LOGINฮ๋องเต้ชะงักพู่กันในมือไว้กลางอากาศ สายตาคมกริบช้อนขึ้นมองสตรีตรงหน้าทันที รอยยิ้มล้ำลึกจุดขึ้นที่มุมปากของผู้นำแผ่นดิน รอยยิ้มนั้นไม่ได้แฝงความโกรธเคือง แต่กลับฉายแววความรู้ทันอย่างชัดเจนราวกับเขาเห็นทะลุทะลายไปถึงความคิดในหัวของนางทั้งหมด
“ติดตามเสด็จ?” ฮ๋องเต้ตรัสเสียงเรียบราบเรียบ ทว่าสายตากลับจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของนางจนนางรู้สึกไม่กล้าสบตา “สนมในวังหลังไม่ได้รับอนุญาตให้ติดตามข้าไปตรวจราชการตามใจชอบ… เหตุใดเจ้าถึงอยากไปด้วยถึงเพียงนี้? ไหนว่าอยู่อย่างไร้ตัวตนในตำหนักร้างมันสบายดีไม่ใช่หรือ? ทำไมจึงไม่พอใจอยู่ตรงนั้น” หลินหลานที่เพิ่งรู้ตัวว่าเผลอแสดงอาการกระตือรือร้นออกไปเกินเหตุ รีบสูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อกดจังหวะหัวใจที่เต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมานอกอก แล้วพยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติที่สุด แม้ภายในใจจะเต็มไปด้วยความหวาดกลัวที่จะถูกจับได้ว่ามีแผนซ่อนเร้น ‘แย่แล้ว… ลืมตัวไปหน่อย! ต้องคิดคำแก้ตัวดีๆ เร็วนี้’ หลินหลานคิดในใจอย่างตื่นตระหนก ก่อนจะรีบประสานมือ ย่อตัวลงอย่างเรียบร้อยตามระเบียบวัง “หม่อมฉัน… หม่อมฉันเพียงแค่คิดว่า ทรงเหน็ดเหนื่อยจากการตรวจราชการและงานหนักมามาก หากมีคนคอยรินชา ฝนหมึก หรือจัดเตรียมข้าวของเครื่องใช้ข้างกายในยามเดินทาง ก็น่าจะช่วยแบ่งเบาภาระของข้าราชบริพารได้ไม่น้อยเพคะ” หลินหลานแถไปข้างๆ คูๆ ด้วยสีหน้าซื่อตรงที่สุดเท่าที่จะฝืนทำได้ กระพริบตาปริบๆ เพื่อให้ดูน่าเชื่อถือขึ้น “รินชา? ฝนหมึก?” ฮ๋องเต้หัวเราะในลำคอเบาๆ พลางเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ไม้แกะสลักอย่างผ่อนคลาย “เจ้าคิดว่าข้าจะเชื่อคำพูดประจบประแจงตื้นๆ ของเจ้าหรือ หลินซินเอ๋อร์? คนอย่างเจ้าเนี่ยนะอยากไปคอยรับใช้ข้าลำบากลำบนนอกวัง ที่ที่ไม่มีเตียงนุ่ม อาหารเลิศรส และความเงียบสงบที่เจ้าชอบ” “ฝ่าบาท…” หลินหลานซี้ดปาก เบ้หน้านิดๆ เมื่อเห็นว่าฮ่องเต้หนุ่มรู้ทันอย่างชัดเจน “หม่อมฉันพูดจริงๆ นะเพคะ! อยู่ในวังมันอุดอู้ ท้องฟ้าแคบแสนแคบ ออกไปเปิดหูเปิดตาข้างนอกบ้าง ร่างกายและจิตใจที่อ่อนเพลียจากการถูกกักบริเวณมานานจะได้สดชื่นขึ้นไงเพคะ” “หึ… เจ้าอยากไปทิศตะวันตกเฉียงเหนือโดยเฉพาะเจาะจง เพราะมีเป้าหมายอื่นซ่อนอยู่มากกว่ามั้ง” ฮ๋องเต้เปรยขึ้นมาลอยๆ สายตานั้นราวกับอ่านความคิดของนางออกจนหมดสิ้น “อย่าคิดว่าข้าไม่สังเกตท่าทางแปลกๆ ของเจ้าตลอดเช้านี้” หลินหลานสะดุ้งเฮือกในใจ แต่ยังคงฝืนทำหน้าตายใส “เป้าหมายอันใดกันเพคะ หม่อมฉันเป็นเพียงสตรีธรรมดาในวังหลัง จะไปมีเป้าหมายอะไรได้นอกจากการพักผ่อนและดูแลสุขภาพของตนเอง” ฮ๋องเต้จ้องมองใบหน้าหวานที่พยายามทำเป็นไขสืออย่างตั้งใจ เขาเคาะนิ้วลงบนพื้นผิวโต๊ะไม้ชิงชันเป็นจังหวะเชื่องช้า ก่อนจะยื่นข้อเสนอที่ทำเอาหลินหลานต้องหูผึ่งทันที “ข้าจะอนุญาตให้เจ้าติดตามเสด็จไปทิศตะวันตกเฉียงเหนือด้วย…” “จริงหรือเพคะ!” หลินหลานตาเป็นประกายขึ้นมาทันที ความหวังที่จะได้เข้าใกล้ ‘เหวเซียนหลิง’ และทางกลับสู่โลกเดิมพุ่งสูงปรี๊ดจนแทบลืมกดอาการ “…แต่มีข้อแลกเปลี่ยน” ฮ๋องเต้เว้นจังหวะไว้ให้นางตั้งตัว นัยน์ตาคมกริบทอแววเจ้าเล็ด “ตลอดเวลาที่อยู่นอกวัง เจ้าจะต้องคอยอยู่ข้างกายข้าตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง ห้ามห่างสายตาไปไหนโดยไม่ได้รับอนุญาต และต้องทำตามคำสั่งข้าทุกอย่าง โดยไม่มีข้อโต้แย้งหรือเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น หากเจ้ากล้าหนี หรือทำตัวมีลับลมคมในซ่อนเร้นอยู่… ข้าจะสั่งโบยเจ้าห้าสิบที แล้วจับขังไว้ในห้องมืดตลอดชีวิต ไม่มีวันปล่อย” หลินหลานฟังคำขู่เรื่อง ‘โบยห้าสิบที’ แล้วขนแขนลุกซู่ไปทั้งตัว! ความเจ็บปวดที่คาดไม่ถึงแล่นริ้วขึ้นมาถึงสมองทันที ‘ห้าสิบทีเนี่ย… ตูดพัง เนื้อหลุดเป็นชิ้นๆ แน่ๆ! แถมขังในห้องมืดคนเดียวตลอดไปอีก!’’ ทว่า พอคิดถึงโอกาสที่จะได้ไปถึงขอบเหวเซียนหลิง สถานที่เดียวที่น่าจะเป็นทางกลับบ้านยุคปัจจุบัน หลินหลานก็กัดฟันสู้ การเสี่ยงครั้งนี้ถือเป็นเบาะแสเดียวที่นางมีในตอนนี้ หากปล่อยไปอาจไม่มีโอกาสอีกเลย “ตกลงเพคะ!” หลินหลานตอบรับเสียงดังฟังชัด กระชับมือจนเล็บเจาะฝ่ามือ “หม่อมฉันรับข้อเสนอ! จะคอยอยู่ข้างกายฝ่าบาท ไม่ห่างสายตาเลยสักนิด จะเชื่อฟังและปฏิบัติตามทุกประการโดยไม่ขัดขืนเพคะ!” ฮ๋องเต้มองท่าทางเด็ดเดี่ยวเกินเหตุของนางแล้วพึงพอใจอย่างบอกไม่ถูก เขายกยิ้มมุมปากพลางเอ่ยเสียงต่ำทุ้ม “ดี… งั้นก็เตรียมตัวให้พร้อม คืนนี้ข้าจะให้คนจัดเตรียมขบวนเดินทางและสิ่งของจำเป็นให้ พรุ่งนี้รุ่งเช้าตรู่… เราจะออกเดินทางไปทิศตะวันตกเฉียงเหนือกัน!”แสงจันทร์ยามค่ำคืนไหลรินดุจแพรเงิน สาดส่องลอดผ่านม่านไหมสีครามอ่อนที่พริ้วไหวตามแรงลม ทอดตัวลงต้องกับตราประทับหยกขาวลายมังกรคู่ที่กำลังนอนนิ่งอยู่ในอุ้งมือของหลินหลานหยกนั้นขาวบริสุทธิ์ไร้มลทิน เนื้อนวลเนียนละเอียดราวกับน้ำค้างแข็งยามต้องแสงจันทร์ ลวดลายมังกรคู่ที่สลักอย่างประณีตพันเกี่ยวกันอย่างสง่างาม ดวงตามังกรทำจากทับทิมสีโลหิต ส่องประกายลึกล้ำ แต่ถึงสัมผัสจะเย็นและเนียนเพียงใด น้ำหนักของมันในมือของนางกลับหนักอึ้งอย่างประหลาด หนักดั่งอำนาจที่สามารถชี้ชะตาคนทั้งวังหลัง หนักดั่งดาบสองคมที่พร้อมจะหันกลับมาทิ่มแทงเจ้าของได้ทุกเมื่อหลินหลานนั่งอยู่บนตั่งนุ่มริมหน้าต่างตำหนักเฟิ่งหวง นิ้วเรียวเล็กหมุนตราประทับไปมาอย่างกระวนกระวาย หัวใจดวงน้อยเต้นไม่เป็นจังหวะนางช้อนสายตาขึ้นมองบุรุษที่ยืนประทับอยู่ข้างกายฮ่องเต้เซียวจิ้นรัชทายาทมังกรหนุ่มในฉลองพระองค์สีดำขลิบทอง ยืนเอามือไพล่หลัง แสงจันทร์จับขอบสันกรามคมสันของเขาให้ดูน่าเกรงขามยิ่งขึ้น นัยน์ตาคมกริบดุจเหยี่ยวคู่นั้นทอดมองนาง ไม่ได้มองด้วยสายตาที่มองสนมคนหนึ่ง แต่เป็นสายตาที่มองคนที่เขาตัดสินใจแล้วว่าจะให้ยืนเคียงข้างอย่างเด็ดเดี่ยว
แสงแดดยามเช้าสีทองนวลทอแสงกราบลงบนหลังคากระเบื้องทองคำเปลวระยิบระยับของพระราชวังหลวง ทว่าบรรยากาศภายในท้องพระโรงกลับตึงเครียดจนอากาศแทบหยุดหมุน เมื่อขันทีผู้เฒ่าผู้แก่กราบบังคมทูลอ่านพระราชโองการฉบับประวัติศาสตร์ต่อหน้าเหล่าขุนนางและเสนาบดีนับร้อยที่ยืนเกร็งกันทั่วลาน “…มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง สนมคนที่ห้า หลินซินเอ๋อร์ ขึ้นดำรงตำแหน่ง ฮองเฮา แม่แห่งแผ่นดิน ควบคุมดูแลกิจการวังหลังและช่วยงานพระอักษร สืบไป!” สิ้นเสียงอ่านอันแผ่วเบาแต่หนักแน่น เสียงฮือฮาและกระแสความขัดแย้งก็ดังระเบ็งเซ็งแซ่ไปทั่วท้องพระโรง! เสียงกระซิบกระซาบปะทุกันเป็นคลื่น ทุกสายตาจับจ้องไปที่บัลลังก์มังกรด้วยความไม่เชื่อ “ฝ่าบาท! ทรงโปรดตรึกตรองอีกครั้งด้วยพะยะค่ะ!” มหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายผู้เป็นบิดาของสนมเอกเฉิน ก้าวออกมาหมอบราบกับพื้นหินอ่อน ใบหน้าสั่นระริกด้วยความแค้นเคืองที่กลั้นไว้ไม่อยู่ “นางเป็นเพียงสตรีตระกูลเล็ก ไร้อำนาจ ไร้ชาติกำเนิดสูงส่ง และไร้ผลงานเด่นเป็นที่ประจักษ์ เหตุใดจึงข้ามหน้าข้ามตาพระสนมเอกและพระสนมท่านอื่นขึ้นสู่ตำแหน่งอันสูงส่งและสำคัญยิ่งนี้ได้พะยะค่ะ!”
ความเงียบสงบเข้าปกคลุมห้องพระอักษรทันทีที่สิ้นเสียงคำเอ่ยของหลินหลาน ความเงียบที่กดทับจนแทบหายใจไม่ออก ขันทีหลิวที่ยืนถวายการรับใช้อยู่ที่มุมห้องถึงกับเข่าอ่อนแรงจนแทบจะล้มพับลงกับพื้นไม้ขัดมัน นัยน์ตาแทบเบิกค้างด้วยความตื่นตระหนกจนไม่อาจปิดลงได้ ‘สตรีผู้นี้… กล้าเอ่ยปากขอตำแหน่งฮองเฮาต่อพระพักตร์ฝ่าบาทตรงๆ เชียวหรือ! นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยที่ใครก็พูดได้…’ ฮ่องเต้จ้องมองใบหน้าหวานที่ชูเชิดขึ้นอย่างท้าทาย นัยน์ตาคมกริบของพระองค์วูบวาบไปด้วยความตกตะลึงที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ก่อนจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นความขบขันผสมความพึงพอใจอย่างที่สุด เสียงหัวเราะทุ้มต่ำดังก้องไปทั่วห้องพระอักษรอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เป็นเสียงหัวเราะที่ปนไปด้วยความประหลาดใจและความชื่นชมที่หาได้ยากยิ่ง “ฮะฮะฮะ… ฮองเฮางั้นหรือ?” ฮ่องเต้ยันพระกายลุกขึ้นยืน ร่างสูงใหญ่ค่อยๆ ก้าวข้ามโต๊ะทรงงานเข้ามาหานางทีละนิด ทุกก้าวหนักแน่นราวกับจังหวะหัวใจที่เต้นแรง “หลินซินเอ๋อร์… เจ้าช่างเป็นสตรีที่ไร้ความเดียงสา หรือว่ากล้าบ้าบิ่นกันแน่? รู้หรือไม่ว่าตำแหน่งฮองเฮาแห่งแผ่นดินนี้ ไม่ใช่สิ่งที่สตรีคนใดจะเ
ข่าวการเสด็จกลับวังหลวงของฮ่องเต้พร้อมด้วยสนมคนที่ห้า สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งราชสำนัก ไม่ใช่เพียงเพราะทั้งสองรอดพ้นจากการจู่โจมของกลุ่มมือสังหารอย่างหวุดหวิด แต่เป็นเพราะพระราชโองการฉบับหนึ่งที่ถูกประกาศออกมาอย่างกะทันหันในรุ่งเช้าวันถัดมา ‘ยกเลิกการกักบริเวณสนมคนที่ห้า หลินซินเอ๋อร์ และแต่งตั้งให้นางเป็นผู้ช่วยกำกับงานตำหนักพระอักษรอย่างเป็นทางการ!’ ข่าวนี้ทำเอาตำหนักเหมยฮวาของสนมเอกเฉินร้อนรุ่มดั่งไฟเผา ผลึกหยกและเครื่องกระจกแพงถูกปาทิ้งจนแตกกระจายเกลื่อนพื้น หยดน้ำตาของความโกรธเกรี้ยวคลอเบ้าตา แต่กลับถูกกลั้นไว้อย่างแน่นหนา “เป็นไปได้อย่างไร!” สนมเอกเฉินตวาดลั่น ใบหน้าสวยงามบิดเบี้ยวด้วยความอิจฉาริษยาที่ปกปิดไม่มิด “นางนั่นแอบหนีออกไปกลางดึก แถมยังมีข่าวลือว่าไปยืนทำท่าจะกระโดดเหวไร้สาระนั่น! เหตุใดฝ่าบาทถึงไม่ลงโทษนาง แต่กลับประทานตำแหน่งและให้เข้าใกล้ชิดยิ่งกว่าเดิม!” “พระสนมเอกโปรดระงับพระทัยก่อนเพคะ” นางกำนัลคนสนิทรีบคลานเข้าไปหมอบราบ เสียงต่ำพร่าด้วยความหวาดกลัว “บัดนี้สนมห้ามีฝ่าบาทคอยปกป้องอย่างชัดเจน หากเราลงมือส่งเดชในเวลานี
ลมราตรีพัดกระหน่ำซัดเซพเนจรจนสายหมอกหนาทึบหมุนคว้างปกคลุมขอบเหวเซียนหลิงจนแทบมองไม่เห็นพื้นดินเบื้องล่าง ประกายแสงสีเงินดวงสุดท้ายของฝนดาวตกกะทัดแสงลงท้องฟ้าอันมืดมิดก่อนจะดับวูบหายไปอย่างเงียบเชียบ… สัญญาณแห่งการข้ามมิติที่นางรอคอยมานานก็เลือนจางหายไปพร้อมกัน โอกาสสุดท้ายที่จะหวนกลับสู่บ้านเกิดในยุคปัจจุบันสลายลงราวกับควันไฟ มือเย็นเฉียบของหลินหลานกำแน่นจนเล็บจิกเนื้อฝ่ามือจนเจ็บปวด หัวใจดวงน้อยเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมา มันจบลงแล้ว… ความหวังที่จะกลับไปยังที่ที่ปลอดภัย คุ้นเคย และเป็นบ้านของนางตลอดชีวิต ดับสูญลงไปพร้อมกับแสงดาวดวงสุดท้ายนั้นแล้ว “ฝ่าบาท…” หลินหลานเอ่ยเสียงแผ่วราวกับเสียงลมที่พัดผ่านหน้าผา ร่างบางสั่นสะท้านไปทั้งตัว ขาทั้งสองข้างอ่อนแรงจนแทบจะยืนไม่อยู่ ความกลัวความเจ็บบวกกับความผิดหวังอันรุนแรงที่กัดกินใจทำให้น้ำตาซึมไหลอาบแก้มไม่ขาดสาย นางไม่ได้ต้องการตาย… นางแค่กลัว กลัวที่จะต้องอยู่ในโลกที่ไม่ใช่ของตน กลัวความไม่แน่นอน กลัวความเหงาที่จะกัดกินใจไปตลอดชีวิต “เข้ามานี่… หลินซินเอ๋อร์” ฮ่องเต้ ตรัสด้วยน้ำเสียงที่สั่นสะท้านยิ่งกว่าลมยามราตร
บานประตูกระดานไม้ค่อย ๆ ถูกผลักออกทีละน้อยโดยไร้เสียง หลินหลานย่องออกจากห้องพักอย่างระมัดระวังที่สุด ลมราตรีอันเย็นเยือกของป่าเชิงเขาปะทะเข้ากับใบหน้าจนนางต้องยกมือขึ้นกอดอก อาศัยความมืดและเงาของต้นไม้ใหญ่ในการหลบเลี่ยงสายตาของเหล่าทหารองครักษ์ที่กำลังเวรยามอยู่รอบเรือนพัก หัวใจเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมา มือและเท้าสั่นระริกไม่ใช่เพราะหนาวเพียงอย่างเดียว แต่เพราะรู้ดีว่าหากถูกพบ ทุกอย่างจะจบลงทันที เป้าหมายเดี่ยวของนางในตอนนี้คือเส้นทางขึ้นสู่ ‘ยอดเขาเซียนหลิง’ ‘เอาวะ… ตกเหวมันน่ากลัวก็จริง แต่ถ้าละอองแสงจากฝนดาวตกนี่คือประตูมิติเปิดจริง ๆ การเสี่ยงครั้งนี้ก็คุ้ม!’ หลินหลานปลุกปลอบใจตัวเองพลางเร่งก้าวเท้าฝ่าความมืดและสายหมอกที่เริ่มหนาขึ้นเรื่อย ๆ เส้นทางคดเคี้ยวคดงอ มือบางจับกิ่งไม้เพื่อพยุงตัวทุกครั้งที่ลื่นไถล เส้นทางขึ้นเขาทั้งชันและเต็มไปด้วยก้อนหินขรุขระ ร่างกายอันบอบบางของสนมคนที่ห้าเริ่มเหนื่อยหอบ เท้าทั้งสองข้างสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดจากเศษหินที่บาดผ่านรองเท้าผ้าไหมจนเลือดซึม แต่นางก็กัดฟันก้าวต่อไป ไม่ยอมหันกลับ จนกระทั่งในที่สุด… นางก็มาหยุดอยู่ต







