Share

ให้ฉันไปด้วยนะฝ่าบาท

last update publish date: 2026-10-03 09:00:10

แสงอรุณรุ่งสางส่องสว่างกระทบยอดหลังคาตำหนักในเขตวังหลวงด้วยแสงสีทองนวลอุ่นไอ แม้เพิ่งจะรุ่งริ่ง แต่เสี่ยวถาวก็ตื่นแต่เช้าตรู่ด้วยความวุ่นวายใจ จัดเตรียมชุดเสื้อผ้าชั้นในและเสื้อชั้นนอกผ้าไหมปักลายดอกเหมยสีฟ้าอ่อนให้หลินหลานอย่างพิถีพิถัน ทั้งเกลี่ยรอยยับจนเรียบเนียน ทั้งจัดทรงผมให้เรียบร้อยสง่างาม สายตาของสาวใช้เต็มไปด้วยความกังวลปะปนกับความหวังที่แสนจะเบ่งบาน

“พระสนมเพคะ ทรงแต่งกายให้เรียบร้อยและสง่างามที่สุดนะเพคะ วันนี้เป็นวันแรกที่ฝ่าบาททรงโปรดให้เข้ารับใช้ใกล้ชิดในห้องพระอักษร” เสี่ยวถาวจัดชายเสื้อและรอยพับให้นายตนอย่างเบามือราวกับจับดอกไม้ “หากพระสนมคอยรับใช้เอาอกเอาใจฝ่าบาทให้ดีจริงๆ บางทีอาจจะได้เป็นที่โปรดปรานขึ้นมาจริงๆ ก็ได้นะเพคะ! ชีวิตที่นี่คงจะดีขึ้น”

หลินหลานหมุนตัวมองภาพตัวเองในกระจกเงาผืนใหญ่พลางถอนหายใจยาวอย่างไร้เรี่ยวแรง “โปรดปรานอะไรกันเล่าเสี่ยวถาว ข้าไปที่นั่นก็เพราะโดนขู่ว่าจะโดนโบยต่างหากล่ะ ไม่ใช่เพราะทรงเมตตาแต่อย่างใด”

นางยกมือขึ้นลูบเบาๆ ที่แผ่นหลังและบั้นท้ายตัวเอง นึกถึงคำขู่เรื่องไม้โบยหนาๆ ที่ดังก้องในหูเมื่อคืนนี้ แล้วก็ยังรู้สึกสยดสยานไม่หาย ความกลัวเจ็บมันฝังลึกจนขึ้นสมองจริงๆ!

“เอาเถอะ… ถือเสียว่าไปทำงานออฟฟิศยามเช้าก็แล้วกัน” หลินหลานพึมพำปลอบใจตัวเอง ก่อนจะก้าวเท้าออกจากตำหนักฝูซิน มุ่งหน้าไปตามทางเดินหินลาดที่นำไปสู่ใจกลางวัง สู่ห้องพระอักษรอันเป็นศูนย์กลางแห่งอำนาจและหน้าที่

...

ณ ห้องพระอักษรขนาดใหญ่ที่เงียบสงบ กลิ่นหมึกจีนเข้มข้นและกลิ่นกระดาษเก่าอบอวลไปทั่วห้อง แถวชั้นวางตำราเรียงรายกันสูงตระหง่านหลายสิบชั้นจากพื้นจรดเพดาน บรรยากาศร่มรื่นและเงียบสงบจนได้ยินเพียงเสียงลมพัดผ่านบานหน้าต่างไม้และเสียงกระดาษเสียดสีกันเบาๆ

ฮ๋องเต้นั่งประทับอยู่หลังโต๊ะทำงานไม้เนื้อแข็งขนาดใหญ่ นัยน์ตาคมกริบจ้องมองฎีกาแผ่นหนาในมือด้วยความตั้งใจ พลางช้อนสายตาขึ้นมองสตรีที่เพิ่งก้าวเข้ามาในห้องอย่างช้าๆ

หลินหลานย่อตัวลงทำความเคารพตามระเบียบอย่างถูกต้อง “หม่อมฉัน สนมห้า มาคอยรับใช้ตามพระราชโองการแล้วเพคะ”

ฮ๋องเต้วางพู่กันในมือลงบนแท่นรอง พลางพินิจมองร่างบอบบางในชุดสีฟ้าอ่อน ใบหน้าสะอาดหมดจดปราศจากเครื่องประดับฉูดฉาดหรือทาแต้มสีแดงเข้มเหมือนเหล่าสนมคนอื่น แต่กลับดูสดใส สบายตา และมีเสน่ห์อย่างประหลาดที่ยากจะอธิบาย

“งานของเจ้าไม่ซับซ้อน” ฮ๋องเต้เอ่ยเสียงเรียบ พลางชี้ไปที่มุมโต๊ะด้วยท่าทางสุขุม “คอยฝนหมึก รินชา และจัดเก็บฎีกาที่ข้าตรวจเสร็จแล้วให้เป็นระเบียบเรียบร้อย… ทำได้หรือไม่?”

“รับด้วยเกล้าเพคะ” หลินหลานตอบรับอย่างว่าง่าย ก้มหน้าลงตามมารยาท

นางเดินเข้าไปยืนข้างโต๊ะ จับแท่งหมึกดำค่อยๆ ฝนลงบนแท่นหินอย่างตั้งอกตั้งใจ แม้ช่วงแรกจะเกร็งและทำท่าจะมือไม่ถนัดอยู่บ้าง แต่เพราะความฉลาดและหัวไวที่สะสมมาจากยุคปัจจุบัน ทำให้นางจับจังหวะการทำงานได้อย่างรวดเร็วและราบรื่นในเวลาไม่นาน

ทว่า… สายตาของหลินหลานกลับไม่ได้หยุดอยู่แค่งานตรงหน้า นัยน์ตาคู่สวยคอยกวาดมองไปยังชั้นวางตำราขนาดใหญ่ด้านหลังฮ่องเต้อย่างมีเลศนัย เปรียบเสมือนคนที่กำลังตามหาอะไรบางอย่างที่สำคัญยิ่งกว่างานที่ได้รับมอบหมาย

‘ชั้นหนังสือเยอะขนาดนี้… ต้องมีแผนที่ผังภูมิประเทศวังหลวง หรือบันทึกเกี่ยวกับตำนาน ‘เหวเซียนหลิง’ แน่ๆ!’ หลินหลานคิดในใจ หัวใจเริ่มเต้นตึกตักด้วยความหวังที่เพิ่งผลิกลางขึ้นมา

เมื่อเห็นฮ๋องเต้ก้มหน้าก้มตาอ่านฎีกาอย่างเคร่งเครียด นิ้วมือเคลื่อนไหวตามหน้ากระดาษอย่างสม่ำเสมอ หลินหลานจึงทำเป็นค่อยๆ ขยับตัวทีละนิด ก้าวเท้าช้าๆ ไปจัดระเบียบม้วนกระดาษบนชั้นวางที่อยู่ไม่ไกล พลางกวาดสายตาอ่านชื่อเรื่องและหมวดหมู่บนสันหนังสืออย่างรวดเร็ว

ฮ๋องเต้ที่ทำทีเป็นจดจ้องฎีกา จริงๆ แล้วสายตาคู่คมกลับคอยสังเกตทุกการเคลื่อนไหวของนางผ่านมุมสายตาตลอดเวลา รอยยิ้มเสน่หาฉายวูบขึ้นที่มุมปากอย่างรู้ทันอย่างเงียบๆ

‘คิดจะแอบหาอะไรอยู่กันแน่ สนมห้า…’ ฮ๋องเต้คิดในใจ พลางแกล้งทำเป็นถอนหายใจยาว แล้วยกมือขึ้นนวดขมับราวกับเหน็ดเหนื่อย “หมึกหมดแล้ว…”

หลินหลานสะดุ้งเล็กน้อย รีบถอยกลับมารินชาและฝนหมึกเพิ่มให้ทันทีด้วยท่าทางกระตือรือร้น “ฝ่าบาททรงเหน็ดเหนื่อยจากการตรวจราชการ ลองจิบชาร้อนๆ ผ่อนคลายพระวรกายก่อนนะเพคะ”

ฮ๋องเต้ยกถ้วยชาขึ้นจิบช้าๆ สายตาจ้องมองใบหน้าหวานที่พยายามทำตัวเนียนอย่างจับผิด “เจ้าดูสนใจชั้นตำราด้านหลังข้าเป็นพิเศษนะ หลินซินเอ๋อร์… อ่านออกด้วยหรืออย่างไร?”

หลินหลานชะงักไปแป๊บหนึ่ง ก่อนจะฉีกยิ้มซื่อๆ ปนเกร็ง “หม่อมฉันพอจะอ่านออกเขียนได้บ้างเพคะ แค่เห็นหนังสือเยอะแยะก็เลยรู้สึกแปลกตา อยากรู้ว่ามีเรื่องอะไรบ้าง ไม่ได้มีสิ่งใดเป็นพิเศษหรอกเพคะ”

“งั้นหรือ?” ฮ๋องเต้เลิกคิ้ว ยื่นมือไปหยิบฎีกาม้วนใหม่ขึ้นมา “พรุ่งนี้ข้าต้องออกไปตรวจราชการนอกวัง แถบเทือกเขาทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ… งานในห้องพระอักษรคงต้องงดไปก่อน”

คำว่า ‘ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ’ ทำเอาหูของหลินหลานผึ่งขึ้นมาทันที!

‘ทิศนั้น… นั่นมันทิศทางของเหวเซียนหลิงนี่หว่า!’

หลินหลานเผลอก้าวก้าวเข้าไปโดยไม่รู้ตัว โพล่งถามออกไปก่อนจะคิด “ฝ่าบาทจะเสด็จไปเทือกเขาทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือหรือเพคะ?! หม่อมฉัน… หม่อมฉันขอติดตามเสด็จไปด้วยได้หรือไม่เพคะ!”

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • โปรดอย่ารักข้าเพียงเพราะนางสนม   อำนาจ ของหยก

    แสงจันทร์ยามค่ำคืนไหลรินดุจแพรเงิน สาดส่องลอดผ่านม่านไหมสีครามอ่อนที่พริ้วไหวตามแรงลม ทอดตัวลงต้องกับตราประทับหยกขาวลายมังกรคู่ที่กำลังนอนนิ่งอยู่ในอุ้งมือของหลินหลานหยกนั้นขาวบริสุทธิ์ไร้มลทิน เนื้อนวลเนียนละเอียดราวกับน้ำค้างแข็งยามต้องแสงจันทร์ ลวดลายมังกรคู่ที่สลักอย่างประณีตพันเกี่ยวกันอย่างสง่างาม ดวงตามังกรทำจากทับทิมสีโลหิต ส่องประกายลึกล้ำ แต่ถึงสัมผัสจะเย็นและเนียนเพียงใด น้ำหนักของมันในมือของนางกลับหนักอึ้งอย่างประหลาด หนักดั่งอำนาจที่สามารถชี้ชะตาคนทั้งวังหลัง หนักดั่งดาบสองคมที่พร้อมจะหันกลับมาทิ่มแทงเจ้าของได้ทุกเมื่อหลินหลานนั่งอยู่บนตั่งนุ่มริมหน้าต่างตำหนักเฟิ่งหวง นิ้วเรียวเล็กหมุนตราประทับไปมาอย่างกระวนกระวาย หัวใจดวงน้อยเต้นไม่เป็นจังหวะนางช้อนสายตาขึ้นมองบุรุษที่ยืนประทับอยู่ข้างกายฮ่องเต้เซียวจิ้นรัชทายาทมังกรหนุ่มในฉลองพระองค์สีดำขลิบทอง ยืนเอามือไพล่หลัง แสงจันทร์จับขอบสันกรามคมสันของเขาให้ดูน่าเกรงขามยิ่งขึ้น นัยน์ตาคมกริบดุจเหยี่ยวคู่นั้นทอดมองนาง ไม่ได้มองด้วยสายตาที่มองสนมคนหนึ่ง แต่เป็นสายตาที่มองคนที่เขาตัดสินใจแล้วว่าจะให้ยืนเคียงข้างอย่างเด็ดเดี่ยว

  • โปรดอย่ารักข้าเพียงเพราะนางสนม   แม่ขอแผ่นดิน

    แสงแดดยามเช้าสีทองนวลทอแสงกราบลงบนหลังคากระเบื้องทองคำเปลวระยิบระยับของพระราชวังหลวง ทว่าบรรยากาศภายในท้องพระโรงกลับตึงเครียดจนอากาศแทบหยุดหมุน เมื่อขันทีผู้เฒ่าผู้แก่กราบบังคมทูลอ่านพระราชโองการฉบับประวัติศาสตร์ต่อหน้าเหล่าขุนนางและเสนาบดีนับร้อยที่ยืนเกร็งกันทั่วลาน “…มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง สนมคนที่ห้า หลินซินเอ๋อร์ ขึ้นดำรงตำแหน่ง ฮองเฮา แม่แห่งแผ่นดิน ควบคุมดูแลกิจการวังหลังและช่วยงานพระอักษร สืบไป!” สิ้นเสียงอ่านอันแผ่วเบาแต่หนักแน่น เสียงฮือฮาและกระแสความขัดแย้งก็ดังระเบ็งเซ็งแซ่ไปทั่วท้องพระโรง! เสียงกระซิบกระซาบปะทุกันเป็นคลื่น ทุกสายตาจับจ้องไปที่บัลลังก์มังกรด้วยความไม่เชื่อ “ฝ่าบาท! ทรงโปรดตรึกตรองอีกครั้งด้วยพะยะค่ะ!” มหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายผู้เป็นบิดาของสนมเอกเฉิน ก้าวออกมาหมอบราบกับพื้นหินอ่อน ใบหน้าสั่นระริกด้วยความแค้นเคืองที่กลั้นไว้ไม่อยู่ “นางเป็นเพียงสตรีตระกูลเล็ก ไร้อำนาจ ไร้ชาติกำเนิดสูงส่ง และไร้ผลงานเด่นเป็นที่ประจักษ์ เหตุใดจึงข้ามหน้าข้ามตาพระสนมเอกและพระสนมท่านอื่นขึ้นสู่ตำแหน่งอันสูงส่งและสำคัญยิ่งนี้ได้พะยะค่ะ!”

  • โปรดอย่ารักข้าเพียงเพราะนางสนม   ยศที่ใหญ่ขึ้น

    ความเงียบสงบเข้าปกคลุมห้องพระอักษรทันทีที่สิ้นเสียงคำเอ่ยของหลินหลาน ความเงียบที่กดทับจนแทบหายใจไม่ออก ขันทีหลิวที่ยืนถวายการรับใช้อยู่ที่มุมห้องถึงกับเข่าอ่อนแรงจนแทบจะล้มพับลงกับพื้นไม้ขัดมัน นัยน์ตาแทบเบิกค้างด้วยความตื่นตระหนกจนไม่อาจปิดลงได้ ‘สตรีผู้นี้… กล้าเอ่ยปากขอตำแหน่งฮองเฮาต่อพระพักตร์ฝ่าบาทตรงๆ เชียวหรือ! นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยที่ใครก็พูดได้…’ ฮ่องเต้จ้องมองใบหน้าหวานที่ชูเชิดขึ้นอย่างท้าทาย นัยน์ตาคมกริบของพระองค์วูบวาบไปด้วยความตกตะลึงที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ก่อนจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นความขบขันผสมความพึงพอใจอย่างที่สุด เสียงหัวเราะทุ้มต่ำดังก้องไปทั่วห้องพระอักษรอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เป็นเสียงหัวเราะที่ปนไปด้วยความประหลาดใจและความชื่นชมที่หาได้ยากยิ่ง “ฮะฮะฮะ… ฮองเฮางั้นหรือ?” ฮ่องเต้ยันพระกายลุกขึ้นยืน ร่างสูงใหญ่ค่อยๆ ก้าวข้ามโต๊ะทรงงานเข้ามาหานางทีละนิด ทุกก้าวหนักแน่นราวกับจังหวะหัวใจที่เต้นแรง “หลินซินเอ๋อร์… เจ้าช่างเป็นสตรีที่ไร้ความเดียงสา หรือว่ากล้าบ้าบิ่นกันแน่? รู้หรือไม่ว่าตำแหน่งฮองเฮาแห่งแผ่นดินนี้ ไม่ใช่สิ่งที่สตรีคนใดจะเ

  • โปรดอย่ารักข้าเพียงเพราะนางสนม   การต่อรองที่หัวเกือบขาด

    ข่าวการเสด็จกลับวังหลวงของฮ่องเต้พร้อมด้วยสนมคนที่ห้า สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งราชสำนัก ไม่ใช่เพียงเพราะทั้งสองรอดพ้นจากการจู่โจมของกลุ่มมือสังหารอย่างหวุดหวิด แต่เป็นเพราะพระราชโองการฉบับหนึ่งที่ถูกประกาศออกมาอย่างกะทันหันในรุ่งเช้าวันถัดมา ‘ยกเลิกการกักบริเวณสนมคนที่ห้า หลินซินเอ๋อร์ และแต่งตั้งให้นางเป็นผู้ช่วยกำกับงานตำหนักพระอักษรอย่างเป็นทางการ!’ ข่าวนี้ทำเอาตำหนักเหมยฮวาของสนมเอกเฉินร้อนรุ่มดั่งไฟเผา ผลึกหยกและเครื่องกระจกแพงถูกปาทิ้งจนแตกกระจายเกลื่อนพื้น หยดน้ำตาของความโกรธเกรี้ยวคลอเบ้าตา แต่กลับถูกกลั้นไว้อย่างแน่นหนา “เป็นไปได้อย่างไร!” สนมเอกเฉินตวาดลั่น ใบหน้าสวยงามบิดเบี้ยวด้วยความอิจฉาริษยาที่ปกปิดไม่มิด “นางนั่นแอบหนีออกไปกลางดึก แถมยังมีข่าวลือว่าไปยืนทำท่าจะกระโดดเหวไร้สาระนั่น! เหตุใดฝ่าบาทถึงไม่ลงโทษนาง แต่กลับประทานตำแหน่งและให้เข้าใกล้ชิดยิ่งกว่าเดิม!” “พระสนมเอกโปรดระงับพระทัยก่อนเพคะ” นางกำนัลคนสนิทรีบคลานเข้าไปหมอบราบ เสียงต่ำพร่าด้วยความหวาดกลัว “บัดนี้สนมห้ามีฝ่าบาทคอยปกป้องอย่างชัดเจน หากเราลงมือส่งเดชในเวลานี

  • โปรดอย่ารักข้าเพียงเพราะนางสนม   คิดจะหนีก็ไปไม่ได้

    ลมราตรีพัดกระหน่ำซัดเซพเนจรจนสายหมอกหนาทึบหมุนคว้างปกคลุมขอบเหวเซียนหลิงจนแทบมองไม่เห็นพื้นดินเบื้องล่าง ประกายแสงสีเงินดวงสุดท้ายของฝนดาวตกกะทัดแสงลงท้องฟ้าอันมืดมิดก่อนจะดับวูบหายไปอย่างเงียบเชียบ… สัญญาณแห่งการข้ามมิติที่นางรอคอยมานานก็เลือนจางหายไปพร้อมกัน โอกาสสุดท้ายที่จะหวนกลับสู่บ้านเกิดในยุคปัจจุบันสลายลงราวกับควันไฟ มือเย็นเฉียบของหลินหลานกำแน่นจนเล็บจิกเนื้อฝ่ามือจนเจ็บปวด หัวใจดวงน้อยเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมา มันจบลงแล้ว… ความหวังที่จะกลับไปยังที่ที่ปลอดภัย คุ้นเคย และเป็นบ้านของนางตลอดชีวิต ดับสูญลงไปพร้อมกับแสงดาวดวงสุดท้ายนั้นแล้ว “ฝ่าบาท…” หลินหลานเอ่ยเสียงแผ่วราวกับเสียงลมที่พัดผ่านหน้าผา ร่างบางสั่นสะท้านไปทั้งตัว ขาทั้งสองข้างอ่อนแรงจนแทบจะยืนไม่อยู่ ความกลัวความเจ็บบวกกับความผิดหวังอันรุนแรงที่กัดกินใจทำให้น้ำตาซึมไหลอาบแก้มไม่ขาดสาย นางไม่ได้ต้องการตาย… นางแค่กลัว กลัวที่จะต้องอยู่ในโลกที่ไม่ใช่ของตน กลัวความไม่แน่นอน กลัวความเหงาที่จะกัดกินใจไปตลอดชีวิต “เข้ามานี่… หลินซินเอ๋อร์” ฮ่องเต้ ตรัสด้วยน้ำเสียงที่สั่นสะท้านยิ่งกว่าลมยามราตร

  • โปรดอย่ารักข้าเพียงเพราะนางสนม   อยู่ก็เจ็บ ไม่อยู่ก็ตาย

    บานประตูกระดานไม้ค่อย ๆ ถูกผลักออกทีละน้อยโดยไร้เสียง หลินหลานย่องออกจากห้องพักอย่างระมัดระวังที่สุด ลมราตรีอันเย็นเยือกของป่าเชิงเขาปะทะเข้ากับใบหน้าจนนางต้องยกมือขึ้นกอดอก อาศัยความมืดและเงาของต้นไม้ใหญ่ในการหลบเลี่ยงสายตาของเหล่าทหารองครักษ์ที่กำลังเวรยามอยู่รอบเรือนพัก หัวใจเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมา มือและเท้าสั่นระริกไม่ใช่เพราะหนาวเพียงอย่างเดียว แต่เพราะรู้ดีว่าหากถูกพบ ทุกอย่างจะจบลงทันที เป้าหมายเดี่ยวของนางในตอนนี้คือเส้นทางขึ้นสู่ ‘ยอดเขาเซียนหลิง’ ‘เอาวะ… ตกเหวมันน่ากลัวก็จริง แต่ถ้าละอองแสงจากฝนดาวตกนี่คือประตูมิติเปิดจริง ๆ การเสี่ยงครั้งนี้ก็คุ้ม!’ หลินหลานปลุกปลอบใจตัวเองพลางเร่งก้าวเท้าฝ่าความมืดและสายหมอกที่เริ่มหนาขึ้นเรื่อย ๆ เส้นทางคดเคี้ยวคดงอ มือบางจับกิ่งไม้เพื่อพยุงตัวทุกครั้งที่ลื่นไถล เส้นทางขึ้นเขาทั้งชันและเต็มไปด้วยก้อนหินขรุขระ ร่างกายอันบอบบางของสนมคนที่ห้าเริ่มเหนื่อยหอบ เท้าทั้งสองข้างสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดจากเศษหินที่บาดผ่านรองเท้าผ้าไหมจนเลือดซึม แต่นางก็กัดฟันก้าวต่อไป ไม่ยอมหันกลับ จนกระทั่งในที่สุด… นางก็มาหยุดอยู่ต

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status