้า ลำตัวของมันยาวหลายร้อยจั้ง เกล็ดสีขาวสะท้อนสายฟ้าสีเลือด เขี้ยวสองข้างยาวราวกระบี่ พ่นลมหายใจเพียงครั้งเดียวก็ทำให้หินผาเบื้องล่างแตกร้าวเฟิ่งอวี้ในร่างปีศาจอสรพิษแผดเสียงคำราม"วันนี้ข้าจะส่งเจ้ากลับไปตายอีกครั้ง!"โฮก! ราชันจิ้งจอกคำรามตอบ หางทั้งเก้าสะบัดพร้อมกัน ภูเขาลูกหนึ่งถูกแรงลมปราณบดขยี้จนถล่มครืนงูยักษ์พุ่งเข้าหา เขี้ยวขนาดมหึมากัดลงกลางอากาศ เซี่ยเว่ยกระโจนหลบตูม!เขี้ยวงูฝังลงในภูเขา ภูเขาทั้งลูกสั่นสะเทือน เซี่ยเว่ยหมุนตัวกลางอากาศ เก้าหางฟาดลงพร้อมกัน ร่างงูขาวถูกซัดกระเด็นทะลุหน้าผาไปสามลูก แต่เพียงชั่วพริบตา เฟิ่งอวี้ก็ทะยานออกมาจากซากก้อนหิน เกล็ดหลายแห่งแตกออก เลือดสีดำไหลซึมทว่ารอยยิ้มบนใบหน้ากลับยิ่งน่าสะพรึงกลัว"ดี!" เขาคำราม "แบบนี้สิ ถึงจะสาสมกับที่ข้ารอคอย!"ทั้งสองพุ่งเข้าหากันอีกครั้ง ทุกครั้งที่ปะทะกัน ท้องฟ้าราวกับถูกฉีกออก คลื่นพลังสีทองกับสีดำกวาดผ่านเทือกเขา แม่น้ำสีเลือดถูกแรงปราณยกตัวขึ้นจากพื้น สัตว์อสูรนับร้อยพากัน
อีกฟากหนึ่งของสมรภูมิเหล่าปีศาจที่ได้รับพิษบุปผาแห่งแดนปรโลกต่างคลุ้มคลั่งจนเสียสติ ต่างไม่สามารถแยกแยะพรรคพวกได้อีกต่อไป ในดวงตาของพวกมัน ทุกสิ่งกลับกลายเป็นภาพมายาอันบิดเบี้ยวเสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวดังระงม เหล่าสตรีที่เคยเป็นนางรำและนางบำเรอต่างพากันวิ่งหนีเอาชีวิตรอด ปีศาจหลายตนไล่ตามพวกนางราวกับสัตว์ร้ายที่หลุดจากกรงขังทันใดนั้นตูม! แสงกระบี่สีเงินสายหนึ่งผ่าลงมาจากฟากฟ้า ปีศาจตนหนึ่งถูกซัดกระเด็นไปกระแทกเสาหินจนแตกละเอียด ชายหนุ่มในอาภรณ์สีครามยืนอยู่กลางอากาศ ชายเสื้อพลิ้วไหวท่ามกลางพายุปราณ นัยน์ตาเย็นสงบดุจสายน้ำจินฝาน "พวกเจ้าหนีไปทางตะวันออก"เสียงของชายหนุ่มราบเรียบ ทว่าแฝงพลังกดดันจนสตรีนับร้อยไม่กล้าขัดขืน"ตรงนั้นมีค่ายกลคุ้มกัน""แล้วท่านล่ะเจ้าคะ?" สตรีคนหนึ่งถามทั้งน้ำตาจินฝานเหลือบมองกองทัพปีศาจเบื้องหน้า"ข้าจะซื้อเวลาให้"อีกด้านหนึ่ง เสียงหัวเราะดังขึ้น"เหอะ! ดูเหมือนคืนนี้จะได้ออกแรงเสียที!"เปลวเพลิงสีทองพวยพุ่งขึ้นจากพื้น สือถงทะยานขึ้นเหนือผืนดิน แซ่เหล็กใ
สือถงคลี่ยิ้มกว้างอย่างมีเสน่ห์ ดวงตาคมกล้าของเจ้าเมืองผู้ปกครองสองแคว้นเยือกเย็นทอประกายลึกล้ำ"คำพูดของฮูหยินเปรียบดั่งอาญาสิทธิ์ ทว่าหากจะให้ข้าลงมือกับยอดดวงใจ ข้าก็จำต้องขอให้เจ้าทำตามกฎเดียวกับที่บังคับพวกข้า... ห้ามใช้อาวุธวิเศษ ห้ามใช้อาคมใดๆ ให้คงไว้เพียงฝีมือและกำลังกายที่ติดตัวมาแต่กำเนิ
ท่ามกลางสายลมราตรีที่พัดพาละอองปราณให้พริ้วไหวราวกับเกสรดอกไม้ต้องแสงจันทร์ หลินโม่นั่งทอดกายอยู่บนแท่นหินหยกที่เย็นเยียบ ทว่าความสูงส่งของนางกลับแผ่ซ่านไอความร้อนแรงออกมาโดยไม่รู้ตัวชายหนุ่มทั้งสามที่ได้ชื่อว่าเป็นสามีของนาง ช่างเป็นภาพที่เย้ายวนจนน่ากักขังไว้ในกรงทองเสียจริงหลินโม่ลอบกลืนน้ำลาย
หลินโม่นั่งตัวเกร็ง แผ่นหลังตั้งตรง มือทั้งสองกำชายแขนเสื้อไว้แน่น ความหยิ่งผยองของบุรุษทั้งสามทำให้นางสะอิดสะเอียน ทว่านางก็รู้ดีว่า หากนางไม่จัดการกับความโอหังของพวกเขาเสียแต่เนิ่น ๆ ชีวิตหลังจากนี้ของนางคงไม่ต่างอะไรกับตกนรกทั้งเป็น"หากพวกท่านอยากได้พลังปราณจากข้า"หลินโม่เอ่ยขึ้น เสียงของนางกั
ภายในถ้ำศิลาศักดิ์สิทธิ์ที่อบอวบไปด้วยมนต์ขลังแห่งราคะ ละอองปราณสีม่วงอ่อนลอยฟุ้งดุจม่านหมอกเย้ายวน แสงเรืองรองจากหินปราณส่องกระทบผนังถ้ำที่ประดับด้วยลวดลายเถาวัลย์แกะสลักรูปอสุรีนับร้อยกำลังเริงรัก ขับเน้นให้บรรยากาศดูอาถรรพ์และดิบเถื่อนในคราเดียวกันบนแท่นหินหยกที่สั่นไหวไปตามจังหวะเร้าอารมณ์ ร่า







