Share

อำนาจ ของหยก

last update publish date: 2026-10-14 13:26:29

แสงจันทร์ยามค่ำคืนไหลรินดุจแพรเงิน สาดส่องลอดผ่านม่านไหมสีครามอ่อนที่พริ้วไหวตามแรงลม ทอดตัวลงต้องกับตราประทับหยกขาวลายมังกรคู่ที่กำลังนอนนิ่งอยู่ในอุ้งมือของหลินหลาน

หยกนั้นขาวบริสุทธิ์ไร้มลทิน เนื้อนวลเนียนละเอียดราวกับน้ำค้างแข็งยามต้องแสงจันทร์ ลวดลายมังกรคู่ที่สลักอย่างประณีตพันเกี่ยวกันอย่างสง่างาม ดวงตามังกรทำจากทับทิมสีโลหิต ส่องประกายลึกล้ำ แต่ถึงสัมผัสจะเย็นและเนียนเพียงใด น้ำหนักของมันในมือของนางกลับหนักอึ้งอย่างประหลาด หนักดั่งอำนาจที่สามารถชี้ชะตาคนทั้งวังหลัง หนักดั่งดาบสองคมที่พร้อมจะหันกลับมาทิ่มแทงเจ้าของได้ทุกเมื่อ

หลินหลานนั่งอยู่บนตั่งนุ่มริมหน้าต่างตำหนักเฟิ่งหวง นิ้วเรียวเล็กหมุนตราประทับไปมาอย่างกระวนกระวาย หัวใจดวงน้อยเต้นไม่เป็นจังหวะ

นางช้อนสายตาขึ้นมองบุรุษที่ยืนประทับอยู่ข้างกาย

ฮ่องเต้เซียวจิ้น

รัชทายาทมังกรหนุ่มในฉลองพระองค์สีดำขลิบทอง ยืนเอามือไพล่หลัง แสงจันทร์จับขอบสันกรามคมสันของเขาให้ดูน่าเกรงขามยิ่งขึ้น นัยน์ตาคมกริบดุจเหยี่ยวคู่นั้นทอดมองนาง ไม่ได้มองด้วยสายตาที่มองสนมคนหนึ่ง แต่เป็นสายตาที่มองคนที่เขาตัดสินใจแล้วว่าจะให้ยืนเคียงข้างอย่างเด็ดเดี่ยว

“ฝ่าบาท...” หลินหลานเอ่ยเสียงแผ่วเบาแทบจะกลืนไปกับเสียงลม “ตราประทับชิ้นนี้... มอบอำนาจให้หม่อมฉันมากเกินไปหรือเปล่าเพคะ?”

นางเม้มริมฝีปาก “การคุมคลังหลวงและราชกิจวังหลังโดยสมบูรณ์เช่นนี้ ย่อมเท่ากับหม่อมฉันยกตัวเองไปเป็นเป้าธนูให้คนทั้งราชสำนักเล็ง หม่อมฉันเป็นเพียงสนมลำดับที่ห้าที่เพิ่งเข้าวังมาได้ไม่ถึงครึ่งปี มหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายและเหล่าขุนนางอาวุโส พวกเขาจ้องจะเล่นงานหม่อมฉันหนักยิ่งกว่าเดิมแน่เพคะ การตรวจบัญชีตำหนักเหมยฮวาวันนี้ หม่อมฉันก็ตัดงบของพวกเขาไปเกือบครึ่ง”

ฮ่องเต้ไม่ตอบทันที เขาเพียงแค่เลิกคิ้วเข้มขึ้นข้างหนึ่ง มุมปากหยักขึ้นเป็นรอยยิ้มที่เจือทั้งความขบขันและความเอ็นดู

“เจ้ากลัวรึ?” น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำ ทว่ากลับอบอุ่นจนทำให้ม่านไหมรอบกายพลอยสั่นไหว “สตรีที่กล้ามานั่งคุกเข่าต่อหน้าข้าในท้องพระโรงวันนั้น กล้าขอตำแหน่งฮองเฮาจากข้าตรงๆ โดยไม่เกรงกลัวว่าข้าจะสั่งตัดหัวเจ้าโทษฐานบังอาจ บัดนี้สตรีคนนั้นกลับมานั่งกังวลเรื่องขุนนางเฒ่าพวกนั้นงั้นหรือ? หลินหลาน ข้าจำเจ้าในวันนั้นได้ดี เจ้าไม่ได้มีแววตาของคนขี้กลัวเลย”

“หม่อมฉันไม่ได้กลัวพวกขุนนางเพคะ!” หลินหลานรีบแก้ต่างทันควันตามสัญชาตญาณ ความกลัวเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความไม่ยอมในทันที นางเชิดใบหน้าหวานขึ้นน้อยๆ ดวงตาโตกลมเบิกกว้าง

“หม่อมฉันแค่กลัวความวุ่นวายเพคะ! กลัวโดนวางยาพิษใส่ในโจ๊กตอนเช้า กลัวโดนเอามีดแทงตอนเดินผ่านสวน กลัวโดนผลักตกบ่อบัว พูดง่ายๆ คือหม่อมฉันกลัวเจ็บเพคะ!”

นางทำหน้าบูดบึ้งจริงจัง “ฝ่าบาทเพคะ ความเจ็บปวดน่ะ เป็นสิ่งที่หม่อมฉันเกลียดที่สุดในชีวิตเลยเพคะ! ตั้งแต่เด็กจนโต หม่อมฉันแค่โดนเข็มตำนิ้วก็ร้องไห้ไปสามวันแล้ว ให้หม่อมฉันไปสู้รบปรบมือกับคนพวกนั้นที่พร้อมจะเอายาพิษกรอกปากกันได้ทุกเมื่อ สู้ให้หม่อมฉันนอนกินขนมอยู่ในตำหนักเฉยๆ ไม่ดีกว่าหรือเพคะ?”

เหตุผลที่ตรงไปตรงมาและเห็นแก่ตัวอย่างเปิดเผยของนาง ทำให้บรรยากาศตึงเครียดเมื่อครู่แตกสลายลงในพริบตา

ฮ่องเต้หลุดหัวเราะออกมาในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะทุ้มต่ำที่เขาไม่ได้หัวเราะเช่นนี้มานานหลายปี

สตรีในวังหลังคนไหนบ้างที่ไม่เสแสร้งว่าตัวเองไม่กลัวตาย คนไหนบ้างที่ไม่พูดว่ายอมพลีชีพเพื่อเขา แต่มีเพียงนางคนนี้คนเดียวที่กล้าพูดต่อหน้าพระพักตร์ว่า นางกลัวเจ็บ และเกลียดความเจ็บปวดที่สุด

“ช่างเป็นเหตุผลที่... สมกับเป็นเจ้าเสียจริง” เขาส่ายหน้าเอ็นดู ก่อนจะก้าวเข้ามาใกล้

เขายื่นมือหนาที่เต็มไปด้วยร่องรอยของการจับดาบและการบริหารแผ่นดิน ไปกุมทับมือบางที่กำลังถือตราประทับหยกไว้แน่นจนข้อนิ้วซีดเผือดของเขา

ความร้อนจากฝ่ามือของเขาถ่ายทอดผ่านผิวหยกเย็นเยียบมาสู่มือนาง สัมผัสอันหนักแน่นและอบอุ่นนั้นประหลาดนัก มันช่วยกดความสั่นเทาในใจของนางให้สงบลงได้อย่างน่าอัศจรรย์

“ฟังข้าให้ดีนะ หลินหลาน” เขาค่อยๆ โน้มตัวลง สบตานางในระดับเดียวกัน นัยน์ตาที่เคยคมกริบดุจกระบี่ บัดนี้ฉายแววของความดุดันและการปกป้องที่รุนแรงจนเกือบจะเป็นการครอบครอง

“ข้าบอกเจ้าว่าอย่างไรในวันที่เจ้ารับปากจะยืนข้างข้า?”

“ตราบใดที่ตราประทับมังกรคู่นี้ยังอยู่ในมือเจ้า...” เสียงของเขาหนักแน่นทุกถ้อยคำ ราวกับเป็นราชโองการที่สลักลงบนศิลา “และตราบใดที่ข้า ยังยืนอยู่ตรงนี้ ยังหายใจอยู่บนบัลลังก์นี้ จะไม่มีผู้ใดในใต้หล้านี้ทำอะไรเจ้าได้”

“แม้แต่ปลายเล็บของเจ้า พวกมันก็จะไม่ได้แตะต้อง”

เขาบีบมือของนางแน่นขึ้น “หากพวกมันกล้าแม้แต่จะคิด ข้าก็จะใช้ดาบในมือข้างนี้ ขยี้ตระกูลของพวกมัน ขยี้รากเหง้าของพวกมันให้สิ้นซาก ไม่ให้เหลือแม้แต่ชื่อให้จารึกในประวัติศาสตร์”

คำมั่นสัญญาที่โหดเหี้ยมและเด็ดขาด กลับทำให้หัวใจของหลินหลานกระตุกวูบอย่างรุนแรง

นางพยายามย้ำกับตัวเองมาตลอดว่าที่นางยอมรับตำแหน่งนี้ ยอมเข้ามาพัวพันกับวังวนอำนาจนี้ ก็เพียงเพราะต้องการความปลอดภัย ต้องการหลังคาที่แข็งแกร่งที่สุดในแผ่นดินคุ้มหัวเท่านั้น นางไม่ได้ต้องการความรัก

แต่การคุ้มกันอย่างบ้าคลั่งและไร้เงื่อนไขของบุรุษผู้ปกครองแผ่นดินผู้นี้ ราวกับว่าโลกทั้งใบของเขามีเพียงนางที่ต้องปกป้อง มันกลับค่อยๆ กัดเซาะกำแพงน้ำแข็งที่นางสร้างไว้รอบหัวใจลงทีละน้อย ทีละน้อย อย่างช้าๆ จนไม่อาจต้านทาน

ในขณะที่ตำหนักเฟิ่งหวงกำลังถูกห่อหุ้มด้วยความอบอุ่นที่อันตราย บรรยากาศอีกฟากหนึ่งของเมืองหลวงกลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง

ณ จวนมหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายนอกวังหลวง

ห้องโถงใหญ่ที่เคยโอ่อ่า บัดนี้กลับถูกปกคลุมด้วยความมืดและความตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก ข้ารับใช้ทุกคนก้มหน้าตัวสั่น ไม่กล้แม้แต่จะหายใจเสียงดัง

“โครม!”

เสียงทุบโต๊ะไม้หนาดังสนั่นจนถ้วยชาหยกชั้นดีบนโต๊ะกระฉอกกระจาย มหาเสนาบดีเฉิน ผู้เป็นบิดาของเฉินกุ้ยเฟย ใบหน้าแหลมเสี้ยมบิดเบี้ยวด้วยความโกรธจนเส้นเลือดปูดโป

“นางเด็กเมื่อวานซืน! นางเด็กเมื่อวานซืนที่เพิ่งโผล่มาจากไหนก็ไม่รู้!” เขาแผดเสียงตวาดลั่นจนคอเป็นเอ็น “เป็นเพียงสนมลำดับที่ห้าที่ไร้หัวนอนปลายเท้า ไร้ตระกูลหนุนหลัง กลับกล้ามาตัดทอนงบประมาณประจำปีของตำหนักเหมยฮวา กล้าตรวจสอบบัญชีทุจริตที่ข้าปิดบังมาเป็นสิบปี!”

“หากปล่อยให้นางตรวจบัญชีของคลังหลวงต่อไปอีกเพียงเจ็ดวัน มีหวังเรื่องที่พวกเราแอบยักยอกเงินหลวงไปซ่องสุมกำลังทหารส่วนตัวทางใต้ เรื่องที่พวกเราแอบขายใบผ่านด่านให้พ่อค้าทางเหนือจะต้องหลุดร่วงออกมาจนหมดสิ้นแน่! ถึงตอนนั้นอย่าว่าแต่ตำแหน่งมหาเสนาบดีเลย แม้แต่หัวของพวกเราก็จะรักษาไว้ไม่ได้!”

เฉินกุ้ยเฟยที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็นั่งไม่ติดเช่นกัน นางในชุดกระโปรงไหมสีชมพูหวาน แต่ใบหน้างดงามกลับเต็มไปด้วยความริษยาและแค้นเคืองจนบิดเบี้ยว

มือบางที่เคยอ่อนช้อยกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อมือจนเลือดซิบ

“ท่านพ่อเพคะ บัดนี้ฝ่าบาททรงหลงนางจนหัวปักหัวปำ ทรงไม่เสด็จมาตำหนักของลูกมาครึ่งเดือนแล้วเพคะ!” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นสะท้านด้วยความอิจฉา “และยังมอบตราประทับหยกมังกรคู่ ตราประทับที่แม้แต่อดีตฮองเฮายังไม่เคยได้ครอบครอง ให้นางเป็นผู้คุมวังหลังแต่เพียงผู้เดียว บัดนี้นางกลายเป็นเสี้ยนหนามชิ้นใหญ่ที่สุดของตระกูลเราแล้วเพคะ หากไม่รีบถอนรากถอนโคน”

นางเงยหน้าขึ้น ดวงตาเต็มไปด้วยแววอาฆาตที่น่ากลัว

“ต่อไปในวังหลังนี้ จะไม่มีที่ยืนให้ตระกูลเฉินของเราอีกต่อไปเพคะ!”

ความเงียบเข้าปกคลุมห้องโถงอีกครั้ง เหลือเพียงเสียงหอบหายใจอย่างโกรธแค้นของสองพ่อลูก และแผนการอันชั่วร้ายที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ ภายใต้แสงจันทร์เดียวกัน แต่คนละฟากฝั่งของอำนาจ.

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • โปรดอย่ารักข้าเพียงเพราะนางสนม   อำนาจ ของหยก

    แสงจันทร์ยามค่ำคืนไหลรินดุจแพรเงิน สาดส่องลอดผ่านม่านไหมสีครามอ่อนที่พริ้วไหวตามแรงลม ทอดตัวลงต้องกับตราประทับหยกขาวลายมังกรคู่ที่กำลังนอนนิ่งอยู่ในอุ้งมือของหลินหลานหยกนั้นขาวบริสุทธิ์ไร้มลทิน เนื้อนวลเนียนละเอียดราวกับน้ำค้างแข็งยามต้องแสงจันทร์ ลวดลายมังกรคู่ที่สลักอย่างประณีตพันเกี่ยวกันอย่างสง่างาม ดวงตามังกรทำจากทับทิมสีโลหิต ส่องประกายลึกล้ำ แต่ถึงสัมผัสจะเย็นและเนียนเพียงใด น้ำหนักของมันในมือของนางกลับหนักอึ้งอย่างประหลาด หนักดั่งอำนาจที่สามารถชี้ชะตาคนทั้งวังหลัง หนักดั่งดาบสองคมที่พร้อมจะหันกลับมาทิ่มแทงเจ้าของได้ทุกเมื่อหลินหลานนั่งอยู่บนตั่งนุ่มริมหน้าต่างตำหนักเฟิ่งหวง นิ้วเรียวเล็กหมุนตราประทับไปมาอย่างกระวนกระวาย หัวใจดวงน้อยเต้นไม่เป็นจังหวะนางช้อนสายตาขึ้นมองบุรุษที่ยืนประทับอยู่ข้างกายฮ่องเต้เซียวจิ้นรัชทายาทมังกรหนุ่มในฉลองพระองค์สีดำขลิบทอง ยืนเอามือไพล่หลัง แสงจันทร์จับขอบสันกรามคมสันของเขาให้ดูน่าเกรงขามยิ่งขึ้น นัยน์ตาคมกริบดุจเหยี่ยวคู่นั้นทอดมองนาง ไม่ได้มองด้วยสายตาที่มองสนมคนหนึ่ง แต่เป็นสายตาที่มองคนที่เขาตัดสินใจแล้วว่าจะให้ยืนเคียงข้างอย่างเด็ดเดี่ยว

  • โปรดอย่ารักข้าเพียงเพราะนางสนม   แม่ขอแผ่นดิน

    แสงแดดยามเช้าสีทองนวลทอแสงกราบลงบนหลังคากระเบื้องทองคำเปลวระยิบระยับของพระราชวังหลวง ทว่าบรรยากาศภายในท้องพระโรงกลับตึงเครียดจนอากาศแทบหยุดหมุน เมื่อขันทีผู้เฒ่าผู้แก่กราบบังคมทูลอ่านพระราชโองการฉบับประวัติศาสตร์ต่อหน้าเหล่าขุนนางและเสนาบดีนับร้อยที่ยืนเกร็งกันทั่วลาน “…มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง สนมคนที่ห้า หลินซินเอ๋อร์ ขึ้นดำรงตำแหน่ง ฮองเฮา แม่แห่งแผ่นดิน ควบคุมดูแลกิจการวังหลังและช่วยงานพระอักษร สืบไป!” สิ้นเสียงอ่านอันแผ่วเบาแต่หนักแน่น เสียงฮือฮาและกระแสความขัดแย้งก็ดังระเบ็งเซ็งแซ่ไปทั่วท้องพระโรง! เสียงกระซิบกระซาบปะทุกันเป็นคลื่น ทุกสายตาจับจ้องไปที่บัลลังก์มังกรด้วยความไม่เชื่อ “ฝ่าบาท! ทรงโปรดตรึกตรองอีกครั้งด้วยพะยะค่ะ!” มหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายผู้เป็นบิดาของสนมเอกเฉิน ก้าวออกมาหมอบราบกับพื้นหินอ่อน ใบหน้าสั่นระริกด้วยความแค้นเคืองที่กลั้นไว้ไม่อยู่ “นางเป็นเพียงสตรีตระกูลเล็ก ไร้อำนาจ ไร้ชาติกำเนิดสูงส่ง และไร้ผลงานเด่นเป็นที่ประจักษ์ เหตุใดจึงข้ามหน้าข้ามตาพระสนมเอกและพระสนมท่านอื่นขึ้นสู่ตำแหน่งอันสูงส่งและสำคัญยิ่งนี้ได้พะยะค่ะ!”

  • โปรดอย่ารักข้าเพียงเพราะนางสนม   ยศที่ใหญ่ขึ้น

    ความเงียบสงบเข้าปกคลุมห้องพระอักษรทันทีที่สิ้นเสียงคำเอ่ยของหลินหลาน ความเงียบที่กดทับจนแทบหายใจไม่ออก ขันทีหลิวที่ยืนถวายการรับใช้อยู่ที่มุมห้องถึงกับเข่าอ่อนแรงจนแทบจะล้มพับลงกับพื้นไม้ขัดมัน นัยน์ตาแทบเบิกค้างด้วยความตื่นตระหนกจนไม่อาจปิดลงได้ ‘สตรีผู้นี้… กล้าเอ่ยปากขอตำแหน่งฮองเฮาต่อพระพักตร์ฝ่าบาทตรงๆ เชียวหรือ! นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยที่ใครก็พูดได้…’ ฮ่องเต้จ้องมองใบหน้าหวานที่ชูเชิดขึ้นอย่างท้าทาย นัยน์ตาคมกริบของพระองค์วูบวาบไปด้วยความตกตะลึงที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ก่อนจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นความขบขันผสมความพึงพอใจอย่างที่สุด เสียงหัวเราะทุ้มต่ำดังก้องไปทั่วห้องพระอักษรอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เป็นเสียงหัวเราะที่ปนไปด้วยความประหลาดใจและความชื่นชมที่หาได้ยากยิ่ง “ฮะฮะฮะ… ฮองเฮางั้นหรือ?” ฮ่องเต้ยันพระกายลุกขึ้นยืน ร่างสูงใหญ่ค่อยๆ ก้าวข้ามโต๊ะทรงงานเข้ามาหานางทีละนิด ทุกก้าวหนักแน่นราวกับจังหวะหัวใจที่เต้นแรง “หลินซินเอ๋อร์… เจ้าช่างเป็นสตรีที่ไร้ความเดียงสา หรือว่ากล้าบ้าบิ่นกันแน่? รู้หรือไม่ว่าตำแหน่งฮองเฮาแห่งแผ่นดินนี้ ไม่ใช่สิ่งที่สตรีคนใดจะเ

  • โปรดอย่ารักข้าเพียงเพราะนางสนม   การต่อรองที่หัวเกือบขาด

    ข่าวการเสด็จกลับวังหลวงของฮ่องเต้พร้อมด้วยสนมคนที่ห้า สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งราชสำนัก ไม่ใช่เพียงเพราะทั้งสองรอดพ้นจากการจู่โจมของกลุ่มมือสังหารอย่างหวุดหวิด แต่เป็นเพราะพระราชโองการฉบับหนึ่งที่ถูกประกาศออกมาอย่างกะทันหันในรุ่งเช้าวันถัดมา ‘ยกเลิกการกักบริเวณสนมคนที่ห้า หลินซินเอ๋อร์ และแต่งตั้งให้นางเป็นผู้ช่วยกำกับงานตำหนักพระอักษรอย่างเป็นทางการ!’ ข่าวนี้ทำเอาตำหนักเหมยฮวาของสนมเอกเฉินร้อนรุ่มดั่งไฟเผา ผลึกหยกและเครื่องกระจกแพงถูกปาทิ้งจนแตกกระจายเกลื่อนพื้น หยดน้ำตาของความโกรธเกรี้ยวคลอเบ้าตา แต่กลับถูกกลั้นไว้อย่างแน่นหนา “เป็นไปได้อย่างไร!” สนมเอกเฉินตวาดลั่น ใบหน้าสวยงามบิดเบี้ยวด้วยความอิจฉาริษยาที่ปกปิดไม่มิด “นางนั่นแอบหนีออกไปกลางดึก แถมยังมีข่าวลือว่าไปยืนทำท่าจะกระโดดเหวไร้สาระนั่น! เหตุใดฝ่าบาทถึงไม่ลงโทษนาง แต่กลับประทานตำแหน่งและให้เข้าใกล้ชิดยิ่งกว่าเดิม!” “พระสนมเอกโปรดระงับพระทัยก่อนเพคะ” นางกำนัลคนสนิทรีบคลานเข้าไปหมอบราบ เสียงต่ำพร่าด้วยความหวาดกลัว “บัดนี้สนมห้ามีฝ่าบาทคอยปกป้องอย่างชัดเจน หากเราลงมือส่งเดชในเวลานี

  • โปรดอย่ารักข้าเพียงเพราะนางสนม   คิดจะหนีก็ไปไม่ได้

    ลมราตรีพัดกระหน่ำซัดเซพเนจรจนสายหมอกหนาทึบหมุนคว้างปกคลุมขอบเหวเซียนหลิงจนแทบมองไม่เห็นพื้นดินเบื้องล่าง ประกายแสงสีเงินดวงสุดท้ายของฝนดาวตกกะทัดแสงลงท้องฟ้าอันมืดมิดก่อนจะดับวูบหายไปอย่างเงียบเชียบ… สัญญาณแห่งการข้ามมิติที่นางรอคอยมานานก็เลือนจางหายไปพร้อมกัน โอกาสสุดท้ายที่จะหวนกลับสู่บ้านเกิดในยุคปัจจุบันสลายลงราวกับควันไฟ มือเย็นเฉียบของหลินหลานกำแน่นจนเล็บจิกเนื้อฝ่ามือจนเจ็บปวด หัวใจดวงน้อยเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมา มันจบลงแล้ว… ความหวังที่จะกลับไปยังที่ที่ปลอดภัย คุ้นเคย และเป็นบ้านของนางตลอดชีวิต ดับสูญลงไปพร้อมกับแสงดาวดวงสุดท้ายนั้นแล้ว “ฝ่าบาท…” หลินหลานเอ่ยเสียงแผ่วราวกับเสียงลมที่พัดผ่านหน้าผา ร่างบางสั่นสะท้านไปทั้งตัว ขาทั้งสองข้างอ่อนแรงจนแทบจะยืนไม่อยู่ ความกลัวความเจ็บบวกกับความผิดหวังอันรุนแรงที่กัดกินใจทำให้น้ำตาซึมไหลอาบแก้มไม่ขาดสาย นางไม่ได้ต้องการตาย… นางแค่กลัว กลัวที่จะต้องอยู่ในโลกที่ไม่ใช่ของตน กลัวความไม่แน่นอน กลัวความเหงาที่จะกัดกินใจไปตลอดชีวิต “เข้ามานี่… หลินซินเอ๋อร์” ฮ่องเต้ ตรัสด้วยน้ำเสียงที่สั่นสะท้านยิ่งกว่าลมยามราตร

  • โปรดอย่ารักข้าเพียงเพราะนางสนม   อยู่ก็เจ็บ ไม่อยู่ก็ตาย

    บานประตูกระดานไม้ค่อย ๆ ถูกผลักออกทีละน้อยโดยไร้เสียง หลินหลานย่องออกจากห้องพักอย่างระมัดระวังที่สุด ลมราตรีอันเย็นเยือกของป่าเชิงเขาปะทะเข้ากับใบหน้าจนนางต้องยกมือขึ้นกอดอก อาศัยความมืดและเงาของต้นไม้ใหญ่ในการหลบเลี่ยงสายตาของเหล่าทหารองครักษ์ที่กำลังเวรยามอยู่รอบเรือนพัก หัวใจเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมา มือและเท้าสั่นระริกไม่ใช่เพราะหนาวเพียงอย่างเดียว แต่เพราะรู้ดีว่าหากถูกพบ ทุกอย่างจะจบลงทันที เป้าหมายเดี่ยวของนางในตอนนี้คือเส้นทางขึ้นสู่ ‘ยอดเขาเซียนหลิง’ ‘เอาวะ… ตกเหวมันน่ากลัวก็จริง แต่ถ้าละอองแสงจากฝนดาวตกนี่คือประตูมิติเปิดจริง ๆ การเสี่ยงครั้งนี้ก็คุ้ม!’ หลินหลานปลุกปลอบใจตัวเองพลางเร่งก้าวเท้าฝ่าความมืดและสายหมอกที่เริ่มหนาขึ้นเรื่อย ๆ เส้นทางคดเคี้ยวคดงอ มือบางจับกิ่งไม้เพื่อพยุงตัวทุกครั้งที่ลื่นไถล เส้นทางขึ้นเขาทั้งชันและเต็มไปด้วยก้อนหินขรุขระ ร่างกายอันบอบบางของสนมคนที่ห้าเริ่มเหนื่อยหอบ เท้าทั้งสองข้างสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดจากเศษหินที่บาดผ่านรองเท้าผ้าไหมจนเลือดซึม แต่นางก็กัดฟันก้าวต่อไป ไม่ยอมหันกลับ จนกระทั่งในที่สุด… นางก็มาหยุดอยู่ต

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status